หลังมื้ออาหารจบลงไปด้วยความพึงพอใจของทุกคน ก็ถึงเวลาพูดคุยแลกเปลี่ยนเื่ราวของคนในครอบครัว
"แม่จัน เื่เรียนภาษาพี่ได้คุยกับคุณพี่จอมมาแล้วหนา พี่คิดว่าตอนเพลาชายน่าจะเหมาะสมกับการเรียน เ้าคิดเห็นเยี่ยงไร" เมฆเอ่ยบอกน้องสาวเื่เรียนภาษาของพวกต่างชาติ และเื่นี้เขาได้เอาไปปรึกษาคุณพี่จอมหรือหมื่นไวยาวงศ์ ผู้เป็พี่เลี้ยงของตนมาแล้วอีกฝ่ายก็สนใจอยากจะเรียนเช่นกัน
"น้องไม่ติดกระไรเ้าค่ะ" จันเอ่ยตอบกลับพี่ชาย เพราะปกตินางก็อยู่แต่ในเรือนไม่ได้ออกไปที่ใด พี่ชายจะเรียนเวลาไหนนางก็ไม่ได้ติดขัดอะไร
"เออ พ่อเห็นพวกบ่าวมันขึ้นแปลงผักที่ข้างโรงครัว แม่จันเป็คนสั่งการรึ" หลวงสาครเห็นว่าบุตรทั้งสองคนพูดคุยกันจบแล้วจึงได้เอ่ยถึงเื่ที่เกิดขึ้นในเรือน ซึ่งน่าจะเป็ฝีมือของบุตรสาวคนเล็กอย่างแน่นอน
"เ้าค่ะคุณพ่อ ลูกยังให้บ่าวเอาต้นผลไม้ไปลงไว้กงท้ายที่ดินของเราอีกด้วย แลลูกยังได้ลูกแมวมาเลี้ยงด้วยหนาเ้าคะ" จันเอ่ยตอบรับคำบิดาด้วยรอยยิ้มเต็มใบหน้า และไม่ลืมโอ้อวดเ้าแมวน้อยที่ตอนนี้นอนอยู่ในตะกร้าด้านหลังข้างบ่าวของตน
"อืม เื่เลี้ยงแมวก็ตามใจเ้าเถอะ ว่าแต่เครื่องเรือนบนเรือนกับในห้องดูเหมือนจะไม่เหมือนที่พ่อใช้เมื่อเช้าเลยหนา" ออกหลวงสาครไม่ได้มีความคิดใดกับเื่ที่บุตรสาวจะเลี้ยงสัตว์ เพราะเขาเชื่อว่าบุตรสาวมีความรับผิดชอบพอ เพียงแต่เื่ที่ได้รู้และเห็นมาเป็สิ่งที่เขาติดใจเสียมากกว่า
"คือ…ลูกเอาออกมาเปลี่ยนใหม่ทั้งหมดเลยเ้าค่ะ" จันพอได้ยินคำถามของบิดาก็ให้หุบยิ้มลงในทันที และเอ่ยตอบกลับไปด้วยท่าทางสำนึกผิด
"เอาเถอะ ทำไปแล้วก็ช่างมัน เื่นี้ถ้าจะโทษใครก็ต้องโทษพ่อที่ไม่สามารถมอบสิ่งที่ดีให้กับพวกลูกได้ แต่ครั้งต่อไปถ้าจะเอากระไรออกมาอีกต้องบอกพ่อกับแม่ก่อนเข้าใจรึไม่" ออกหลวงสาครเอ่ยกับบุตรสาว ความจริงเื่ทั้งหมดที่เกิดขึ้นภายในเรือนภรรยาได้เอ่ยบอกเขาให้รับรู้ทั้งหมดแล้ว และสิ่งของที่บุตรสาวเอาออกมาก็นับว่าเป็ของดี ถ้าจะมีใครผิดก็คงเป็เขาที่ไม่สามารถมอบสิ่งต่างๆ ให้กับภรรยาและลูกได้เองมากกว่า
"ลูกเข้าใจแล้วเ้าค่ะ" จันเอ่ยตอบรับคำบิดาเสียงอ่อย แต่ถ้าย้อนเวลากลับไปนางก็จะเอาออกมาอีกอยู่ดี นางอยากให้ทุกคนในครอบครัวได้ใช้ของดี และไม่ต้องน้อยหน้าใครอีกต่อไป
"คุณพ่อขอรับ ลูกมีความคิดหนึ่งอยากจะปรึกษากับคุณพ่อ คุณแม่ แลทุกคนขอรับ" เมฆรอจนบิดาเอ่ยกับน้องสาวจบแล้วถึงได้เอ่ยขึ้นมาบ้าง
"มีกระไรรึพ่อเมฆ" หลวงสาครเอ่ยถามบุตรชาย
"ลูกเห็นของที่น้องจันเอาออกมาแล้ว จึงคิดอยากจะเปิดร้านเพื่อทำการค้าขอรับ" เมฆเอ่ยความคิดของตนให้ทุกคนได้ฟัง หลังกลับมาจากข้างนอกได้เห็นข้าวของเครื่องใช้ใหม่วางจนเต็มเรือนและบางอย่างก็ดูแปลกตา ซึ่งของทั้งหมดคงเป็ฝีมือน้องสาวคนเล็กที่เอาออกมา เขาถึงได้มีความคิดนี้ขึ้นมา
"เปิดร้านทำการค้าเยี่ยงนั้นรึ" หลวงสาครเอ่ยทวนคำของบุตรชายด้วยความแปลกใจ เขารู้ว่าบุตรชายคนนี้ฉลาดหลักแหลมและมีหัวคิดก้าวหน้า เพียงแต่ตอนที่อยู่เรือนเก่าไม่อาจจะกระทำการเกินหน้าเกินตาพวกคนเรือนใหญ่ได้ อีกฝ่ายจึงต้องเก็บงำความคิดของตนเองเอาไว้ แต่พอได้มาอยู่ที่นี่ไม่ต้องอยู่ภายใต้ความกดดันและเงาของผู้เป็ปู่อีก จึงได้กล้าที่จะเสนอความคิดต่างๆ ออกมา
"ขอรับ วันนี้ลูกไปเดินตลาดท่าเรือตรงป้อมเพชรมา มีร้านค้าของพวกจีนจะปล่อยขาย ทำเลค่อนข้างดีแลของที่ตลาดนั้นส่วนใหญ่ก็เป็ของแปลกๆ ที่เรือสินค้านำเข้ามาขายอยู่แล้ว ลูกเลยคิดอยากจะซื้อของจากน้องจันแล้วเอาไปขายกินกำไรขอรับ น่าจะพอทำอัฐให้กับเรือนของเราได้บ้าง" เมฆเอ่ยตอบกลับบิดา และอธิบายถึงเหตุผลที่ทำให้เขาคิดถึงเื่การทำการค้าขึ้นมา ซึ่งเื่ร้านค้าเป็เพียงส่วนหนึ่ง อีกส่วนก็คือเขาอยากให้ครอบครัวมีฐานะที่มั่นคงมากกว่านี้ มารดาและน้องสาวทั้งสองสามารถที่จะจับจ่ายใช้สอยได้อย่าง้า ไม่ต้องมาคอยกระเบียดกระเสียรดังเช่นทุกวันนี้
"เป็ขุนนางกินศักดินา แต่คิดอยากทำการค้าพ่อเมฆมิอับอายรึ" หลวงสาครเอ่ยถามบุตรชายด้วยความสงสัย เขาไม่ได้คิดดูถูกคนที่ทำการค้า เพียงแต่น้อยนักที่พวกเ้าขุนมูลนายจะลงมือทำการค้าด้วยตนเอง เพราะความคิดที่ว่าพ่อค้าคืออาชีพที่ต่ำสุดยังคงมีฝังหัวผู้คนอยู่นั่นเอง
"ไม่ขอรับ การเป็พ่อค้ามิน่าอับอายเท่ากับปล่อยให้คนในครอบครัวต้องอยู่อย่างยากลำบากทั้งที่มีหนทาง รึคุณพ่อมิอยากให้ลูกทำขอรับ" เมฆเอ่ยตอบกลับบิดาด้วยน้ำเสียงและท่าทางหนักแน่นมั่นคง การที่เขาคิดเื่ทำการค้าก็ได้คิดถึงเื่นี้มาบ้างแล้ว ตราบใดที่เขาทำสัมมาชีพไม่ว่าจะเป็อาชีพอะไรก็ไม่มีทางอับอาย แต่ถ้ามีหนทางอยู่ข้างหน้ากลับมัวแต่นั่งงอมืองอเท้านั่นต่างหากถึงจะน่าอับอาย (สัมมาชีพ=อาชีพสุจริต)
"พ่อมิมีความคิดเช่นนั้นหรอก อาชีพใดที่สุจริตมิว่าจะค้าขายรึเป็ขุนนาง ถ้ามิได้ไปเบียดเบียนรึทำให้ใครต้องเดือดร้อนพ่อก็ว่าดีทั้งนั้น ถ้าเ้าอยากทำก็ทำเถอะ มีกระไรติดขัดก็ให้มาบอกพ่อกับแม่" หลวงสาครเอ่ยตอบกลับบุตรชายด้วยความภาคภูมิใจในตัวของอีกฝ่าย
"ขอบพระคุณคุณพ่อขอรับ เพียงแต่ลูกอาจจะต้องขอยืมเงินทุนในการซื้อร้านค้าสักหน่อยขอรับ" เมฆยกมือไหว้บิดา และเอ่ยถึงปัญหาที่เขาคิดเอาไว้ ด้วยราคาของร้านค้าค่อนข้างสูงอัฐที่เขาสะสมไว้มีไม่เพียงพอ คงต้องรบกวนขอยืมอัฐจากบิดามาเพิ่มเติมในส่วนที่ขาดไป
"ขออภัยคุณพ่อกับพี่เมฆเ้าค่ะ ลูกมีเื่อยากจะเสนอ คือถ้าพี่เมฆคิดจะทำการค้าแล้าเงินทุน ก็นำสินค้าจากน้องไปขายแลกอัฐกลับมาดีรึไม่เ้าคะ" จันได้ยินเื่ที่พี่ชายพูดก็เอ่ยขออภัยบิดากับพี่ชาย แล้วทำการเสนอความคิดของตนเองออกไป
"จริงสิ พี่ก็ลืมคิดไปเลยว่าทำเช่นนี้ก็ได้ จะได้เป็การประกาศถึงสินค้าที่เราจะเปิดขายไปด้วย เพียงแต่เื่ซื้อสินค้าจากน้องมาขายที่ร้านพี่เองก็มีอัฐมิมากนะในตอนนี้" เมฆได้ยินที่น้องสาวเอ่ยก็เห็นด้วย เพียงแต่ตอนนี้เขามีอัฐไม่มากพอที่จะซื้อสินค้าจากน้องสาวมาขายที่ร้าน
"คุณพี่เมฆก็เอาของไปขายมาเป็เงินทุนในการซื้อร้านค้าก่อน แลสินค้าที่พี่เมฆจะเอาไปขายที่ร้านก็สามารถติดเป็เครดิตเอาไว้ก่อน พอค้าขายได้อัฐกลับมาแล้วก็ค่อยเอามาจ่ายคืนน้อง" จันเอ่ยตอบกลับพี่ชาย และอธิบายถึงการรับสินค้าไปขายให้อีกฝ่ายฟัง
"เค-ดิด คือกระไรรึแม่จัน" ดาวเอ่ยถามคำแปลกๆ ของน้องสาวออกไปด้วยความสงสัย
"เครดิต (Credit) เป็ภาษาของพวกวิลาส หมายถึงการที่เอาชื่อเสียงของบุคคลมาเป็หลักฐานในการค้ำประกันเ้าค่ะ อย่างในกรณีนี้ก็คือพี่เมฆเอาชื่อเสียงของหมื่นไกรเมฆามาใช้เป็หลักค้ำประกันในการรับสินค้าจากน้องไปขาย แลเมื่อขายได้อัฐก็ต้องนำมาชำระค่าสินค้าคืน" จันเอ่ยอธิบายความหมายให้พี่สาวและทุกคนได้ฟัง ซึ่งนางได้ปรับให้ฟังเข้าใจง่ายขึ้น
"เป็เช่นนี้นี่เอง พี่ก็ชักอยากจะเรียนภาษาของพวกวิลาสบ้างเสียแล้วสิ" ดาวได้ฟังคำตอบจากน้องสาวก็รู้สึกสนใจภาษาเหล่านี้ขึ้นบ้างแล้ว คำสั้นๆ เพียงแค่สองพยางค์ กลับแปลความออกมาได้ยาวถึงเพียงนี้ช่างน่าสนใจยิ่งนัก
"ถ้าแม่ดาวอยากเรียนก็มาเรียนพร้อมกับพี่เขาเถอะ พ่ออนุญาต ความรู้มีไว้ก็มิเสียหายกระไร" หลวงสาครได้ยินคำพูดของบุตรสาวคนรองก็เอ่ยสนับสนุน เขาไม่ได้มีความคิดว่าความรู้ต้องจำกัดแต่ในเฉพาะบุรุษเท่านั้น ไม่ว่าจะเป็ใครจะชายรึหญิงถ้ามีความรู้ติดตัวก็นับว่าดีและมีประโยชน์ทั้งสิ้น
"ขอบพระคุณคุณพ่อเ้าค่ะ" ดาวยกมือไหว้บิดาที่อนุญาตให้ตนเองได้เรียนร่วมกับพี่ชาย
"เอาล่ะ ค่ำแล้วแยกกันไปพักผ่อนเถอะ พวกบ่าวมันจะได้ไปพักเหมือนกัน" แม่นายแก้วเห็นว่าพูดคุยกันมานานแล้ว สมควรแก่เวลาพักผ่อน ยังมีพวกบ่าวที่รอรับใช้และรอตรวจตราความเรียบร้อยของเรือนอีก จึงเอ่ยบอกทุกคนให้แยกย้ายกันได้แล้ว
จากนั้นทั้งครอบครัวก็แยกย้ายกันกลับห้องของตนเองเพื่อไปพักผ่อน ยกเว้นจันที่กลับห้องมาก็หยิบโคมไฟแบบใส่ถ่านออกมา พร้อมด้วยสมุดและดินสอเพื่อเขียนรายการสินค้าที่ตนเองมี พร้อมกับคำนวณราคาต้นทุนเพื่อให้พี่ชายเอาไปขาย แต่จะว่าราคาต้นทุนก็ไม่ถูกนัก เพราะเป็ราคาที่นางสอบถามกับบ่าวทั้งสองคนว่าสินค้าชนิดนั้นที่นี่ขายราคาเท่าใด เมื่อได้ราคาก็มาคำนวณกับราคาสินค้าในระบบร้านค้า เพื่อใช้เป็ราคาทุนและราคาขายให้กับพี่ชาย
ความจริงจันเองก็มีความคิดอยากเอาสิ่งของที่มีอยู่ในระบบร้านค้าออกไปขายเพื่อหาอัฐเข้าเรือนเช่นกัน เพราะจากสภาพของครอบครัวแล้วกว่าจะร่ำรวยเช่นขุนนางคนอื่นคงต้องใช้เวลาอีกนาน ด้วยถูกกดขี่จากคนเรือนใหญ่มานาน เรียกได้ว่าตอนย้ายมาที่นี่ทั้งครอบครัวเหลือเพียงตัวเปล่าๆ ก็คงไม่ผิดนัก เพียงแต่พี่ชายของนางเป็คนเอ่ยขึ้นมาก่อน
และหลังจากจดรายการสินค้ากับราคาเรียบร้อย จันถึงได้เข้านอนโดยมีเ้าลูกแมวสีขาวนอนหลับอยู่ในอ้อมกอดอันแสนอบอุ่น
วันรุ่งขึ้นหลังจากส่งสมุดจดรายการสินค้าให้พี่ชายแล้ว จันก็เรียกบ่าวให้มาช่วยกันลงต้นไม้ที่เหลืออยู่ต่อ และยังขึ้นโครงซุ้มองุ่นจนแล้วเสร็จ จากนั้นพอหลังมื้อเที่ยงก็มาเริ่มเตรียมข้าวของเพื่อจะไปทำความรู้จักกับคนเรือนออกพระศรียศตามที่บิดาได้เอ่ยบอกเอาไว้แล้ว ซึ่งส่วนใหญ่เป็ผลไม้สดและของประดับเรือน
"ข้าวของมากมายแปลกตานัก ไม่น่าต้องลำบากเลยออกหลวง" ออกพระศรียศเอ่ยกับคนเรือนข้างเคียง ด้วยท่าทางสนิทสนมและเป็กันเอง เพราะตอนเข้าเฝ้าขุนหลวงก็ได้เจอกันอยู่บ้าง และบุตรชายของอีกฝ่ายก็ยังเป็ขุนนางในความปกครองของตนอีกด้วย
"ไม่ลำบากขอรับ พวกกระผมมีเรือสินค้าที่รู้จักกันดีอยู่ที่บางกอก จึงได้ติดต่อขอซื้อสินค้าพวกนี้ให้ส่งมาที่นี่ แลบุตรชายคิดจะเปิดร้านค้าขายด้วยขอรับ" หลวงสาครเอ่ยตอบอีกฝ่ายที่มีศักดินาสูงกว่า และคำตอบนี่ได้พูดคุยปรึกษากันในครอบครัวมาแล้ว รวมไปถึงเื่ที่บุตรชายจะทำการค้า ถ้าทางนี้มีท่าทางดูถูกก็จะได้วางตัวให้ห่างเอาไว้ แต่ถ้าอีกฝ่ายไม่มีท่าทางกระไรก็นับว่าพอจะคบหาพูดคุยกันต่อไปได้
"เช่นนั้นรึ คนหนุ่มขยันขันแข็งนับว่าเป็เื่ดี แล้วนี่มีใครบ้างละ" ออกพระศรียศได้ยินว่าอีกฝ่ายคิดทำการค้าก็มิได้คิดรังเกียจอะไร กลับยังชื่นชมในความคิดก้าวหน้าของชายหนุ่มรุ่นลูกอีกด้วย และไม่ลืมเอ่ยถามถึงบุตรคนที่เหลือของอีกฝ่าย
"คนนี้บุตรสาวคนรองแม่กิ่งดาว แลนั่นบุตรสาวคนเล็กแม่กิ่งจันขอรับ ส่วนบุตรชายคนโตพ่อเมฆน่าจะรู้จักกันอยู่แล้ว" ออกหลวงสาครเอ่ยตอบกลับเ้าของเรือน เห็นท่าทางที่ดูจะยินดีในเื่ที่บุตรชายจะทำการค้าไม่มีท่าทางรังเกียจก็ตัดสินใจว่าอีกฝ่ายน่าจะพอคบหาได้ ส่วนบุตรสาวที่ถูกเอ่ยถึงก็ยกมือไหว้เ้าของเรือนอีกครั้ง เพื่อเป็การบอกว่าใครคือแม่ดาว ใครคือแม่จัน
"อืม บุตรสาวทั้งสองคนมีหน้าตางดงามมิต่างจากมารดาเลยหนา" แม่นายมะลิภรรยาเพียงหนึ่งเดียวของออกพระศรียศเอ่ยชมหญิงสาวทั้งสองคน ที่คนพี่น่าจะมีอายุพอๆ กับบุตรสาวคนเดียวของนาง
"ขอบพระคุณเ้าค่ะ" ดาวและจันยกมือไหว้ขอบคุณคำชมของผู้ใหญ่ด้วยรอยยิ้มเขินอาย
"ส่วนนี่พ่อจอมแลแม่บุษบารู้จักกันเอาไว้เสีย อย่างไรก็คนบ้านใกล้เรือนเคียงกัน" แม่นายมะลิยิ้มรับไหว้ของหญิงสาวทั้งสอง และไม่ลืมหันมาเอ่ยแนะนำบุตรชายและบุตรสาวของตนเองให้อีกฝ่ายได้รู้จักกันเอาไว้ อย่างไรก็ตั้งเรือนอยู่ข้างกันเช่นนี้ในภายภาคหน้าย่อมต้องมีการไปมาหาสู่กันอย่างแน่นอน
"ข้าไหว้เ้าค่ะ" ดาวกับจันยกมือไหว้ชายหนุ่มและหญิงสาวที่ถูกแนะนำ ด้วยว่าอีกฝ่ายน่าจะมีอายุมากกว่าพวกตน
*******
ไรต์ : เขียนไปหาข้อมูลไป ถ้าตอนเรียนขยันแบบนี้ คงได้เกียรตินิยมไปแล้วออเ้าเอย