“ผมอธิบายให้แม่ฟังตอนนี้แม่ก็ไม่น่าจะเข้าใจได้ แต่เชื่อผมสักครั้งนะว่ารอให้ถึงเที่ยงคืนวันนี้แล้วแม่จะได้รู้ถึงเหตุผลที่ผมทำแบบนี้ ผมสาบานต่อพระเ้าเลย”
สมิธไม่สามารถอธิบายให้แม่ฟังได้ในทันทีตอนนี้ไม่ใช่เพราะเขาพยายามจะหลีกเลี่ยงเพื่อเอาตัวรอดแต่เพราะมันอยากที่จะเชื่อ ลองคิดดูสิว่าจู่ๆบอกว่าโลกจะเกิดหายนะในอีกไม่กี่ชั่วโมงต่อจากนี้แล้วให้ลืมการใช้ชีวิตที่เป็อยู่ตลอด่ชีวิตที่ผ่านมาไปซะ เป็ใครใครจะเชื่อลง...
“เอาน่าที่รัก...ลองเชื่อลูกดูก็ไม่เสียหายอะไร อีกอย่างลูกถึงกับสาบานต่อพระเ้าเลยนะ” ผู้เป็พ่อที่เงียบอยู่นานในที่สุดก็เปิดปากพูด พ่อพยายามเกลี่ยกล่อมให้แม่ใจเย็นเท่าที่จะเป็ไปได้
“คุณก็เป็ซะแบบนี้ตามใจลูกทุกอย่าง เอาเถอะแม่จะลองเชื่อลูกดูแต่ถ้าสิ่งที่ลูกสัญญาไม่เป็จริงขึ้นมา ลูกก็คิดไว้เลยว่าจะโดนอะไร...” แม่พูดออกมาก่อนจะหยิบเนื้อสัตว์และของกินแช่แข็งทั้งหมดที่สมิธซื้อไปเก็บยังที่ควรเก็บ
“ลูกช่วยมาตรงนี้สิ พ่อมีไรอยากจะคุยด้วย” พ่อกวักมือเรียกสมิธก่อนจะเดินนำไปยังคอกวัวสถานที่พูดคุยเื่ส่วนตัวระหว่างสองพ่อลูก
“พ่อจะคุยเื่อะไร?” แม้สมิธจะถามไปอย่างงั้นแต่เขาก็พอจะเดาได้ว่าพ่ออยากจะคุยเื่อะไร เพราะทุกที่มายังคอกวัวเื่ที่พูดคุยมักจะเป็เื่ที่ต้องเปิดอกเป็ประจำ ไม่ใช่เื่ที่จะมาพูดเล่นได้
“ไหนลูกลองเล่ามาสิเื่มันเป็ยังไง?” จอห์นถามออกมาโดยการให้สมิธอธิบายแทนที่จะบอกออกมาตรงๆ
“พ่อเชื่อเื่ที่วันหนึ่งโลกของเราจะถึงการล่มสลายไหม แบบทั้งมาจากศาสนา วิทยาศาสตร์ ความเชื่อ ทฤษฎีสมคบคิด ลิทธิ หรือะไรก็ตามแต่ พ่อเชื่อไหม” สมิธถามพ่อก่อนเลยเป็อันดับแรกเพราะถ้าพ่อเขาเชื่อในเื่แบบนี้มันยิ่งง่ายในการอธิบาย
“พ่อไม่เคยคิด” จอห์นตอบลูกชายด้วยประโยคสั้นๆ
“สิ่งที่ผมจะบอกพ่อต่อจากนี้มันค่อนข้างจะเชื่อได้ยากและดูบ้าเป็อย่างมาก แต่เชื่อเถอะผมก็อยากให้มันเป็เื่เหลวไหลเหมือนกัน เื่ที่ว่าคือวันนี้เวลา 11.59 ก่อนเที่ยงคืน โลกของเราจะเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างฉับพลันและเป็การเปลี่ยนแปลงในทางด้านลบอย่างสิ้นเชิง พ่อจำพวกหนังสัตว์ประหลาดบุกโลกหรือพวกมนุษย์ต่างดาวมาเยือนโลกแล้วถล่มโลกเราได้ไหม โลกของเราจะเป็แบบนั้นแหละในอีกไม่กี่ชั่วโมงต่อจากนี้” สมิธเื่ที่จะอธิบายเป็หนังที่เขาและพ่อเคยดูด้วยกันแทน ซึ่งมันไม่ต่างจากในหนังเลยแม้แต่นิดเดียวกับเหตุการณ์ที่กำลังจะเกิดขึ้น ถือว่าเป็การอธิบายที่ง่ายและเข้าใจมากที่สุดในระยะเวลาอันสั้น
“ลูกกำลังจะบอกว่าในอีกไม่กี่ชั่วโมงโลกของเราจะเป็แบบในหนังพวกนั้น” จอห์นอึ้งไปสักพักกับคำตอบที่ได้จากลูกชาย หากเป็คนอื่นจอห์นคงหัวเราะออกมาจากน้ำตาไหลแต่นี้คนที่พูดเป็ลูกชายแถมยังพูดด้วยน้ำเสียงและสีหน้าที่จริงจังมันยิ่งยากว่าจะรับมือมันยังไง
“เฮอะ! เอาเป็ว่ารอถึงเวลาที่ลูกบอกแล้วกัน” จอห์นถอนหายใจออกมาก่อนจะกลับไปทำงานของตัวเอง
ส่วนสมิธก็กลับเข้าบ้านไปยังห้องนอนของตัวเองแล้วเอาสมุดจดบันทึกเล่มเดียวกับที่จดบนรถไฟกลับมาจดต่อ ยิ่งมีข้อมูลมากเท่าไหร่ยิ่งเอาตัวรอดได้นาน อย่างชีวิตที่แล้วก่อนที่สมิธจะย้อนเวลากลับมาตัวเขาอยู่รอดจนมีอายุได้ 53 ปีและ 33 ปีคือระยะเวลาที่สมิธในโลกล่มสลาย 33 ปีแห่งหายนะ
พอมานึกย้อนดูสมิธเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าตัวเขาย้อนเวลามาได้ไง แม้โลกหลังจากนี้จะเต็มไปด้วยปฏิหารย์สิ่งเหนือธรรมชาติแต่การย้อนเวลานี้จะเป็อะไรที่ค่อนข้างยากจะเชื่อ เนื่องจากมันอยู่อีกระดับขั้นของความแฟนตาซีไปแล้ว
สมิธนั่งจดอยู่นานจนถึงเวลาอาหารเย็นแม้การจดบันทึกจะสำคัญแต่การใช้เวลากับครอบครัวก็สำคัญเช่นกันเขาจึงลงไปกินกับครอบครัวก่อนจะกลับขึ้นมาจดบันทึกต่อ สมิธจดบันทึกต่ออีกนิดจนในที่สุดข้อมูลภายในหัวสมองก็ไม่มีอะไรหลงเหลือให้จดอีกต่อไป
สมิธดูเวลายังเหลืออยู่ประมาณ 2 ชั่วโมง สมิธจึงตัดสินใจนอนพักสักเล็กน้อยก่อนเวลานั้นจะมาถึง...
ติ๊ด ติ๊ด ติ๊ด เสียงนาฬิกาปลุกดังขึ้น สมิธที่ได้พักผ่อนชั่วคราวเด้งตัวขึ้นจากเตียงอย่างรวดเร็วก่อนจะออกไปจากห้องแล้วไปยังห้องนอนคนอื่นในบ้านทั้งหมดพร้อมกับทำการเคาะประตูห้องอย่างรุนแรง
“ทุกคนตื่น ตื่นได้แล้ว ตื่น ตื่น ตื่น”