ตอนที่1
“แต่...คุณยังไม่บอกฉันเลยนะคะว่าฉันมาอยู่ที่นี้ได้ยังไง”
“เพราะข้าถูกขอร้องมา”
“ขอร้อง...จากใครคะ”
“พญามัจจุราชและเทพธิดาที่ดูแลสวน์”
“หมายความว่ายังไง”
“หมายความว่าเ้าคือเด็กคนนั้น และข้ามีหน้าที่นำดวงิญญาของเ้าไปเข้าร่างของเ้าในภพนี้”
“คุณล้อเล่น...”
“ข้าเป็เทพที่มียศตำแหน่งที่ต่ำกว่าพญามัจจุราชไม่กี่ขั้นเ้าคิดว่าข้าจะกล้าล้อเล่นรึ”
“แล้ว...”
“เ้าเป็คนฉลาดต้นหอมเข้ารู้ว่าเ้าเข้าใจ”
เธอนิ่งเงียบไม่กล้าพูดอะไรเื่ที่เธอฟังเธอคิดว่ามันอาจจะเป็เื่จริง แต่ไม่คิดว่ามันจะเกี่ยวกับเธอ
“แล้วหลังจากนี้ฉันต้องทำยังไงคะ”
“เอาชีวิตรอด”
“คะ...”
“ไปถึงเ้าก็จะรู้เองแต่ข้าจะบอกเ้าไว้ เ้านั้นเป็บุตรีที่เกิดจากพญามัจจุราชผู้เป็ใหญ่แห่งภพนรก เ้าย่อมมีพลังของชาวนรกติดตัวมาด้วยซึ่งพลังนั้นจะคืออะไรเ้าต้องพิสูจน์มันด้วยตัวเองแน่นอนว่าทุกครั้งที่เ้าใช้พลัง เ้าย่อมมีสิ่งที่ต้องแลกเปลี่ยนแต่ข้าว่าเ้าคงต้องช่วย ด้วยเพราะจรรยาบรรณของแพทย์...
อีกอย่างเ้ายังสามารถเข้าไปยังสวน์ได้ตามที่เ้า้า...
แล้วก็...เป็สิ่งที่ข้าเกลียดที่สุด...”
“อะไรหรอคะ”
“มารดาของเ้าบอกให้ข้าประทานพรให้เ้าสามข้อ”
“ว้าว...เหมือนในนิยายที่ฉันเคยอ่านเลยที่เทพให้พรกับดวงิญญา”
“นั่นแหละๆ รีบข้อ”
“งั้นฉันเริ่มเลยนะข้อแรก ฉันขอให้ความทรงจำของฉันทุกอย่างยังคงอยู่”
“คำขอยอดฮิต ข้าให้”
“ข้อสองของของฉันที่ภพนั้นฉันต้องสามารถเรียกใช้ได้ทุกอย่าง”
“ทุกอย่าง...”
“ค่ะ” แล้วพยักหน้าให้
“ไม่มากไปหรือนางหนูชุดที่ข้าใส่อยู่เ้าก็คงจะรู้แล้วว่าต้องไปอยู่ในยุคใดข้าให้เ้าได้แค่บางอย่างเท่านั้น ของที่เกี่ยวกับเครื่องใช้ไฟฟ้าหรือรถทุกรถข้าไม่ให้”
“อุปกรณ์ทางการแพทย์ที่ไม่ใช้ไฟฟ้า...”เธอถามหยั่งเชิง
“ได้"
“ของกินต่างๆ”
” ได้”
“อุปกรณ์ครัว”
“ได้”
“เสื้อผ้า”
“ถ้าไม่กลัวถูกมองว่าบ้าก็ตามสบาย”
“ตกลง ทุกอย่างที่ไม่ใช่รถหรือว่าเครื่องใช้ไฟฟ้า”
“ข้อสุดท้ายแล้วว่ามา”
“ดูจากชุดที่ท่านใส่แล้วยุคที่ฉันต้องไปอยู่คงเป็ยุคจีนแล้วก็คงโบราณเหมือนในนิยายแล้วก็คงมีความลำบากน่าดู” เธอว่าอย่างพิจารณา
“ใช่ เ้าลำบากแน่”
“งั้น ฉันขอเงินของมีค่าต่างๆ ที่สามารถนำไปเปลี่ยนเป็เงินได้”
“สบายคำขอนี้ก็มีคนขอเยอะเหมือนกัน”
“ขอบคุณค่ะ”
“แต่ส่วนจะเรียกใช้ยังไงนั้นเ้าต้องไปประสบเอาเอง”
“ค่ะ”
“เ้าก็พอจะรู้เื่แล้วพร้อมหรือยัง”
“เดี๋ยวก่อนค่ะ”
“อะไร”
“แล้วแคทเพื่อนของฉันละคะ”
“สหายของเ้าคนนั้นก็เหมือนกับเ้าไปอยู่ที่เดียวกันกับเ้า”
“จริงหรอคะ”
“ใช่แต่นางสบายกว่าเ้ามาก”
“ดีแล้ว แล้วฉันจะมีโอกาสได้พบแคทไหมคะ”
“มี เมื่อถึงเวลา”
“ดีจัง” พร้อมกับยิ้มออกมา
“หมดคำถามแล้วใช่หรือไม่”
“ค่ะ”
“หลับตาลง”
เธอหลับตาลงตามที่บอกก่อนสติจะดับวูบไปอีกครั้ง
“คุณหนูคุณหนูเ้าคะ”
“อื่อ...”
เธอค่อยๆ ลืมตาขึ้นมองเพดานที่เธอก็รู้แล้วว่ามันแทบจะพังลงมาทับเธอได้ทุกเมื่อหันมองด้านข้างก็เห็นเด็กผู้ชายคนหนึ่งมองไปยังอีกด้านก็เห็นหญิงวัยกลางคนคนหนึ่งที่ส่งยิ้มให้เธออย่างอ่อนโยนแล้วแววตานั้นก็บ่งบอกว่าเป็ห่วงเธอมากแค่ไหน
พร้อมกับ...
“โอ๊ย...” ภาพบางอย่างไหลเข้ามาภายในหัวของเธอเป็ฉากๆ ภาพที่ร่างนี้ถูกคำพูดร้ายๆพูดใส่ ถูกทำร้ายร่างกายทุกวัน จนสิ้นใจตายลงไปในที่สุด
“อิง...อิงอี้”
“คุณหนูข้าดีใจยิ่งนักที่คุณหนูฟื้น ข้านึกว่าจะเสียคุณหนูไปเสียแล้ว”
“อย่างร้องไห้ข้าไม่ได้เป็อะไรแล้ว” เธอได้แต่เอ่ยปลอบ
“พี่สาว”
เสียงเล็กๆของน้องชายทำให้เธอหันไปมอง
เจียงลู่จื่อน้องชายวัยหกขวบของเธอและร่างนี้ก็มีชื่อว่าเจียงฟางเหนียง อายุเพิ่งจะครบ 15 ขวบปีได้เพียงสองเดือนเป็บุตรีคนที่สามของเสนาบดีกรมการคลัง แต่กลับได้อยู่เรือนซ่อมซ้อหลังจวนไม่เป็ที่รักของบิดาส่วนมารดาผู้ให้กำเนิดก็จากไปั้แ่ให้กำเนิดน้องชายมาเพียงแค่ไม่กี่วัน
“คุณหนูหิวหรือไม่เ้าคะ”
แล้วอิงอี้คือสาวใช้ของท่านแม่
“ไม่”
“พี่สาวเป็อย่างไรบ้างขอรับ”
“ไม่เป็ไรพี่สาวหายแล้ว” พลางลูบศีรษะน้อยๆ ของน้องชาย
“จื่อเอ๋อร์เป็ห่วงพี่สาว”
“ตอนนี้พี่สาวหายแล้วแข็งแรงแล้วด้วย”
แม้ว่าเธอจะไม่เป็ที่รักของบิดาแต่บิดาก็ยังคงให้ความเมตตาแก่ลู่จื่อบ้าง แม้ว่ามันจะไม่มากก็ตาม
“นางยังไม่ตาย”
“เ้าค่ะคุณหนูใหญ่คุณหนูรอง”
“ตายยากตายเย็นนักมีแต่สร้างความอับอายให้กับตระกูลเจียงของเรา”
“ถึงนางจะยังไม่ตายแต่เราสามารถทำให้นางตายได้ตลอด” คุณหนูใหญ่พูด
“จริงเ้าค่ะพี่ใหญ่”คุณหนูรองพูด
วันเวลาผ่านไปเธอมาอยู่ที่นี้ได้เกือบเดือนแล้ว และเธอก็ไม่ยอมก้าวเท้าออกไปจากกระท่อมเลยและเื่ที่แปลกคือ...
ป้ายหยกที่คุณย่าได้ให้กับเธอมันมาอยู่กับเธอที่นี่ แล้วชื่อบนป้ายหยกนั้นก็เป็ชื่อของเธอในภพนี้หรือว่าคุณย่าจะรู้ว่าเอต้องมาอยู่ที่นี้
อีกอย่างเธอสามารถเรียกสิ่งของออกมาได้บ้างแล้วรวมไปถึงเรียกทรัพย์สินของเธอ
แต่สิ่งที่เธอยังทำไม่ได้คือการเข้าไปยังสวน์และพลังของการเป็ธิดาของพญามัจจุราชเธอยังไม่รู้ว่ามันคือพลังอะไร
“คุณหนูเ้าค่ะ”
“มีอะไรรึ แม่นม”ซึ่งเธอเป็คนของเรียกเอง
“อีกสามวันตระกูลเจียงจะออกเดินทางไปที่วัดบนูเาเพื่อไปขอพรซึ่งทำเป็ประจำทุกปี ซึ่งทุกคนต้องไปหมดเ้าค่ะ บ่าวไพร่ก็เช่นกัน”
“แล้วอย่างไร”
เธอถามแต่มือก็สอนลู่จื่อเขียนหนังสือ แม้เสนาบเจียงจะเมตตาแต่ฮูหยินใหญ่กลับขัดขว้างไม่ยอมให้ลู่จื่อเข้ารับการเรียนการสอน
“คุณหนูไม่อยากออกไปข้างนอกหรือเ้าคะ”
“พี่สาวจื่อเอ๋อร์อยากไปนะขอรับ”
เธอมองลู่จื่อที่มองเธอด้วยแววตาที่ใสกระจ่าง
“ถ้าเ้าอยากไปพี่ก็จะไป”
ตลอดสองวันมานี้ตระกูลเจียงต่างเต็มไปด้วยความวุ่นวายนั้นก็เพราะต้องเตรียมของต่างๆ เพื่อไปยังวัดบนูเา
แล้ววันนี้ก็เป็วันที่ต้องออกเดินทางซึ่งมีการค้างคืนหนึ่งวัน
และแม้ว่าเธอจะเป็คุณหนูแต่เธอต้องเดินอย่างบ่าวไพร่ของจวน แต่เธอก็ไม่ได้ว่าอะไรขอเพียงน้องชายของเธอไม่ต้องเดิน ลู่จื่อจึงได้นั่งข้างคนขับรถม้า
วัดบนูเา
“พี่หญิงจะลงมือคืนนี้หรือเ้าคะ”
“ใช่...”
พิธีการขอพรของตระกูลเจียงจะเริ่มขึ้นพรุ่งนี้เช้าและวันนี้ทุกคนสามารถพักผ่อนได้ตามสบายแม้ว่าวัดบนเขาจะไม่ไกลเท่าไหร่ แต่การเดินทางก็ร่วมสี่ชั่วโมงก็เกิดการเมื่อยล้าพอสมควร
“เ้าหิวแล้วรึจื่อเอ๋อร์”
“ขอรับั้แ่เที่ยงจื่อเอ๋อร์ยังไม่ได้กินอะไรเลย”
“งั้นพี่จะไปหาข้าวมาให้เ้าแม่นมดูแลจื่อเอ๋อร์ด้วยนะเ้าค่ะ ด้วยข้ากลับมา”
“เ้าค่ะคุณหนู”
เธอเดินมายังส่วนจัดเตรียมอาหารของตระกูลเพื่อขอข้าวไปให้ลู่จื่อแต่พอเธอเอ่ยปากยังไม่ทันจบคนเ่าั้ก็เอ่ยปฏิเสธทันที
เธอเป็คุณหนูสามของจวนแต่บ่าวเหล่านี้กลับได้รับความเคารพมากกว่าเธอ เพราะอะไรน่ะหรือ...
หรือเพราะเธอไม่มีพลังธาตุ
หรือเพราะมารดาของเธอเป็เพียงหญิงชาวป่าคนหนึ่ง
เมื่อไม่มีทางเลือกเธอจึงต้องเดินไปขอข้าวของทางวัดแทนและก็ได้มาพอที่จะทำให้ทั้งสามชีวิตอิ่มในคืนนี้ เดินไปได้สักพักสติของเธอก็ดับวูบไปเหมือนถูกของแข็งตีเข้าที่ท้ายทอยข้าวในมือก็ตกกระจัดกระจายไปทั่วพื้น
“เอาอย่างไรต่อเ้าคะคุณหนู”
“ลากนางไปทิ้งท้ายวัดแต่ทิ้งให้ห่างออกไปหน่อย”
“เ้าคะ”
คุณหนูทั้งสองมองสาวใช้ที่ลากตัวของฟางเหนียงออกไปแล้วยิ้มออกมาอย่างสะใจ เพราะต่อจากนี้ไปตระกูลเจียงจะได้ไม่ต้องตกเป็ขี้ปากของชาวบ้านอีกแล้วว่าตระกูลเจียงให้กำเนิดตัวไร้ค่าเพราะนางจึงทำให้ตระกูลเจียงเป็ตัวตลกในสายตาของผู้คน
“แม่นมเหตุใดพี่สาวยังไม่กลับมาสักที ข้าหิวมากเลย”
“เดี๋ยวคุณหนูก็กลับมาแล้วเ้าค่ะคุณชายน้อยแต่ถ้าคุณชายน้อยหิวมากก็นอนหลับรอก่อนนะเ้าคะ นอนหลับจะได้ไม่หิว”
“จริงรึ”
“จริงสิเ้าคะ”
อิงอี้กล่อมคุณชายน้อยให้นอนหลับไปแม้จะเป็ห่วงคุณหนูฟางเหนียง แต่นางก็ไม่อาจทิ้งให้คุณชายน้อยอยู่คนเดียวได้นางขอเพียงแค่ให้คุณหนูกลับมาโดยเร็ว
รุ่งเช้า
พิธีขอพรเหล่าทวยเทพของตระกูลเจียงเริ่มขึ้นั้แ่เช้าตรู่
อิงอี้ั้แ่ตื่นมาก็ไม่เห็นคุณหนูของตนจึงปลุกคุณชายน้อยแล้วฝากเอาไว้กับสาวใช้นางหนึ่งที่ไว้ใจได้ก่อนจะออกตามหาคุณหนูของตน
แต่หาอย่างไรก็หาไม่พบหาจนทั่ววัดแล้วก็ยังไม่พบ
“คุณหนูท่านหายไปไหนกัน”
อีกฟากหนึ่งสตรีที่ถูกลากมาทิ้งที่ด้านหลังของวัดประมาณสองกิโลค่อยๆขยับปลายนิ้วและเปลือกตาขึ้นอย่างช้าๆ
“อะ โอ๊ย...”
เธอร้องออกมาเมื่อความเจ็บที่ท้ายทอยประท้วงจึงต้องยกมือขึ้นไปกุมเอาไว้
“ทำไมเจ็บ...”ก่อนจะนึกขึ้นได้ว่าเธอถูกใครบางคนตีเข้าที่ท้ายทอย
“ใครกัน” แล้วพยุงตัวเองขึ้นนั่ง มองไปรอบๆ ก็ไม่คุ้นตา
“แล้วที่นี่ที่ไหน”
เมื่อคิดได้ว่าถ้ายังนั่งตรงนี้มันก็คงช่วยอะไรไม่ได้ จึงลุกขึ้นยืนแล้วคลำหาทางกลับวัดให้ได้
เดินมาสักพักหูของเธอก็ได้ยินเสียงน้ำ
“ถ้าเดินตามแม่น้ำไปอาจจะถึงวัดก็ได้”
เมื่อคิดได้ดังนั้นเธอก็วิ่งตรงไปยังทางที่ได้ยินเสียงของน้ำทันที มาถึงเธอก็ยิ้มออกมาเดินไปจนหยุดอยู่ริมน้ำ ย่อตัวนั่งลง วักน้ำขึ้นมาดื่มและประพรมตามตัวให้สดชื่น แต่ดวงตาของเธอกลับเหลือบไปเห็นใครคนหนึ่งในชุดสีน้ำนอนสลบอยู่ข้างๆ โขดหินไปไกลจากเธอเท่าไหร่ เอจึงตัดสินใจเข้าไปดู เธอนั่งลงแล้วมองพินิจดูจากรูปร่างแล้วคงเป็บุรุษ จากนั้นก็พลิกร่างใหญ่ให้นอนง่ายซึ่งหนักและยากไม่เบา
บุรุษคนนี้สวมผ้าสีดำปิดหน้าเอาไว้แม้จะอยากเห็น แต่มันคงจะเป็การละลาบละล้วงเกินไปอีกอย่างตามตัวของบุรุษคนนี้ยังมีรอยาแน้อยใหญ่
“ตายหรือยังนะ”
มือที่อังจมูกอยู่ไม่รับรู้ถึงลมหายใจจึงเลื่อนไปจับชีพจรแทน โดยจุดที่จับนั้นคือที่ลำคอััได้ถึงชีพจรที่เต้นอ่อนมาก ถ้าไม่ตั้งใจคงไม่รับรู้ถึง
เธอหลับตาลงเมื่อรับรู้ได้ถึงชีพจรของคนชุดดำพลางคิดว่าคนคนนี้คงไม่รอดแล้ว
แต่พอเธอลืมตาขึ้นเธอกลับมีอาการใ แล้วเบิกตากว้างออกมา
“นี้มันอะไรกัน”