บทที่ 44 ข้าเป็นเทพอย่างไรล่ะ!
ชายคนนั้นลุกขึ้นยืนตัวตรงเสื้อผ้าหลุดลุ่ยขาดวิ่น ยืนประสานมือคารวะ เมื่อเหลือบไปเห็นศพเสือตัวใหญ่ตรงหน้าหมาป่าขาว ขาของเขาก็สั่นสะท้าน
แต่เขาก็ยังยืนอยู่ตรงหน้าหน่วนเป่า
“ต้าป๋าย ไปล้างปากซะ” หน่วนเป่าบอกเสียงต่ำ แต่ยังคงเป็นเสียงอ้อแอ้ของเด็กเล็กอยู่ดี ทว่าหมาป่าขาวกลับส่งเสียงรับในลำคอและถอยออกไป ดูหวาดกลัวเป็นอย่างยิ่ง
หากว่าชายผู้นี้ไม่ได้เห็นท่าทางดุร้ายของหมาป่าขาวและถูกหางฟาดเมื่อครู่ เขาก็คงจะเชื่อว่ามันเป็นสุนัขบ้านที่เชื่อฟังไปแล้ว
การแสดงออกของหมาป่าขาวไม่ใช่การแสร้งทำแต่อย่างใด ส่วนหน่วนเป่าที่กำลังช่วยเหลือผู้คนอยู่ในขณะนี้ นางก็ได้พบกับเฮยไป๋อู๋ฉาง*[1]ที่มาเพื่อนำตัววิญญาณกลับไป เด็กน้อยจึงปล่อยพลังออกมาเพื่อกดดันพวกเขา
พลังกดดันจากเทพมังกรแผ่ออกมารุนแรงจนถึงขั้นสามารถทำให้เสือตัวใหญ่ตกใจกลัวจนตายได้
ภูเขาเยว่หลิ่งในเวลานี้ แม้แต่แมลงสักตัวก็ยังไม่กล้าขยับ
หน่วนเป่าไม่รู้เรื่องพวกนี้ นางเห็นเพียง ‘จุดเปลี่ยน’ นี้เท่านั้น
ด้วยคำพูดของหน่วนเป่าและพฤติกรรมของหมาป่าขาว ชายผู้นี้ถึงเข้าใจว่าหน่วนเป่ามีความพิเศษเพียงใด
ชายหนุ่มคุกเข่าลงทันที “ข้าหลีซู่ ขอบคุณแม่นางมากที่ช่วยชีวิตข้าไว้”
หน่วนเป่าเห็นว่าชายผู้นี้จิตใจไม่ธรรมดา เป็นคนตรงไปตรงมา นางรีบยื่นมือไปพยุงเขา หลีซู่ที่รับรู้ได้ถึงแรงประคอง เขาก็ทำสีหน้าเคารพมากขึ้น
หมาป่าขาวกลับมาหมอบลงข้าง ๆ หน่วนเป่า กลิ่นเลือดบนตัวจางหายลงไปมาก
“ข้าน้อยเป็นเจ้าเมืองอิ้งซานคนใหม่ ข้าผิดใจกับขุนนางผู้มีอำนาจของราชสำนัก ระหว่างเดินทางมารับตำแหน่งข้าถูกวางยา และยังโดนมือสังหารที่ถูกส่งมาจำนวนมากพยายามฆ่าข้า”
ดวงตาของเขาแดงก่ำ เสียงสะอื้นของความกล้ำกลืนปนอยู่ในน้ำเสียง “ข้าและครอบครัวพลัดจากกัน ภรรยาของข้า… นางกำลังตั้งครรภ์!”
หน่วนเป่าหยิบเนื้อแห้งชิ้นหนึ่งออกมาจากห่อผ้าแล้วกัดไปคำใหญ่ “โหงวเฮ้งของตั้นไม่ใช่คนข่มภรรยาและลูก ยังไงก็ได้เจอกัน”
ขณะที่พูดนางก็ชูมือเล็ก ๆ ของตัวเองขึ้น และจรดนิ้วชี้กับนิ้วโป้งให้เหลือช่องว่างระหว่างกันเล็กที่สุด “มันน่าจะเป็นช่วง… ระยะเวลาใกล้ ๆ นี้”
หลีซู่เชื่อในความสามารถของหน่วนเป่าและเขาก็รู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่ง
“มาพูดถึงความโชคร้ายของตั้นก่อนเถอะ ถ้าไม่แก้อันนี้ ตั้นก็คงไม่ได้พบภรรยากับลูก ๆ แน่” หน่วนเป่ารู้สึกว่าเนื้อแห้งวันนี้แข็งไปนิด ฟันซี่เล็ก ๆ ของนางเคี้ยวจนเมื่อยแล้วเนี่ย!
เมื่อหลีซู่ได้ยินแบบนั้น เขาก็กลั้นความสุขเอาไว้ไม่ไหว “ข้าแต่งงานมาหลายปีแล้ว แต่ไม่มีลูกชายสักคนเลย แม่ของข้ากังวลจนล้มป่วย นางไปวัดมาหลายครั้งเพื่อขอหลานชาย”
ปรากฏว่าแม่ของหลีซู่ใช้เงินเป็นจำนวนมากเพื่อขอพร และภรรยาของหลีซู่ก็ตั้งท้องในเดือนนั้น
แต่ในขณะเดียวกัน หลีซู่ก็ถูกลดตำแหน่ง แต่เดิมเขาเคยเป็นถึงรองเจ้ากรมขุนนาง แต่ตอนนี้เขาถูกลดตำแหน่งให้มาอยู่ที่เมืองอิ้งซานสถานที่เลวร้ายที่สุดของรัฐฉี
เขาถูกไล่ล่าวางยาพิษ สุดท้ายก็หนีข้ามมายังภูเขาเยว่หลิ่งและพบเข้ากับเสือตัวใหญ่
ถ้าไม่ใช่เพราะการปรากฏตัวที่ไม่คาดฝันของหน่วนเป่า หลีซู่ตอนนี้คงได้ข้ามสะพานไน่เหอ*[2]ไปแล้ว
หน่วนเป่าพึมพำกับต้าไป๋ “วัดวาอารามอีกแล้วหรือ ข้าไม่ชอบพวกเขาเลย”
ครั้งล่าสุดหมาป่าขาวทำภารกิจไม่สำเร็จ ไม่อยากจะยอมรับเลยจริง ๆ
ลูกของหลีซู่อันที่จริงไม่ได้เกี่ยวข้องกับการสวดมนตร์ขอพร แต่หลังจากสวดภาวนาเพื่อขอพร โชคชะตาของเขาดันตกต่ำ ซึ่งไม่ได้เกี่ยวข้องกับวัดอารามไหนเลย
“ตั้นถูกปล้นโชคชะตา” หน่วนเป่ามักจะพูดให้กระชับและตรงประเด็น
ไม่ใช่ว่าหลีซู่ไม่ได้คิดถึงความเป็นไปได้นี้ เขาได้คะแนนอันดับต้น ๆ ในสถานศึกษาและไต่เต้าขึ้นมาได้อย่างราบรื่น
แต่ไม่นานมานี้ เขากลับถูกลดตำแหน่งอย่างกะทันหันและเกิดความผิดปกติกับร่างกาย ดังนั้นจึงเริ่มคิดถึงความเป็นไปได้นี้มากขึ้นเช่นกัน
“ความเจ็บปวดและความหนาวเย็นในร่างกายของตั้นจะหายไป แต่คงต้องใช้เวลานานกว่าจะรักษาให้หายสนิท”
“ส่วนเรื่องยืมโชคชะตาหน่วนเป่ากั้นไว้ให้แย้ว แต่ได้แค่ชั่วคราวเท่านั้น ดังนั้นต้องรีบหน่อย”
หลีซู่ไม่คาดคิดว่าหน่วนเป่าจะรู้ถึงอาการผิดปกติในร่างกายของเขา จึงอุทานเสียงแผ่ว “แม่นางน้อยเป็นเทพมาเกิดจริง ๆ”
คางของหน่วนเป่าเชิดขึ้น แน่นอนอยู่แล้วเพราะนางคือเทพมังกรอย่างไรล่ะ!
นางล้วงเข้าไปในห่อผ้าและหยิบถุงนำโชคสีแดงออกมา จากนั้นก็หยิบเมล็ดข้าวมันเงาจำนวนหนึ่งใส่ลงในถุงนำโชค
จากนั้นนางก็กรีดนิ้ว หยดเลือดสีทองหยดหนึ่งไหลออกมา “ก้มหัวลง”
หลีซู่รีบก้มศีรษะลงอย่างรวดเร็ว หน่วนเป่าก็ดีดหยดเลือดไปที่หน้าผากของเขา
หลิวเกิ่นเซิงมองดูด้วยความมึนงง เขาเห็นเลือดสีทองซึมเข้าสู่ร่างกายของหลีซู่
นี่ นี่ นี่ เขาควรทำเป็นไม่รู้ไม่เห็นกับเรื่องนี้หรือไม่?
หลีซู่เหม่อมอง เลือดสีทอง สาวน้อยคนนี้นางเป็นเทพหรือ?
หน่วนเป่ายื่นถุงนำโชคให้โดยไม่รอให้เขาได้คิดมาก “ตั้นเอาติดตัวไว้ จุดธูปบูชาทุกเช้าเมื่อพระอาทิตย์ขึ้นเป็นเวลาติดต่อกันสามวัน”
หลีซู่ไม่อยากจะเชื่อ แต่เมื่อเลือดสีทองซึมเข้าสู่ร่างกายของเขา ชายหนุ่มพลันรู้สึกถึงพลังอันอบอุ่นสายหนึ่งแผ่ซ่านอยู่ทั่วกาย
หลีซู่คุกเข่าลงคำนับ
หน่วนเป่ามีสีหน้าสงบ และยอมรับการคุกเข่าคำนับจากหลีซู่
ทันใดนั้น เจ้าก้อนแป้งพลันรู้สึกถึงพลังศรัทธาไหลเวียนอยู่ในร่างเซียนมังกรทองตัวน้อย
ณ แดนมังกร
มังกรที่กำลังบ่มเพาะล้วนรู้สึกถึงลมปราณลึกลับ พวกเขาต่างแตกตื่น พากันถอนตัวออกจากการบ่มเพาะและแห่กันไปที่แท่นบูชาทันที
ณ แดนเซียน
เทพไท่ไป๋จินซิง*[3]กำลังเล่นหมากรุกอยู่ถึงกับหน้าซีด และรีบหายตัวไปจากแดนเซียนเช่นกัน
“เกิดอะไรขึ้น เมื่อครู่นี้เป็นลมปราณสวรรค์หรือ” เทพเซียนผู้สูงศักดิ์คนหนึ่งปรากฏตัวอยู่ด้านนอกแท่นบูชา
พร้อมกับเทพมังกรตนหนึ่งปรากฏตัวข้างกาย “เจ้ายังคงจำได้หรือไม่ ที่นางพูดกับตัวเองว่ามิติมังกรของนางไม่สามารถเปิดได้ ถึงเข้าไปได้แต่ไม่สามารถออกมาได้ ยังบอกด้วยว่าข้าเป็นคนขังนางไว้ สุดท้ายก็แย่งเอาแหวนของข้าไป”
เทพผู้สูงศักดิ์คนหนึ่งอมยิ้มในตอนแรก แต่เมื่อฟังจนจบก็เหมือนจะนึกอะไรขึ้นมาได้ พยักหน้าด้วยแววตาเจ็บปวด “ข้าจำได้ ช่างน่าประทับใจยิ่งนัก”
“เมื่อครู่นี้น่าจะเป็นเต๋าสวรรค์ลงมือเปิดมิติเทพมังกรให้ด้วยตนเอง”
สีหน้าของเทพผู้สูงศักดิ์ยังคงนิ่งสงบ แต่ในใจกลับฝืนยิ้มอย่างขมขื่น ใครบอกว่าสวรรค์ไม่ลำเอียงกัน?
ดวงตาจดจ้องเด็กน้อยที่หยิบฉวยของจากที่พำนักของเหล่าเซียนติดมือไป นางไม่ควรแตะต้องมัน แต่หลังจากนึกถึงเรื่องนี้แล้ว อย่างไรนางก็ยังมีเทพมังกรคอยหนุนหลัง เป็นที่โปรดปรานจากสวรรค์ และยังมีตนคอยเฝ้าดูอยู่ ขอเพียงนางเติบโตขึ้นมาเป็นอย่างดีก็พอแล้ว
หน่วนเป่าเงยหน้าขึ้นในพลัน นางสัมผัสได้ถึงลมปราณจากสวรรค์ และรู้สึกเหมือนถูกลูบหัวอย่างแผ่วเบา
ปะป๊าเต๋าสวรรค์คงรับรู้ว่านางมีร่างมังกรเทพแล้ว เมื่อนึกถึงตรงนี้ก็เหมือนได้รับกำลังใจ หน่วนเป่าจึงกระแอมไอ และทำท่าทางเคร่งขรึม
“หลีซู่ พอลงเขาไปแย้วข้าจะให้คนไปส่งตั้น หลังจากนี้ฉามวัน ตั้นค่อยกลับมาหาข้า”
หลีซู่คุกเข่าลงข้างหนึ่ง และประสานหมัด “วันนี้หลีซู่ขอบคุณแม่นางน้อยมาก วันหน้าหากแม่นางมีเรื่องอะไรให้จัดการ ข้าน้อยจะไม่มีวันปฏิเสธ”
เขาไหนเลยจะรู้ว่าตัวเองได้กอดขาทองคำไว้แล้ว
หลังจากนั้นไม่นาน พวกเด็ก ๆ ก็ลงมาพบผู้คนที่เชิงเขา เมื่อชาวบ้านได้เห็นเสือตัวใหญ่ ทุกคนต่างเผยสีหน้าทั้งตกใจทั้งหวาดกลัว
“โอ้สวรรค์ นี่มันเสือยักษ์!”
“สวรรค์คุ้มครอง เด็ก ๆ ไม่เป็นอะไรใช่หรือไม่!”
มีเพียงหลิวเกิ่นเซิงเท่านั้นที่ยังคงกรีดร้องอยู่ในใจ พวกเจ้าจะไปรู้อะไร จากเรื่องทั้งหมดในวันนี้ เสือตัวใหญ่จะนับเป็นอะไรได้!
เจ้าก้อนแป้งนั่งบนหลังของต้าไป๋ นางหันไปมองหลิวเกิ่นเซิงที่ดวงตาเหม่อลอยออกไปไกลและมีอาการตัวสั่นเล็ก ๆ
หลิวเกิ่นเซิงกลัวจนหัวสั่นหงึกหงัก
“หน่วนเป่า ต่อไปพวกเราคงต้องขอติดตามเจ้าแล้ว”
“ใช่แล้วล่ะ ถ้าเจ้าจะออกไปข้างนอกก็เรียกพวกเราด้วยล่ะ พวกเราจะคอยคุ้มกันการเดินทางให้เอง”
“เจ้าพูดเพ้อเจ้ออะไร คงไม่พ้นหน่วนเป่าเป็นผู้คุ้กัมนเสียมากกว่า เมื่อกี้นี้ยังร้องไห้เรียกหาแม่กันอยู่เลย”
……
เด็ก ๆ พูดคุยเสียงดังกันไปตลอดทาง ด้านหลังมีชายหลายคนช่วยกันหามเสือตัวใหญ่ลงจากภูเขา คนที่อยู่ข้างหน้าสุดคือหน่วนเป่าที่ขี่หมาป่าขาวอยู่ ให้ความรู้สึกน่าเกรงขามอย่างยิ่ง
หลี่เจิ้งรอใจจดใจจ่ออยู่ที่ตีนเขา ดวงตาของเขาแดงก่ำเมื่อเห็นขบวนของหน่วนเป่าเข้ามาใกล้ “พวกเขาบอกว่าพวกเจ้าเจอเสือใหญ่ โถเด็กน้อย ทำให้ปู่กลัวแทบแย่”
หน่วนเป่าตบอกเล็ก ๆ ของตัวเอง ภูมิใจจนตัวลอย “หน่วนเป่าคนเดียวก็สามารถยืนหยัดต่อฉู้ได้ ตั้นปู่หลี่เจิ้งไม่ต้องกังวลไป”
“หน่วนเป่าต้องการหนังเสือ ที่เหลือให้ตั้นแบ่งได้เยย”
พอพูดคุยเสร็จก็นำหลีซู่จากไป
หลีซู่ยังไม่ได้รับตำแหน่งแต่ถูกไล่ล่าซะก่อน ดังนั้นเจ้าก้อนแป้งจึงไม่ได้แนะนำให้พวกเขาได้รู้จัก
หลังจากกลับไปถึงบ้าน ก็ขอให้เซียวหย่งฝูและหมาป่าขาวไปส่งเขาในเมือง
หลี่เจิ้งวานคนหลายบ้านมาช่วยกันถลกหนังเสือ แบ่งเนื้อและเลาะกระดูกเอาไปให้บ้านสกุลเซียว
อันที่จริงเด็กคนอื่น ๆ ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องเลย แต่หลินซื่อใจกว้างยอมแบ่งให้กับทุกคน
“หานเหนียงบอกว่านางมีสูตรยาดองกระดูกเสืออยู่ แม่เลยขอกระดูกส่วนหัวมาโดยเฉพาะ” แค่นึกถึง หน่วนเป่าก็น้ำลายสอแล้ว
หลินซื่ออุ้มเด็กน้อยจอมตะกละและดับฝันนางทันที “หน่วนเป่า เป็นเด็กเป็นเล็กยังกินเหล้าไม่ได้นะ ไม่เช่นนั้นแล้วจะกลายเป็นคนโง่”
หน่วนเป่าอยากจะตะโกนและดีดดิ้นด้วยความขัดใจ ข้ายอมเป็นคนโง่!
[1] เฮยไป๋อู๋ฉาง (黑白无常) เป็นยมทูตที่เรียกควบคู่กันสององค์ คือ เทพเฮยอู๋ฉางกับเทพไป๋อู๋ฉาง
[2] สะพานไน่เหอ คือ สะพานข้ามภพที่เชื่อมแดนสวรรค์ มนุษย์ และนรก ตามความเชื่อของพุทธมหายาน
[3] เทพไท่ไป๋จินซิง คือ เทพไท้ไป๋ หรือในนวนิยายไซอิ๋วเรียกว่า เทพไทแป๊ะกิมแช เป็นเทพประจำดาวศุกร์ และเป็นเทพบริวารของเง็กเซียนฮ่องเต้ในทางดาราศาสตร์จีนทรงเป็นผู้รักษาดาวศุกร์