ทนายเกาบอกกับตำรวจ “แม้ลูกความของผมจะไม่ได้รับาเ็ แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าหวงิเฉินพยายามจะเข้ามาทำร้ายลูกความของผม ผมขอแจ้งความจับเขาในข้อหาทำร้ายร่างกายครับ”
คุณตำรวจไม่ได้สนใจมากนักว่าทนายเกาเป็ทนายความของตระกูลใหญ่ที่ถูกส่งมา แต่ข้อหาที่เขาอยากแจ้งความให้กับลูกความก็สามารถทำได้จริงๆ คุณตำรวจจึงหันไปพูดกับฉั่วลี่อิง “ในเมื่อมีคน้าแจ้งความ เพื่อให้เป็ไปตามกระบวนการทางกฎหมาย ผมขอเชิญคุณหวงิเฉินไปที่สถานีตำรวจกับเราด้วยนะครับ”
เมื่อได้ยินว่าคู่กรณี้าแจ้งความ ทั้งยังมีหลักฐานเป็คลิปวิดีโอจากกล้องวงจรปิด ในเมื่อลูกชายของเธอไม่ได้รับาเ็และไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง เพื่อไม่ให้ลูกชายต้องมีคดีความและต้องไปสถานีตำรวจ หลี่ซูหว่านจึงหันไปบอกกับฉั่วลี่อิง “เื่นี้ก็ไม่ได้เกี่ยวกับซ่งเฉวียนและเขาก็ไม่ได้รับาเ็ แต่ถึงอย่างนั้นฉันก็ยังอยากจะพาเขากลับไปตรวจดูอาการให้แน่ใจอยู่ดี เพราะฉะนั้นฉันคงไปสถานีตำรวจกับเธอไม่ได้แล้ว คงต้องให้เธอไปจัดการเื่ของิเฉินคนเดียวแล้วล่ะ เธอคงไม่ว่าอะไรฉันนะ”
ฉั่วลี่อิงรู้ดีว่าเพื่อนของเธอคนนี้คงไม่อยากให้ลูกชายมีเื่ขึ้นโรงขึ้นศาล แม้จะไม่พอใจแต่เพื่อ้ารักษาความสัมพันธ์ที่ดี รวมถึงการแต่งงานของลูกสาว เธอจึงได้แต่กัดฟันยิ้มตอบ “เื่นี้มันไม่เกี่ยวกับซ่งเฉวียนจริงๆ เธอพาเขากลับบ้านไปก่อนเถอะ ถ้างั้นฉันฝากลี่ลี่กลับไปพร้อมเธอด้วยนะ”
หลี่ซูหว่านยิ้มตอบ เธอรีบคว้ามือหวงเหมยลี่เพราะกลัวอีกฝ่ายจะเปลี่ยนใจ “ไม่ต้องห่วงนะ ฉันจะไปส่งหนูลี่ลี่เอง”
“แต่แม่คะ หนูอยากอยู่กับแม่กับพี่ใหญ่ก่อน” หวงเหมยลี่แสร้งพูดไปอย่างนั้น เพราะขณะที่เธอพูด เธอก็ถูกหลี่ซูหว่านดึงให้ห่างจากที่เกิดเหตุ แต่เธอกลับไม่ขัดขืนเลยแม้แต่น้อย
ด้วยความรักที่มีให้ลูกสาว ฉั่วลี่อิงไม่ได้มองเห็นการกระทำอันเสแสร้งนี้เลยสักนิด เธอกลับยิ้ม “ไม่เป็ไรจ้ะ แม่จะจัดการเื่นี้เอง ลูกกลับบ้านไปกับคุณป้าหานก่อนเถอะนะ อีกเดี๋ยวแม่กับพี่ชายก็จะตามไป”
หลี่ซูหว่านจูงมือหานซ่งเฉวียนและหวงเหมยลี่จากไปอย่างรวดเร็ว โดยที่เธอไม่ได้สนใจมองด้วยซ้ำว่าเด็กหนุ่มสวมหมวกแก๊ปที่ยืนอยู่ข้างๆ หลิงผูเถาคือเย่จื่อหาน หรือคุณชายเย่ที่เธอหมายปองอยากจะได้เขามาเป็ลูกเขยของเธอในอนาคต
“ไปเถอะครับคุณผู้หญิง รถตำรวจจอดรออยู่ด้านโน้น” คุณตำรวจชี้ไปที่รถตำรวจที่จอดรออยู่ด้านนอก
“เอ่อ...ความจริงแล้วเื่นี้เป็แค่เื่เข้าใจผิด” ฉั่วลี่อิงหันไปยิ้มให้หลิงผูเถาเพื่ออยากให้อดีตลูกสาวช่วยอธิบาย “เซียวเซียว หนูก็รู้ว่าิเฉินหวงน้องสาวขนาดไหน ไม่ว่าจะเป็หนูหรือเป็ลี่ลี่ เขาก็มักจะปกป้องพวกหนูเสมอ คราวนี้เขาคงเข้าใจผิดคิดว่าพ่อหนุ่มคนนี้มารังแกลี่ลี่ ในเมื่อหนูกับเขาเป็เพื่อนกัน หนูช่วยพูดกับเขาได้ไหมจ๊ะว่าเื่นี้แค่เข้าใจผิดกันเท่านั้น”
หวงิเฉินเห็นท่าทีของคุณแม่เปลี่ยนไป แม้เขาจะไม่พอใจ แต่เขาก็รู้ดีว่าจะให้เื่นี้กลายเป็คดีความไม่ได้ เขาเป็คนที่ต้องสืบทอดกิจการของครอบครัวต่อ เพราะฉะนั้นประวัติส่วนตัวของเขาจะต้องใสสะอาด
หวงิเฉินหันไปพูดกับหลิงผูเถา เขาพยายามปรับน้ำเสียงให้อ่อนลง “เื่นี้เป็แค่เื่เข้าใจผิด ยังไงฉันก็ขอโทษเธอกับเพื่อนของเธอด้วยก็แล้วกัน หวังว่าเธอจะไม่ติดใจเอาความ”
คุณตำรวจเห็นว่าคดีนี้เป็แค่เื่เล็กน้อย เขาจึงหันไปพูดกับทนายเกา “ในเมื่ออีกฝ่ายยอมรับผิดและขอโทษแล้ว อีกอย่างเด็กกลุ่มนี้ก็ยังเป็เยาวชน คุณทนายพอจะพูดกับลูกความของคุณได้ไหม”
“แค่ครั้งนี้ครั้งเดียวครับคุณลุงเกา แต่ถ้ามีครั้งหน้า ผมจะไม่ยอมรับคำขอโทษอีกแล้ว” เย่จื่อหานหันไปโค้งให้คุณตำรวจ “ขอบคุณคุณตำรวจที่สละเวลามาจัดการกับเื่เล็กน้อยแค่นี้นะครับ”
คุณตำรวจแอบบ่นในใจ รู้ด้วยเหรอว่าเื่เล็กน้อย แต่ก่อนหน้านี้ไม่ใช่เธอเหรอที่โทรให้ทนายไปเล่นใหญ่เพื่อจะเอาคลิปจากกล้องวงจรปิดที่สถานีตำรวจมาให้ได้ เฮ้อ...แต่จบไปแบบนี้ก็ดี อย่างน้อยคดีในมือก็จะลดไปอีกหนึ่งคดี
“อย่าเสียใจไปเลย ฉันจะพาเธอไปสถานที่หนึ่ง รับรองว่าเธอต้องชอบ” เย่จื่อหานพยายามปลอบให้คนรักอารมณ์ดี
“แต่ฉันเสียใจ วันนี้ฉันตั้งใจทำเค้กมาให้นายโดยเฉพาะ นี่เป็วันเกิดครั้งแรกที่ฉันจะได้ฉลองกับนายเลยนะ” หลิงผูเถาเลิกร้องไห้แล้ว แต่ถึงอย่างนั้นเธอก็ยังเสียใจอยู่ดี
“งั้นเรากลับไปทำเค้กก้อนใหม่กันดีไหมล่ะ”
หลิงผูเถาหันไปมองชายหนุ่ม “นายดูสิ ฉันร้องไห้จนตาบวมไปหมดแล้ว ถ้าคุณพ่อคุณแม่มาเห็น พวกเขาต้องคิดว่านายรังแกฉันแน่ๆ นายอยากให้เป็อย่างนั้นหรือเปล่าล่ะ”
“เฮ้อ…ถ้าฉันโตกว่านี้ฉันก็คงจะปกป้องเธอได้ดีกว่านี้สินะ”
“ตอนนี้นายก็ปกป้องฉันดีมากแล้ว”
“แต่ถ้าฉันไม่ขอความช่วยเหลือจากคุณพ่อ เื่คงไม่จบง่ายๆ อย่างนี้” เย่จื่อหานจับมือคนรักและมองหน้าเธออย่างให้สัญญา “รอให้ฉันโตและเก่งกว่านี้ ฉันจะปกป้องเธอด้วยความสามารถของฉันเอง”
“นายไม่จำเป็ต้องกดดันตัวเองขนาดนั้น เราเป็ลูกนะ ถ้าเราจะขอความช่วยเหลือจากพวกเขาบ้างมันก็ไม่แปลกจริงไหม” หลิงผูเถายิ้มให้คนรัก จากนั้นเธอก็จุมพิตเขาอย่างไวไปหนึ่งที “จื่อหาน แค่ฉันรู้ว่ามีนายอยู่ใกล้ๆ ฉันก็รู้สึกปลอดภัยและสบายใจที่สุดแล้ว”
เย่จื่อหานรู้สึกว่าจุมพิตเมื่อครู่ยังไม่พอ ถ้าไม่เกรงใจคนขับรถหน้านิ่งที่ทำหน้าที่อยู่ ป่านนี้เขาคงจะมอบความรักให้เธอไปมากกว่านี้
หลิงผูเถารู้ทันความคิดของคนรัก เธอได้แต่อมยิ้มแล้วเปลี่ยนไปถามเื่อื่น “นายบอกว่าจะพาฉันไปไหนนะ”
หลิงผูเถามองดูสวนสนุกแล้วน้ำตาคลอ “นายยังจำได้อีกเหรอว่าฉันอยากมาสวนสนุก”
“เื่ที่เกี่ยวกับเธอฉันจำได้ทุกอย่าง” เย่จื่อหานจูงมือคนรักแล้วเดินเข้าไปในสวนสนุก “ฉันจำได้ว่าทุกครั้งที่ครอบครัวหวงพาหวงเหมยลี่ไปเที่ยวสวนสนุก เธอก็จะแอบออกไปเล่นเครื่องเล่นที่สวนสาธารณะ และฉันก็เป็คนที่คอยผลักชิงช้าให้เธอนั่งเสมอ แต่วันนี้ไม่เหมือนกันแล้ว เธออยากเล่นอะไร ฉันจะพาเธอไปเล่นให้หมด อืม...เริ่มจากบ้านผีสิงก่อนดีไหม”
“ไม่เอา! นายก็รู้ว่าฉันกลัว” หลิงผูเถารีบปฏิเสธ ตอนที่เธอใช้ชีวิตอยู่ในห้องใต้บันได ห้องของเธอทั้งมืดและร้อน แต่ครอบครัวหวงก็ไม่เคยต่อไฟเข้าไปในห้องของเธอเลย แรกๆ เธอก็แอบเอาเทียนมาจุดให้แสงสว่าง แต่พอฉั่วลี่อิงรู้ เธอก็ถูกห้ามไม่ให้เอาเทียนเข้ามาจุดอีก พวกเขาให้เหตุผลว่ากลัวไฟไหม้บ้าน หลิงผูเถาที่ต้องนอนอยู่ในห้องมืดๆ ทุกคืน ทั้งตอนนั้นก็ยังเด็ก เธอจึงคิดฟุ้งซ่านไปต่างๆ นานา และหวงิเฉินยังมาเล่าเื่ผีให้เธอฟังทุกวันอีก ความกลัวที่มืดจึงฝังใจเธอมาจนถึงทุกวันนี้
“มีฉันอยู่ เธอไม่ต้องกลัวอะไรทั้งนั้น” เย่จื่อหานจับมือคนรัก
หลิงผูเถาจับมือตอบ เธอหันไปยิ้มให้คนรักเช่นกัน “นายบอกว่าวันนี้นายจะตามใจฉันทุกอย่างใช่ไหม”
“ใช่สิ เธออยากเล่นอะไร อยากทำอะไร ฉันตามใจเธอหมดเลย”
“ถ้างั้นเราไปเล่นเครื่องเล่นที่ฉันอยากเล่นมานานแล้วก็แล้วกัน” หลิงผูเถาจูงมือคนรักไปเล่นเครื่องเล่นที่เธออยากเล่นทันที
หลังจากเล่นเครื่องเล่นหวาดเสียวติดต่อกันห้าครั้ง เย่จื่อหานก็อยากจะถอนคำพูดของตัวเองจริงๆ แต่พอเห็นสีหน้ากระหยิ่มของคนรัก เขาก็รู้แล้วว่าเธออยากแกล้งเขา แต่จะให้เขายอมง่ายๆ เหรอ ไม่มีทาง! เมื่อเห็นว่าคนรักเริ่มเหนื่อย ก็ได้โอกาสที่เขาจะพาเธอไปสถานที่สุดท้าย นั่นคือบ้านผีสิง ส่วนว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับสองหนุ่มสาวในบ้านผีสิงนั้นก็แล้วแต่จินตนาการ แต่มีคนหนึ่งที่สังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลงของทั้งคู่ นั่นคือคนขับรถหน้านิ่ง คนขับรถแหงนหน้าขึ้นไปมองท้องฟ้า ‘สงสัยเป็เพราะอากาศร้อน ดูสิ...คุณชายกับคุณหนูหลิงเป็ร้อนในจนปากเจ่อกันทั้งคู่แล้ว คงต้องบอกคุณนายให้งดทำอาหารรสจัดให้คุณชายเสียแล้ว’
“คราวนี้ไปก่อเื่อะไรมาอีกล่ะ” หวงเจี่ยนถามลูกชาย
“ผมไปก่อเื่ที่ไหนกัน ถ้าไม่เพราะยัยซูเซียวขี้อิจฉานั่นทำให้ลี่ลี่ร้องไห้ ผมไม่มีทางไปยุ่งกับหล่อนเด็ดขาด” หวงิเฉินพูดอย่างไม่พอใจ “คอยดูเถอะ ถ้าผมเจอได้ผู้ชายคนนั้นอีกเมื่อไหร่ ผมไม่ปล่อยมันไปง่ายๆ แน่”
“แกยังจะกล้าไปมีเื่กับเขาอีกเหรอ” หวงเจี่ยนพูดเสียงเข้ม จากนั้นเขาก็หันไปพูดกับภรรยา “ได้ยินว่าเ้าหนุ่มคนนั้นมีทนายความมาด้วย และตำรวจก็เหมือนจะเกรงใจเขามาก ตกลงว่าเด็กคนนั้นเป็ใคร”
ฉั่วลี่อิงถอนหายใจอย่างจนใจ “ฉันมัวแต่เจรจาไม่ให้เขาเอาเื่ิเฉินน่ะค่ะ ฉันก็เลยไม่ได้สนใจจะถามถึงเขา”
“ถ้างั้นฐานะของเด็กคนนั้นคงไม่ธรรมดา” หวงเจี่ยนทำท่าคิด “แต่หลิงผูเถาจะไปรู้จักกับคนร่ำรวยแบบนั้นได้ยังไง”
“ก็จะอะไรล่ะคะคุณพ่อ ก่อนหน้านี้หนูเคยเล่าให้ฟังแล้วยังไงคะว่าหนูเคยเจอยัยนั่นไปเดินซื้อของกับผู้หญิงคนหนึ่ง ผู้หญิงคนนั้นใช้บัตร Black card รูดจ่ายค่าเสื้อผ้าให้หล่อนด้วยนะคะ คิดว่าผู้ชายที่มีเื่กับพี่ใหญ่คงเป็ลูกชายของเธอ” หวงเหมยลี่พูดแทรกขึ้น แต่เธอไม่ลืมที่จะพูดความคิดของตัวเอง “หรือบางทีหลิงผูเถาอาจจะถูกครอบครัวนั้นรับอุปการะเพื่อไปแต่งงานก็ได้นะคะ”
“ลูกหมายความว่ายังไง” หวงเจี่ยนถามลูกสาว
“ผู้ชายคนนั้นอาจจะมีโรคประหลาดที่ไม่อาจบอกใครได้ หรือเขาอาจจะป่วยจนใกล้วาระสุดท้ายแล้ว หลิงผูเถาคงถูกรับอุปการะเพื่อไปแต่งงานแก้เคล็ด”
แม้ความคิดของหวงเหมยลี่จะดูโบราณไปบ้าง แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะเป็ไปไม่ได้ เพราะคนตระกูลร่ำรวยไม่ได้ขาดแคลนเงินทองในการที่จะส่งสมาชิกในครอบครัวไปให้หมอชื่อดังรักษา แต่ถ้าเป็โรคร้ายแรงที่แม้แต่หมอฝีมือดียังรักษาไม่ได้ พวกเขาก็พร้อมที่จะกลับไปใช้วิธีโบราณเพื่อยื้อชีวิตคนในครอบครัวได้เหมือนกัน
“ความคิดของลี่ลี่ก็น่าจะเป็ไปได้นะคะ ไม่งั้นหลิงผูเถาจะโชคดีมีคนรับไปอุปการะได้ยังไง คุณไม่เห็นท่าทางและการแต่งตัวของหล่อนวันนี้ หล่อนคงคิดว่าตัวเองเป็คุณหนูตระกูลร่ำรวยแล้วจริงๆ” ฉั่วลี่อิงนึกไปถึงอดีตลูกสาวที่แต่งตัวด้วยเสื้อผ้าแบรนด์เนมทั้งตัว เธอก็ยิ่งเชื่อคำพูดลูกสาวอย่างสนิทใจ