เื่เล่าปรัมปราแห่งผู้กล้า
“พลังเวทย์คือความสามารถที่สามารถยกระดับได้หลายวิธีด้วยกัน ใครที่เรียนกับข้าก่อนหน้านี้คงรู้จักถึงการะเิพลังเวทย์มาแล้ว สำหรับใครที่ไม่เคยเรียนมาก่อนก็คงจะต้องทำการบ้านกันหนักหน่อย...”
อาจารย์ครึ่งมนุษย์ครึ่งหมาป่าเจเรมี่หยุดการสอนลงและหรี่ตาเมื่อเห็นประตูห้องสอนของเขาเปิดออกพร้อมกับเด็กชายหญิงคู่หนึ่งเดินเข้ามา ั์ตาคมกริบของเขาสามารถมองเห็นเข็มกลัดปี1บนอกเสื้อของทั้งสองได้ทันที เขากอดอกและฉีกยิ้ม ซึ่งเหมือนการแยกเขี้ยวเสียมากกว่า
“ใจเย็นก่อน ปี1 นี่เป็รายวิชาระดับสูงนะ พวกเธอคงมาผิดทางแล้ว”
“ไม่ผิดหรอกครับ” เด็กชายตอบในขณะที่เด็กหญิงยังกวาดสายตาไปมาอย่างประหม่าเมื่ออยู่ท่ามกลางรุ่นพี่ปีสูง “แต่อาจารย์ใหญ่เมอดีลบอกแล้วว่าสัปดาห์แรกปี1สามารถเข้าเรียนวิชาเบื้องต้นได้อย่างอิสระ แล้ววิชาที่อาจารย์สอนคือวิชา “การขยายขีดกำจัดพลังเวทย์เบื้องต้น” ไม่ใช่เหรอครับ”
“ที่เธอว่ามันก็ถูก” หนุ่มหมาป่าพยักหน้า “แต่ถึงจะขึ้นชื่อว่าเบื้องต้นแต่วิชาของข้าก็ไม่ใช่อะไรที่ปี1จะเข้าใจได้ง่ายๆ หรอกนะ”
เด็กชายเดินไปหาเก้าอี้ว่างทรุดนั่งลงเงียบๆ แทนคำตอบ ท่าทางนั้นทำเอาอาจารย์เ้าของรายวิชาแยกเขี้ยวและคำรามเสียงต่ำๆ ในลำคออย่างที่ไม่อาจบอกได้ว่าเขากำลังหมั่นไส้หรือถูกใจอีกฝ่ายกันแน่ แต่ที่แน่ๆ คือนักเรียนคนอื่นๆ ในห้องนั้นพากันหัวเราะตามเบาๆ บางคนถึงกับหัวเราะอย่างออกหน้าออกตาเลยทีเดียว
แน่นอนว่าเด็กทั้งสองคนนี้คือมาร์โก้กับเอเลน่านั่นเอง
ต่างจากมาร์โก้ที่นั่งเชิดหน้ากวาดตามองสภาพของห้องเรียนรอบๆ อย่างไม่มีวี่แววของความกริ่งเกรง เอเลน่านั้นนั่งก้มจนคางแทบจะชนอกโดยไม่เงยขึ้นสบตากับใครเลยแม้แต่น้อย แน่ล่ะว่านี่เป็ปฏิกิริยาธรรมดาๆ สำหรับปี1คนไหนก็ตามที่เผลอโดนมาร์โก้ลากมายังห้องเรียนของปีสูงแบบนี้ แถมยังเป็วิชาที่มีอาจารย์ท่าทางน่ากลัวแบบนี้ด้วย
“...เอาเถอะ อย่างที่เธอว่ามาก็ถือว่าถูกต้องตามกฎ พวกเ้าสามารถเข้าเรียนได้ แต่ไม่อนุญาตให้ออกไปจากห้องเรียนกลางคันหรอกนะ” เจเรมี่กล่าว “อย่างที่ว่าไปก่อนหน้านี้ พวกเ้าจะได้เรียนและฝึกฝนเกี่ยวกับการขยายขีดจำกัดพลังเวทย์ของตัวเอง เนื้อหาการเรียนจะมีแค่คาบนี้ครึ่งคาบ และหลังจากนี้ทั้งหมดจะเป็การฝึกล้วนๆ โดยเราจะใช้ห้องเรียนร่วมกับพวกระดับ3ของสาขาผู้สนับสนุนด้วย”
เนื่องจากโรงเรียนอนุญาตให้นักเรียนเข้าเรียนวิชาใดๆ ก็ได้ตามอิสระจึงมีปัญหาเื่การจัดหมวดหมู่ชั้นปีของนักเรียนซึ่งมีั้แ่ปี1ถึงปี15 ดังนั้นจึงมีระบบในการวัดความสามารถซึ่งจะแบ่งนักเรียนแต่ละสาขาออกเป็ระดับั้แ่1-5แทน ซึ่งนักเรียนระดับ3ที่เจเรมี่พูดถึงนั้นก็เป็ตัวตนที่มีอยู่ไม่กี่ร้อยคนในโรงเรียนเท่านั้น เนื่องจากบางคนที่เข้าเรียนมายังจบการศึกษาไปโดยเป็แค่นักเรียนระดับ1หรือ2เท่านั้นเอง
“พวกเขามาเรียนวิชาเดียวกับเราเหรอครับ” ใครบางคนยกมือถามขึ้น
“ไม่ วิชาพวกเขาคือการรักษาขั้นสูง” เจเรมี่แยกเขี้ยว “เนื่องจากวิชาของข้าจะพาพวกเ้าไปฝึกสิ่งที่พวกเ้าไม่เคยฝึกมาก่อน และด้วยความด้อยประสบการณ์ของพวกเ้าทำให้ปีนึงๆ มีคนาเ็จากพลังของตัวเองเกินกว่าที่ห้องพยาบาลจะรับไหว เพราะฉะนั้นเราจึงรวมสองชั้นเรียนเข้าด้วยกันและให้พวกเ้าเป็เครื่องมือฝึกของทางนั้นซะเลย แต่อย่าคิดว่าเื่มันจะง่ายๆล่ะ เพราะแต่ละปีก็มีพวกไม่ประมาณตนที่เผลอใช้พลังเวทย์ไม่ระวังจนต้องลาออกมาหลายคนแล้วเหมือนกัน ส่วนปีนี้ก็น่าจะมีสักสองคนล่ะนะ”
เจเรมี่มองมาทางมาร์โก้และเอเลน่าก่อนจะพูดต่อ “การขยายขีดจำกัดพลังเวทย์ด้วยตัวเองทำได้โดยการฝึกเชื่อมโยงกับมานารอบตัวเข้ากับเกราะมานาแล้วคงสภาพเอาไว้ให้นานที่สุด ระหว่างนั้นก็ขยายและหดพื้นที่เกราะสลับกันไปมา ฟังดูง่ายๆ แต่ขั้นตอนฝึกนั้นอันตรายอย่างมาก พวกเ้าเองก็จงตั้งใจฝึกกันให้ดีเถอะ เพราะผู้ที่ผ่านวิชานี้ได้โดยสมบูรณ์จะได้รับการเลื่อนขั้นเป็นักเรียนระดับ3 ข้าบอกตามตรงว่าข้าคาดหวังจากพวกเ้าอยู่เช่นกัน ยกเว้นพวกโง่ๆ สองคนที่ดูท่าทางจะใช้เกราะมานาไม่เป็ด้วยซ้ำ”
เจเรมี่เว้นระยะปล่อยให้นักเรียนที่เหลือในห้องได้หัวเราะออกมาอย่างโต้งๆ มาร์โก้เบะปากเล็กน้อยให้กับการกระทำนั้น บางครั้งการกดขี่ทางชนชั้นสังคมของพวกครึ่งมนุษย์ก็น่ารำคาญเอาเื่เหมือนกัน
“เฮ้ เอเลน่า เธอรู้อะไรเกี่ยวกับเกราะมานาบ้างรึเปล่า” เด็กหนุ่มเอียงตัวไปกระซิบถาม
“พอจะรู้อยู่บ้าง ครูฝึกที่บ้านเคยแสดงให้ดูครั้งหนึ่ง” เด็กสาวพยักหน้า “รวบรวมมานาเป็ชั้นๆ ไว้รอบตัวเพื่อป้องกันอันตรายจากภายนอก เป็เทคนิคชั้นสูงเชียวล่ะ ฝึกขั้นแรกน่ะยากแล้วนะ แต่กว่าจะเอาไปใช้งานจริงได้นี่มหาหินน่าดู”
มาร์โก้พยักหน้ารับเรียบๆ พลางเอนตัวกลับมาฟังอาจารย์ต่อ แน่นอนว่าในนิยายที่เขาเคยอ่านมันก็มีเื่ของเกราะมานาอยู่ด้วยเหมือนกัน แต่ก็ไม่มีการลงรายละเอียดอะไรมากมายนัก ทำเอาเขาลำบากใจอยู่ทีเดียว
ที่ต้องใช้เวลาเกือบชั่วโมงในการฝึกสร้างเกราะมานาของตัวเองได้แบบสมบูรณ์
แต่เกราะมานาเขานั้นน่าจะต่างจากเกราะของคนอื่นๆ อยู่มากพอดู การทดลองด้วยตัวเองก็จำกัดจนเขาไม่สามารถบอกได้ว่ามันจะได้ผลในสถานการณ์ต่อสู้จริงขนาดไหนเหมือนกัน
“เอาล่ะ เนื้อหาก็มีแค่นี้ พวกสาขาผู้สนับสนุนเองก็จะมากันแล้ว พวกเธอทุกคนเอาโต๊ะเก้าอี้ไปเก็บด้านข้างห้องเรียนให้เรียบร้อย เคลียร์พื้นที่ฝึกกันได้เลย”
ไม่กี่นาทีห้องทั้งห้องก็โล่งไปถนัดตา มาร์โก้กวาดตาดูรอบๆ อีกครั้งก่อนจะพยักหน้าหงึกหงักอยู่คนเดียว ตอนแรกที่เขาเข้ามาในห้องนี้เขาก็แปลกใจอยู่ว่าห้องมันกว้างเกินไป แถมเพดานยังอยู่สูงขึ้นไปเกือบ10เมตรซะด้วย ที่แท้ห้องนี้ก็ใช้เป็ที่ซ้อมไปในตัวด้วยนี่เอง
“จับคู่สองคนแล้วเตรียมตัวซะ พวกเราจะเริ่มตอนที่ผู้สนับสนุนมาถึง ระหว่างนี้พวกเธอสองคนก็ตกลงกันให้เรียบร้อยว่าจะเริ่มฝึกยังไง แต่ละคู่ไม่อนุญาตให้ฝึกพร้อมกัน คู่หูของเธอต้องคอยอยู่ด้านข้างและคอยสังเกตอาการกันให้ดี ทันทีที่เกิดอาการผิดปกติของมานาแม้เพียงเล็กน้อยเธอต้องรีบแจ้งให้ผู้สนับสนุนรู้ทันที ขอย้ำอีกครั้งล่ะว่าอาการาเ็ทางสมองไม่ใช่เื่เล่นๆ ใครที่ไม่จริงจังและปล่อยให้คู่หูของตัวเองาเ็เตรียมตัวโดนลดสเตล่า100หน่วยได้เลย”
ดูท่าทางการขู่ด้วยสเตล่า100หน่วยจะได้ผลน่าดูเพราะนั่นคือ10%ของสเตล่าที่้าเพื่อจบการศึกษา แถมวิชาเรียนบางตัวยังแจกแค่10สเตล่าเท่านั้นเอง แทบทุกคนในห้องจึงหยุดพูดคุยและจับคู่กันอย่างจริงจังทันที มาร์โก้เห็นดังนั้นก็หันไปพยักหน้าให้เอเลน่าเบาๆ ก่อนจะเดินนำเธอไปยังมุมห้องที่ไม่ค่อยมีใครและพิงผนังรออย่างใจเย็น
รอไม่ถึงสองนาทีพวกสาขาผู้สนับสนุนก็มาถึง พวกเขามาถึงพร้อมกับรถเข็นคันใหญ่ที่บรรทุกอะไรมาสักอย่างจนเต็มไปหมด มาร์โก้มองดูการแต่งกายของพวกนั้นก่อนจะแยกเขี้ยว ทั้งเสื้อคลุมยาวเฟื้อยถึงพื้น หมวกสูงทรงแหลมแล้วก็ไม้เท้า แบบนี้มันยิ่งกว่าพวกพ่อมดในนิยายด้วยซ้ำ
ดูท่าทางการเลือกไม่เข้าสาขานี้จะดีจริงๆ แหละนะ แต่งตัวรุ่มร่ามแบบนั้นจะไปสู้ได้ยังไง?
“เอาล่ะ เริ่มฝึกกันได้เลย”
เมื่อได้รับสัญญาณคนทั้งห้องก็เริ่มร่ายเวทย์จนมานาปั่นป่วนเบาๆ มาร์โก้หันมาหาเอเลน่าก่อนจะถอนใจเฮือกเมื่อเห็นเธอยืนเก้ๆ กังๆ อยู่แบบนั้น
“เธอเริ่มจากหัดใช้เกราะมานาให้ได้ก่อนก็แล้วกัน”
“มาฝึกตอนนี้เนี่ยนะ?” เอเลน่าเลิกคิ้วพลางพยายามไม่สนใจกับสายตาเยาะเย้ยของคนด้านข้างที่เห็นว่าพวกเธอยังไม่ได้ลงมือทำอะไร “นายพาฉันมาเป็ตัวตลกชัดๆ”
“แล้วแต่มุมมองของแต่ละคน แล้วฉันก็เลิกคิดที่จะสนใจคนอื่นไปแล้ว” มาร์โก้ตอบ “เอาล่ะ เชื่อมโยงกับมานารอบตัวซะ ฉันจะสอนวิธีใช้เกราะมานาให้”
เอเลน่าสบตากับมาร์โก้เงียบๆ ก่อนจะพยักหน้า พลังเวทย์ของเธอแผ่ออกด้านข้างและควบคุมมานารอบกายเอาไว้จำนวนหนึ่ง มาร์โก้ตรวจสอบพวกมันเล็กน้อยและพบว่ามานาบางส่วนที่เธอควบคุมนั้นยังคงมีอาการสั่นแบบแปลกๆ อยู่เหมือนเดิม
“สมาธิ เอเลน่า อย่าไปสนใจมัน” มาร์โก้กล่าวกระตุ้นเรียบๆ เมื่อเห็นเอเลน่าขมวดคิ้วหลังรับรู้ถึงอาการเ่าั้ “ทีนี้ เกราะมานาไม่ใช่แค่การบีบมานามาอยู่รอบตัวแบบโง่ๆ เธอต้องสร้างพวกมันขึ้นมาทีละชั้นด้วยการเชื่อมโยงมานาเข้าด้วยกัน เริ่มแรกกระจายมานาออกไปให้ห่างตัวหน่อย แล้วดึงมันกลับเข้ามาเป็กลุ่มเล็กๆ แล้วค่อยๆ เริ่มเชื่อมมันเข้าด้วยกัน...”
แม้จะพยายามใจเย็นขนาดไหนแต่เอเลน่าก็เป็นักเรียนที่สื่อสารด้วยยากพอดู มาร์โก้นั้นมีพื้นฐานความเข้าใจที่ดีจึงสามารถเริ่มขั้นตอนต่างๆ ได้รวดเร็วกว่าคนทั่วไปมาก พอต้องมาสอนคนอื่นแบบนี้บางครั้งเขาก็อดคิดไม่ได้ว่าตัวเองเป็อาจารย์ที่แย่พอดูอยู่เหมือนกันเนื่องจากเขาไม่สามารถอธิบายให้อีกฝ่ายเข้าใจกระบวนการได้ สิ่งที่เขาทำได้ง่ายๆ โดยไม่ต้องคิดก็ต้องค้นหาวิธีเพื่อที่จะอธิบายมันออกมาจนชวนสับสนอยู่เหมือนกัน และไหนจะต้องมาคิดคำร่ายให้อีก
‘ว่างๆ จับเอเลน่าเรียนวิทยาศาสตร์พื้นฐานหน่อยท่าจะดี’
ส่วนที่ยากถัดมาคือโครงสร้างของมานาที่ใช้เพื่อชั้นของเกราะ ในกรณีของมาร์โก้นั้นเขาเลือกใช้วิธีเดียวกับการฟอร์มตัวของอนุภาคในของแข็งต่างๆ เช่นโครงสร้างสี่เหลี่ยมหรือหกเหลี่ยม และต่อพวกมันออกมาเป็ชั้นๆ แต่ขั้นตอนนี้แค่ให้เอเลน่าสร้างมานารูปร่างสี่เหลี่ยมขึ้นมาก็เสียเวลาไปหลายนาทีแล้ว
“อะไรเนี่ย นี่พวกเ้าใช้เกราะมานาไม่เป็กันจริงๆ เหรอเนี่ย ใครจ้างพวกเ้ามาเล่นตลกในคาบเรียนของข้ารึเปล่า?”
เสียงยียวนที่ดังขึ้นด้านหลังนั้นไม่ต้องบอกก็รู้ว่าเป็เสียงของเจเรมี่ เอเลน่านั้นสลายสิ่งที่กำลังสร้างลงไปในทันที ส่วนมาร์โก้นั้นหันกลับไปเผชิญหน้ากับอีกฝ่ายอย่างไม่กลัวเกรงทว่าเลี่ยงการสบตาที่อาจจะถือเป็การท้าทายต่อเผ่าครึ่งอสูรเอาไว้ อย่างไรเสียเขาก็ยังไม่อยากมีปัญหากับอาจารย์ในโรงเรียนั้แ่วันแรกที่ได้เข้ามาอยู่แล้ว
“เธอยังใช้เกราะมานาไม่เป็น่ะครับ” มาร์โก้ตอบไปเช่นนั้น
“ก็พอจะเดาออก” เจเรมี่เกาคาง “ปีหนึ่งน่ะถ้าใช้เกราะมานาได้คงไปเข้าโรงเรียนระดับ1หรือ2ไปแล้ว ไม่น่าโผล่มาที่นี่หรอก แล้วผลสรุปของพวกเ้าว่ายังไงล่ะ”
“ผลสรุปอะไรเหรอครับ”
“ก็เื่ที่มาสังเกตการณ์ห้องเรียนปีสูงนี่ไง” เจเรมี่แยกเขี้ยว “สัปดาห์แรกของการเปิดเรียนน่ะบางปีก็มักจะมีพวกปีหนึ่งลองเข้าไปในห้องเรียนของปีสูงบ้างอยู่แล้ว แต่อย่างพวกเ้าน่ะเกินไป ไม่เคยมีปีหนึ่งคนไหนมาที่ห้องเรียนระดับนี้มาก่อนเลย พวกเ้าน่าจะเป็สองคนแรกในประวัติศาสตร์โรงเรียนเลยล่ะ”
มาร์โก้เลิกคิ้วให้กับคำพูดนั้น “คุณรู้?”
“และรออยู่” เจเรมี่ตอบด้วยดวงตาวาวโรจน์ “สาขานักสู้น่ะ บางครั้งนอกจากฝีมือแล้วสิ่งที่เรา้าคือใจกล้า เ้าไม่ลังเลแม้แต่นิดทั้งๆ ที่เดินฝ่าเข้ามาในกลุ่มของปีสูง โดนข้าแขวะก็ยังคงเชิดหน้าไม่หวาดหวั่น บอกตามตรงว่าข้าถูกใจพวกเ้าเข้าแล้ว พวกเ้าน่ะเหมาะกับสาขานี้นะ หรือเ้าคิดว่ายังไง”
สุดท้ายกลายเป็ว่าเขาถูกทดสอบโดยไม่รู้ตัว มาร์โก้แอบถอนหายใจให้กับอาจารย์ตรงหน้าเงียบๆ โดยไม่ได้ตอบคำถามอะไร เมื่อเห็นดังนั้นเจเรมี่ก็เลิกสนใจเด็กชายและหันไปหาเอเลน่าแทน
“ไหนลองแผ่พลังเวทย์ให้ดูหน่อย”
“ค่ะ”
เอเลน่ารับคำและแผ่พลังเวทย์ออกจากตัวอีกหน เจเรมี่ถอยออกมาเล็กน้อยและตรวจสอบพวกมันก่อนจะพยักหน้า
“ไม่ได้ดี แต่ก็ถือว่าไม่ได้แย่สำหรับปีหนึ่ง” เขากล่าว “การสร้างเกราะมานาน่ะจำเป็ต้องอาศัยพลังเวทย์ที่เยอะพอดู พวกเ้ายังเป็ปีหนึ่งอยู่ ต้องสะสมพลังเวทย์มากกว่านี้ก่อนถึงจะเริ่ม เพราะฉะนั้นเื่ใช้เกราะมานาไม่ได้...”
เจเรมี่ทิ้ง่ไปแค่นั้นก่อนจะหันขวับกลับมาหามาร์โก้ “ก่อนหน้านี้เ้าพูดว่าอะไรนะ?”
“ผม?” มาร์โก้เอียงคอ “เอ่อ...คุณรู้?”
“ไม่ๆ ก่อนหน้านั้นที่ข้าถามว่าพวกเ้ากำลังทำอะไรกันอยู่ แล้วเ้าตอบว่าเธอยังใช้เกราะมานาไม่เป็สินะ”
“ก็ใช้ครับ” มาร์โก้พยักหน้าตอบ
“ทำไมใช้คำว่า “เธอ” แทนคำว่า “พวกเรา” ล่ะ หรือจะบอกว่าเ้าใช้เกาะมานาเป็?”
“...ครับ” มาร์โก้ตอบสั้นๆ ก่อนจะรีบเสริม “แต่ผมยังไม่รู้ว่ามันใช้งานได้จริงขนาดไหนเหมือนกัน”
ั์ตาของเจเรมี่เบิกกว้างจนตาดำนั่นขยายขึ้นจนแทบเต็มเนื้อตา อาจารย์ครึ่งหมาป่าเลียปากด้วยลิ้นยาวๆ ก่อนจะแบมือขวาออกข้างตัวและพูดเพียงสั้นๆ
“ใช้มันซะถ้าไม่อยากเจ็บตัว”
มาร์โก้สับสนอยู่เสี้ยววินาทีว่านี่เป็เพียงการล้อเล่นหรืออีกบททดสอบหนึ่งรึเปล่าก่อนที่เจเรมี่จะร่ายเวทย์ มานารอบมือขวาหมุนควงอย่างรุนแรงจนเกินกว่าจะเป็การหยอกเย้า มาร์โก้แผ่พลังเวทย์ออกรอบตัวอย่างไม่รอช้าเพื่อเข้าควบคุมมานาทันที
กระแสมานาเหนือมือข้างนั้นของเจเรมี่อ่อนลงเล็กน้อยเมื่อเห็นว่ามาร์โก้กำลังเตรียมตัวเหมือนกับจะถ่วงเวลารอ มาร์โก้รู้ตัวดีว่ากำลังจะถูกทดสอบตรงๆ เข้าให้แล้ว แต่จากสีหน้าของอีกฝ่ายแล้วเด็กชายก็ไม่อาจจะอ่านออกเลยว่าถ้าไม่ตั้งรับแบบจริงจังแล้วอีกฝ่ายจะอ่อนข้อให้หรือไม่ แถมอารมณ์แบบเด็กๆ ของเขาก็กำลังะโก้องให้โชว์เทพไปเลยอยู่อีกต่างหาก
เอาก็เอา!
มาร์โก้แสร้งก้มหน้าลงต่ำเพื่อซ่อนปากและเริ่มขมุบขมิบภาษาที่ตัวเองก็ไม่รู้จักอยู่ในลำคอเหมือนกับกำลังร่ายเวทย์ และพร้อมๆ กันนั้นก็เริ่มสร้างฟอร์มของเกราะมานาขึ้นมา รูปแบบที่เขาใช้คือทรงหกเหลี่ยมแบบเดียวกับรังผึ้ง แม้จะฝึกจนสำเร็จแล้วก็จริงๆ แต่มาร์โก้ก็ต้องยอมรับว่าเขาเองก็ยังไม่พร้อมกับการใช้มันในการต่อสู้จริงแม้แต่น้อย เพราะกว่าเกราะมานาของเขาจะพร้อมก็กินเวลาไปเกือบๆ 3วินาทีทีเดียว
แต่ทางด้านของเจเรมี่นั้นเขากลับต้องพยายามข่มความแตกตื่นของตัวเองเอาไว้ ตอนแรกเขา้าเพียงทดสอบอีกฝ่ายเล่นๆ แต่เื่กลับกลายเป็ว่าเด็กมนุษย์อายุเพียง10ขวบปีตรงหน้ากลับสามารถใช้เกราะมานาขึ้นมาได้จริงๆ ถึงเกราะที่ว่าจะดูแปลกๆ และบางเฉียบไปหน่อยก็ตาม แต่มันก็ยังพอจะเรียกว่าเกราะมานาได้อยู่ดี แถมยังใช้เวลาสร้างเพียงไม่กี่วินาทีซะด้วย
เอายังไงดี?
เจเรมี่ปั่นสมองของเขาอย่างรวดเร็ว มานารอบๆ ร่างของเด็กชายหยุดเคลื่อนไหวไปแล้ว แสดงว่าเกราะนี่สร้างขึ้นมาเสร็จสมบูรณ์ตามขีดจำกัดของอีกฝ่ายแล้ว แม้มันจะดูเปราะบางอย่างมากก็ตามที แต่ทีนี้เื่ที่เขาต้องคิดคือจะโจมตีในระดับความแรงแค่ไหนดี? ยอมอ่อนข้อปล่อยพลังเบาๆ เพื่อให้อีกฝ่ายปลอดภัยดีหรือไม่?
เสี้ยววินาทีถัดมาเจเรมี่ก็ได้คำตอบขึ้นมาในหัว หนึ่งในวิธีที่จะทำลายพร์ของเด็กได้ดีที่สุดคือการปล่อยให้อีกฝ่ายหลงระเริง ฉะนั้นรอบนี้เขาคงต้องลงมือให้หนักหน่อย รุนแรงพอจะเป่าเด็กชายคนนี้ให้กระเด็นแต่ไม่มากพอที่จะทำให้เขาาเ็สาหัสหรือตายขึ้นมา
รู้แหละว่าความคิดนี้มันไม่สู้ดีเท่าไหร่ ถึงจะมีสาขาผู้สนับสนุนอยู่ใกล้ๆ ก็เถอะ แต่หลังจากนี้เขาอาจจะโดนสวดยับก็เป็ได้
มานารอบมือขวาอัดแน่นก่อนจะซัดออกไปข้างหน้า และพริบตาที่มันปะทะกับเกราะมานาของมาร์โก้เข้าพลังเวทย์ที่ควบคุมสมดุลก็พลังพังทลายลง มวลอากาศความดันสูงกลายเป็ะเิขนาดย่อมที่มาพร้อมกับเสียงดังเปรี้ยงที่ทำให้หูชากันไปกว่าครึ่งห้อง สายลมแรงกระชากพัดเอาชายเสื้อของนักเรียนนับร้อยกระพือพรึ่บพรั่บกลบเสียงอุทานด้วยความใออกไปจนหมดสิ้น
“เกิดอะไรขึ้น?”
ท่ามกลางความสับสนวุ่นวายคนแคระเครายาวก็พุ่งมาอยู่ข้างๆ เจเรมี่ เขาคืออาจารย์ดูแรนแห่งสาขาผู้สนับสนุน แม้ร่างกายจะสูงแค่เอวอีกฝ่ายแต่เขาก็ยังจ้องไปที่เจเรมี่อย่างเอาเื่ราวกับจะเดาออกว่าเกิดอะไรขึ้น มานารอบๆ หมุนวนรอบร่างของคนแคระชราที่ร่างกายดูไม่ชรานั่นอย่างน่ากลัวจนเจเรมี่ต้องรีบเอ่ยปากตอบขึ้น
“ผมทดสอบเกราะมานาของเด็กคนหนึ่ง อาจจะหนักมือไปหน่อย”
“หน่อย?” ดูแรนพูดเสียงขึ้นจมูกด้วยความโมโห “คิดว่าคำว่าหน่อยของเ้ามันคือคำว่าอะไรสำหรับเด็กนักเรียนกันไอ้หมาขนรุงรัง! อายุอย่างเ้าน่ะหัดเรียนรู้ที่จะคุมอารมณ์ได้บ้างแล้ว!”
ปากพร่ำสอนอีกฝ่ายแต่กลับเป็ดูแรนที่ไม่อาจคุมอารมณ์ได้ตามประสาชนเผ่าคนแคระที่เดือดง่ายเย็นง่าย ธรรมดาถ้าใครมาเรียกเจเรมี่ว่าไอ้หมาขนรุงรังอย่างนี้เจเรมี่คงเล็งหาจุดฝังเขี้ยวบนร่างอีกฝ่ายไปแล้ว แต่เขาก็ยังมีสติพอที่จะรู้ว่าไม่ควรยั่วโมโหคนแคระตรงหน้าไปมากกว่านี้ เพราะอย่างไรเสียเขาก็รู้ว่าอีกฝ่ายนั้นเป็ถึงอดีตนักผจญภัยแรงค์Aทีเดียว
แต่อารมณ์ที่กำลังเดือดของดูแรนก็ลดระดับลงอย่างรวดเร็วเช่นเดียวกับเจเรมี่เมื่อทั้งสองได้เห็นมาร์โก้ เด็กชายสะบัดชายเสื้อให้เข้าที่อย่างไม่ทุกข์ร้อน เจเรมี่อ้าปากค้างจนลิ้นแทบห้อยออกมา เขากวาดตาดูเด็กชายั้แ่หัวจรดเท้าเสียสามเที่ยวเพื่อยืนยันกับตัวเองว่าอีกฝ่ายนั้นไม่ได้รับาเ็อะไรแม้แต่น้อย ไม่มีกระทั่งรอยขีดข่วนด้วยซ้ำ แถมยังยืนอยู่จุดเดิมอีกด้วย!!
เป็ไปได้ยังไง??
กระทั่งดูแรนยังต้องตกตะลึง เสียงะเิเมื่อครู่นี้แสดงชัดเจนว่าเวทย์ของเจเรมี่นั้นรุนแรงมากพอที่จะซัดโทลล์ให้เซได้ด้วยซ้ำ แต่เด็กชายตรงหน้ากลับปลอดภัยไร้เื่ราว แถมเกราะมานารอบตัวยังอยู่ดีด้วยซ้ำ
ยิ่งไปกว่านั้นเด็กคนนี้ยังติดเข็มกลัดปีหนึ่งโชว์อยู่ที่อกอีกต่างหาก!
“เจเรมี่ เด็กคนนี้เป็ใครกัน?”
“ผมก็ไม่รู้” เจเรมี่กระซิบตอบ “ปีหนึ่งที่หลงเข้ามาในชั้นเรียนผมเฉยๆ”
“...เมื่อกี๊เ้าใช้พลังเวทย์ประมาณไหน?”
“ราว2ใน10”
ดูแรนซ่อนยิ้มไว้ใต้หนวดเครารกครึ้มของตัวเองพลางจ้องมองมาร์โก้ที่ปลดเกราะมานาของตัวเองออกอย่างไม่วางตา จากประสบการณ์หลายต่อหลายปีที่ทั้งสู้ในสมรภูมิและสั่งสอนในห้องเรียนกำลังบอกเขาว่าตัวเองได้เจอกับเพชรเม็ดงามเข้าแล้ว
“ไอ้หนูนี่เข้าสาขานายงั้นสินะ”
“เท่าที่คุยกัน หมอนี่บอกยังไม่แน่ใจ” เจเรมี่พูดขึ้นก่อนจะรีบตะครุบปากตัวเอง อย่างไรเสียเผ่าครึ่งอสูรก็ไม่เก่งเื่โกหกอยู่แล้ว
“อ้าว งี้มาเข้าสาขาของข้าก็ได้งั้นสิ”
“เื่อะไรล่ะ ความสามารถขนาดนี้ก็ต้องสาขานักสู้อยู่แล้ว”
“ไม่เคยได้ยินที่เค้าว่า ผู้สนับสนุนดีๆ 1คนเทียบเท่านักสู้ชั้นเยี่ยม10คนรึไงไอ้หนู”
“เลิกยกคำพูดคร่ำครึมาสอนได้แล้วน่าตาแก่....”
เด็กชายได้แต่ยืนกะพริบตาปริบๆ ฟังอาจารย์ทั้งสองถกเถียงกันอย่างไม่เลิกราก่อนจะถอนใจเฮือกและหันไปกวักมือเรียกเอเลน่า และเมื่อเจเรมี่กับดูแรนรู้ตัวอีกทีมาร์โก้ก็หายไปจากห้องเรียนเป็ที่เรียบร้อยแล้ว
“ไม่เวิร์ค”
มาร์โก้สรุปสั้นๆ หลังจากออกมาพ้นห้องเรียน
“ไม่เวิร์คเหรอ นายแทบจะยังไม่ได้เรียนอะไรเลยด้วยซ้ำนะ” เอเลน่าแย้ง
“ก็เพราะแบบนั้นน่ะสิ” เด็กชายถอนใจเบาๆ “สาขานักสู้น่ะสอนน้อยมาก น้อยกว่าสาขานักประดิษฐ์เกือบ10เท่า สาขาพวกนั้นน่ะเน้นสัญชาตญาณมากกว่าการทำความเข้าใจ ซึ่งฉันว่ามันไม่เข้ากับฉันแล้วก็เธอหรอกนะ”
“งั้นสรุปยังไง นายเลือกสาขานักประดิษฐ์สินะ”
“ใช่ ดูจะเข้าทางที่สุดแล้ว แล้วเธอล่ะ” เขาหันไปถามเด็กสาวข้างกาย “ฉันไม่ได้จะบังคับหรอกนะ ถ้าเธอจะเข้าสาขานักสู้ก็ได้”
“นายบอกเองนี่ว่าฉันไม่น่าจะเข้ากับสาขานักสู้ เพราะงั้นฉันจะเชื่อนาย” เด็กสาวตอบกลับมาเช่นนั้น “ฉันก็จะเข้าสาขานักประดิษฐ์ด้วย”
“โอเค ถ้างั้นไปกันเถอะ”
“ไปไหน? เรียนวิชาต่อไปงั้นเหรอ”
“วิชาเบื้องต้นของโรงเรียนนี้ไม่มีประโยชน์กับเราหรอก หลังจากนี้ฉันจะฝึกให้เธอเอง” มาร์โก้ตอบ “เพราะงั้น กลับไปโรงแรมกันเลยดีกว่า”
สอง-สามวันหลังจากนั้น
“เห้อ...”
เอเลน่าเท้าคางทอดถอนใจออกมาเบาๆ ในขณะที่พยายามประคองสติรับฟังการบรรยายคาบวิชาจินตภาพเบื้องต้นที่อาจารย์เ้าของวิชาเอาแต่พล่ามเื่พิลึกๆ อย่างรูปแบบที่ไร้รูปแบบบ้างล่ะ ตำนานปรัมปราของงูที่กินหางตัวเองบ้างล่ะจนเธอแทบจะหลับให้กับอากาศอุ่นๆ ยามบ่ายอยู่รอมร่อ แถมเด็กชายที่ควรจะอยู่เป็เพื่อนคุยก็ดันไม่อยู่ซะด้วยนี่สิ
“น่าเบื่อ แต่มันเป็วิชาพื้นฐานที่บังคับเรียนซะด้วย สัปดาห์แรกๆ ฝากเธอเข้าเรียนแทนที มีอะไรสำคัญๆ ก็มาบอกฉันด้วยก็แล้วกัน ระหว่างนี้ฉันจะไปหาอะไรอ่านที่หอสมุดหน่อย”
“ไอ้หมอนั่น พูดแบบนั้นแล้วก็หายตัวไปจริงๆ ซะด้วย...”
เอเลน่าพึมพำเบาๆ พลางรวบรวมละอองมานาสร้างเป็ลูกทรงกลมเล็กๆ กลิ้งเล่นระหว่างนิ้วแก้เบื่อ อย่างน้อยระหว่างนี้เธอเองก็พัฒนาขึ้นเยอะด้วยคำสอนของมาร์โก้ เขาช่วยเธอสร้างรูปแบบการควบคุมมานาเพื่อหลีกเลี่ยงการเกิดอาการสั่นแบบเคยๆ ได้สำเร็จ ซึ่งทำให้ตอนนี้เธอสามารถใช้เวทย์ระดับเล็กได้แบบปกติแล้ว แถมเหนืออื่นใดคือเธอสามารถใช้มันแบบไม่ต้องร่ายได้ด้วย
จนในที่สุดคาบเรียนก็จบลง เอเลน่าบิดตัวสุดเหยียดเพื่อคลายความเมื่อขบจนเด็กชายข้างๆ หลายคนหันมาจ้องดูสัญฐานที่เริ่มนูนเด่นตามวัยนั่นอย่างเหม่อลอย เอเลน่าสังเกตสายตาเ่าั้ได้ก็หยุดการเหยียดตัวลงในทันทีและคว้ากระเป๋าเดินออกไปจากห้องเรียนอย่างเร่งรีบ
อย่างไรเสียโลกนี้ก็ยังเป็โลกที่เต็มไปด้วยการต่อสู้ เผ่าพันธุ์อันหลากหลายั้แ่ดีๆ ไปจนถึงชั่วร้ายนั้นทำให้โดยเฉลี่ยแล้วชีวิตส่วนใหญ่นั้นตายลงก่อนวัยอันควร หลายหมื่นปีผ่านเลยไปจึงเกิดการเปลี่ยนแปลงที่แตกต่างไปจากโลกเดิมคือ่วัยรุ่นของแต่ละเผ่านั้นมาไวมาก และผ่านไปไวมากเช่นกันเพื่อให้เข้าสู่่วัยผู้ใหญ่โดยเร็วที่สุด เผ่ามนุษย์หรือเผ่าอาราธีร์นั้นก็เข้า่วัยรุ่นตังแต่อายุ10ขวบปี และร่างกายจะเจริญเติบโตเต็มที่ตอนอายุ15-16ปี และคงความหนุ่มสาวนั่นยาวนานเกือบ40ปีทีเดียว
เอเลน่าเองก็ย่อมต้องรู้ถึงการเปลี่ยนแปลงของร่างกายตัวเอง และรู้คร่าวๆ ด้วยว่าเด็กผู้ชายในวัยเดียวกันนั้นเป็อย่างไร แต่กระนั้นเธอก็ยังคงเหมือนเด็กสาวแรกรุ่นทั่วๆ ไปที่ยังคงสับสนและปรับตัวตามการเปลี่ยนแปลงไม่ทัน ในห้องเรียนเมื่อครู่แม้จะพยายามไม่ใส่ใจแต่เธอก็ยังรู้สึกเหมือนโดนเด็กผู้ชายคนอื่นๆ คอยแอบจ้องอยู่ตลอดเวลา
‘ทำไมไม่หัดอยู่เฉยๆ แบบมาร์โก้กันบ้างนะ’
เอเลน่าปรารภกับตัวเองอย่างหงุดหงิดก่อนจะชะงักเมื่อภาพมาร์โก้ที่หลายวันมานี้มักจะอยู่ด้วยกันผุดขึ้นมาในหัวจนเธอต้องส่ายหน้าแรงๆ เพื่อสลัดพวกมันออกไป เด็กสาวแอบแปลกใจกับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นนี้อยู่ไม่ใช่น้อย วันแรกที่เธอได้เจอกับเขาเธอยังไม่ชอบหน้าเขาอย่างมาก แต่ผ่านมาเพียงไม่กี่วันเธอก็พลันมารู้สึกตัวว่าความรู้สึกดังกล่าวนั้นหายไปหมดแล้ว เด็กชายที่แชร์ห้องนอนกับเธอไม่ได้สร้างความน่ารำคาญหรืออึดอัดอะไรอย่างที่คิด กลับกันนั้นเขากลับดีกับเธอจนเธอเกรงว่าจะเป็ฝ่ายทำให้เขาอึดอัดเสียอีก
เมื่อมาถึงหอสมุดเอเลน่าก็เดินดุ่มเข้าไปในโซนหนังสือลึกๆ ทันทีและพบมาร์โก้อยู่ตรงนั้นตามคาด เด็กชายนั่งก้มหน้านิ่งอ่านหนังสือบางอย่างที่เล่มใหญ่เกือบเท่าร่างตัวเองราวกับไม่รู้สึกตัวถึงการมาของเธอ เอเลน่านึกสนุกก่อนจะเริ่มย่องเข้าไปหาอีกฝ่ายช้าๆ ทว่าเมื่อเข้าไปในระยะห้าเมตรอีกฝ่ายก็พลันเปิดปากพูดขึ้นเรียบๆ
“ในห้องเรียนมีอะไรรึเปล่า”
เอเลน่ามองเด็กชายที่ไม่แม้แต่จะมองหน้าเธอก่อนจะทำแก้มป่องเล็กน้อย “ไม่มีอะไรสำคัญ” เธอตอบเขาไป “อาจารย์พูดถึงเื่อะไรแปลกๆ หลายเื่อยู่ เื่ของสะพานมานา การเด้งของก้อนพลังบ้างล่ะ เล่าตำนานโบร่ำโบราณของผู้กล้าบ้างล่ะ”
“ตำนานผู้กล้า?” มาร์โก้เงยหน้าขึ้นจากหนังสือในที่สุด “มีด้วยเหรอ ผู้กล้าน่ะ”
“มีสิ” เอเลน่าเลิกคิ้วอย่างประหลาดใจ “นายไม่เคยไม่ยินเื่นี้เหรอ” เด็กสาวยิ่งเลิกคิ้วหนักขึ้นเมื่อเห็นมาร์โก้ส่ายหน้า “ตำนานผู้กล้าเป็ตำนานเมืองเชียวนะ นายจะบอกว่านายไม่เคยได้ยินเื่ของผู้กล้ากอร์ดอนกับผองเพื่อนงั้นเหรอ?”
“ผู้กล้ากอร์ดอน” มาร์โก้แสดงอาการแปลกใจอย่างไม่ปิดบัง “การผจญภัยของกอร์ดอน นั่นมันนิทานก่อนนอนไม่ใช่เหรอ”
“จริงสิ นายโตมาจากเขตนอกเมืองสินะ” เอเลน่าพูดพลางทรุดนั่งลงข้างๆ เด็กชาย “ไม่แปลกที่เื่เล่าจะลดระดับลงไปเป็แค่นิทานปรัมปราหรอก แต่เื่ของผู้กล้ากอร์ดอนน่ะเป็เื่จริงนะ ในเมืองใหญ่ๆ หลายเมือง พื้นที่ผจญภัยหลายที่ก็ยังมีหลักฐาน....นั่นนายจะไปไหน”
“หาแผนที่”
มาร์โก้ตอบพลางพยายามระงับความตื่นเต้นของตนเอาไว้ ถ้าเป็เื่การผจญภัยของกอร์ดอนละก็โจเซฟเล่าให้มาร์โก้ฟังมาั้แ่เขาเริ่มจำความได้ด้วยซ้ำ เื่ราวของกอร์ดอน เด็กหนุ่มกำพร้าผู้ถูกรับเลี้ยงโดยขุนนางตระกูลใหญ่ เด็กชายบากบั่นศึกษาจนกระทั่งเชี่ยวชาญด้านเวทมนตร์และออกเดินทางปราบปิศาจกับผองเพื่อน มาร์โก้นึกว่ามันเป็เพียงเื่แต่งมาตลอดแท้ๆ
มาร์โก้เดินหายออกไปจากจุดนั้นอยู่หลายอึดใจก่อนที่จะกลับมาพร้อมม้วนแผนที่หลายม้วนในอ้อมแขน เด็กชายเดินเข้าไปหาโต๊ะด้านในที่เงียบสงบก่อนจะลงมือกางแผนที่แต่ละแผ่นออกจนเต็มไปหมดทั้งโต๊ะ
“นายจะทำอะไร?” เอเลน่าถามพลางช่วยอีกฝ่ายหยิบหนังสือมาทับมุมแผนที่ นี่นับเป็ครั้งแรกเลยที่มาร์โก้ผู้นิ่งๆ อยู่ตลอดเวลาออกอาการลุกลี้ลุกลนให้เธอเห็นแบบนี้
“นิทานการผจญภัยของกอร์ดอน ฉันนึกว่ามันเป็นิทานก่อนนอนมาตลอดเลย แต่ถ้าเธอบอกเขาว่านั่นเป็เื่จริงละก็....” มาร์โก้ไล่นิ้วไปตามแผนที่แต่ละอันช้าๆ “่กลางเื่ กล่องสมบัติของกอร์ดอน หรือเศษดาบของโมราก็ต้องมีอยู่จริงงั้นสิ”
“นายอยากล่าสมบัติงั้นเหรอ” เอเลน่าเลิกคิ้ว “ไม่เอาน่ามาร์โก้ เื่มันหลายร้อยปีมาแล้วนะ ภูมิประเทศจากาครั้งนั้นก็เปลี่ยนจนจำกันแทบจะไม่ได้ แล้วหลังจากเข้า่สันติสุขมาได้ผู้คนก็เดินตามรอยค้นหาสมบัติกันไปยกใหญ่แล้ว สมบัติบางส่วนถูกเก็บรักษาไว้เป็สมบัติระดับชาติ บางชิ้นก็สูญหาย บางชิ้นก็ถูกผนึก นายมาตื่นเต้นเอาตอนนี้เนี่ยนะ”
“ไอ้พวกอันอื่นน่ะฉันไม่สนหรอก” มาร์โก้ส่ายหน้า “ฉันสนแค่กล่องสมบัติของกอร์ดอนทั้งหกกล่องเท่านั้นแหละ กล่องสมบัติที่ถูกผนึกพวกนั้น ตามตำนานเล่าว่าถูกฝากฝังไว้กับผู้คน หรือไม่ก็ดันเจี้ยนลึกลับต่างๆ นี่สิที่น่าสน ถ้าเกิดว่าหาเจอละก็...”
“เมืองโดซ่า”
“ห๊ะ?”
“เมืองโดซ่า” เอเลน่าพูดซ้ำ “หนึ่งในสมบัติทั้งหกถูกพบและเก็บรักษาไว้ที่เมืองนั้น สมบัติถูกปกป้องด้วยเวทมนตร์ของผู้กล้าที่จนบัดนี้ยังไม่มีทีท่าว่าจะอ่อนแรง ไม่มีใครรู้รหัสเพื่อปลดล๊อคเวทย์นี้ มีจอมเวทระดับสูงหลายคนพยายามที่จะใช้เวทมนตร์ของตัวเองจัดการ แต่ทุกอย่างก็ล้มเหลว”
“ให้ตาย ฉันไม่เคยรู้มาก่อนเลย” มาร์โก้เม้มปาก “ว่าแต่...เมืองโดซ่า...ชื่อคุ้นๆ แฮะ” เด็กหนุ่มรำพึงก่อนจะกวาดตาไปบนแผนที่ “เมืองมันอยู่ตรงไหนนะ”
“ตรงนี้”
เอเลน่าชี้เมืองโดซ่าในแผนที่ให้อีกฝ่ายดู มาร์โก้มองปลายนิ้วอีกฝ่ายสลับกับเมืองนารารันที่ตนอยู่ในตอนนี้ ระยะห่างระหว่างสองเมืองนี้นับว่าไกลไม่เบา หากเขา้าเดินทางไปที่นั่นต้องผ่านป่าใหญ่หลายแห่งหรือไม่ก็เมืองถึงสองสามเมืองทีเดียว
เื่เล่าของผู้กล้ากอร์ดอนนั้นเขาได้ยินมานานแล้ว หรือถ้าให้พูดก็คือเด็กชายมาร์โก้ที่เป็ตัวตนก่อนหน้านี้ของเขาต่างหากที่ได้ยินมา เด็กน้อยในตอนนั้นก็ไม่ได้ให้ความสำคัญกับเื่ราวเหล่านี้มากไปกว่านิทานกล่อมนอน ทว่าเมื่อกลับมาทบทวนจริงจังมาร์โก้จึงได้ระลึกถึงความจริงอันน่าใเื่หนึ่งขึ้นมาได้
“เ้ามาจากที่ใดกันแน่ กอร์ดอน ข้าไม่เคยพบใครที่เก่งกาจเยี่ยงเ้ามาก่อนเลย” ความตอนหนึ่งจากตำนานการผจญภัยของกอร์ดอน ฉากที่กอร์ดอน ผู้กล้าหนุ่มโค่นปิศาจนับสิบได้ด้วยตัวคนเดียว
“ข้ามาจากดินแดนแห่งอิสระชน” กอร์ดอนตอบ “ดินแดนแห่งลุงแซม”
ฉากนี้ผู้คนทั้งหลายที่ได้ฟังเื่เล่าต่างเข้าใจกันไปทันทีว่าลุงแซมนั้นหมายถึงชื่อของผู้ครองแผ่นดินคนไหนซักคนในยุคนั้น ทว่าเมื่อมาร์โก้ย้อนคิดดูดีๆ เขาก็ขนลุกซู่ขึ้นมาทันที
นั่นมันอเมริกาไม่ใช่รึไง?
หรือกอร์ดอนจะมาจากโลกเดียวกับเขา?
มาร์โก้เม้มปากเบาๆ ยิ่งคิดไปเื่ก็ยิ่งดูเข้าเค้ามากขึ้น ยิ่งคำพูดทิ้งท้ายหลังจากปราบาาปิศาจในยุคนั้นลงไปได้ก็ยิ่งทำให้ทุกอย่างชัดเจนเข้าไปใหญ่
“เหตุใดเ้าจึงสร้างกล่องสมบัติพวกนี้ขึ้น? ของวิเศษทั้งหลายนั่นฝากไว้กับข้าก็ได้นี่”
“ข้าแต่องค์ฝ่าา ข้าขอทูลตามตรงว่าข้าไม่เชื่อใจในราชวงศ์” กอร์ดอนตอบ “อนาคตที่เหตุการณ์เลวร้ายเกิดขึ้นอีกครั้งจะเป็อีกกี่ร้อยพันปีข้างหน้าก็ไม่มีใครรู้ เราไม่อาจเสี่ยงให้ของเหล่านี้ไปอยู่ผิดมือได้”
“แต่เ้าสร้างกลไกเวทย์ป้องกันไว้ขนาดนี้ อีกพันปีผนึกจะคลายหรือเปล่ายังไม่รู้เลย”
“ถ้าเป็ผู้ที่เหมาะสม เขาจะปลดผนึกมันได้ขอรับ” กอร์ดอนหัวเราะ “ถ้าเขาเป็ผู้กล้าที่มาจากดินแดนเดียวกับข้าละก็”
แต่ที่เมืองโดซ่านั้นไม่น่าจะเป็เป้าหมายที่เข้าไปได้ง่ายๆ สมบัติของกอร์ดอนที่ถูกค้นพบจะต้องกลายเป็ของล้ำค่าที่สุดอย่างไม่ต้องสงสัย ลำพังเขาที่เป็เพียงเด็กมนุษย์คงไม่มีทางได้เข้าไปัักล่องสมบัติที่ว่านั่นแน่ มาร์โก้จึงเลือกที่จะหากล่องสมบัติอื่นๆ ทันที
หนังสือเื่เล่าเกี่ยวกับการผจญภัยของกอร์ดอนรวมไปถึงหนังสือประวัติศาสตร์ใน่เวลาเดียวกันเต็มอ้อมแขน แถมด้วยม้วนแผนที่อีกหลายม้วนที่ทั้งสองต้องช่วยกันถือ และด้วยความที่พวกเขาอยู่สาขานักประดิษฐ์นั้นทำให้สามารถยืมหนังสือพวกนี้ได้นานถึงหนึ่งเดือนทีเดียว
หลังจากการเดินทางอย่างเร่งรีบทั้งสองก็มาถึงโรงแรมที่พัก เมื่อเข้ามาถึงห้องพักมาร์โก้ก็วางของทั้งหมดกองเอาไว้และคว้ากระบอกน้ำของตัวเองออกมา เด็กชายรินน้ำทั้งหมดทิ้งและเดินหายลงไปด้านล่าง ไม่นานเขาก็กลับมาพร้อมกับน้ำอะไรบางอย่างเต็มกระบอกไม้ไผ่ในมือ
“นั่นน้ำอะไรน่ะ มาร์โก้” เด็กสาวถามอย่างสงสัย
“น้ำมันน่ะ” มาร์โก้ตอบพลางหยิบเอากระดาษเปล่าแผ่นใหญ่มากาง
“น้ำมัน?” เอเลน่าเลิกคิ้ว “นายเอาน้ำมันมาทำอะไร”
“เคลือบกระดาษไงล่ะ”
พร้อมๆ กับคำตอบ มาร์โก้ก็หยิบเศษผ้าขึ้นมาจุ่มลงไปในน้ำมันและเริ่มใช้มันทาน้ำมันลงไปบนแผ่นกระดาษทีละแผ่นอย่างระมัดระวัง เอเลน่าเองก็ได้แต่นั่งเท้าคางมองการกระทำของอีกฝ่ายอย่างแปลกใจ ไม่ว่าจะรู้จักกันมานานขนาดไหนเธอก็ไม่เคยรู้สึกว่าจะเข้าใจอีกฝ่ายได้สักที แต่เมื่อมองสีหน้าที่เต็มไปด้วยสมาธิจนลืมรอบข้างนั่นบ่อยๆ เข้าเอเลน่าเองก็เริ่มอยากที่จะเป็ฝ่ายจับตาดูโดยไม่รบกวนอะไรอยู่บ่อยครั้ง
“เสร็จแล้ว”
เด็กชายยิ้มร่าและค่อยๆ จับมุมทั้งสองของกระดาษยกขึ้นเพื่อตรวจสอบผลงาน เอเลน่ามองกระดาษชุ่มน้ำมันแผ่นนั้นก่อนจะชะงักเมื่อเห็นว่ากระดาษที่แต่เดิมหนาๆ นั้นกลับใสขึ้นจนเห็นร่างของมาร์โก้อีกฝั่งผ่านกระดาษได้แบบรางๆ ทีเดียว
“น้ำมันจะทำให้กระดาษใสขึ้น ถ้าทำดีๆ มันก็แทบจะใสจนมองทะลุได้เลยล่ะ” มาร์โก้อธิบาย “ช่วยเอามันไปตากแดดหน่อย เบามือด้วยล่ะ”
หลังจากนั้นเมื่อมาร์โก้จัดการทำให้กระดาษแผ่นอื่นๆ ใสเรียบร้อยเวลาก็คล้อยมาจนถึงจุดที่ต้องทำงาน เด็กทั้งสองจึงแยกย้ายกันไปช่วยงานของโรงแรม เอเลน่านั้นยังคงไปช่วยงานในครัวเช่นเดิม แต่งานของมาร์โก้ในวันนี้นั้นกลับต่างออกไป
“มาช่วยฉันจัดการกับฟืน มาร์โก้”
มาร์โก้พยักหน้ารับก่อนจะเดินตามทิมส์ไปหลังโรงแรมที่เป็บริเวณห้องอาบน้ำ แน่นอนว่าคนส่วนใหญ่ไม่ว่าจะเป็นักผจญภัยที่เพิ่งจบการล่ามาก็ดีหรือนักเดินทางผู้รอนแรมมาถึงเมืองก็ดีต่างก็โหยหาในสิ่งเดียวกันคือการแช่น้ำร้อน ซึ่งนี่ถือว่าเป็งานหนักงานหนึ่งเลยทีเดียว
ทิมส์นั้นซื้อลำต้นของต้นไม้มากองไว้หลังโรงแรมเสียหลายต้นอยู่แล้ว ชายครึ่งั์จัดการยกมันขึ้นตั้งก่อนจะคว้าขวานอันยาวเกือบเท่าตัวมาร์โก้ขึ้นมา หลังจากรวบรวมมานาอยู่ชั่วอึดใจขวานของเขาก็ตวัดอย่างรวดเร็วและแหวกผ่านเนื้อไม้ไปดุจดั่งเนยแข็ง แม้แต่มาร์โก้ยังอ้าปากค้างเนื่องจากการผ่าเมื่อครู่นั้นเกิดเสียงขึ้นมาเพียงชั่วพริบตา แถมเสียงมันยังฟังเหมือนกระดาษถูดกรีดมากกว่าไม้โดนผ่าเสียอีก
“ให้ผมทำอะไรครับ”
“เธอรอฉันผ่าไม้พวกนี้เสร็จแล้วทยอยขนเข้าไปในโรงเผาแค่นั้นแหละ” ทิมส์ตอบ “ฟืนข้างในจะหมดแล้ว เพราะฉะนั้นวันนี้เธอก็จะต้องขนเยอะหน่อย แต่ไม่ต้องห่วงว่างานจะหนักเกินไปหรอก ยังไงซะก็มี่ให้พักระหว่างทางอยู่แล้ว”
“ผมไม่ห่วงเื่งานหนักขนาดนั้นหรอกครับ” มาร์โก้ตอบเรียบๆ พลางสลายสายมานาที่เขาแอบจำลองรูปแบบของทิมส์เมื่อสักครู่ทิ้ง “ว่าแต่ ขวานเล็กตรงนั้นน่ะใช้ได้รึเปล่าครับ”
ทิมส์มองตามปลายนิ้วที่ชี้ไปของเด็กชายก่อนจะเลิกคิ้ว “อยากลองงั้นเหรอมาร์โก้? ผ่าฟืนมันงานหนักกว่าที่คิดนะ”
“ผมก็ไม่ได้จะสับฟืนท่อนใหญ่แบบคุณหรอกครับ”
มาร์โก้ยิ้มพลางคว้าฟืนขนาดเท่าท่อนขาตัวเองขึ้นมาตั้ง ทิมส์ถอยออกมาเล็กน้อยและยิ้มอย่างเอ็นดู แต่พริบตาต่อมาสีหน้าของชายครึ่งั์ก็เปลี่ยนเป็ใสุดขีดเมื่อมานาในอากาศเริ่มเคลื่อนไหวไปอยู่ที่ขวานในมือของมาร์โก้และแผ่ออกมาเป็ใบมีดมานาบางๆ หุ้มขวานเอาไว้ เด็กชายตวัดขวานขึ้นเหนือหัวอย่างรวดเร็วราวกับมันไร้น้ำหนักและจามกลับลงมาอย่างแม่นยำจนท่อนไม้แยกเป็สองส่วนในพริบตา
“บ..บ้าน่า...!!”
ทิมส์รีบกลืนอาการใและคว้าไม้ที่ถูกมาร์โก้ผ่าขึ้นมาดู รอยขวานไม่สม่ำเสมอเท่าไหร่ก็จริงแต่สำหรับเด็กอย่างมาร์โก้แล้วก็ยังถือว่าไม่ใช่ฝีมือที่ธรรมดา เนื่องจากเวทมนตร์ที่ใช้เคลือบขวานแบบเมื่อครู่เป็เวทย์รูปแบบเดียวกับเวทย์เสริมอาวุธซะด้วย ความคล่องแคล่วเองก็ไม่ใช่ธรรมดาอีกต่างหาก
‘หมอนี่....เรานึกว่าจะสอบเข้าเนรุได้ด้วยการวัดความฉลาดกับความจำอย่างเดียวเสียอีก แต่นี่กลับมีความสามารถด้านเวทมนตร์ไม่ธรรมดาเลยนี่นา’
แต่จะได้ถึงไหนกันนะ?
ความอยากรู้อยากเห็นก่อตัวขึ้นมาในร่างของทิมส์อย่างเงียบงันราวคลื่นใต้น้ำที่ถูกปกปิดไว้ด้วยสีหน้ายิ้มอย่างละมุนละไม ดูเหมือนว่าต่อให้เลิกมาหลายปี แต่เมื่ออดีตนักผจญภัยได้เจอกับสิ่งที่น่าสนใจก็อดที่จะสำรวจไปให้ถึงก้นบึ้งไม่ได้อยู่ดี
“โอเค ถ้าเธอผ่าฟืนได้ล่ะก็จะช่วยฉันได้เยอะเลยล่ะ” ทิมส์พูดขึ้นในที่สุด “งั้นเดี๋ยวฉันจะผ่าฟืนท่อนใหญ่ๆ แล้วเธอก็เอาไปผ่าต่อก็แล้วกันนะ”
“ได้ครับ”
เมื่อสิ้นเสียงรับคำของมาร์โก้ทั้งสองก็เริ่มลงมือทำงานกันทันทีโดยไม่ได้พูดอะไรต่อกันอีก หลังโรงแรมที่เงียบสงัดก็เริ่มถูกแทรกด้วยเสียงจามขวานเป็ระยะๆ ทิมส์อาศัย่ว่างที่ไปหยิบฟืนท่อนใหม่แอบเหล่ตาดูการทำงานของมาร์โก้และพบว่าอีกฝ่ายทำงานได้อย่างค่อยเป็ค่อยไป แม้จะช้ากว่าเขาแต่ก็มีความเร็วในการลงขวานที่คงที่ แต่เมื่อเขาสำรวจดีๆ ก็พบว่ามานาที่บริเวณใบขวานนั้นกำลังน้อยลงเรื่อยๆ ทุกครั้งที่จามขวานลงไป
‘ขีดจำกัดของมานาสินะ ปัญหาทั่วไปของเด็กๆ อยู่แล้ว’
แต่ที่ทิมส์ไม่รู้เลยนั่นคือมานาที่บางลงนั่นไม่ได้เป็เพราะขีดจำกัดของมาร์โก้แต่เป็เพราะเ้าตัวค่อยๆ ปรับคุณภาพของเวทมนตร์ไปทีละหน่อย เนื่องจากเวทย์นี้เป็เวทย์ที่เขาเลียนแบบทิมส์มาดื้อๆ ดังนั้นเมื่อลองใช้ไปเองซักพักเขาก็ค่อยๆ เข้าใจรูปแบบการทำงานของมันและเริ่มปรับปรุงมันไปเรื่อยๆ จนในตอนนี้เขาใช้พลังเวทย์ไปน้อยๆ กว่าเดิมเกือบครึ่งแถมยังสร้างรอยตัดที่เรียบมากขึ้นเรื่อยๆ อีกด้วย
แต่ก็ไม่ใช่ว่ามันจะง่ายอยู่ดี
ในที่สุดครึ่งทางมาร์โกก็ต้องยอมถอนตัวเนื่องจากพลังเวทย์ใกล้หมดเต็มที เด็กชายนั่งหอบอยู่พักใหญ่ก่อนจะเริ่มงานขนไม้ต่อไปจนกระทั่งเสร็จงานเด็กชายก็พบว่าตัวเองนั้นเหงื่อท่วมไปเป็ที่เรียบร้อย
“เดี๋ยวที่เหลือฉันจัดการเอง เธอไปพักผ่อนเถอะ” ทิมส์หัวเราะเมื่อเห็นสภาพของเด็กชายที่เหมือนจะล้มอยู่ตลอดเวลา “วันนี้เธอช่วยได้เยอะแล้วล่ะ ไม่ต้องเป็ห่วงไปหรอก ไปที่ครัวแล้วก็หามื้อเย็นกินซะล่ะ”
“ขอบคุณครับ”
มาร์โก้รับคำก่อนจะลากร่างกายที่ใกล้จะหมดแรงไปยังห้องครัว การผ่าฟืนเป็งานที่หนักสมชื่อ ขนาดที่เขามีเวทย์คอยช่วยเหลือยังกินพลังกายไปมากขนาดนี้ ดูท่าทางเขาต้องเร่งออกกำลังกายให้หนักขึ้นเสียแล้ว
และเมื่อไปถึงห้องครัวเขาก็ต้องพบว่าข้างในกำลังวุ่นวายเนื่องจากพวกแม่ครัวกำลังเตรียมอาหารมื้อใหญ่เลี้ยงแขกกลุ่มหนึ่งอยู่จนยังไม่มีใครได้ทานอะไรทั้งสิ้น และเมื่อเอเลน่าบอกว่าจะแบ่งส่วนของเขาขึ้นไปบนห้องให้ทีหลังมาร์โก้ก็ตอบตกลงและใช้แรงเฮือกสุดท้ายลากตัวเองไปชั้นบนสุดของโรงแรมก่อนจะทิ้งตัวเข้าไปในลูกแก้วผนึกมารทันที
ด้วยความที่เป็เด็กเรียนรู้ไว และเลือกที่จะศึกษาทุกอย่างั้แ่พื้นฐานอย่างละเอียด มาร์โก้จึงมีความสามารถที่น่ากลัวอย่างที่พวกเราได้เห็นกันในตอนนี้นะครับ นั่นก็คือความสามารถในการลอกเลียนเวทย์ต่างๆแม้จะเพิ่งเคยเห็นเป็ครั้งแรกได้ และขี้โกงขึ้นไปอีกด้วยการที่เขาจะปรับแต่งมันจนทรงพลังกว่าเดิม(แต่ถ้าเป็เวทย์ระดับสูงก็จะติดปัญหาเื่ขีดจำกัดพลังเวทย์อยู่ดีล่ะนะครับ)
ทิ้งท้าย บอกกันไว้ก่อนว่าเนื้อหาตอนหน้าจะเป็NC 18+ นะครับ ซึ่งผมจะทำการล๊อคเนื้อหาเอาไว้ ใครอยากอ่านก็สนับสนุนกันหน่อยเน้อ(หัวเราะ)
แต่ใครที่ไม่อยากสนับสนุนก็ไม่ว่ากันนะครับ ด้วยความตั้งใจของผมนั้นคืออยากให้ทุกคนซึมซับเนื้อเื่เป็หลัก เพราะฉะนั้นตอนที่เป็NCเนี่ยผมก็จะไม่ให้มันโยงกับเนื้อเื่หลักให้มากที่สุดเท่าที่มากได้ครับ(ก็คือทั้งตอนเนื้อเื่จะไม่เดินหน้า มีแต่การทำนู่นนี่นั่นไปตามประสาแหละครับ) แต่ถ้าตอนไหนต้องโยงกับเนื้อเื่หลักจริงๆแบบเลี่ยงไม่ได้ ในเนื้อหาของตอนถัดไปหลังจากนั้นผมจะทำการสรุปเนื้อเื่โดยย่อทิ้งไว้ให้ ท่านผู้อ่านที่เป็สายฟรีจะได้ติดตามอ่านไปได้แบบไม่สับสนนะครับ
(แต่เอาจริงๆเพื่ออรรถรสก็สนับสนุนเถอะ 5555 แถมถ้าในตอนนั้นมี"สัญญาณ"บางอย่างที่ผมซ่อนไว้ จะไปบอกโต้งๆใน"สรุปเนื้อหาตอนที่แล้ว"ก็คงไม่ได้เนอะ)
แล้วพบกันครับ