เล็กน้ำ No.1

    ตอนที่ 73 แมวขโมย

    " หาที่ตาย!! "


    รัศมีไอพลังจากทัพโชโลดูทีนับพันหอบมาช่างกว้างใหญ่ พริ้วไหวเเละกัดกร่อนดั่งไฟทมิฬ ท่ามกลางไอมืดคืบคลานเข้าใกล้ ดวงตาเเดงก่ำนับร้อยนับพันคู่ วาบเเสงสีสดเสมือนสะเก็ดไฟเเลบปะทุจากกองเพลิง จอมทัพยกยิ้มเบื่อหน่าย เเต่พริบตาต่อไปนั้น มันกำหมัดเเน่น ดวงตาฉายเเววเหี้ยมเกรียมเป็นประวัติการ ก่อนทุบลงบนฝ่ามือที่ตั้งรอไว้เเล้ว


    ตึง!!


    หนึ่งทุบหนึ่งตั้งรับกระทบกัน ไหนเล่าเสียงดังเเปะเปาะ กลับกลายเป็นท่วงทำนองเข้มขลังของฆ้องเหล็กใช้เคาะยาม ดังกังวานงุ่นง่านอึงอล


    พลังคลื่นเสียงต่ำเเตกกระจายไปหลายสาย คล้ายอสรพิษร้ายลากเลื้อยไปตามเส้นทางจนห้วงมิติบิดเบี้ยว เจาะเข้าเหนือดวงตาเรียวเเหลมไปครึ่งคืบ พาให้ทัพโชโลดูทีจำนวนหลายร้อยพรึงเพริดเเละหยุดชะงักกลางคันทันที


    ครืน!


    ทันใดนั้น ป้ายหลุมศพดุจดั่งตึกสูงสั่นสะเทือน วงเเขนซีดขาวคล้ายเเผ่นน้ำเเข็งบอบบางของอิสตรี พลันเอื้อมออกมาจากด้านหลัง เข้าโอบกอดป้ายหลุมศพไว้เหนียวเเน่น ราวกับนางต้องการพยุงร่างอันบอบช้ำ ให้หลุดพ้นจากขุมอเวจีนี้เสียที


    ครืด! ครืด!


    อุ้งเล็บสกปรกบนปลายนิ้วเรียวเเหลม กรีดกรายบนหลักหินเกิดร่องรอยขีดข่วนหลายสาย บรรเลงเสียงครืดคราดเข้าเเต่งเเต้มห้วงบรรยากาศวังเวงอันเเปลกประหลาดให้ดำเนินต่อไป ท่ามกลางกลิ่นอายประหัตประหารใกล้ปะทุอยู่รอมร่อ


    " เมื่อให้โอกาสเเล้วไม่รับไว้ ก็จงตายไปซะ " รังสีสังหารทะลักออกมาจากชุดคลุมดุจทำนบเเตก จอมทัพวาดดัชนีชี้ปราดไปยังไอมืดพลุ่งพล่านเบื้องหน้า เรียวเเขนของอิสตรีลึกลับผู้อยู่เบื้องหลัง ก็เเสดงออกตามนั้นเช่นเดียวกัน!


    วู้ม!!!


    รูหนอนมิติหลากสีสันจากลื่นไหลหยดย้อย เเปรเปลี่ยนเป็นสั่นกระตุกดั่งคลื่นหัวใจเต้นผิดปกติ พาให้ห้วงสูญญากาศผืนนั้น ระเบิดสนั่นเป็นรูปกระบวนพัด กวาดเข้าหาฝูงโชโลดูทีที่ดาหน้ากันเข้ามามืดฟ้ามัวดิน


    ตู้ม!! ตู้ม!! ตู้ม!!


    ซากทัพเเห่งความมืดหลายร้อยตน กลายเป็นทุ่งบุปผาโลหิตในเดี๋ยวนั้น คลื่นพิฆาตอหังการคล้ายยังไม่หนำใจ พุ่งปราดเข้าป่นเเนวรบต่อไปอย่างเหี้ยมระห่ำเเละไร้ใจปราณี


    ฉับพลันนั้นเอง ดวงตาเเดงก่ำคู่หนึ่งบนวงหน้าเเข็งค้างสับสน ได้บังเกิดเรื่องราวเหนือความคาดหมาย มันเปล่งประกายวาววามเจิดจรัสดั่งบุษราคัมต้องเเสงไฟ พอรัศมีสีทองในดวงตาคู่นั้นหมุนวน ก็ดูดกลืนคลื่นวิบัติทำลายล้างเข้าไปจนหมดสิ้น จนไม่เหลือร่องรอยพลังตกค้าง


    " ใสหัวออกมาเเล้วซินะ " ขณะที่น้ำเสียงเยียบเย็นลอดเล็ดออกมาจากผ้าคลุมสีเข้ม สายตาคมกล้าสามารถมองทะลุทุกสรรพสิ่ง จ้องเขม็งไปยังก้อนอัญมณีเฉิดฉายท่ามกลางความมืดมน " ถอยไปเถอะตาเฒ่า อย่าบังคับให้ข้าไร้ไมตรี "


    " คารวะท่านจอมทัพ " นิ่งเงียบไปอึดใจหนึ่ง เรียวปากสีม่วงคล้ำนับพัน ก็เอื้อนเอ่ยในเวลาเดียวกันถ้วนทุกหมู่เหล่า ชวนให้ผู้พบเห็นขนลุกขนพองยิ่ง ยังกล่าวต่อไปอีกว่า " ข้าน้อยล่วงเกินท่านจอมทัพเเล้ว ภายหน้าย่อมต้องเร่งรุดไปดินเเดนมืดเพื่อขอขมาด้วยตัวเองอีกครั้ง เเต่ภารกิจยามรักษาทวารบาลข้ามผ่านภพ ข้าน้อยไม่อาจจะบ่ายเบื่ยงหรือมองข้ามได้ "


    " เฮอะ! "


    ตาเฒ่านิรนามในคราบ ' อภิวิญญาณ ' กี่งสสาร ทำทีเหมือนมองเมินเสียงประชดประชันก้องดัง มันว่า " หากท่านจอมทัพต้องการข้ามผ่านดินเเดน ตามกฎบัญญัตินั้นง่ายดายยิ่ง ท่านต้องใช้สิ่งที่เท่าเทียมกันเข้าเเลกเปลี่ยน "


    " สามหาว! กล้าต่อรองกับข้า! "


    " เรื่องราวนี้ข้าน้อยจนใจเหลือเกิน ไม่อาจสนองตอบความต้องการของท่านผู้ยิ่งใหญ่ได้ "


    คล้อยหลังวาจาดึงดันไม่ไว้หน้า ไอสังหารข้นคลั่กระเบิดออกมาอย่างมืดมัว เข้าหักล้างเเละกวาดต้อนไอมืดเบื้องหน้าให้ถอยร่นไปเร็วไว เเต่ในห้วงขบคิดของผู้บัญชาการกลยุทธ์ระดับนี้ ได้ใคร่ครวญถึงสิ่งผิดแปลกบางอย่าง เจ้าเงามืดผิดวิสัยกลุ่มนั้น คล้ายกำลังขับเคลื่อนสถานการณ์ให้เป็นไปตามหมากกระดานที่วางดักไว้อยู่ในมุมหนึ่ง เเต่เรื่องราวเหล่านี้ควรพักไว้ก่อน ภายหลังก็ยังไม่สาย เพราะคำตอบนั้นจักมาถึงเองในไม่ช้า


    กลั่นกรองจนตกผลึกได้ฉับไว จอมทัพกล่าววาจาคมชัดเฉียบขาด " ในสามอึดใจ หากเจ้าไม่ถอยไป ข้าจะล้างสังหารไม่ละเว้น ธารโลหิตไม่ปรากฏไม่มีเลิกรา หนึ่ง... "


    " ท่าน! "


    ร่างเงาองอาจยืนตะหง่านดุจหอก เฉยเมยราวกับไม่รู้ร้อนหนาว เปิดปากต่อไปด้วยน้ำเสียงชืดชา " สอง... "


    " ฮา ฮา ฮา " สถานการณ์พลิกผันเช่นนี้ คงไม่ต้องรอถึงจำนวนสุดท้ายเเล้ว น้ำเสียงเเหบพร่าชราภาพตัดพ้อ " ดี! ดีทีเดียว!! "


    สวบ! สวบ!


    ทันใดนั้น นัยน์ตาพิศวงดุจอัญมณีทอเเสง ปลดปล่อยเส้นเชือกสีทองออกมายืดยาว เส้นเชือกดุจเเส้วิเศษ พุ่งปราดเข้าผูกมัดขบวนทัพนับพันในทันใด จากนั้นถักสานให้รวมตัวเป็นกลุ่มใหญ่ บังเกิดเป็นใบหน้าชายชราผมเพ้าสยายพลิ้วดุกร้าว


    ขณะพุ่งทะยานเข้าหาจอมทัพ ใบหน้าชราร้องคำรามอย่างจริงจังเเละเดือดดาล " ไม่ต้องลำบากนับเเล้ว ลงมือเถิด เเต่ใครจะอยู่ใครจะไป ยามนี้ยังไม่อาจหยั่งคาดได้ ย่าห์!!! "


    .....


    จอมทัพตรึงร่างกลางนภากาศขาวมัว นัยน์ตาคมกล้าฉายเเววอ่อนล้าเล็กน้อยขณะปลดปล่อยจิตสัมผัสทรงพลังกวาดสเเกนไปรอบทิศ ไม่กี่นาทีถัดจากนั้น รอยยิ่มย่องพึงใจได้ปรากฏ ความอิดโรยปลาสนาการสิ้น ในห้วงสำนึกผุดร่องรอยลางเลือนของวงเวทย์กำบังกายขึ้นวงหนึ่ง ชี้นำไปทางทิศใต้ของเเดนชำระวิญญาณ


    ตู้ม!!


    เส้นเเสงทมิฬ กรีดตัดแผ่นฟ้าออกจากกันเป็นสองผืนในเวลาสั้นๆ ก่อนจะร่อนลงพื้นปฐพีดำคล้ำ ราวกับมันถูกหมักหมมด้วยคราบโลหิตเเห้งกรังเป็นเวลาช้านาน บริเวณนี้รอยกระเพื่อมของเขตอาคมอันคุ้นเคยเเจ่มชัดเป็นที่สุด


    ภายใตัผ้าคลุมปลิวสะบัด ได้ผุดรอยยิ้มสาเเก่ใจที่ยากยิ่งจะได้พบพาน เพียงเเค่ห้วงคิดเดียวของจอมทัพ หัตถ์มายาปรากฏขึ้นเบื้องบน ก่อนจะตะปบไปยังเศษดินเศษหินที่กองพะเนินทับถม จนผืนดินบริเวณนั้นไหวสะเทือน


    เมื่อเศษดินเเละเศษหินร่วงพรูผ่านร่องนิ้วจนหมดสิ้น สิ่งที่ค้างเติ่งอยู่ในฝ่ามือยักษ์ ก็คือโครงกระดูกสีขาวบริสุทธิ์กำลังทอเเสงสว่างจางๆ ขณะโครงกระดูกลอยร่างเข้าหาจอมทัพ มือปีศาจก็เเตกสลาย กลับกลายเป็นหนึ่งเดียวกับความว่างเปล่า


    ' เป็นไงหล่ะ คงไม่คิดว่าจะมีวันนี้ซิท่า ' เหยียดเย้ยไปประโยคหนึ่ง เเต่กลับพินิจพิจารณาเค้าโครงร่างนั้นอยู่นานสองนาน จู่ๆ ในห้วงตบะล้ำลึกดุจผิวน้ำนิ่งสงบ พลันเกิดระลอกคลื่นเเปรปรวน ค่อยๆ ก่อร่างเป็นภาพฉากหลากหลายของตัวมัน เเละหนุ่มเจ้าสำอางอีกผู้หนึ่ง ' บัดซบ! ขนาดตายไปเเล้ว ก็ไม่วาย ยังถูกมันเล่นกลล้วงใจอีกจนได้ '


    กรอด...


    จอมทัพกำหมัดเเน่นอย่างคั่งเเเค้น ประกายอำมหิตวาบผ่านนัยน์ตาดุกร้าว โครงกระดูกที่ลอยคว้างอยู่เบื้องหน้า ถูกพลังไร้ลักษณ์ชักเชิดจนเเขนขาชี้กางเเละสั่นกระตุกรุนเเรง จากนั้นระเหยเป็นละอองขาวหลายสายด้วยความรวดเร็วทันตา ราวกับถูกสัจธรรมอมตะเเห่งห้วงเวลาเร่งเร้ากัดกร่อน จนในที่สุด ก็เหลือเพียงเเก้วผลึกเเวววาวคล้ายเเมวน้อยน่าชังลอยนิ่งอยู่ก้อนหนึ่ง


    ' วาระสุดท้ายของเจ้าเเมวขโมยจอมตะกละ ก็หนีไม่พ้นสวาปามมากเกินไปจนท้องเเตกตายจนได้ ' ผลึกเเมวน้อยลอยกระทบสู่กลางหน้าผากของจอมทัพก็หลอมละลายเเละซึมเข้าสู่ผิวหนัง พร้อมกับเเสงสีเขียวอ่อนใสกระพริบวาบ ' ขอข้าดูหน่อยเถอะ เจ้าซ่อนสิ่งนั้นไว้หนใด '


    ภายในป้อมปราการจิตที่ถูกคุ้มกันด้วยพลังวิญญาณหนาเเน่น จอมทัพระเบิดคลื่นพลังเข้าหลอมสร้างตัวตนใหม่ขึ้นฉับพลัน เพื่อรอถ่ายเทลงก้อนตะกอนความทรงจำที่ล่องลอยอยู่ตรงหน้า วิธีการทวนครรลองสวรรค์เช่นนี้ สิ้นเปลืองฌานตบะเเละพลังวิญญาณมหาศาล


    เเต่ก็คุ้มค่ากับการให้ตัวตนใหม่ ได้ไหลเข้าไปสังเกตการณ์ในทุกมายาเรื่องราว เพื่อสอดส่องทุกความทรงจำของอีกฝ่ายอย่างเเนบเนียนจนหมดสิ้น กลวิธีเเยบยลเช่นนี้ ลำบากลำบนยิ่งกว่า ' ค้นดวงวิญญาณ ' ของกงเฟินไปหลายร้อยขุม


    เพราะนอกจากจะต้องสกัดเอาเเกนรากของความทรงจำเดิม ออกจากเเก่นกระดูกเป็นอันดับเเรกเเล้ว ยังต้องสร้างภาพมายาให้ตัวตนใหม่ เข้าไปผนวกอยู่ในเเต่ละเหตการณ์ เพื่อคำนวณโอกาสความเป็นไปได้หลายร้อยพันรูปแบบ หวังก่อร่างห้องมิติไว้กักเก็บภาพจำได้ครบถ้วน เพื่อทลายทุกข้อจำกัด ให้ทุกเรื่องราวไม่ถูกเจ้าของความทรงจำเดิมใช้วิชาลับเข้าปกปิดหรือบิดเบือน