ลูกาค่อยๆลืมตาขึ้น
ทุกอย่างมืดไปหมดรู้สึกถึงความเย็นที่ขาและเท้า
เธอพยายามปรับสายตาให้เข้ากับความมืดจากนั้นก็เริ่มมองเห็นรางๆว่าตัวเองนั่งอยู่บนพื้นปูนในท่าคุกเข่า
[ที่นี่.... ที่ไหนกัน..]
เธอรู้สึกเ็ปที่ข้อมือและแขนจึงพยายามขยับ แต่ก็รู้สึกว่าติดอะไรบางอย่าง
เมื่อหันไปมองก็เห็นว่าแขนทั้งสองข้างของเธอถูกล่ามโซ่เอาไว้ติดกับกำแพง
[!!]
สีหน้าเธอเริ่มเสียภาพเหตุการณ์ก่อนหน้าทั้งหมดเข้ามาในหัว เธอถูกแทงเข้าที่ท้อง ลำไส้และเครื่องในไหลออกมาเธอรีบก้มไปมองที่ท้องของตัวเอง ที่ท้องของเธอมีผ้าพันแผลพันรอบเอว มีรอยเืติดอยู่จำนวนมาก
เธอพยายามมองไปรอบๆว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่บวกับพอสายตาเริ่มปรับเข้ากับความมืดได้สนิท ก็พบว่าที่ ตัวเองนั้นอยู่ที่ห้องนั่งเล่นชั้นล่างในบ้านของเธอเอง
และเธอก็เพิ่งสังเกตเห็นตรงหน้าห่างออกไปราวๆ 3 เมตร ปีศาจที่เธอเห็นก่อนตาย กำลังจ้องมองมาที่เธออยู่ในความมืด
ร่างกายใหญ่โติัสีคล้ายเืดำ ดวงตาสีแดง มีเขี้ยวโผล่ออกมาให้เห็น ใบหน้าของมันไม่ว่าใครก็ก็ต้องรู้สึกขนหัวลุก
ปีศาจนั่นกำลังเคี้ยวอะไรสักอย่างอยู่ในปากมีเสียงกรุบกรับดังออกมาเบาๆ
ทำไมปีศาจนี่ถึงรู้จักที่อยู่เธอ! ทำไมมันถึงจับเธอมา!ทั้งคำถามและความกลัวเกิดขึ้นมากมายในหัว
จะว่าไปเื่ราวทั้งหมดเกิดหลังจากที่เอลตายเธอก็นึกถึงใบหน้าเอลก่อนที่เขาจะตาย เขายิ้มอย่างสนุกสนานไม่เหมือนคนที่กำลังจะตายสักนิดนอกจากนั้นเธอเองก็เป็คนบอกที่อยู่ของตัวเองไปกับเอลเมื่อ่เช้า เธอนึกถึงเื่ราวที่เคยได้ยินที่ว่ามีปีศาจแฝงตัวอยู่กับมนุษย์ ดูท่าเธอจะไปเหยียบหางเสือเข้าให้แล้ว!
“เอล เอลงั้นสินะ ข้าขอโทษ” ลูกาอ้อนวอน
ปีศาจนั่นมองมาแต่ก็ไม่ตอบอะไร เพียงแค่เคี้ยวสิ่งที่อยู่ในปากต่อไป
“ยกโทษให้ข้าด้วย ข้าแค่จำเป็ต้องใช้เงิน ข้าผิดไปแล้วจริงๆ”
ลูกาก้มหัวอ้อนวอนอย่างสุดใจด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือ
เสียงกัดดังกรึบดังขึ้นในที่สุดปีศาจนั้นก็เปิดปากออก
“รู้ไหมข้าถือคติอะไร ลูกา”
ลูกาไม่กล้าพูดอะไรปีศาจนั่นจึงกล่าวต่อ
“แค้นต้องชำระ คิดว่าข้าจะปล่อยเ้าไปง่ายๆด้วยคำขอโทษงั้นหรอ?”
ปีศาจหยิบสิ่งที่เคี้ยวอยู่ในปากออกมาจากนั้นก็โยนไปทางด้านหน้าลูกา
มันคือเศษกระดูกชิ้นใหญ่หลายชิ้น แต่ก็ไม่ได้ใหญ่มากรูปร่างไม่เหมือนกระดูกสัตว์ชนิดใดที่ลูกาเคยเห็นมาก่อน
“รสชาติใช้ได้เลย”
ลูกามองไปที่ปีศาจด้วยความสงสัยเธอไม่เข้าใจว่ากระดูกพวกนี้คืออะไรและปีศาจนี่้าสื่ออะไรกันแน่
“หืม ยังไม่เข้าใจอีกหรอ?”
ปีศาจนั้นหยิบเอาเศษผ้าที่อยู่ข้างตัวโยนไปทางลูกา
ลูกาก้มมองดูว่ามันคืออะไร-
และเธอก็ส่งเสียงกรีดร้องอย่างบ้าคลั่ง
เธอมีน้องสาวอยู่คนหนึ่งชื่อว่ามูน่าอายุ 5 ขวบกว่าพวกเธอทั้งคู่เป็เด็กกำพร้าที่สูญเสียพ่อแม่ไปจากการบุกโจมตีของพวกปีศาจ และเพิ่งมาอพยพมาอยู่ในเขตเมืองราเวนการ์ดได้ไม่นาน
แม้จะสูญเสียพ่อแม่ไปแต่ลูกาก็เป็คนคอยดูแลหาเลี้ยงน้องสาวของเธอเป็อย่างดีด้วยตัวเองมาโดยตลอด
สำหรับเธอแล้วน้องสาวของเธอเป็เหตุผลหนึ่งเดียวที่ทำให้เธออยากมีชีวิตอยู่ต่อไป
เศษผ้าที่ปีศาจโยนมานั้น
มันเป็เสื้อผ้าที่ลูกาเคยตัดเย็บมาให้มูน่าใส่แต่ตอนนี้มันถูกย้อมไปด้วยเืสดๆจำนวนมาก
ลูกากรี๊ดร้องอย่างทรมานปากและเนื้อตัวสั่น เธอมองไปที่เศษกระดูกพวกนั้นนึกภาพว่าน้องของเธอนั้นตายอย่างโหดร้ายและทรมารเพียงใด
ลูกาลุกขึ้นและพุ่งตรงไปยังปีศาจแบบไม่คิดชีวิต
“ปึ้ง” เสียงโซ่ดังลั่น เพราะมีโซ่ติดอยู่ที่มือทั้งสองข้างทำให้เธอไม่สามารถไปถึงตัวปีศาจได้
"แกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก!!!"
ลูกายังคงกรี๊ดร้องอย่างบ้าคลั่งทั้งความเศร้าและความเคียดแค้น ความกลัวของเธอหายสิ้น ตอนนี้เธอแค่อยากจะฉีกปีศาจนี้เป็ชิ้นๆเท่านั้น
“ตายย! ข้าจะฆ่าแก!! ไอ้ปีศาจนรก!!”
เธอกระชากโซ่พวกนั้นถูกกระชากไปมาลูกาพยายามจะพุ่งไปหาปีศาจอย่างต่อเนื่องพร้อมกับส่งเสียงกรีดร้อง
ปีศาจมองดูลูกาโดยไม่แสดงท่าทีใดๆ ก่อนที่จะพูดต่อ
“เื่ทั้งหมดนี้เป็ผลจากที่เ้าก่อ หากเป็ข้าที่ต้องตายและต้องมีคนที่เสียใจเหมือนอย่างเ้าล่ะ! ลูกา!ทั้งหมดเป็ความผิดเ้าเอง!”
ลูกากัดฟันแน่นเธอหายใจรุนแรง ไม่ได้กรีดร้องต่อ เธอค่อยๆล้มลงไปนั่งกับพื้น
มองดูเศษผ้าที่เต็มไปด้วยเืและเศษกระดูกรอบๆน้ำตาของเธอก็ไหลออกมาไม่หยุด
เสียงแห่งความทรมานและความเศร้าโศรกดังขึ้น
เธออยากจะหยิบเอาเศษผ้านั่นขึ้นมากอดแต่ก็ทำไม่ได้
“ขอโทษขอโทษ พี่ขอโทษ” น้ำตาของเธอไหลออกมาอย่างต่อเนื่อง
เป็อย่างที่ปีศาจนี่พูดถ้าเธอไม่ไปทำงานแบบนี้ ถ้าเธอไม่ได้หลอกเอลไปฆ่าั้แ่แรก น้องของเธอก็คงไม่ต้องมาตาย
ต้นเหตุทั้งหมดเป็เพราะเธอเองความรู้สึกผิดนี้ ยิ่งทำให้เธอเต็มไปด้วยความทุกข์ทรมานและความเศร้า
ปีศาจลุกขึ้น
“เอาล่ะ เ้าได้รับโทษพอแล้วล่ะ แล้วข้าจะกลับมาใหม่ในวันพรุ่งนี้ตอนนี้หลับไปเถอะ”
เอลขยับมือเล็กน้อยร่ายเวทย์นึงลงไป
จากนั้นลูกาก็ค่อยๆหมดสติไป
.
..
...
ปราสาทจอมมาร ณ ห้องประชุม ชั้นที่ 17
ภายในห้องเต็มไปด้วยเสียงเอะอะโวยวาย
เหตุเป็เพราะตอนนี้มีปีศาจระดับสูงนั่งกันอยู่เต็มห้องรวมๆทั้งหมด 50 ตนแต่ละตนมีรูปร่างหน้าตาน่ากลัว ส่วนใหญ่ยังเป็พวกปีศาจที่บินได้อีกด้วยทุกคนอยู่ระดับแม่ทัพของเผ่าปีศาจ
การประชุมครั้งนี้จอมมารเคลฟีล่าไม่ได้เป็คนเรียกประชุมแต่หากเป็พวกปีศาจระดับสูงที่ขอเข้าพบจอมมารเคลฟีล่าพร้อมๆกัน อย่างกระทันหัน
ที่ริมสุดของห้องมีเก้าอี้สองตัวและโต๊ะยาวที่ประณีตกว่าโต๊ะไหนๆผู้ที่นั่งอยู่ตอนนี้คือจอมมารเคลฟีล่า ส่วนเก้าอี้อีกตัวที่ว่างอยู่
ทากูสถึงจะเป็มือขวาจอมมารแต่นั่งอยู่กับพวกปีศาจระดับสูงตนอื่นๆ
ณ ปัจจุบันมีเพียงแค่เคลฟีล่าและทากูสเท่านั้นที่รู้ว่าจอมมารเอเลโอสตื่นขึ้นมาแล้ว
“ปึ้ง!”
ปีศาจระดับสูงตนหนึ่งเอามือกระแทกโต๊ะจนเกิดเสียงดังลั่น ปีศาจหน้าตาเหมือนวิวกระทิง ร่างกายใหญ่โตเป็คนทุบโต๊ะอย่างไม่พอใจออกมา
“นี้มันจะสามปีแล้วนะ ท่านจอมมาร! ที่ท่านบอกให้พวกเรารอและเมื่ออาทิตย์ก่อนทั้งๆที่ท่านออกคำสั่งจะเริ่มโจมตีพวกมนุษย์ด้วยตัวท่านเองแต่กลับจู่ๆ ก็มาบอกให้พวกเรารออีกครั้งงั้นหรอ!? ท่านจะรอไปอีกถึงเมื่อไรกัน!!พวกเราเริ่มหมดความอดทนกันแล้วนะ!”
ปีศาจระดับอีกตนหนึ่งลุกขึ้น
ปีศาจตนนี้ผิวสีขาวสนิททั้งตัวดวงตาแดงทั้งลูก บนใบหน้ามีลวดลายสีเืลากลงมาั้แ่คิ้วทั้งสองข้าง ถึงปากความน่ากลัวของมันเพียงพอให้มนุษย์ที่เห็นต้องขวัญผวา
“ข้าเห็นด้วย กองทัพข้าเดินทางไปรอที่ชายแดนเมืองมนุษย์พร้อมทำากันอย่างบ้าคลั่ง แต่แล้วท่านมาหยุดกลางคันแบบนี้ทำให้ข้าต้องใช้กำลังหยุดพวกปีศาจระดับต่ำจนเกิดการฆ่ากันเองมากมาย ข่าวลือที่ท่านรักพวกมนุษย์คงจะจริงละมั้ง!”
เสียงในห้องดังขึ้นอย่างต่อเนื่องเริ่มมีการซุบซิบถึงข่าวลือนั่น มีครั้งหนึ่งจอมมารเคลฟีล่าเคยเอามนุษย์ที่ถูกสังเวยกว่า10 คน ไปปล่อยอย่างไร้เหตุผล เธออาจจะเป็ผู้ก่อตั้งกองทัพปีศาจขึ้นมาก็จริง แต่เธอมีใบหน้าไม่ต่างจากมนุษย์ตอนนี้มีปีศาจหลายๆคนที่คิดว่า ความเป็มนุษย์ในตัวของเธอคงมากกว่าปีศาจกระมั้ง
ทากูสลุกขึ้น
“พวกเ้าระวังปากกันหน่อย! ลืมไปแล้วเหรอคนที่ทำให้พวกเรามาถึงขนาดนี้ได้เป็เพราะใครกัน!”
“อย่างกับนางสู้คนเดียว? ก็เป็เพราะพวกเราร่วมสู้ด้วยไม่ใช่รึไง!” ปีศาจระดับสูงตนนึงสวนกลับทันที
ทากูสทำท่าจะพูดสวนกลับต่อแต่ในสุด
จอมมารเคลฟีล่าที่นั่งมองเงียบๆมาตลอดก็เอ่ยปากออกมา
“ทากูสนั่งลงสะ..”
เธอกล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบๆแต่ก็แฝงไปด้วยความไม่พอใจให้เห็น
“พวกเ้าก็ด้วย”
เคลฟีล่ามองไปที่ปีศาจระดับสูงสามตนที่ยังยืนอยู่ด้วยสายตาเ็า
แต่ปีศาจระดับสูงพวกนั้นหันมามองหน้ากันและยังคงยืนอยู่อย่างงั้น
เสียงฮือฮาของพวกปีศาจดังขึ้นไม่เคยมีใครกล้าขัดคำสั่งจอมมารเคลฟีล่ามาก่อน
เคลฟีเพียงแค่โน้มตัวมาด้านหน้าช้าๆ เอาแขนทั้งสองข้างวางมือบนโต๊ะ
“ข้ามีเื่สำคัญจะประกาศ แต่ก่อนอื่น….”
บรรยากาศภายในห้องเงียบสนิททุกคนต่าง กำลังรอดูว่าจอมมารเคลฟีล่าจะพูดอะไร
“ดูท่าข้าคงต้องเตือนสติพวกเ้าสะหน่อย” จอมมารเคลฟีล่า ลุกขึ้น
ทันทีที่เธอลุกขึ้น บรรยากาศก็เปลี่ยนไปอย่างกระทันหัน
ตามปกติพลังเวทย์จะปรากฏให้เห็นแค่ในภายในร่างกายของผู้ใช้แต่วินาทีที่จอมมารเคลฟีล่าลุกขึ้นยืน พลังเวทย์พวกนั้นก็ถูกปลดปล่อยออก
กระแสเวทมนตร์ที่ตามปกติไม่สามารถมองเห็นได้ปรากฏออกมาเป็สีดำแพร่ขยายออกกว้างเพียงพอที่จะปกคลุมปีศาจทั้งห้องได้
ตามปกติพลังเวทย์จะปรากฏให้เห็นในรูปแบบของสีฟ้าแต่ของจอมมารเคลฟีล่าตอนนี้มันเป็สีดำสนิท มันไม่ใช่แค่พลังเวทย์ที่ปรากฏออกมาแต่ยังมีเวทย์คำสาปแฝงมาด้วย
ความเข้มข้นของมันแสดงให้เห็นถึงพลังเวทย์อันมหาศาล
ถึงจะเป็ปีศาจระดับสูงแต่ด้วยเวทย์คำสาปทำให้ทุกคนภายในห้องเกิดอาการสั่นกลัว
เคลฟีมองไปที่ปีศาจกระทิงตนแรกที่ลุกขึ้นยืน
พลังที่ต่างกันอย่างลิบลับสายตาที่มองมา เข้าใจได้ทันทีว่าหากยังยืนอยู่ ความตายต้องมาเยือนเขาแน่
ปีศาจกระทิงตนนั้นนั่งลง
“แค่นั้นมันพอหรอ?” เคลฟีกล่าว
ผลึกน้ำแข็งขนาดใหญ่ปรากฏขึ้นรอบตัวเธอทิศทางปลายแหลมนั้น ชี้ไปที่ปีศาจกระทิงตนนั้น
“ก้มหัวสะ”
พลังเวทย์ภายในห้องกำลังพุ่งเป้าไปที่เขาผลึกน้ำแข็งพวกนั้นขยับเล็กน้อย เห็นอย่างงั้น ปีศาจกระทิงรีบก้มหัวแนบติดไปกับโต๊ะอย่างรวดเร็วเขาที่เป็ผู้คุมกองทัพปีศาจนับหมื่น แต่พอมาอยู่ตรงหน้าจอมมารเคลฟีล่ากลับทำอะไรไม่ได้เลย
จากนั้นทิศทางของผลึกทั้งหมดก็ค่อยๆหันไปที่ปีศาจตัวสีขาวอีกตน
“หืม? รออะไรอยู่ล่ะ” เคลฟีมองมาด้วยสายตาเ็า
ปีศาจนั่นยืนอยู่อย่างนั้นแต่ก็ตัวสั่นออกมาอย่างเห็นได้ชัด ไม่ว่าใครก็เกรงกลัวเขา ไม่ว่าใครก็ยอมทำตามที่เขาสั่งเขาคือปีศาจที่อยู่ในระดับตำนาน จะยอมเ้าปีศาจครึ่งมนุษย์แบบนี้ได้ยังไง!
“ข้าไม่-! ”
ปีศาจนั้นกำลังจะพูดอะไรบางอย่างออกมา แต่ก่อนที่จะพูดจบ ผลึกชิ้นนึงพุ่งไปที่ปีศาจตนนั้น ทะลุผ่านปากออกไปติดกับกำแพงด้านหลัง ร่างของปีศาจก็ค่อยๆล้มลงไป
ปีศาจตนที่สามที่ยืนอยู่รีบก้มหัวลงกับโต๊ะทันทีวินาทีนั้นปีศาจทั้งหมดภายในห้องได้แต่เงียบกริบทุกคนรู้ว่าหากขัดขืนก็จะได้พบชะตาแบบนั้น
“ผู้ที่แข็งแกร่งที่สุด คือผู้ที่มีอำนาจสูงสุด นี้คือสัจธรรม หากมีพวกเ้าคนไหนอยากจะคิดท้าทายข้าอีกก็เชิญ ข้าจะได้สั่งสอนให้ใหม่จงสำนึกไว้สะเถอะ การที่ข้ายกโทษให้พวกที่ดูหมื่นข้าก่อนหน้า เพราะข้ามีเมตตา รับใช้ข้าและเ้าจะได้ชัยชนะ หรือเป็ศัตรูกับข้าและเ้าจะได้ตายอย่างคนเขลา”
ภายในห้องเงียบสนิทอีกครั้งมีปีศาจระดับสูงบางตนที่รับใช้จอมมารเคลฟีล่ามาั้แ่ก่อนศึกสุดท้ายก้มหัวให้เล็กน้อย ส่วนพวกที่ซุบซิบให้ร้ายจอมมารเคลฟีล่าก่อนหน้าต่างได้แต่หลบหน้าหนี
เมื่อทุกอย่างอยู่ในความเรียบร้อยแล้วเธอจึงกลับมานั่งลง
“สำหรับเื่ที่ข้าจะพูดก็คือ . . .เหตุผลที่ข้าหยุดการบุกจู่โจมพวกมนุษย์กลางคัน”
เธอกล่าวต่อ
“เมื่ออาทิตย์ที่ผ่านมาผลึกที่ข้าเก็บร่างจอมมารเอเลโอสไว้ พวกเ้าบางตนอาจจะเคยเห็นและบางตนอาจจะไม่แต่จุดสำคัญคือ มันแตกออก และจอมมารเอเลโอสก็ฟื้นคืนชีพขึ้นมาอีกครั้ง”
ท่ามกลางความเงียบก็มีเสียงซุบซิบเล็กน้อยปีศาจแต่ละตนต่างกำลังสงสัยว่าที่เคลฟีพูดเป็เื่จริงหรือไม่แม้ในห้องนี้จะมีปีศาจระดับสูงหลายตนที่มาในยุค หลังจากที่จอมมารเอเลโอสตายแต่กระนั้นชื่อเสียงและตำนานความแข็งแกร่งของเขาก็เป็ที่รู้จักในบรรดาปีศาจและมนุษย์
เล่ากันว่าจอมมารเอเลโอสนั้นแข็งแกร่งยิ่งกว่าจอมมารเคลฟีล่า หากจอมมารเอเลโอสฟื้นคืนชีพขึ้นมาจริงละก็จะต้องเป็กำลังสำคัญในาที่จะเกิดขึ้นนี้ได้แน่
เคลฟีกล่าวต่อ
“เหตุผลที่ท่านเอเลโอสไม่อาจมาให้พวกเ้าเห็นได้นั้น เนื่องจากการหลับใหลเป็เวลานานทำให้ร่างกายท่านยังไม่แข็งแรง จึงต้องใช้เวลาฟื้นตัวสักพัก ดังนั้นขอพวกเ้าจงอดทนรอไปก่อน อีกไม่นานเมื่อท่านจอมมารเอเลโอสพร้อมร่วมสู้กับพวกเราวันนั้นคือวันที่อาณาจักรมนุษย์จะต้องล่มสลาย!”
.
.
..
…
....
เอลกลับมาอยู่ในร่างจริงของเขาเขาบินเข้ามาที่ระเบียงห้องชั้นที่ 18 หรือก็คือห้องของเขาเอง
“ถึงสะที”
เขาจัดเสื้อผ้าทรงผมที่ยุ่งเหยิงให้เรียบร้อยหยิบกำไลข้อมือที่ซื้อมาจากเมืองมนุษย์ออกมาจากกระเป๋า
[อืม....ป่านนี้หลับแล้วมั้ง ไว้พรุ่งนี้ค่อยเอาไปให้ดีกว่า]
เอลเก็บเอากำไลข้อมือนั้นกลับเข้ากระเป๋าดั่งเดิมและเปิดประตูระเบียงออก
และพบว่าเคลฟีกำลังยืนรอเขาอยู่ เธอทำหน้าบึ้ง ไม่พอใจ แต่ก็แค่เพียงแวบเดียวเท่านั้นเพราะจากนั้นเธอก็เข้ามากอดเอลในทันที
“ทำไมไปนานจัง ”เคลฟีพูดด้วยน้ำเสียงเศร้าๆ
"โทษทีๆ ข้าติดธุระนิดหน่อย
“อืม”
จากนั้นเคลฟีจึงละตัวออก
“ข้ามีเื่สำคัญจะบอกด้วย ข้าประกาศเื่ที่พี่ท่านกลับมาแล้วนะคะ”
“หืม! งั้นหรอ” เอลแสดงท่าทีใเล็กๆ
“ข้าทำอะไรผิดรึเปล่า? ”
“เปล่าหรอกๆ สุดท้ายก็ต้องรู้อยู่ดี น้องทำถูกแล้วล่ะ”
“ถ้ามีท่านพี่อยู่ด้วย ครั้งนี้พวกเราชนะได้แน่ค่ะ โลกที่เราไม่ต้องต่อสู้อีกต่อไปความฝันของพวกเราจะเป็จริงแล้วนะคะ”
เอลนึกถึงเื่ในอดีตในศึกสุดท้ายนั้น ก่อนที่เขาจะหลุดไปมิติอื่นเคลฟีก็เคยขอให้หนีไปอยู่ด้วยกันเหมือนกัน แต่ตอนนั้นเขาสนแต่จะกวาดล้างมนุษย์จนไม่ได้ใส่ใจคำพูดเธอเท่าไรเคลฟีไม่ได้มีจิตใจแค้นเคืองมนุษย์ั้แ่แรกอยู่แล้วสิ่งที่เธอ้ามีแค่ได้อยู่อย่างสงบเท่านั้น
“อือ..โลกที่สงบสุขสินะ..”
เอลลูบหัวเคลฟีอีกครั้ง
คืนนั้นเคลฟีก็เลยมานอนอยู่ด้วยกันจนทั้งคู่หลับไป