บทที่ 3
ตั๋วละคร
บนชั้นหนังสือของทนายใหญ่มีแต่หนังสือที่เกี่ยวข้องกับวิชาชีพ นอกจาก 'Republic' แล้วก็ไม่มีหนังสือส่วนตัวเล่มอื่นอีกปกติแล้วการจัดวางข้าวของบนโต๊ะมักจะสื่อนิสัยของเ้าของให้พอเดาออกได้ แต่ว่ากับเฉิงไป๋คนนี้นอกจากความงดงามเยือกเย็นแล้ว กลับไม่ยอมแสดงเบาะแสอะไรอีกเลยแม้แต่นิดเดียว
ปกปิดตัวเอง ไม่ยอมเปิดเผยตัวตนที่แท้จริงออกมา
นี่คือความประทับใจแรกที่เขาััได้อย่างชัดเจนจากเฉิงไป๋
แต่ว่า...
ตอนนี้สถานการณ์ของเขากลับชักจะไม่ค่อยดีเท่าไร
ดูเหมือนว่าเขาจะหยิบฉวยของของผู้อื่นโดยไม่ได้รับอนุญาตแถมยังโดนจับได้คาหนังคาเขาอีก
มีแต่ฟ้าเท่านั้นที่รู้ว่าในตอนแรกเขาทำไปด้วยเจตนาดีจริง ๆ นะ
ในชั่วขณะนั้น เปียนเสียค่อนข้างรู้สึกกระอักกระอ่วนเขาฟังออกว่าในคำพูดของเฉิงไป๋แอบซ่อนนัยบางอย่างเอาไว้เขาจึงได้แต่ชี้กรอบรูปในมือแล้วอธิบาย "สวัสดีครับทนายเฉิงอันนี้ต้องขอโทษด้วยจริง ๆ เมื่อกี้ผมเห็นว่ามันล้มอยู่ ก็เลย..."
"ฉันคงจะเผลอชนล้มน่ะค่ะ"
ไม่รู้ว่าเฉิงไป๋เชื่อข้อแก้ตัวของเขาไหมเธอเดินถือแก้วน้ำไปยังโต๊ะรับแขก ใบหน้างดงามไม่แสดงอารมณ์ใด ๆ
"คุณเปียนวางกลับไปได้เลยค่ะ"
อ้อ
เปียนเสียพรูลมหายใจออกมาเบา ๆ
ถึงจะรู้สึกว่าคำพูดของอีกฝ่ายขัดกับการสันนิษฐานของเขาอยู่แต่เปียนเสียก็วางกรอบรูปกลับคืนที่ตามคำบอกของเธอ
แต่ขณะกำลังจะวางของลง เขาก็เกิดนึกลังเลขึ้นมา
ก็เห็นกันอยู่ชัด ๆ ว่าทนายเฉิงวางกรอบรูปคว่ำหน้าเอาไว้ แต่กลับบอกว่าตนเองเผลอชนล้มถ้าอย่างนั้นเขาควรจะตั้งมันขึ้น หรือว่าคว่ำมันเอาไว้เหมือนเดิมดีล่ะ?
ตัวเลือกนี้สร้างความลำบากให้เขาอยู่ชั่วขณะ
เปียนเสียมองประเมินสีหน้าของเฉิงไป๋ก่อนตัดสินใจวางประกาศนียบัตรนั้นตั้งขึ้น
เขาไม่อยากให้เฉิงไป๋มองออกที่เขารู้ว่าเธอจงใจคว่ำประกาศนียบัตรลงยังไงอีกฝ่ายก็ต้องไม่อยากให้แขกรู้เื่อยู่แล้ว แถมถ้าเขาแสดงออกว่ารู้ก็อาจดูเป็การล้ำเส้นเธอได้
เฉิงไป๋เพียงมองเขาแวบหนึ่ง ยังคงมีท่าทีสงบนิ่งเช่นเดิม
มองอะไรไม่ออกเลยสักอย่าง
ทางเฉิงไป๋เมื่อเห็นประกาศนียบัตรถูกวางตั้งขึ้น เธอกลับรู้สึกขัดั์ตาจนอดคิดไม่ได้ว่าท่านนักเขียนใหญ่แซ่เปียนไม่ได้ตั้งใจหรือมีเจตนากันแน่
ในที่สุดคนทั้งสามก็นั่งลงข้างโต๊ะรับแขก
โจวอี้เป็ฝ่ายเอ่ยขึ้นก่อน"เื่ที่เกิดขึ้นในงานแถลงข่าวเมื่อหลายวันก่อน ต้องขออภัยด้วยจริง ๆ ครับสื่อพวกนั้นไม่มีหัวข้อข่าวจะเล่น แต่ละคำถามยังมีแต่เื่สุ่มเสี่ยงอีกทั้งวันนั้นเปียนเสียยังดื่ม--"
คำว่า 'หนัก' ยังไม่ทันหลุดออกจากปาก ก็มีคนเตะขาเขาจากใต้โต๊ะ
พอโจวอี้หันไปมองก็เห็นเปียนเสียกำลังลอบขบกรามทั้งยังส่งซิกเตือนเขาทางสายตา
เมื่อเฉิงไป๋ที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามเห็นฉากนี้เข้าในดวงตาก็ฉายแววสนใจ "มีอะไรหรือคะ?"
"ไม่มีอะไรครับ"
นักเขียนก็มีภาพลักษณ์ให้ต้องรักษาเหมือนกันนะ โอเค้?
จะให้คนอื่นรู้ว่าเขาดื่มไปเยอะแล้วยังกล้าขึ้นงานแถลงข่าวไปพูดจาไร้สาระได้ยังไงกันเล่า
อนาคตยังอยากจะขายหนังสืออยู่อีกไหมหา
เปียนเสียรีบชิงพูดต่อจากที่โจวอี้ชะงักค้างเอาไว้ โดยจงใจว่าร้ายให้ตนเอง "วันนั้นที่งานแถลงข่าวผมปากพล่อยไปหน่อยโจวอี้เลยคิดจะหาข้อแก้ตัวแทนผมเท่านั้นเองพวกเราจะกล้าหลอกลวงทนายเฉิงได้ยังไงกันล่ะครับ?"
“...”
สายตาที่โจวอี้ใช้มองเขาพลันเปลี่ยนไป เหมือนกำลังมองดูสัตว์เดรัจฉาน
เฉิงไป๋เองก็หันมองเปียนเสียเช่นกัน เธอกำลังเดาว่าหลังคำว่า 'ดื่ม' นั้นคืออะไรใช่ดื่มหนักไปหรือเปล่า
เธอคลี่ยิ้มออกมา
"พวกคุณไม่ต้องกระวนกระวายขนาดนั้นหรอกค่ะ ฉันได้ดูคลิปที่งานแถลงข่าวแล้วคนที่พูดว่า 'ทนายสวะ' ไม่ใช่คุณเื่นี้พวกสื่อก็แค่เล่นลูกไม้กล่าวหากันเท่านั้น ถึงยังไงใคร ๆ ก็เรียกฉันว่า‘คนฉาวชื่อทราม’ อยู่แล้ว วางใจเถอะค่ะฉันไม่ฟ้องร้องคุณหรอก"
“แต่ว่าเื่นี้ทำให้ทนายเฉิงต้องพลอยเจอแรงปะทะไปด้วยไม่ยุติธรรมกับคุณจริง ๆ"
****************
ความจริงแล้วกระแสใน่นี้ไม่ได้เกิดจากเปียนเสียซะทีเดียวเฉิงไป๋นั้นเป็สาเหตุหลักมากกว่า ในวันแถลงข่าว เปียนเสียก็แค่ถูกพวกสื่อใช้เป็เครื่องมือโจมตีเธอเท่านั้น
แต่ยังไงโจวอี้ก็ยังคงรู้สึกผิดมากอยู่ดี
ส่วนทางเฉิงไป๋ไม่คิดจะคุยเื่นี้อีก เธอจึงไม่ต่อความใด ๆแล้วเปลี่ยนเื่ “ไม่ต้องเรียก ‘ทนายเฉิง' หรอก เรียก 'รุ่นพี่'เถอะ ก่อนหน้านี้เคยคุยกันแต่ทางโทรศัพท์พอเมื่อกี้ได้เห็นเธอตรงหน้าประตู แทบจำไม่ได้แน่ะ"
รุ่นพี่?
การที่เฉิงไป๋ไม่ใส่ใจเื่คลิปเลยสักนิด ทำให้เปียนเสียรู้สึกผิดคาดมากจนเกิดความคิดแวบหนึ่งว่า ทนายใหญ่คนนี้ไม่เห็นจะเหมือนอย่างที่คนเขาร่ำลือกันเลยแต่พอเห็นสองคนนี้ดูสนิทสนมคุ้นเคยกัน เขาก็ยิ่งประหลาดใจหนักขึ้นไปอีก
แต่คราวนี้เขาฉลาดพอที่จะไม่พูดแทรกอะไร
เขาเพียงใช้สายตาประเมินคนทั้งคู่เท่านั้น
โจวอี้ตกตะลึงไปทันที บนใบหน้าพลันปรากฏแววซับซ้อนอันยากจะอธิบายเขาหวนย้อนคิดไปถึงเื่ราวในอดีตเมื่อหกเจ็ดปีก่อน
เขายิ้มออกมา แต่ก็ดูฝืนอยู่เล็กน้อย
เขาหลุบตาลง เสียงที่พูดก็แ่เบาลงไปด้วย “เวลาผ่านมาหลายปีแล้ว แต่ก็ยังไม่ได้ประสบความสำเร็จอะไรผมไม่กล้ามาพบรุ่นพี่หรอกครับ คราวก่อนได้ยินคนว่ารุ่นพี่กลับมาเซี่ยงไฮ้เข้าทำงานที่เทียนจื้อ ผมก็เลยลองติดต่อดู พวกเราเป็สตูดิโอเปิดใหม่ไม่ต่างกับสตูดิโอของดารา แต่ไม่ได้มีขนาดใหญ่โตอะไร อันที่จริงผมไม่คิดว่ารุ่นพี่จะยอมรับงานนี้ด้วยซ้ำ"
เฉิงไป๋อายุมากกว่าโจวอี้สามปี สมัยตอนอยู่ในวิทยาลัยกฎหมาย โจวอี้เรียนอยู่ชั้นปีหนึ่งส่วนเฉิงไป๋อยู่ชั้นปีที่สี่แล้ว แถมเธอยังเป็ศิษย์โปรดของศาสตราจารย์จ้าวถือเป็คนดังอันดับหนึ่งในสถาบัน ดังนั้นทุกคนจึงเรียกขานเธอว่า 'รุ่นพี่เฉิง'
ในตอนแรกพวกเขาไม่ได้รู้จักคุ้นเคยอะไรกัน
ต่อมาเมื่อเฉิงไป๋เรียนจบแล้วกลับไม่ยอมไปสายผู้พิพากษาอย่างที่เหล่าพวกอาจารย์คาดหวังไว้ ทั้งยังไม่คิดจะเข้า ‘หงเชวียน[1]'อย่างที่เหล่าศิษย์เก่าคาดเดา แต่กลับไปทำงานให้ศูนย์ช่วยเหลือทางกฎหมาย
ภายหลังจากนั้นไม่ถึงครึ่งปีทางบ้านของโจวอี้ก็เกิดเื่เป็คดีจนต้องขึ้นศาล
ในเวลานั้นเขาเพิ่งจะอายุสิบเก้าเท่านั้นจึงรู้สึกราวกับว่าแผ่นฟ้าพังถล่มลงมา
นั่นคือฝันร้าย
ตอนที่เฉิงไป๋กำลังทำคดีอยู่ บังเอิญได้พบเขาที่หน้าประตูศาลก็ใมากจึงถามเขาว่าเกิดอะไรขึ้น
หลังจากนั้นเื่ราวอันเลวร้ายทั้งหมดก็เป็เฉิงไป๋ที่คอยช่วยเขาจัดการจนจบ
ใน่เวลาที่คนกำลังลำบากที่สุด หนทางมืดบอดที่สุดในสายตามองเห็นแต่เพียงผืนน้ำอันลึกล้ำดำมืดถ้าหากได้พบกับคนที่ยื่นฝ่ามือมาให้และฉุดดึงตนเองกลับขึ้นมาได้นั่นก็เป็เื่ที่ยากจะลืมเลือนไปชั่วชีวิต
เพียงแต่เขาไม่้าหวนนึกถึงเื่ราวใน่เวลานั้นอีกต่อมาจึงไม่ได้ติดต่อกับเธออีกเลย
และเมื่อจบการศึกษาแล้ว เขาก็ไม่ได้ทำงานเป็ทนายความ
ดังนั้นพอได้ยิน เฉิงไป๋พูดคำว่า 'รุ่นพี่' ออกมา ในใจของโจวอี้ก็บังเกิดความรู้สึกหลากหลายผสมปนเปไปหมด
แต่ไม่ว่ายังไงทุกอย่างก็ผ่านพ้นไปแล้ว
เปล่าประโยชน์ที่จะย้อนคิดกลับไปอีก
เขาแสร้งทำท่าผ่อนคลายแล้วกล่าวต่อ “ที่ผมมาคราวนี้ หลัก ๆ เลยมีสองเื่ด้วยกันครับอย่างที่เคยได้แจ้งไปทางโทรศัพท์เื่แรกคือเื่ที่ปรึกษาทางกฎหมายประจำสตูดิโอของเราอีกเื่ก็คือพวกคดีที่เปียนเสีย้าฟ้องร้อง ผมเอาข้อมูลทั้งหมดมาด้วยแล้ว รุ่นพี่ลองดูนะครับ"
โจวอี้ถือแฟ้มเอกสารมาด้วยสองแฟ้ม พอพูดจบ เขาก็เปิดแฟ้มวางลงบนโต๊ะแล้วเลื่อนส่งให้เฉิงไป๋
ภายในใจของเฉิงไป๋ยังคงเยือกเย็นดังเดิม
เธอผ่านโลกมามากกว่า เื่ที่ช่วยเหลือโจวอี้ในครั้งนั้น สำหรับเธอแล้วไม่ถือเป็เื่ใหญ่โตจึงไม่ได้เก็บเอามาใส่ใจนักแต่ว่าความสัมพันธ์ระหว่างผู้คนก็มักจะแปลกประหลาดอย่างนี้เอง เมื่อคุณช่วยเขาเขาก็ย่อมจดจำคุณ ต่างฝ่ายต่างจดจำน้ำใจของกันและกันเอาไว้
แค่นี้ก็เพียงพอแล้ว
ถึงโจวอี้จะบอกว่าสตูดิโอของเปียนเสียเพิ่งก่อตั้ง จึงมีขนาดไม่ใหญ่โตนักแต่ในความเป็จริง เฉิงไป๋ทราบดีว่าแม้สตูดิโอของเปียนเสียจะมีคนอยู่ไม่มากแต่ก็ไม่ถือว่า 'เล็ก' อย่างที่พูดแน่นอนนักเขียนระดับท็อปที่สามารถใช้หนังสือหนึ่งเล่มกวาดยอดขายได้ถึงหลักหลายร้อยล้านเมื่อสร้างสตูดิโอขึ้นมา ก็เทียบเคียงกับสตูดิโอของเหล่าดาราดัง ๆในวงการบันเทิงได้ชนิดไม่ด้อยไปกว่ากันเลย
นอกจากนี้ โจวอี้คงเห็นว่าเธอเพิ่งเปลี่ยนบริษัทกฎหมายใหม่ จึงได้มาหา
เป็เพราะเหตุการณ์ในครั้งนั้นทำให้เธอแทบจะถูกเพิกถอนใบประกอบวิชาชีพในเมื่อย้ายมาทำงานที่ใหม่แล้ว ก็ย่อม้าใช้คดีใหม่มาเพื่อพิสูจน์ตัวเอง
ถึงแม้ว่าเธอไม่ใช่คนที่จะนำตรรกะของคนทั่วไปมาวัดได้
แต่คนก็สามารถััได้ถึงความตั้งใจของเธอ
เฉิงไป๋พลิกดูข้อมูลการจดทะเบียนของสตูดิโอและแผนงานในอนาคตบางส่วนก่อนเอ่ยว่า "องค์กรของคุณใช้องค์ความรู้หลายด้านเกินไปแต่ตัวฉันถนัดเื่การลงทุน ไม่ได้จับเื่ทรัพย์สินทางปัญญามาสองปีแล้วคิดว่าคงทำได้แค่ช่วยควบคุมความเสี่ยงเท่านั้นแนะนำว่าไปหาทนายเฉพาะทางที่ถนัดในด้านนี้จะดีกว่านะคะ"
"แต่คนเขาบอกกันว่าทนายเฉิงเป็ทนายใหญ่ที่ได้รับฉายาว่า ‘ทนายรู้รอบด้าน’ ไม่ใช่หรือครับ" ยังไงนี่ก็เป็การเชิญมาร่วมงานกัน ตัวเปียนเสียที่ตอนแรกนั่งเงียบอยู่นานในที่สุดก็เปิดปากถามคำถาม สายตาที่เขาทอดมองเฉิงไป๋แฝงไว้ด้วยแววพินิจพิจารณาแถมยังใช้คำถามชวนหาเื่ "ผมได้ยินคำร่ำลือที่คนพูดกันว่าคดีของทนายเฉิงครอบคลุมหลายด้าน กระทั่งกับทางภาครัฐก็เคยฟ้องร้องกันมาแล้วมีประวัติเคยแพ้แค่เพียงสามครั้งเท่านั้น ผมคิดว่าความรู้ด้านสิทธิ์ในทรัพย์สินทางปัญญาก็ไม่น่าจะเป็ปัญหาหรอกมั้งครับ?"
คำว่า ‘ทนายรู้รอบด้าน'ในสมัยนี้กลายเป็คำดูิ่ไปเสียแล้วปกติจะมีแต่ทนายหน้าใหม่ที่เพิ่งเข้าวงการเท่านั้นที่ทำตัวเหมือนเป็ยาหม่องสารพัดประโยชน์ไม่ว่าคดีอะไรก็รับดะไม่เลือกหน้า แต่ต่อมาเมื่อยิ่งทำงานตำแหน่งสูงขึ้นก็ยิ่งต้องลงลึกในรายละเอียด การทำงานก็จะแบ่งตามความถนัดออกไป
ทนายความชื่อดังส่วนมากก็มักจะมีขอบเขตงานที่ตนถนัดทั้งนั้น
มีเพียงเฉิงไป๋ที่มีประสบการณ์ค่อนข้างพิเศษกว่าคนอื่นจึงได้เข้าไปเกี่ยวข้องกับหลากหลายด้าน
เพียงแต่่หลังเธอรับคดีอย่างเดิมน้อยลงมาก และทุกคดีที่เธอรับทำถ้าไม่เป็เพราะเงินก็เป็เพราะชื่อเสียง
โจวอี้ไม่คิดว่าเ้าหมอนี่จะแทรกเข้ามาในจังหวะสำคัญพอดีเลยหันไปถลึงตาใส่
แต่เปียนเสียกลับไม่ได้รู้เื่อะไรกับเขาเลยยังคงมองเฉิงไป๋อย่างสงสัยตามเดิม
แววตาของเฉิงไป๋อ่อนโยนลง ไม่มีรอยโกรธเคืองเธอเพียงตอบเขาประโยคหนึ่งว่า "คุณก็พูดอยู่นี่คะว่า 'คำร่ำลือ'"
เปียนเสียคิ้วกระตุกทันที แล้วตอนนั้นเขาก็บังเอิญเหลือบไปเห็นเม็ดเก๋ากี้สีแดงที่ลอยตุ๊บป่องอยู่ในแก้วเก็บอุณหภูมิของเฉิงไป๋เข้าพอดีชั่วขณะนั้นเขารู้สึกขึ้นมาจริง ๆ ว่ามองผู้หญิงคนนี้ไม่ออกเลย
แต่ยังไงนักเขียนก็ย่อมสนใจคนที่มีเื่กล่าวขวัญถึงอยู่แล้ว
เขาเลยตั้งหน้าตั้งตาคาดคั้นต่อไป "ทนายเฉิงจะสื่อว่า ที่ลือกันนั้นไม่เป็ความจริงสินะครับถ้าอย่างนั้นคุณเคยว่าความแพ้ไปกี่ครั้งเหรอ?"
“...”
นี่ถามกันแบบนี้เลยเหรอ?
หางตาอันงดงามของเฉิงไป๋กระตุกเล็กน้อยพลันคิดว่าหรือจะเปลี่ยนใจไปฟ้องเขาจริง ๆ ดี?
โจวอี้รู้ดีว่ามีเื่หลายอย่างที่ไม่สมควรพูดต่อหน้าเฉิงไป๋เขากลัวว่าเ้าคนสติไม่ดีอย่างเปียนเสียจะเดินดุ่มไปเหยียบกับะเิเข้าให้เลยรีบเตะอีกฝ่ายใต้โต๊ะแล้วเตือนว่า "เื่ของสตูดิโอให้ฉันคุย"
เมื่อกี้เพิ่งเตะคนเขาไปที ตอนนี้กรรมนั้นกลับคืนสนองอย่างรวดเร็ว
พอเปียนเสียหันไปเห็นว่าโจวอี้มีสีหน้ามืดทะมึนเลยค่อยตระหนักได้ว่าตนอาจพลั้งถามคำถามที่ไม่สมควรออกไปเสียแล้ว
ว่าแต่ นี่เขาถามทนายความไปได้ยังไงว่าอีกฝ่ายว่าความแพ้มากี่คดีแล้ว?
พลาดไปแล้วจริงด้วย
เขารีบกระแอมกระไอ "แค่ก ๆ ขอโทษครับ ๆถ้าอย่างนั้นพวกเรามาคุยกันต่อเถอะ โอ๊ะชั้นหนังสือของทนายเฉิงดูน่าสนใจมากเลยนะครับ ผมขอไปดูหน่อยได้ไหม?"
เฉิงไป๋เอ่ยเบา ๆ "ตามสบายค่ะ"
เปียนเสียไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมเขาถึงรู้สึกไม่ค่อยสบายใจนักอาจเป็เพราะว่าเฉิงไป๋คนนี้ดูสงบนิ่งั้แ่หัวจดเท้าทำให้เขาเกิดความรู้สึกอยากจะงัดเปลือกของเธอแง้มดูข้างในให้ชัด ๆ
แต่แน่นอนแหละว่าทำไม่ได้อยู่แล้ว
เขานึกขณะลุกขึ้น แล้วค่อย ๆ เดินไปทางชั้นหนังสือหยิบหนังสือหลายเล่มออกมาพลิกดู
ส่วนโจวอี้กับเฉิงไป๋ก็คุยกันเื่สตูดิโอต่อ
เนื่องจากเรียนจบมาทางกฎหมาย ทั้งยังเคยทำงานกฎหมายมาบ้างแถมตลอดหลายปีที่มาเป็ผู้จัดการให้เปียนเสีย เลยยิ่งได้ปฏิบัติจริงมาอีกหลายครั้งดังนั้นเขาจึงคุยกับเฉิงไป๋ได้อย่างลื่นไหลครอบคลุม
ราวสิบนาทีต่อมา เปียนเสียเพิ่งจะวางหนังสือ 'กฎหมายประกันภัย' ที่แค่เห็นก็ชวนให้รู้สึกเวียนหัวตาลายลง ก็ได้ยินโจวอี้บอกกับเฉิงไป๋ว่า"เื่ทรัพย์สินทางปัญญาผมมีประสบการณ์อยู่ ข้อนี้ไม่ต้องกังวลครับรายละเอียดของสัญญามีเท่านี้ อีกเดี๋ยวพอเซ็นชื่อเรียบร้อยแล้ว ขอเชิญรุ่นพี่ไปเยี่ยมชมที่สตูดิโอนะครับ"
เดี๋ยวก่อนนะ ตกลงกันแล้วเรอะ?
เปียนเสียที่ยืนอยู่หน้าชั้นหนังสือชะงักไปเล็กน้อยไม่อยากเชื่อว่าจะตกลงกันได้เร็วขนาดนี้
เขายังดูไม่ออกเลยนะว่าเฉิงไป๋ดีหรือร้ายแค่ไหน!
"ชื่อนิติบุคคลของสตูดิโอนี้ก็คือผมนะ ผมยังไม่..."
ทันใดนั้นเปียนเสียก็ชะงัก
เพราะขณะที่หันหน้ากลับไปสายตาของเขาก็เหลือบไปเห็นถังขยะใบใหม่ที่วางอยู่ข้างโต๊ะของเฉิงไป๋แต่ไม่คาดคิดเลยว่าข้างในนั้นจะมีตั๋วละครอยู่สองใบ!
ถึงใบตั๋วจะโผล่ออกมาแค่ครึ่งเดียว แต่สายตาเขาเฉียบคมขนาดไหนรู้ไหม?
แค่นั้นก็พอแล้ว
ตัวอักษร 'หักเหลี่ยมทนาย'สี่พยางค์ตรงหน้าตั๋วกระแทกตาเปียนเสียเข้าอย่างจัง
เชี่ย
นี่มันตั๋วชมละครที่เขายอมแหกขี้ตาถึงตีสอง แต่กลับชิงมาไม่ได้ไม่ใช่เรอะ!
วินาทีนั้น คำพูดที่เขาลั่นวาจาไว้ในลิฟต์ก็ย้อนกลับมาหลักการที่ยึดถือเอาไว้นั้น...
คิดว่าคนอย่างฉันเปียนเสียจะเห็นแก่ข้าวห้าถังแล้วยอมอ่อนข้อยอมทิ้งหลักการของตัวเองแล้วอย่างนั้นเหรอ?
แต่ว่านี่ไม่ใช่ข้าวแค่ห้าถังนี่สิ
เขาไม่ยอมอ่อนข้อกับข้าวแค่ห้าถัง แต่ว่าถ้าเป็ข้าวหกถังละก็ โอเคเลย
คำพูดอีกครึ่งประโยคที่เหลือถูกเปียนเสียปัดทิ้งเคว้งไว้ที่เกาะชวา[2]ทันที
ก่อนที่โจวอี้จะเปิดปากถาม เปียนเสียก็ยืดตัวตรงกลืนคำที่ตนเองเพิ่งจะพูดออกมาลงท้องแล้วเอ่ยว่า"ผมยังไม่ได้บอกเลยว่าโจวอี้เป็คนรับผิดชอบเื่สตูดิโอส่วนตัวผมรับหน้าที่เขียนหนังสือ ถึงแม้ผมจะเป็คนถือหุ้นใหญ่ แต่จริง ๆ ก็เป็แค่เถ้าแก่ที่อยู่ว่างๆ ไม่ทำอะไร การได้ทนายใหญ่ที่โดดเด่นอย่างคุณเฉิงมาเป็ที่ปรึกษาให้นั้น ถือเป็เกียรติของเราอย่างยิ่งจริงๆ การตัดสินใจเมื่อกี้ผมไม่อาจไม่เห็นด้วยมากไปกว่านี้อีกแล้ว แต่รอฤกษ์ดีมิสู้ฤกษ์สะดวกผมว่าพวกเรามาเซ็นสัญญากันตอนนี้เลยเถอะครับ!"
เฉิงไป๋ : ?
โจวอี้: ???
[1] ชื่อเรียกของบริษัทหรือสำนักงานกฎหมายระดับั์ใหญ่อันดับต้นของประเทศจีนจำนวน 8 แห่ง
[2] เกาะชวา เป็สถานที่ที่ประเทศจีนรับทิ้งขยะและยังนำเข้าขยะจากหลาย ๆ ประเทศมาทิ้งที่เกาะนี้