สีหน้ายุ่งเหยิงของหนานิอู่จดจ้องมาที่หลินโม่ไม่นึกว่าการคาดเดาก่อนหน้านี้จะกลายเป็จริงเสียได้ ทำให้นางทั้งประหลาดใจและตกตะลึง ขณะเดียวกันก็รู้สึกสับสนขึ้นมาหลินโม่ไม่ใช่ว่าควรถูกจัดเข้าสาขาลัวซาหรอกหรือ? เหตุใดจึงมาโผล่ที่สาขาเทียนซิงได้?
“เ้ามาอยู่ที่นี่ได้อย่างไรกัน?” หนานิอู่เอ่ยถามในทันที
“พูดแล้วเื่มันยาวน่ะ” หลินโม่ถอนหายใจเบาๆ
“พูดแล้วเื่มันยาว? ข้าแปลกใจอย่างถึงที่สุดศิษย์น้อง เ้าถูกจัดบรรจุเข้าสาขาเทียนซิงนี่ได้อย่างไรกัน?” หนานิอู่สาวงามพลันเดินเข้าในลานบ้านแล้ว
เฟิงเทียนสิงปราดตามองทั้งสองครู่หนึ่งพลันหัวร่อขึ้น “ในเมื่อพวกเ้าทั้งสองรู้จักกัน เช่นนั้นข้าก็ไม่รบกวนกว่านี้แล้ว”สิ้นคำพูดก็หันหลังเร้นกายจากไป
“ในเมื่อศิษย์พี่อยากรู้ เช่นนั้นเข้าไปคุยในบ้านดีกว่าไหม?”หลินโม่ยกยิ้มเอ่ยชวน
หนานิอู่ปราดตามองบ้านแต่กลับไม่เดินเข้าไป
“เป็อะไรไป? หรือว่ากลัวข้าจะจับท่านกินหรือ?”หลินโม่กระซิบขึ้น
หนานิอู่ในชุดผ้าโปร่งสีม่วงให้ความรู้สึกงดงามวิจิตรขึ้นกว่าก่อนหน้านี้มากดวงหน้าเดิมก็งดงามอยู่แล้วนั้นเต็มเปี่ยมไปด้วยกลิ่นอายของหญิงสาวเผยให้เห็นเสน่ห์แบบผู้ใหญ่พอเทียบกับตอนที่เผชิญหน้ากับเฟิงเทียนสิงตาแก่นั่นแล้วหลินโม่ยอมอยู่กับหนานิอู่ให้นานขึ้นสักพักเสียยังดีกว่า ไม่ว่าอย่างไรก็ยังมีเสน่ห์น่าตื่นตาตื่นใจกว่าเสียอีก
“แน่นอนข้าต้องกลัวอยู่แล้วศิษย์น้องซ่อนอยู่ที่ลึกถึงเพียงนี้ แล้วข้าจะรู้ได้อย่างไรว่าเ้าจะไม่มีอุบายประหลาดๆอะไร” หนานิอู่หัวเราะเบาๆ แม้จะเอ่ยเช่นนี้ แต่นางก็ยังก้าวเข้าไปในบ้านอยู่ดี
แม้ว่าบ้านจะเก่าแก่เรียบง่ายไปบ้างแต่กลับเก็บกวาดได้อย่างสะอาดเรียบร้อย
หลังจากค่อยๆ นั่งลงแล้วดวงตาคู่สวยของหนานิอู่ก็มองไปยังหลินโม่ “พูดมาเถอะว่าเ้าถูกจัดมาที่สาขาเทียนซิงได้อย่างไร?”
“ข้าเองก็ไม่แน่ใจนัก หลังจากเสร็จสิ้นการประเมินครั้งสุดท้ายในวันที่ติดประกาศข้าก็ถูกจัดมายังสาขาเทียนซิงแล้ว” หลินโม่ยักไหล่
“จากคะแนนในการประเมินครั้งสุดท้ายของเ้าไม่ควรถูกจัดมายังสาขาเทียนซิง หรือจัดสรรผิดไปหรือเปล่า? ไม่เช่นนั้นข้าจะไปตรวจสอบที่สายในดูให้หากจัดสรรผิดก็ให้สายในแก้ไขให้เป็อย่างไร?” หนานิอู่เอ่ยถาม
“นั่นไม่จำเป็แล้วล่ะข้ารู้สึกว่าสาขาเทียนซิงก็ไม่เลวเลยทีเดียว ที่นี่ค่อนข้างเงียบสงบใช้ได้”หลินโม่เอ่ยขึ้นอย่างไม่ติดใจ
“ในเมื่อเป็เช่นนี้ ข้าก็ไม่บังคับเ้าแล้ว”
หนานิอู่พยักหน้าเบาๆ แม้สาขาเทียนซิงจะกลายเป็สาขาร้างทว่านั่นเป็เพียงสิ่งที่ศิษย์ธรรมดาพูดกันแค่นั้นอีกทั้งศิษย์ที่พิเศษอย่างหลินโม่นี้จะอยู่ที่สาขาเทียนซิงหรือสาขาลัวซาล้วนแต่ก็ไม่มีอันใดต่างกัน
คนหนุ่มเช่นนี้ก็มีความเชี่ยวชาญในศาสตร์วิชาเวทย์โบราณแขนงหนึ่งสูงเพียงนี้แล้วจากฝีมือของหลินโม่ ไม่ว่าจะเอาไปไว้ที่ใดก็เหมือนกันอยู่ดี
สิ่งที่หนานิอู่แปลกใจคือตัวตนที่แท้จริงของหลินโม่
ดวงตาคู่งามของหนานิอู่จดจ้องหลินโม่อย่างไม่ละสายตาพลางเอ่ยขึ้นอย่างจริงจัง “แท้จริงแล้วเ้าเป็ใครกันแน่?”
“ศิษย์พี่ ใยท่านถึงได้ถามคำถามเช่นนี้? ท่านก็รู้ชัดอยู่แล้วว่าข้าคือใคร ยังจะถามเช่นนี้อีก” หลินโม่แค่นหัวเราะพลางเอ่ย
“ที่ข้าถามคือตัวตนของเ้า ศิษย์น้อง เ้าบอกมาตรงๆ เถอะ”ท่าทางของหนานิอู่พลันเคร่งขรึมขึ้นมา แม้จะเป็เช่นนี้ แต่ดวงหน้างดงามนั้นกลับยิ่งเพิ่มความสวยสะกิดใจมากขึ้นอีกหลายเท่า
“ศิษย์รุ่นใหม่ของสาขาเทียนซิง” หลินโม่เอ่ยขึ้นอย่างจริงจังเช่นกัน
“ศิษย์น้อง เ้ายังคิดจะปิดบังข้าอยู่อีกหรือ?” หนานิอู่ถลึงตาใส่หลินโม่ด้วยความโกรธเคือง การกระทำเล็กๆ เช่นนี้กลับเต็มไปด้วยเสน่ห์ซึ่งแม้แต่ตัวหลินโม่ที่มีภูมิคุ้มกันต่อความงามสูงก็อดไม่ได้ที่จะใจลอยไป
“ปิดบังอะไรท่าน?” หลินโม่ถามอย่างไม่รู้เื่
หนานิอู่เห็นท่าทางเช่นนี้ของหลินโม่ก็รู้สึกโกรธมาขึ้นจริงๆเื่ราวล้วนก็ชัดเจนอยู่แล้วคาดไม่ถึงว่าเ้าเด็กหนุ่มนี่ยังแกล้งทำเป็ไม่รู้ไม่ชี้อยู่อีกได้ชายหนุ่มคนหนึ่งที่มีฝีมือและความเชี่ยวชาญในศาสตร์วิชาเวทย์โบราณแขนงหนึ่งไม่น้อยไปกว่าเฟิงเทียนสิงนั้นจะเป็เพียงศิษย์รุ่นใหม่ของสาขาเทียนซิงธรรมดาๆ เช่นนั้นได้อย่างไรกัน? คนเช่นนี้ไม่ว่าอยู่ที่ใดก็ตามในดินแดนใต้ต่างต้องถูกสั่งสอนอย่างหนักโดยผู้ที่มีพลังอำนาจใหญ่โตเป็แน่
ยิ่งไปกว่านั้น ศาสตร์วิชาเวทย์โบราณแขนงหนึ่งกับการบำเพ็ญอื่นๆนั้นแตกต่างกัน หากไม่มีอาจารย์ถ่ายทอดให้ล่ะก็จะเดินไปในเส้นทางแห่งการฝึกได้ยากมากหลินโม่ยังหนุ่มแบบนี้ ก็มีความเชี่ยวชาญถึงเพียงนี้แล้วเช่นนั้นปรมาจารย์ลึกลับที่สั่งสอนหลินโม่มาจะต้องเป็ผู้ที่น่าทึ่งที่สุดเป็แน่ความเชี่ยวชาญในศาสตร์วิชาเวทย์โบราณแขนงหนึ่งจะต้องสูงมากจนมิอาจคาดเดาได้อย่างแน่นอน
“ศิษย์พี่ ข้าไม่เข้าใจจริงๆ ว่าท่านกำลังพูดอะไร” หลินโม่ส่ายหัวพลางเอ่ย
ครั้นนึกถึงวันที่ไปเทือกเขาซวนโยวกับหลินโม่ที่ผ่านเหตุการณ์ที่อาณาจักรเร้นลับทั้งเพิ่มเื่คะแนนการประเมินครั้งสุดท้ายที่สายนอกของหลินโม่เข้าไป รวมทั้งเื่ความสามารถในศาสตร์วิชาเวทย์โบราณแขนงหนึ่งของหลินโม่ที่แสดงให้เห็นในยามนี้ หนานิอู่ก็ยิ่งมั่นใจในการคาดเดาของนางมากยิ่งขึ้น
“เ้ามาที่นี่เพื่อความลับแห่งซวนโยวหรือ?” หนานิอู่เอ่ยถาม
“แดนเร้นลับแห่งซวนโยว?” หลินโม่พลันขมวดคิ้ว
ยังทำตัวไม่รู้ไม่ชี้อยู่อีกหนานิอู่แอบนึกกัดฟันอยู่ในใจ แล้วจดจ้องหลินโม่พลางเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงแฝงความขมขื่นออกมา“ศิษย์น้อง ข้าจริงใจพูดตรงไปตรงมาถึงเพียงนี้แล้วหรือเ้ายังคิดจะปิดบังข้าต่อไปอีกหรือ?”
“ศิษย์พี่ ข้าไม่รู้จริงๆ ว่าท่านพูดเื่อะไร” หลินโม่เอ่ยขึ้นด้วยสีหน้าใสซื่อไร้ความผิด
“เ้าไม่รู้จริงๆ หรือ?” หนานิอู่ขมวดคิ้วได้รูปนางสังเกตได้ถึงสีหน้าของหลินโม่ที่ดูเหมือนไม่ได้เสแสร้งแกล้งทำ
“ไม่รู้จริงๆ” หลินโม่ส่ายหน้าเป็คำตอบ“ศิษย์พี่ ที่ท่านพูดว่าความลับแห่งซวนโยวแท้จริงแล้วคืออะไรกันแน่?”
ครั้นเห็นหลินโม่ไม่รู้จริงๆ หนานิอู่จึงส่ายหัวเบาๆ “ในเมื่อเ้าไม่รู้ เช่นนั้นก็ไม่จำเป็ต้องถามอีกแล้วเื่เกี่ยวกับความลับแห่งซวนโยว เมื่อถึงเวลาข้าจะหาโอกาสมาบอกเ้าเอง”
ในเมื่อหนานิอู่ไม่ยอมพูดอย่างแน่นอนหลินโม่ก็คร้านที่จะถามให้มากความอีกต่อไป
ยามนี้เสียงฝีเท้าดังขึ้นจากนอกลานบ้าน
“ศิษย์น้องหลิน เ้าอยู่หรือเปล่า?” จินเฉียนหยินยืนะโเรียนกลางลานบ้าน
แกร็ก!
หลังจากประตูเปิดออกหลินโม่จึงเดินออกมาพร้อมกับหนานิอู่
พริบตาจินเฉียนหยินพลันงงเป็เป็ไก่ตาแตกดวงตาเบิกโพลงจ้องร่างหนานิอู่ตรงๆ ในฐานะศิษย์คนหนึ่งของสาขาเทียนซิง จินเฉียนหยินที่แฝงกายปะปนอยู่ในสี่สาขาใหญ่มาโดยตลอดย่อมรู้ดีว่าสาวงามตรงหน้าคือผู้ใด
ศิษย์อันดับต้นของสาขาเสวียนหลิงไม่เพียงแค่มีใบหน้างดงามไร้ที่ติแล้วยังมีพร์อันน่าทึ่งในวิถีแห่งการฝึกอีกด้วย ว่ากันตามหลักหนานิอู่ก็คลับคล้ายว่าจะได้เป็ศิษย์อันดับต้นแห่งสี่สาขาใหญ่แล้วกระมังเพียงแค่ไม่รู้ว่าเพราะเหตุใดนางจึงไม่ได้มีรายชื่อติดสิบอันดับแรก
สาวงามอันดับหนึ่งแห่งสาขาเสวียนหลิง โอ้ไม่สิ อันดับหนึ่งแห่งสำนักเทียนซิง ไม่คิดไม่ฝันว่าจะอยู่กลางบ้านของหลินโม่ อีกทั้งเมื่อครู่ยังปิดประตู...
จินเฉยียนหยินเบิกตาโตเท่าไข่ห่านพลันหันไปมองหลินโม่ด้วยแววตาแห่งความอิจฉาขีดสุด ได้อยู่ห้องเดียวกับหนานิอู่ตามลำพังนั่นคือเื่ที่เหล่าศิษย์ชายทั่วสำนักเทียนซิงต่างไม่กล้าแม้แต่จะฝันเชียวนะ
“ศิษย์พี่จิน มีธุระอะไรหรือ?” หลินโม่เป็ฝ่ายเปิดปากถาม
“โอ้!” จินเฉียนรู้สึกตัวกลับมาจึงรีบละล่ำละลักพูด“ศิษย์น้องหลิน ข้างนอกมีคนมาหาเ้าบอกว่าเป็ศิษย์สาขาลัวซา”
“ศิษย์สาขาลัวซามาหาข้าเนี่ยนะ?”
หลินโม่ขมวดคิ้วพลันหรือว่าจะเป็เหลิงอู่เหยียนกัน? นอกจากเหลิงอู่เหยียนแล้วเขาก็ไม่รู้จักใครอื่นในสาขาลัวซาแล้วหลังจากรีบเอ่ยขอบคุณจินเฉียนหยินแล้วจึงมุ่งไปยังหน้าประตูใหญ่ของสาขาเทียนซิงในทันที
ณ ประตูใหญ่ทางเข้าสาขาเทียนซิง หญิงสาวแปลกหน้าคนหนึ่งกำลังยืนอยู่ตรงนั้น มีหน้าตาน่ารักให้ความรู้สึกราวกับสาวงามในบ้านเล็กยามนี้ท่าทางของสาวน้อยคนนั้นดูกังวลร้อนใจ เดินกลับไปมาอยู่ที่เดิมอย่างนั้น
“เ้าคือ?” หลินโม่รู้สึกคุ้นเคยกับสาวน้อยตรงหน้า ดูเหมือนก็เป็ศิษย์ใหม่ในรุ่นนี้เช่นกัน
“หลินโม่ ในที่สุดก็เจอเ้า รีบไปช่วยเหลิงอู่เหยียนเร็วเข้า!”หญิงสาวเอ่ยขึ้นอย่างร้อนรน
“ช่วยเหลิงอู่เหยียน?”
พริบตาหัวใจของหลินโม่พลันสั่นไหวอย่างเป็กังวลขึ้น
หากบอกว่าคนที่หลินโม่ไม่จำเป็ต้องกังวลใจที่สุดเลยนั้นย่อมเป็เหลิงอู่เหยียนอยู่แล้วแม้ว่าเ้าหมอนั่นจะมีใบหน้างดงามเกินใคร อีกทั้งยังเงียบขรึมพูดน้อยทว่านิสัยของเหลิงอู่เหยียนไม่ได้ใจร้อนมุทะลุ กลับกันเป็เงียบเสียจนผิดปกติดังนั้นหลินโม่จึงวางใจที่เหลิงอู่เหยียนอยู่ที่สาขาลัวซานั่น
“สรุปแล้วเกิดอะไรขึ้นกันแน่?” หลินโม่มองหญิงสาวคนนั้นไม่วางตา
“คือเื่ราวเป็เช่นนี้....”
หญิงสาวรีบร้อนแจ้งเหตุการณ์ทั้งหมดอย่างไม่ขาดตกบกพร่อง
หลังจากเหลิงอู่เหยียนเข้าสู่สาขาลัวซาแล้ว ไม่เพียงแต่ต้องเจอการบีบคั้นจากศิษย์คนอื่นแล้วแม้แต่ทรัพยากรที่สาขาลัวซาให้มาก็ยังน้อยกว่าศิษย์คนอื่นมากเหลิงอู่เหยียนก็ไม่ได้ไปแก่งแย่งใครกลับเอาแต่ฝึกอย่างเงียบๆ ใช้ทรัพยากรการฝึกเท่าที่ได้รับทุกหน่วยอย่างคุ้มค่ามาเลื่อนขั้นให้ตนเอง วันที่ห้าหลังจากเข้าสาขาลัวซาไปเหลิงอู่เหยียนก็ทะลวงร่างไปถึงขึ้นที่แปดแล้ว
ท้ายสุดในวันที่หกมีข่าวคราวหนึ่งกระจายไปถึงหูเหลิงอู่เหยียนบอกว่าโอสถหลอมปราณที่เดิมทีจะมอบให้หลินโม่เป็รางวัลนั้นถูกพวกระดับสูงของสายในแอบสับเปลี่ยนไปให้ฉิวจวิ้น
ชั่ววินาทีที่ได้ยินข่าวนี้เหลิงอู่เหยียนก็โกรธแค้นอย่างที่สุดจึงจะเข้าไปขอคำอธิบายจากเหล่าระดับสูงของสาขาลัวซายามนี้เข้าบุกไปถึงส่วนในของสาขาลัวซาแล้ว
หญิงสาวชื่นชอบเหลิงอู่เหยียนมานานแล้วดังนั้นจึงสนใจแต่เหลิงอู่เหยียนมาโดยตลอด หลังจากได้รับข่าวคราวนี้แล้วนางก็หาผู้ใดมาช่วยไม่ได้จึงทำได้เพียงวิ่งมาหาหลินโม่ที่สาขาเทียนซิง
“รีบไปช่วยเหลิงอู่เหยียนกันเถอะ ก่อนจะสายเกินแก้” หญิงสาวเร่งเร้าเอ่ยขึ้น
หลินโม่ไม่ได้เปล่งเสียงใดๆ
หญิงสาวมองหลินโม่ด้วยความร้อนรนทว่าครั้นเห็นม่านตาของหลินโม่ก็ชะงักค้างแข็งไปร่างบอบบางพลันสั่นระริกขึ้นอย่างอดไม่ได้ ั์ตาของหลินโม่ยามนี้ดำสนิทราวกับเหวลึกไม่มีที่สิ้นสุดอีกทั้งในนั้นดูเหมือนแฝงไว้ด้วยสัตว์ร้ายอันน่าสะพรึงกลัว ความรู้สึกเช่นนั้นทำให้หญิงสาวรู้สึกหายใจไม่ออกอย่างอธิบายไม่ถูกแม้แต่จะขยับกายนางก็ยังไม่กล้า เกรงว่าหากขยับแม้เพียงนิดอาจจะถูกฉีกทึ้งจนแหลกเป็ชิ้นได้
หลินโม่ก้าวออกไปด้วยสีหน้าไม่บ่งบอกอารมณ์ สิ้นเสียงปังที่ดังขึ้น ผืนดินพลันสั่นะเืด้านหลังของเขามีเงาทมิฬขนาดมหึมาปรากฏขึ้นลายเวทย์สีทองเส้นแล้วเส้นเล่าตัดสลับกันไปมา้าของเงาทมิฬ
รอกระทั่งหลินโม่เดินไปไกล ทั่วร่างของหญิงสาวก็เปียกโชกไปด้วยเหงื่อแววตาเต็มไปด้วยความตกตะลึงระคนสะพรึงกลัว