หยางหว่านซิ่วยิ่งด่าก็ยิ่งโมโห “ฉันไม่เข้าใจเลยจริงๆ พวกแกสองคนผัวเมียทำเรื่องน่ารังเกียจขนาดนั้น ยังมีหน้ามาเหยียบที่บ้านอีกเหรอ? ใครให้ความมั่นใจพวกแก? คิดว่าบ้านพวกฉันมีแต่คนแก่กับเด็กที่อ่อนแอกว่าใช่ไหม?”
“แล้วก็ไม่ต้องมาพูดจาไร้สาระว่าเยี่ยนกุยจะไม่มีใครเอา เพราะหล่อนมีคู่หมั้นแล้ว คู่หมั้นหล่อนทั้งหนุ่มแน่น ฉลาด เรียนสูง แถมยังดีกับหล่อนมากๆ!”
“เอาของของพวกแกไปให้หมด แล้วไสหัวไปซะ! อย่ากลับมาเหยียบที่บ้านนี้อีก ถ้ากลับมาอีก ฉันจะตีให้ตาย!”
ช่วงหลังมานี้สุขภาพของเธอดีขึ้นกว่าแต่ก่อนมาก ไม่ว่าจะตีคนและด่าคนก็มีเรี่ยวแรงมากขึ้น ถ้าไม่ใช่ว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องอื้อฉาวภายในครอบครัว เธอคงยืนเท้าสะเอว คว้าไม้กวาดไล่ตีพวกเขาไปให้ไกลสองลี้แล้ว
อู๋ต้าเฉิงไม่กล้าตอบโต้ ทำได้แค่ยกมือขึ้นปัดป้อง พร้อมกับแก้ตัวไปว่า “แม่ พวกเราก็ถูกบีบบังคับเหมือนกัน อันที่จริงคืออวี๋ซือเหยี่ยถูกใจเยี่ยนกุย เขาบังคับให้พวกเรามาเป็นคนจัดการ!”
ถ้าเขาพูดแบบนี้ตั้งแต่แรก หยางหว่านซิ่วอาจจะเชื่อสักเล็กน้อย แต่ตอนนี้เธอไม่เชื่อสักคำ!
เพราะไม่เชื่อ มือที่ถือไม้กวาดของหยางหว่านซิ่วก็ยิ่งกำแน่นขึ้น
อู๋ต้าเฉิงเริ่มหงุดหงิด จึงจับไม้กวาดไว้ เตรียมจะพูดอะไรสักอย่าง แต่กลับถูกอะไรบางอย่างสาดใส่จนเปียกไปทั้งตัว แถมยังมีกลิ่นแปลกๆ คละคลุ้งอีกด้วย
อาหญิงใหญ่จิ่งกรีดร้องออกมา “จิ่งหงจวง แกเป็นบ้าไปแล้วเหรอ!”
อาหญิงเล็กจิ่งถืออ่างน้ำไว้ในมือ และยืนอยู่ข้างๆ หยางหว่านซิ่ว “พี่ ฉันไม่คิดเลยว่าตอนนี้พี่จะกลายเป็นคนแบบนี้ไปแล้ว! น่าขยะแขยงที่สุด!”
อู๋ต้าเฉิงเห็นสภาพการณ์วันนี้แล้ว คงไม่มีทางทำอะไรสำเร็จ จึงรีบดึงอาหญิงใหญ่จิ่งออกไป พร้อมกับหันหลังกลับมาพูดกับหยางหว่านซิ่วว่า “แม่ เรื่องนี้มันเป็นการเข้าใจผิด ผมจะกลับมาอธิบายให้แม่ฟังใหม่!”
หยางหว่านซิ่วโบกไม้กวาดในมือ “พวกแกสองคนผัวเมีย อย่ากลับมาบ้านฉันอีก ถ้ากลับมาอีก ฉันจะตีให้ตาย!”
อาหญิงเล็กจิ่งมองสภาพของแม่แล้วก็รู้สึกว่า แม่ของตนยังคงความโหดเหมือนเมื่อก่อน เมื่อสิบกว่าปีก่อนตอนที่ทะเลาะกับคนในหมู่บ้านข้างๆ เรื่องน้ำ แม่ก็เป็นแบบนี้แหละ ช่างทำให้ผู้คนรู้สึกปลอดภัยจริงๆ!
หยางหว่านซิ่วเหมือนยังไม่หายแค้น ยกขวดเหล้าที่พวกเขาถือมาแล้วปาใส่พวกเขาแต่ไม่โดน ขวดแก้วกลับแตกกระจาย เหล้าสาดกระเซ็นไปทั่ว ทำเอาอู๋ต้าเฉิงตกใจมาก จนไม่นึกสงสัยกับคำพูดที่ว่า “กลับมาอีกจะตีให้ตาย” ของหยางหว่านซิ่วแม้แต่นิดเดียว
เพื่อนบ้านได้ยินเสียงดังจึงออกมาถามว่าเกิดอะไรขึ้น หยางหว่านซิ่วคิดว่าเรื่องในบ้านไม่ควรให้คนนอกรู้ จึงแต่งเรื่องขึ้นมาว่า “สองคนนี้มันไม่มีความกตัญญู เยี่ยนกุยเพิ่งจะหาเงินได้นิดหน่อย พวกมันก็มาจ้องจะเอาเงินนั้นแล้ว!”
“พวกมันออกความคิดให้ฉันโกงเงินที่เยี่ยนกุยหามาได้ เอาไปให้พวกมัน ฉันแก่ขนาดนี้แล้วจะทำเรื่องใจดำอำมหิตแบบนี้ได้ยังไง! พูดกันได้ไม่กี่ประโยค พวกมันก็จะมาสั่งสอนฉัน!”
“ทำไมฉันถึงได้ให้กำเนิดคนแบบนี้ออกมานะ!”
เมื่อได้ยินแบบนั้น อาหญิงเล็กจิ่งก็รู้สึกชื่นชมแม่ของตนมากขึ้นไปอีก
เพื่อนบ้านต่างรู้ดีว่าอาหญิงใหญ่จิ่งเป็นคนยังไง จึงพากันเชื่อเรื่องที่หยางหว่านซิ่วพูด มีคนมาปลอบว่าอย่าไปสนใจพวกเขาเลย ลูกสาวที่แต่งออกไปก็เหมือนน้ำที่สาดทิ้งไปแล้ว
บางคนก็ถามอย่างลองเชิงว่า จิ่งเยี่ยนกุยหาเงินได้มากเท่าไหร่กัน ทำไมอาหญิงใหญ่จิ่งถึงได้จ้องขนาดนั้น
หยางหว่านซิ่วเช็ดน้ำตาแล้วบอกว่า “เยี่ยนกุยก็แค่เด็กผู้หญิงคนหนึ่ง รับงานจากร้านขายยาเล็กๆ น้อยๆ จะหาเงินได้สักเท่าไหร่กัน พวกมันต่างหากที่ตาโตเรื่องเงิน!”
เมื่อพูดแบบนี้ทุกอย่างก็ถูกเบี่ยงประเด็น เพื่อนบ้านก็ต่างเข้ามาปลอบใจ
อาหญิงใหญ่จิ่งและอู๋ต้าเฉิงตัวเหม็นกลิ่นน้ำเน่า ทั้งสองคนรู้สึกหงุดหงิดมาก เรื่องก็ไม่สำเร็จ แถมยังถูกทำร้ายจนสภาพเป็นแบบนี้ ช่างเหลืออดจริงๆ!
อาหญิงใหญ่จิ่งนึกขึ้นมาได้ว่าเรื่องนี้เกิดขึ้นเพราะหลิวชุนฮวา เธอต้องการระบายความโกรธของตัวเอง จึงพาอู๋ต้าเฉิงไปบ้านตระกูลจิ่งแล้วด่าหลิวชุนฮวาอย่างรุนแรง
จิ่งเยี่ยนกุยไม่รู้เลยว่าขณะที่เธอไปส่งฟางเสียนจือนั้น ที่บ้านเกิดเรื่องมากมายขนาดนี้ การที่เขาไปครั้งนี้คงต้องอีกหลายเดือนกว่าจะกลับมา เธอจึงรู้สึกเศร้าใจ
หลังจากที่รู้สึกเศร้าใจก็เพิ่งตระหนักถึงอารมณ์ของตัวเอง ผู้ที่เคยเฉยชากับเรื่องความรักอย่างเธอ ในที่สุดตอนนี้ก็รู้แล้วว่าในใจของเธอ เขาไม่เหมือนคนอื่น
ฟางเสียนจือกลัวว่าจะเกิดเรื่องขึ้นเหมือนตอนที่อาหญิงใหญ่จิ่งเคยทำอีก จึงบอกเจียงอี่โหลวและฟางชิงสือถึงสถานการณ์ของจิ่งเยี่ยนกุย และขอให้ช่วยดูแลเธอหน่อย
แน่นอนว่าคำพูดของเขาทำให้เจียงอี่โหลวรู้สึกอิจฉาอีกครั้ง ฟางชิงสือก็รู้สึกขำ ลูกชายของตนนั้นติดกับดักของความรักเข้าแล้ว แต่ก็ไม่ได้มีอะไรที่ไม่ดี ผู้ชายถ้าไม่รักภรรยาตัวเอง แล้วยังจะนับว่าเป็นอะไร?
ครั้นจิ่งเยี่ยนกุยได้ยินเขาอธิบายกับฟางชิงสือและเจียงอี่โหลวก็รู้สึกเขินเล็กน้อย สำหรับการปกป้องและความสามารถของเขา ครั้งนี้เธอได้สัมผัสมันอย่างลึกซึ้งแล้ว
เธอจึงอดไม่ได้ที่จะเอื้อมมือไปดึงแขนเสื้อของเขา บอกให้เขาไม่ต้องพูดแล้ว เธอไม่ใช่เด็กสามขวบซะหน่อย สามารถดูแลตัวเองได้ แต่เขากลับหันมาบอกกับเธอว่า “คุณภรรยาครับ ช่วงที่ผมไม่อยู่ ถ้ามีเรื่องอะไรที่แก้ไขไม่ได้ก็ไปหาพ่อกับแม่ ไม่ต้องเก็บทุกเรื่องไว้คนเดียว”
จิ่งเยี่ยนกุยยังไม่ได้พูดอะไร เจียงอี่โหลวก็แสดงความเห็นว่า “ปู่กับย่าของเยี่ยนกุยแก่แล้ว บางเรื่องอาจจะไม่สะดวกเท่าไหร่ แม้ว่าเธอกับเสียนจือจะยังไม่ได้แต่งงานกันอย่างเป็นทางการ แต่ฉันกับชิงสือก็ถือว่าเธอเป็นคนในครอบครัวแล้ว ไม่ต้องเกรงใจพวกเรา มีอะไรก็บอกมาได้เลย”
“ถึงจะไม่สามารถช่วยอะไรได้มากนัก แต่ก็พอจะให้คำปรึกษาได้ หรือถ้าจำเป็นพวกเราก็ช่วยเหลือได้”
ฟางชิงสือไม่ได้พูดอะไร แค่พยักหน้า
จิ่งเยี่ยนกุยรู้สึกว่าชาติที่แล้วเธอคงช่วยกู้จักรวาลไว้ ถึงได้เจอพ่อแม่สามีแบบนี้ เธอจึงเม้มปากแล้วพยักหน้าด้วยรอยยิ้ม
ขณะที่พูดคุยกัน รถไฟที่ฟางเสียนจือต้องขึ้นก็เริ่มตรวจตั๋วแล้ว ฟางเสียนจือเข้าไปกอดเจียงอี่โหลวเบาๆ แล้วกระซิบบอกข้างหูเธอว่า “แม่ ถ้าพ่อทำให้แม่โกรธก็ดุเขาได้เลยนะ ผู้หญิงจะโกรธไม่ได้ เดี๋ยวจะแก่เร็ว ผมยังอยากให้คนอื่นมองว่าเราเป็นพี่น้องกัน”
เจียงอี่โหลวที่ตอนแรกยังอาลัยอาวรณ์เขาและรู้สึกเศร้าเล็กน้อย พอได้ยินแบบนั้นก็ถึงกับกลืนไม่เข้าคายไม่ออกแล้วด่าเขาเบาๆ ว่า “ไอ้ลูกคนนี้!”
ฟางเสียนจือเข้าไปกอดฟางชิงสืออีกครั้ง “แม่ของผมมักจะอารมณ์แปรปรวนในช่วงนั้นของเดือน พ่อต้องยอมๆ เขาหน่อยนะ แล้วก็พ่อต้องดูแลโรงเรียนคนเดียว อย่าทำอะไรเกินกำลังนัก เดี๋ยวจะไม่สบายนะครับ”
ฟางชิงสือจ้องเขม็งแล้วพูดว่า “ถึงแกจะเป็นคนฉลาด แต่ฉันยังไม่ถึงขั้นต้องให้แกมาสอนหรอก”
ฟางเสียนจือกอดเสร็จก็ไม่สนใจเขาอีก แล้วยื่นมือไปกอดจิ่งเยี่ยนกุย
ฟางชิงสือและเจียงอี่โหลวสบตากัน เมื่อก่อนตอนที่ลูกชายของพวกเขาต้องจากไป ถึงจะไม่ถึงกับตีหน้าขรึม แต่ก็ไม่พูดอะไรมากนัก จะพูดคำปลอบใจสองสามคำเท่านั้น ไม่มีการสัมผัสร่างกายกัน
ดังนั้นการที่เขากอดพวกเขาสองคนในครั้งนี้ ก็เพื่อที่จะได้กอดจิ่งเยี่ยนกุยอย่างเปิดเผยสินะ? พวกเขาก็เป็นคนซื่อตรงขนาดนี้ ทำไมถึงได้เลี้ยงลูกออกมาร้ายกาจแบบนี้นะ?