ฉู่หวาถิงหัวเราะเบาๆ “จริงๆ แล้วข้าไม่ได้อยากไปนักคิดว่าเดี๋ยวคงได้ดูละครน้ำเน่าแน่ๆ”
ฉู่จวินหลันกลับกล่าวว่า “ก็คิดเสียว่าไปดูเรื่องสนุกถึงไปโรงงิ้วก็ใช่ว่าจะได้ดูละครสนุกขนาดนี้รอให้ข้าฝังเข็มเสร็จก่อนเดี๋ยวพวกเราค่อยไปดูกันบางทีอาจมีบทให้ข้าแสดงด้วยก็ได้นะเจ้าคะ”
ฉู่หวาถิงนึกถึงเรื่องวันนั้นแล้วอดกังวลไม่ได้เขาปลอบว่า “ไม่ต้องกังวล ครานั้นฉู่เมิ่งอิ๋งรังแกเจ้าเรื่องที่เกิดขึ้นโทษเจ้าไม่ได้ หากพวกเขายังคิดจะใส่ร้ายเจ้าอีกพี่ชายคนนี้จะคอยหนุนหลังเจ้าเอง!”
“ดีเลย เช่นนั้นข้าจะให้ท่านเป็นที่พึ่งของข้า”ฉู่จวินหลันยิ้มกว้างจากใจจริง
จากความทรงจำของร่างเดิมพี่ชายผู้นี้เป็นคนอ่อนโยน ไม่ค่อยมีเรื่องขัดแย้งกับผู้ใดทุกครั้งที่เขาโกรธล้วนเป็นเพราะมีคนมากลั่นแกล้งรังแกนาง
ความผูกพันทางสายเลือดที่บริสุทธิ์เช่นนี้ทำให้นางรู้สึกราวกับแช่อยู่ในบ่อน้ำร้อน แม้จะรู้สึกแปลกแยกในโลกนี้มาโดยตลอดแต่ความรู้สึกห่างเหินนั้นค่อยๆ จางลงเพราะสายใยบางเบาที่เริ่มก่อตัว
ฉู่จวินหลันดูเวลาจากนั้นก็ถอนเข็มให้ฉู่หวาถิงอย่างคล่องแคล่ว แล้วหยิบเทียบยาออกมาแก้ไขเพิ่มเติม
“ท่านกินยานี้อีกสักสองสามวันรอข้าสกัดกระสายยาได้เพียงพอแล้วค่อยเปลี่ยนชุดยาใหม่ตอนนั้นต้องใช้ยาทาภายนอกรักษาดวงตาด้วย”
“ได้ ตามใจเจ้า”ฉู่หวาถิงได้ยินเสียงพู่กันขูดกระดาษของน้องสาวก็หัวเราะอย่างเอ็นดู
ขณะนั้นเองพลันมีเสียงอึกทึกดังมาจากนอกเรือนพร้อมกับฝีเท้าวุ่นวายจากนั้นหญิงรับใช้คนหนึ่งตะโกนดังลั่น “รีบพาคุณหนูสามไปที่โถงหน้า!”
ฉู่จวินหลันเลิกคิ้ว “พี่ชายใหญ่พวกเขามาแล้วเจ้าค่ะ”
สีหน้าฉู่หวาถิงเผยความกังวลก่อนจะก้าวมากันนางไว้ด้านหลัง
บ่าวรับใช้กลุ่มหนึ่งกรูกันเข้ามาหญิงรับใช้คนที่นำหน้านามเก๋อมามาหายใจฟึดฟัดอย่างขุ่นเคือง ยืนเท้าเอวตะคอกว่า “คุณหนูสามเชิญไปกับพวกเราด้วย!”
ฉู่หวาถิงเอ่ยเสียงเข้ม “พวกเจ้าเป็นคนของเรือนไหนกันเหตุใดถึงกล้าพูดจาไม่เคารพคุณหนูสามถึงเพียงนี้ นายเจ้าเป็นคนสั่งหรือ”
“โอ๊ะ คุณชายใหญ่”เก๋อมามาแค่นยิ้มเยาะ “ถึงอนุหวังจะอบรมลูกสาวไม่เข้าท่าอยู่บ้างแต่ก็ไม่เคยสอนให้ใส่ร้ายพี่น้องร่วมตระกูลเช่นนี้นะเจ้าคะคุณหนูสามปกติก็หยิ่งยโสอยู่แล้วแต่นี่ดันสร้างเรื่องให้คนทั้งเมืองหลวงรู้กันทั่ว ทำให้ตระกูลฉู่เดือดร้อน นายท่านกับฮูหยินผู้เฒ่าโกรธยิ่งนักบ่าวอย่างพวกเราก็พลอยถูกร่างแหไปด้วย”
ฉู่หวาถิงโดยนิสัยไม่ใช่คนช่างโต้เถียงแต่เมื่อถูกบ่าวตำหนิเช่นนี้ก็โกรธจนหน้าแดง แต่กลับพูดได้เพียง “เหลวไหล!”
ฉู่จวินหลันที่ยืนอยู่ข้างหลังมองเขาที่พูดไม่เก่งแต่ยังคงปกป้องนางพลันรู้สึกอบอุ่นในใจ นางเดินยิ้มออกมาหาเก๋อมามา
“เก๋อมามา”
“คุณหนูสามยังจำบ่าวได้ด้วยหรือเจ้าคะน่าชื่นใจเสียจริง อย่างว่าเล่า ในสายตาคุณหนูสามแม้แต่อนุหวังก็ยัง...”
เพียะ!
ฉู่จวินหลันฟาดฝ่ามือลงบนหน้าของเก๋อมามาอย่างไม่ลังเลทำเอาอีกฝ่ายหน้าหัน คำพูดทั้งหมดพลันติดค้างอยู่ในลำคอ
“เจ้านับเป็นตัวอะไรถึงกล้าพูดจาหยาบคายต่อพี่ชายข้าเช่นนี้”
“นี่!”เก๋อมามาโมโหจนตัวสั่น มือหนึ่งจับแก้มที่โดนตบ อีกมือยกชี้หน้าด่า “ท่านวางยาคุณหนูจวนเหวินชางปั๋วจนเป็นเรื่องใหญ่แล้วยังกล้าอวดดีอีกหรือนายท่านกับฮูหยินผู้เฒ่าไม่มีวันปล่อยท่านไว้แน่!”
“ข้าไม่เห็นรู้เลยว่าพ่อกับท่านย่าข้าแต่งตั้งให้เก๋อมามามีสิทธิ์ตัดสินใจแทนได้ตั้งแต่เมื่อไหร่”
“ข้าไม่ได้พูดอย่างนั้น!”
“หากยังพูดมากอีกข้าจะไม่ออมมือ จะลองดูหรือไม่”
คราวนี้เก๋อมามาที่ยังหูอื้อกลัวจนไม่กล้าพูดอะไรอีกรีบหมุนตัวเดินหนีไปพร้อมกับบ่นพึมพำตลอดทาง
ฉู่จวินหลันหันกลับมาก็เห็นเป่าเล่อกับจื่อเยียนยืนอ้าปากค้างมองนางอยู่
นางยิ้มบางอีกครั้งกลับมาเป็นกุลสตรีผู้สง่างามเช่นเคย ก่อนจะพยุงแขนฉู่หวาถิง “พี่ชายใหญ่พวกเราไปโถงหน้ากันเถิดเจ้าค่ะ”
ฉู่หวาถิงพยักหน้าลูบมือนางแล้วถามอย่างห่วงใย “เจ็บมือหรือไม่ ครั้งหน้าอย่าลงมือเองจะลงโทษบ่าวคนหนึ่งสั่งให้คนอื่นตีก็พอ”
เก๋อมามาที่เดินนำอยู่ถึงกับสะดุด
“พี่ชายพูดถูกเจ้าค่ะแต่บางทีได้ลงมือกับคนที่อาศัยบารมีเจ้านายกดหัวผู้อื่นมันก็สะใจดีนะเจ้าคะ”
“เจ้านี่นะ” ฉู่หวาถิงถอนใจอย่างเอ็นดู
เขาเคยเป็นคนที่ให้ความสำคัญกับกฎระเบียบเป็นที่สุดทว่าหลังจากพบกับความอำมหิตในเรือนใน ความคิดก็ค่อยๆ เปลี่ยนไป
กฎอะไรเล่า มารยาทอะไรกันขอแค่พวกเขายังมีชีวิตอยู่ ขอแค่ฉู่จวินหลันมีความสุขทุกอย่างล้วนไม่สำคัญอีกต่อไป
ทั้งหมดรีบเดินไปยังโถงหน้าทันที
ฮูหยินผู้เฒ่ากับฮูหยินเหวินชางปั๋วนั่งอยู่ตรงตำแหน่งประธานโดยมีฉู่ไฉเหลียง ฉู่ไฉจวิ้นนั่งเรียงถัดลงมา ส่วนอนุหวัง อนุซุนและอนุซูยืนอยู่ด้านหลังฉู่ไฉเหลียงพร้อมกับฉู่เมิ่งอิ๋ง ฉู่อวิ๋นเจียวและฉู่เพ่ยซาน
บนเก้าอี้กลมข้างกายฮูหยินเหวินชางปั๋วมีสตรีชุดสีชมพูผู้หนึ่งนั่งอยู่สวมผ้าคลุมปิดบังใบหน้า คนผู้นั้นก็คือซูอิ้งเส่ว์
องครักษ์จากจวนเหวินชางปั๋วล้วนถือไม้ท่อนยาวยืนล้อมรอบฮูหยินกับซูอิ้งเส่ว์ไว้ แต่ละคนท่าทางเคร่งเครียดพร้อมรับมือ
บุรุษเหล่านั้นล้วนกำยำล่ำสันจนผู้คุ้มกันจวนตระกูลฉู่ที่ยืนอยู่ด้านหลังฉู่ไฉเหลียงรู้สึกตึงเครียดเช่นกันบรรยากาศสองฝ่ายมาคุอย่างยิ่ง
เมื่อเก๋อมามาเข้ามาในห้องโถงก็เดินไปหาอนุหวังโดยตรงเผยให้เห็นรอยฝ่ามือชัดเจนบนใบหน้า
“อนุหวังเจ้าคะบ่าวพาคุณหนูสามมาแล้วเจ้าค่ะ”
อนุหวังเห็นหน้าของเก๋อมามาแดงเช่นนั้นก็หรี่ตาก่อนจะถามด้วยเสียงขุ่นเคือง “ใครตบเจ้า”
เก๋อมามาทำท่าทางน้อยใจคุกเข่าลงพูดเสียงอ่อน “อย่าใส่ใจเลยเจ้าค่ะหากเจ้านายจะตบตีบ่าวก็หาใช่เรื่องแปลก”
อนุหวังเบิกตากลมโตขึ้นทันใดดวงตาแดงคลอไปด้วยน้ำตา หันไปมองฉู่ไฉเหลียงอย่างเว้าวอน “ท่านนาย...”
ฉู่ไฉเหลียงโกรธจนอดกลั้นไม่ไหวตบที่เท้าแขนเสียงดัง “หลันเจี่ยร์ ยังไม่รีบออกมาอธิบายความจริงอีกหรือ!”
ฉู่หวาถิงรู้สึกกังวลอย่างมากกำลังจะเอ่ยปากแต่ฉู่จวินหลันกลับบีบมือเขาเบาๆ
เขาลังเลเล็กน้อยก่อนตัดสินใจเชื่อใจน้องสาว
“คารวะท่านย่า ท่านพ่อ และท่านอารองเจ้าค่ะ”ฉู่จวินหลันก้าวออกมาอย่างสง่างาม จากนั้นคารวะอย่างมีมารยาทก่อนจะหันไปยอบกายคำนับฮูหยินเหวินชางปั๋ว “ขอให้ฮูหยินเหวินชางปั๋วสบายดีนะเจ้าคะ”
ฉู่จวินหลันเคยพบฮูหยินเหวินชางปั๋วในงานชุมนุมผู้สูงศักดิ์เมื่อคราวก่อนแม้ซูอิ้งเส่ว์จะน่ารำคาญ แต่ฮูหยินผู้นี้กลับสุขุมและรู้จักกาลเทศะ เพราะเช่นนั้นแม้อีกฝ่ายจะบุกเข้ามาด้วยท่าทีเกรี้ยวกราด ฉู่จวินหลันก็ยังคงวางตัวมีมารยาททำให้บรรยากาศตึงเครียดคลายลง
ฮูหยินเหวินชางปั๋วพยักหน้าเล็กน้อยกล่าวอย่างหนักแน่น “คุณหนูสาม วันนี้ข้ามาหาเจ้าเพราะมีเรื่องต้องถามให้แน่ชัด”
“เชิญฮูหยินถามมาเถิดเจ้าค่ะหากข้ารู้อะไรจะตอบโดยไม่ปิดบังแน่นอน”ฉู่จวินหลันกล่าวด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลและกล่าวอย่างมีเหตุผล
เมื่อเห็นนางสุภาพนอบน้อมเช่นนี้แล้วหันไปดูเก๋อมามาที่หน้าบวมฉึ่ง ฮูหยินเหวินชางปั๋วก็คิดในใจว่า
ตระกูลนี้ช่างไร้ระเบียบนักไม่มีฮูหยินใหญ่ มีแต่อนุดูแลเรือนไม่รู้ว่าบุตรสาวภรรยาเอกที่ภรรยาเก่าทิ้งไว้ต้องทนอยู่ในความลำบากเพียงใดสตรีที่งามสง่า รู้หนังสือ รู้ธรรมเนียมและเชี่ยวชาญวิชาแพทย์เช่นนี้ไม่มีเหตุผลจะลงไม้ลงมือกับบ่าวพร่ำเพรื่อเกรงว่าคงเป็นเพราะถูกบ่าวรังแกจนทนไม่ไหวมากกว่า
ฮูหยินเหวินชางปั๋วเอ่ยถาม“คุณหนูสามเคยมีเรื่องบาดหมางกับคุณหนูสี่จวนข้าหรือไม่”
“ไม่มีเจ้าค่ะกล่าวตามตรงข้าเคยได้ยินพี่หญิงรองพูดถึงสหายสนิทคุณหนูสี่จวนเหวินชางปั๋วอยู่บ่อยครั้งแต่ไม่เคยมีโอกาสพบหน้า จนกระทั่งในงานชุมนุมคราวก่อนจึงได้รู้จักพี่หญิงซูเป็นครั้งแรกเจ้าค่ะ”
“เช่นนั้นหรือแล้วเหตุใดเจ้าถึงวางยาในชาดของอิ้งเส่ว์เล่า”