นักเรียนในห้องให้ความสนใจฮารุกันมากแต่ไม่กล้าจะเอ่ยทักทายอะไรออกไป
เพราะการแนะนำตัวที่เย่อหยิ่งของเธอ ทำให้คนในห้องไม่กล้าที่จะแหยมด้วย
แต่ก็มีบางส่วนที่คิดว่า เธอถือตัวเกินไป คงเป็เพื่อนกันได้ยาก เลยไม่คิดที่จะสานสัมพันธ์กับฮารุให้เสียเวลา
บ้างก็คิดว่า ไม่จำเป็ต้องเข้าไปทำความรู้จัก เพราะน่าจะไม่ได้มีพื้นเพที่ยิ่งใหญ่อะไร ไม่สามารถให้ครอบครัวพวกเขาเกรงกลัวหรือเอื้อผลประโยชน์แก่ตระกูลพวกเขาได้
ถ้าเป็เช่นนั้น พวกเขาจะให้ความสนใจไปทำไม
คนอย่างพวกเขาเกิดมาในชาติตระกูลที่ร่ำรวยมหาศาลจะให้ทักทายบุคคลโนเนมได้ยังไงกันเล่า
ฮารุเดินมาถึงโต๊ะตัวเอง ใช้มือเล็กเรียวนั้นดึงเก้าอี้ออกอย่างแรง จากนั้นแทรกตัวเข้าไปนั่งลงทันที ส่วนกระเป๋าก็เหวี่ยงไว้บนโต๊ะอย่างไม่ใยดี
เธอมองเพื่อนร่วมโต๊ะที่เอาแต่ทำตัวลีบแบน อย่างงุนงง
นี่เธอน่ากลัวขนาดนั้นเลยเหรอ ถึงทำให้เพื่อนร่วมโต๊ะเจอกันครั้งแรกก็เกิดปฏิกิริยาแบบนี้ขึ้นมา
อ่า เป็แบบนี้ไม่ไหวนะ จะบ้าตาย!
“สวัสดี เราชื่อ ไป๋จิ่นห้าว ส่วนเพื่อนร่วมโต๊ะเธอชื่อชื่อ อันเล่อเล่อ เล่อเล่อโดนแกล้งเป็ประจำท่าทางเลยขี้กลัวหน่อย ๆ แต่ไม่มีอะไรหรอก” นักเรียนชายที่นั่งข้างหน้าเธอหันมาทักทายแนะนำตัวอย่างเฟรนด์ลี่
ฮารุพยักหน้ารับก่อนจะเอ่ยแนะนำตัวสั้น ๆ ไป “เฟยฉี”
“เรารู้แล้ว แซ่แกเหมือนกับเด็กนักเรียนตัวท็อปของห้องคิงสตาร์เลย เป็ญาติกันหรือเปล่าเนี่ย แล้วทำไมถึงย้ายมาเรียนที่ประเทศนี้ล่ะ” ไป๋จิ่นห้าวไม่ได้รู้สึกอะไรที่อีกฝ่ายไม่ค่อยพูด เขายังคงพูดเป็ต่อยหอยถามคำถามที่อยากรู้เธอต่อไป
“ฉันไม่รู้ว่าตัวเองมีญาติอยู่ที่นี่หรือเปล่า ฉันไม่เคยถามพ่อ แต่พ่อฉันเป็คนที่นี่ ปีที่แล้วมาทำธุรกิจระยะยาว ก็เลยย้ายกลับมา ก็แค่นั้นแหละ” ฮารุพูดพลางยักไหล่จากนั้นก็เอนไปพิงหลังเก้าอี้
ไป๋จิ่นห้าวพยักหงึกหงักเข้าใจ “อ๋ออย่างนี้นี่เอง”
“นี่คนที่หลับอยู่นั่นชื่อ เฉียวปินปิน เป็ลูกผู้อำนวยการโรงเรียน วัน ๆ เอาแต่นอน ตื่นมาก็เล่นเกม แต่ไม่มีใครกล้ายุ่งกับเขา” ไป๋จิ่นห้าวชี้มือไปที่โต๊ะข้างหน้าต่างที่มีเด็กหนุ่มคนนึงหลับอยู่
“อ่า” ฮารุพยักหน้าฟังไป๋จิ่นห้าวแนะนำเงียบ ๆ
“เธอไม่ค่อยชอบพูดเหรอ” ไป๋จิ่นห้าวถามด้วยความสงสัย
“ไม่ใช่ไม่ชอบ แต่ไม่รู้จะพูดอะไร” ฮารุตอบกลับเสียงเอื่อยเฉื่อย
“แบบนี้นี่เอง เออแล้วนี่ ถามอีกข้อนึงสิ โรงเรียนที่นั่นสอนเนื้อหานำหน้าโรงเรียนที่นี่จริงเหรอ”
“อือ”
คุณครูหนุ่มแซ่จางเห็นนักเรียนยังคงคุยกันเสียงเจื้อยแจ้วก็เคาะแปรงเป็เชิงบอกให้เงียบ ๆ จากนั้นก็พูดด้วยน้ำเสียงเชิงข่มขู่นักเรียนในห้อง “นี่นักเรียนที่รัก ถ้ายังคุยกัน ครูจะสุ่มให้พวกเธอมาทำโจทย์บนกระดานนี้นะ หึ่ม” และเห็นผลทันตา ห้องจากเดิมยังคงมีเสียงคุยจ้อกแจ้กจอแจกลายเป็เงียบกริบทันที
มีเด็กนักเรียนหญิงหน้าห้องคนนึง ยกมือเชิงขออนุญาตแสดงความคิดเห็น ครูแซ่จางเห็นแบบนั้นก็พยักหน้าให้เธอเอ่ยแสดงความคิดเห็นออกมาได้
“ครูคะ ทำไมไม่ให้เด็กใหม่ทำเล่า เธอเรียนนำหน้าเราไปชั้นมัธยมปลายปี 2 แล้ว โจทย์ของปี 1 คงง่ายสำหรับเธอ ทำเสร็จแล้วให้เธออธิบายให้พวกเราฟังด้วย”
นักเรียนคนอื่น ๆ ก็พยักหน้าเห็นดีเห็นงามด้วย
“ใช่”
“ใช่ ๆ” พวกที่อยากเห็นเื่สนุก หรือพวกที่อยากเห็นเด็กใหม่อย่างเธอเสียหน้าั้แ่วันแรกก็ทยอยแสดงความคิดเห็นกันออกมา
“ใช่ ๆ ไหนบอกว่าประเทศที่จากมาเรียนนำหน้าพวกเรา ก็ลองให้เขาทำดูสิ” เด็กนักเรียนชายหัวโจกของห้องเอ่ยสำทับ
ส่วนฮารุยิ้มเล็กน้อย รอบ ๆ กายก็แผ่รังสีความอำมหิตเยือกเย็นออกมา
นี่เหรอ ที่พ่อของเธอบอกว่า ่วัยเยาว์เป็่ที่ความรักและมิตรภาพบริสุทธิ์ที่สุด เป็่ที่มีแต่ความทรงจำดี ๆ
ความรักมิตรภาพบริสุทธิ์กับผีน่ะสิ! เชอะ!
ฮารุเงยหน้าขึ้นไปสบตาพลางยิ้มออกมาน้อย ๆ ให้กับนักเรียนหญิงคนที่เสนอออกมาคนแรก
นักเรียนหญิงคนนั้นรู้สึกขนแขนตั้งชันขึ้นจนต้องใช้มือลูบแขนเบา ๆ รอบ ๆ ตัวเธอเสมือนอยู่ท่ามกลางหิมะ
ทั้ง ๆ ที่ยังไม่ถึงฤดูหนาว แต่กลับรู้สึกหนาวเย็นถึงขั้วหัวใจโดยไม่ทราบสาเหตุ สีหน้าของเธอเหยเก
คุณครูแซ่จางได้ยินนักเรียนหญิงคนแรกเสนอความคิดเห็นและต่อ ๆ มานักเรียนก็พยักหน้าเห็นด้วย ตัวเขาก็ทำหน้าไม่ถูก รับน้องกันโหดเหลือเกินเ้าเด็กพวกนี้
เขาก็อยากเห็นความสามาถของอดีตนักเรียนประเทศ J แต่ก็ไม่อาจจะทำอย่างโจ่งแจ้งได้
และเขาไม่รู้ว่า นักเรียนใหม่เป็นักเรียนแบบไหน แต่ก็รู้ได้อย่างหนึ่งว่าเธอถูกส่งมาห้องนี้ คงไม่ได้โดดเด่นหรือเก่งอะไรเป็แน่
คุณครูแซ่จางคิดหาทางออกได้ก็รีบเอ่ยปากพูดช่วยไกล่เกลี่ย “อะแฮ่ม ๆ นักเรียนเงียบ ๆ กันได้แล้ว เว่ยหยา เฟยฉีเพิ่งมาวันนี้ โจทย์พวกนี้ก็ต้องใช้เวลาคิดสักพักใหญ่ ๆ และเฟยฉีเพิ่งเข้ามาไม่ถึง 15 นาที ไม่ทันได้อ่านโจทย์ด้วยซ้ำ แล้วเพื่อนใหม่จะคิดคำนวณได้อย่างไรล่ะ… พวกเธอที่อยู่ในห้องยังคิดกันไม่ออกให้ครูเฉลยเลย ครูถูกไหมเล่า”
อ่อ นักเรียนหญิงคนนั้นชื่อเว่ยหยา ฮารุจำชื่อนางไว้เงียบ ๆ
เว่ยหยายังคงไม่ยอมแพ้
“แต่คุณครูคะ พวกเราไม่เคยเรียนกันมาก่อนนี่ ทำไม่ได้ก็แปลกไม่ใช่เหรอคะ แต่เฟยฉีเพื่อนใหม่ โรงเรียนที่เพื่อนใหม่ย้ายมาเขาเรียนกันถึงหลักสูตรมัธยมปลายปีที่ 2 แล้วไม่ใช่หรือไงคะ ทำไมโจทย์แค่นี้ยังทำไม่ได้เล่า เรียนนำหน้าพวกเราจริงปะเนี่ย”
พอเว่ยหยาพูดจบ ในห้องก็หัวเราะกันครืน เธอเห็นแบบนั้นคนเดิมยิ้มเย้ยได้ใจยิ่งกว่าเดิม
ฮารุได้ยินอีกฝ่ายจีบปากจีบคอพูดแบบนั้นก็ขนลุก จากนั้นก็โพร่งคำหยาบที่เธอคิดในหัวออกไปเสียงดัง “ปัญญาอ่อน”
จากที่คนในห้องหัวเราะกันครื้นเครงก็หุบปากฉับ หันมาจ้องด้วยแววตาเย้ยหยัน จากนั้นก็พูดกันต่อ ๆ ไปว่า “ทำได้ก็ลุกไปทำสิ จะมาด่าคนอื่นทำไม”
“แน่จริงก็ไปเลยสิ ฮึ! ทำเป็ด่ากลบเกลื่อน ทั้งที่ตัวเองทำไม่เป็ล่ะสิท่า” บลาบลา
พวกนั้นยังพูดหยามเธอออกมาอีกมากมาย
ฮารุี้เีจะสนใจพวกเด็กปากไม่สิ้นกลิ่นน้ำนม ยกมือขึ้นแคะหู ก่อนจะลุกขึ้นจากเก้าอี้เดินตรงไปกระดานไวท์บอร์ดหน้าห้องเรียน
แล้วหยิบปากกาไวท์บอร์ดขึ้นมาเขียนคำตอบนั่นไม่ถึง 15 วินาทีก็เสร็จ จากนั้นก็โยนปากกาไวท์บอร์ดไปที่ช่องใส่ของมันอย่างแม่นยำ และกวาดสายตาเหยียดยามดูิ่แคลนไปที่นักเรียนพวกนั้น โดยเฉพาะนักเรียนหญิงที่ชื่อว่า เว่ยหยา พลางเบะปากเผยรอยยิ้มเย้ยหยันไปหนึ่งที
แล้วเดินกลับมาที่โต๊ะนั่งหลังห้องของตัวเองอย่างสบายใจแกมหยิ่งยโส
คนในห้องเรียนต่างก็อ้าปากค้าง มึนงง นี่คืออะไร คำตอบมั่ว ๆ เพราะไม่อยากเสียหน้า หรือ คำตอบนี่ถูกจริง ๆ
และไหนจะสีหน้าท่าทางดูถูกดูแคลนพวกเขาของเด็กใหม่นั่นอีก?!
นักเรียนในห้องไม่มีใครรู้และไม่มีใครสามารถตอบได้เลยหันไปกดดันคุณครูหนุ่มแซ่จางให้เขาบอกคำตอบเร็ว ๆ
ส่วนคุณครูแซ่จางนั้น กำลังตกตะลึงเช่นกัน ไม่ใช่ตกตะลึงอย่างนักเรียนเขาที่ไม่รู้คำตอบ
แต่เขาตกตะลึงเพราะนักเรียนคนใหม่เขียนคำตอบที่ถูกต้องทั้งหมดในเวลาอันรวดเร็วต่างหาก
“ครูจางคะรีบบอกสิ คำตอบที่ยัยเด็กใหม่นั่นเขียนถูกต้องหรือเปล่า” นักเรียนหญิงคนหนึ่งในห้องพูดเร่งเร้าขึ้นมา
ส่วนคุณครูแซ่จากนั้นพอหายตกตะลึงก็ยกมือขึ้นป้องปากกระแอมไอเบา ๆ ก่อนจะเอ่ยตอบว่า “อื้ม ที่นักเรียนเฟยฉีทำั้แ่วิธีการทำโจทย์ยันคำตอบ ถูกต้องทั้งหมด แต่เป็คนละวิธีกับที่โรงเรียนสอนเท่านั้น”
ได้ฟังคุณครูแซ่จางพูดขึ้นมาเช่นนั้นแล้ว พวกเขาก็พูดไม่ออก
ทั้ง ๆ ที่อยากให้อีกฝ่ายเป็ฝ่ายเสียหน้า แต่พวกเขากลับถูกตบกลับเข้าหน้าอย่างจัง!
“นักเรียนเฟยฉี วิธีที่เธอทำมันยอดเยี่ยมมากเข้าใจง่ายด้วย สมกับมาจากประเทศการศึกษาคุณภาพระดับต้น ๆ ของโลกจริง ๆ” คุณครูหนุ่มแซ่จางเอ่ยชื่นชมเธอเปราะใหญ่
ส่วนฮารุไม่รู้จะตอบอะไร เบะปากอย่างดูถูก ในใจก็คิดว่า โจทย์เด็กอนุบาลแบบนี้ ใคร ๆ ก็ทำได้มั้ย มีแต่พวกปัญญาอ่อนในห้องนี้เท่านั้นแหละที่ว่ายาก
(เอิ่มมม คุณหนูฮารุของนักเขียนขาาา ตัวเธอนั้นไอคิวสูงกว่าคนรุ่นเดียวกัน จะคิดแบบนั้นไม่ดั๊ยยยย)
คุณครูแซ่จางเห็นแววตาดูแคลนของอีกฝ่าย ก็หัวเราะแห้ง ๆ ขึ้นมา พลางหลบสายตาเยาะเย้ยของอีกฝ่าย
นักเรียนคนนี้ของเขา จะต้องไม่ใช่คนธรรมดาแน่นอน เขาฟันธงได้เลย!
ครูแซ่จางกำลังเอ่ยปากสั่งการบ้าน แต่เสียงกริ่งบอกเวลาว่าหมดคาบแล้วดังขึ้นซะก่อน
ก็เลยบอกให้นักเรียนในห้องไปทบทวนโจทย์ในวันนี้แทน จากนั้นก็เดินถือหนังสือออกไป เพื่อจะไปค้นหาอ่านประวัตินักเรียนใหม่ของเขา
ส่วนทางด้านของฮารุ
พอกลับมานั่งที่โต๊ะไป๋จิ่นห้าวก็หมุนเก้าอี้หันมาทางเธอทันที “เจ๋งจังเว้ย ตบหน้าพวกในห้องดังเพี๊ยะ ๆ เลย ฮ่า ๆ สะใจจริงโว้ยย! เห็นไอ้พวกที่ทำเก่งในห้องหน้าเหวอ นี่เป็เวลาประวัติศาสต์ของห้องจริง ๆ” ไป๋จิ่นห้าวพูดอย่างสะใจ
และยังพูดต่อไป
“เออนี่ ขอฉันคารวะเธอเป็ลูกพี่ได้หรือเปล่า ฉันอยากได้การคุ้มครองจากเธอจริง ๆ โดยเฉพาะเื่เรียน”
อ่าาา จะให้เธอตอบว่าอะไรดีล่ะ?
เป็ลูกพี่งั้นเหรอ?
อย่างนั้นเธอก็ต้องหาเด็กเข้าสังกัดเรื่อย ๆ น่ะสิ
เวลาฮารุจะทำอะไรสักอย่าง เธอต้องทำให้คนรู้ว่าเธอยิ่งใหญ่แค่ไหน
ถ้าเป็แบบนั้นคงวุ่นวายชะมัดเลย
แต่คิดถึงคำขอของพ่อ
พ่อของเธออยากให้เธอมีเพื่อนนี่…
จะเอายังไงดีล่ะ?
ยิ่งคิดฮารุก็ยิ่งปวดหัว