จวินหลิงหยางชุนใช้ชายแขนเสื้อซับน้ำตาที่หางตา ดวงตากลมโตน่ารักของเขาแดงระเรื่อ หลังผ่านความทรมานที่ต้องกลืนยาที่แสนขมนั่นลงท้อง ลิ้นเล็กของเขายังคงมีรสชาติน่ากลัวของยาตกค้างอยู่ แม้ว่าเขาจะดื่มนมสองถ้วยเพื่อล้างความขมของยาไปแล้วก็ตาม
ปากเล็กรูปกระจับเม้มแน่นด้วยความรู้สึกคับข้องใจ เขารับรู้ได้ถึงชะตากรรมอันขมขื่นของเขาหลังจากนี้ในอีกสามวัน เมื่อต้องอยู่ร่วมตำหนักกับเสด็จพ่อจนกว่าอีกฝ่ายจะยอมปล่อยตัวเขากลับตำหนักตัวเอง
นอกจากจะต้องกล้ำกลืนดื่มยาแสนขมที่หมอหลวงต้มให้แล้ว เขาคิดว่าตัวเองคงต้องถูกกักตัวอยู่แต่ภายในตำหนักหนักจนเขาเสียโอกาสในการไปแลกเปลี่ยนเมล็ดบัวกับเมล็ดข้าวเป็วัตถุดิบระดับหนึ่งสำหรับทำโจ๊กเมล็ดบัวแสนอร่อยอีกด้วย
แล้วถ้าระบบแจ้งเตือนเขาว่าค้นพบสมุนไพริญญา เขาคงไม่สามารถขัดรับสั่งของเสด็จพ่อเพื่อออกไปทำภารกิจได้แน่นอน
จวินหลิงหยางชุนลอบถอนหายใจเงียบๆ กับตัวเองถึงความโชคร้ายที่เขาได้ประสบ
"เสี่ยวชุน ลูกอยากไปห้องอักษรกับพ่อหรือไม่"
เสียงทุ้มที่ดังขึ้นเหนือหัวทำให้ใบหน้าเล็กหันไปมอง
ั์ตาสีดำที่ยังมีรอยช้ำสีแดงจางๆ กะพริบอย่างมึนงง เรียกความเอ็นดูให้กับผู้ที่เฝ้ามองอยู่
"พ่อกลัวว่าลูกจะเบื่อที่ต้องอยู่แต่ในห้องนี้ ในห้องอักษรมีหนังสืออยู่มากมาย เ้าสามารถเลือกมันสำหรับอ่านแก้เบื่อได้ และหากเ้าไม่เข้าใจตรงจุดไหน ก็สามารถถามพ่อของเ้าได้ พ่อจะช่วยชี้แนะให้เอง"
จวินหลิงจางเสวียนค่อยๆ อธิบายให้เ้าตัวน้อยฟัง
แม้ว่าองค์ชายที่ 13 ปี จะถูกนับว่ากำลังเข้าสู่วัยรุ่นแล้วก็ตาม โดยเฉพาะบุตรชายอีกสี่คนของเขา ที่เริ่มเข้าร่วมการประชุมกับขุนนางั้แ่อายุสิบขวบเสียด้วยซ้ำ
แต่สำหรับฮ่องเต้จวินหลิงจางเสวียนแล้ว เมื่อมองรูปลักษณ์ของเสี่ยวชุน เขาก็อดไม่ได้ที่จะคิดอยู่เสมอว่าอีกฝ่ายยังเป็เพียงเด็กน้อยเท่านั้น อาจด้วยใบหน้าบอบบาง และดวงตากลมโตที่กระจ่างใสราวกับท้องฟ้าในยามรุ่งอรุณ ร่วมกับร่างกายของอีกฝ่ายที่สูงเพียงแค่เอวของเขาเท่านั้น
จึงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่เขาจะยังคิดว่าบุตรชายคนเล็กนี้ยังเป็เพียงเด็กน้อยคนหนึ่ง
ตอนนี้เสี่ยวหย่ง บุตรชายคนโตของเขาซึ่งดำรงตำแหน่งรัชทายาทของแคว้นนั้นสูงเลยเขาไปแล้วด้วยซ้ำ บุตรอีกสามคนก็สูงไล่เลี่ยกับเขาเช่นกัน แม้แต่บุตรชายคนที่สี่ เสี่ยวเฉิง ที่อายุ 17 ปีก็ตาม
ความแตกต่างที่ค่อนข้างมากนี้ เมื่อเขาสังเกตเห็นมันได้อย่างชัดเจน จวินหลิงจางเสวียนก็รู้สึกว่าหัวใจอ่อนยวบ เมื่อได้มองเสี่ยวชุนที่เดินตามเขาเหมือนหางน้อยๆ
ความเร็วในการเดินของผู้เป็บิดาลดลง เมื่อเขาตระหนักได้ว่าเมื่อวานเขาได้ทำผิดพลาดเอาไว้ เขาลดจังหวะการก้าวเดินเพื่อให้เสี่ยวชุนกับเขาเดินอยู่เคียงข้างกัน
ดวงตาสีเข้มก้มมองลูกชายที่เดินด้วยขาสั้นๆ อย่างตั้งใจ มุมปากของเขาก็ยกขึ้นสูง เขายื่นมือของตัวเองเพื่อจับมือเล็กเอาไว้ เมื่อพบว่าเ้าตัวน้อยเพียงแค่หยุดชะงักไปชั่วครู่ ไม่ได้ต่อต้านเขา รอยยิ้มมุมปากบนใบหน้าที่ยังมีความหล่อเหลาจึงกว้างขึ้นกว่าเดิม
กลายเป็ว่าเหมือนเขากำลังจูงมือลูกชาย คิดแบบนี้แล้ว อารมณ์ของเขาในวันนี้จึงดีมากเป็พิเศษ
จวินหลิงหยางชุน เหลือบตาขึ้นมองเ้าของมือใหญ่ที่กุมมือของเขาเอาไว้ ความรู้สึกอบอุ่นแล่นวาบขึ้นในอก บางทีการที่มีคนมองและดูแลเขาเหมือนยังเป็เด็กตัวเล็กๆ ก็ให้ความรู้สึกที่ดี
แม้เขาจะรู้สึกขัดแย้งกับตัวเองที่เคยเป็ผู้ใหญ่วัย 25 ปี แต่เขาที่ขาดการมีปฏิสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดกับครอบครัวมานาน ทว่าก็ปฏิเสธไม่ได้ว่ายังคงมีความรู้สึกโหยหาการดูแลและเอาใจใส่อยู่ในส่วนลึกของก้นบึ้งหัวใจ
เมื่อยอมรับความ้าของตัวเองได้ เวลานี้เขาจึงปล่อยตัวปล่อยใจและผ่อนคลายความรู้สึกของตัวเองมากขึ้น ยินยอมให้เสด็จพ่อจูงมือเขาเป็เด็กๆ แต่โดยดี จากการที่อีกฝ่ายใส่ใจเขาในหลายๆ อย่าง ความรู้สึกไว้ใจและคุ้นเคยจึงเพิ่มขึ้น
ใบหูสีขาวขึ้นสีแดงระเรื่อหลบซ่อนอยู่ภายใต้กลุ่มผมนุ่ม ปากเล็กเม้มเข้าหากันเพื่อปิดบังรอยยิ้มของเขา
ทั้งที่การถูกจูงมือเป็เพียงการกระทำเล็กๆ แต่ก้อนเนื้อในอกก็ราวถูกรดด้วยน้ำที่แสนสดชื่นและทำให้ดอกไม้แสนสวยเบ่งบานอยู่ภายใน
เมื่อขันทีเปิดประตูห้องทรงพระอักษรของบิดา ขาเล็กเดินเข้าไปด้านใน จวินหลิงหยางชุนไม่คิดว่าจะได้พบกับพี่ชายทั้งสี่คนของเขา ที่กำลังนั่งอ่านหนังสือในอิริยาบถต่างๆ ภายในห้องทำงานของบิดา
เหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันว่าจะได้เจอกับคนเหล่านี้มาก่อน เนื่องจากในความทรงจำขององค์ชายห้านั้นเลือนรางมาก เหล่าพี่ชายและมารดาของอีกฝ่ายที่เป็ฮองเฮาหรือพระสนมเคยมาเยี่ยมเขาที่ตำหนักด้วยกันบ้าง
แต่ก็นานมากแล้ว ส่วนมากจะเป็ฮองเฮากับพระสนมที่สลับเวียนกันมาในแต่ละเดือน
ครั้งล่าสุดที่ได้เจอกัน น่าจะเมื่อสามปีก่อน
ดังนั้น ร่างเล็กที่ไม่ทันตั้งตัวจึงทำตัวไม่ถูก เท้าน้อยๆ ที่เดินเคียงข้างบิดา เบี่ยงหลบพากายผอมของตัวเองไปหลบด้านหลังร่างกายสูงใหญ่ของเสด็จพ่อทันที
โดยไม่รู้ตัวว่าการกระทำของตัวเองนั้นดึงดูดสายตาของทุกคนในห้องให้จับจ้องมาเป็พิเศษ
"เสี่ยวชุน?"
จวินหลิงจางเสวียนรู้สึกขบขันกับท่าทางน่าเอ็นดูของบุตรชายคนสุดท้องจนเกือบหลุดหัวเราะออกมา แววตาอ่อนโยนปรากฏขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
คนเป็บิดาของบุตรชายทั้งห้าคน กวักมือเรียกลูกชายตัวโตทั้งสี่คนของเขา ให้เดินเข้ามาหาและทำความสนิทสนมกับน้องชายคนเล็ก
"เสี่ยวชุน ลูกจำพี่ชายของลูกไม่ได้หรือ" จวินหลิงจางเสวียนเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงใจดี
ร่างเล็กที่หลบอยู่หลังบิดา ใช้มือข้างที่ไม่ถูกจับจูง กำเข้าที่ฉลองพระองค์สีทองของบิดาแน่นด้วยความประหม่า เสียงเล็กนุ่มนวลเอ่ยตอบเสียงเบาจนคนในห้องเกือบจะไม่ได้ยิน
"... ลูกจำได้พ่ะย่ะค่ะ"
จวิงหลิงจางหย่ง องค์รัชทายาทแห่งหลานหลิง โอรสพระองค์โตของฮ่องเต้และฮองเฮา ก้มมองก้อนเล็กๆ ที่ติดอยู่ด้านหลีงของเสด็จพ่อ จากนั้นก็หันไปพูดคุยทางสายตาน้องชายทั้งสามของตัวเอง
เมื่อเห็นสายตาที่โยนมาให้เขาเป็คนริเริ่ม คนเป็พี่ใหญ่จึงหันไปมองใบหน้าของเสด็จพ่อ และเมื่อเห็นอีกฝ่ายพยักหน้า เขาก็ย่อกายของตัวเองเพื่อพูดคุยกับน้องชายคนเล็กของตัวเอง ที่เขาไม่ได้เจอกับอีกฝ่ายนาน จนเกือบลืมไปแล้วว่าเขามีน้องชายสี่คน ไม่ใช่สามคน
เขาเผลอหลงลืมใบหน้าของจวินหลิงหยางชุนไปแล้วด้วยซ้ำ
หลังจากเจอกับน้องชายที่มีสุขภาพไม่ดีั้แ่เล็ก ล่าสุดคือเมื่อสามปีก่อน ผ่านมาสามปีดูเหมือนว่าน้องชายคนนี้จะไม่เติบโตขึ้นเลย ดวงตาคมดุที่ได้รับสืบทอดมาจากบิดาเจือแววสงสารและเห็นใจในความโชคร้ายของเด็กคนนี้
"เสี่ยวชุนไม่อยากคุยกับพี่ใหญ่เหรอ" น้ำเสียงของเขาอ่อนลงโดยไม่รู้ตัว
คนเป็พี่ใหญ่ได้รับคำตอบเป็ท่าทางหดคอของน้องชายตัวน้อยก็ถึงกับทำอะไรไม่ถูก
ในฐานะว่าที่ผู้ครองแคว้นคนต่อไป ปัญหามากมายที่เสด็จพ่อมอบหน้าที่ให้เขาจัดการ เขาล้วนสามารถทำให้เสร็จได้อย่างง่ายได้
แต่ทำไมการเกลี้ยกล่อมน้องชายคนนี้จึงดูเหมือนมีอุปสรรคั้แ่แรก
ปีนี้จวินหลินจางหย่งอายุ 25 ปีแล้ว
น้องชายคนรองของเขา จวินหลิงจ้าวเหยียน เกิดจากพระสนมจ้าวกุ้ยเฟย อายุน้อยกว่าเขาเพียง 3 ปี ปีนี้อายุ 22 ปี
น้องชายคนที่สาม จวินหลิงอู๋ซวน เกิดจากพระสนมอู๋เต๋อเฟย ปีนี้อายุ 21
น้องชายคนที่สี่ จวินหลิงจางเฉิง น้องชายที่เกิดร่วมมารดาเดียวกับเขา ฮองเฮาหลิวฟางเซียน พึ่งอายุ 17 ปีเมื่อเดือนก่อน
และน้องชายคนสุดท้ายคนนี้ จวินหลิงหยางชุน อายุ 13 ปี อายุห่างจากเขาถึง 12 ปี เลยทีเดียว และเป็น้องชายที่เขาได้เจอเพียงไม่กี่ครั้ง นับว่าได้ใช้เวลาร่วมกันน้อยสุดเลยก็เป็ได้
น้องชายคนอื่นๆ เนื่องจากโตมาไล่เลี่ยกัน และได้เข้าร่วมมีส่วนในการเรียนรู้งานในส่วนของการปกครองกับเสด็จพ่อ พวกเขาจึงสนิทสนมกันค่อนข้างมาก
ดังนั้น ในเวลานี้เมื่อต้องเผชิญหน้ากับน้องชายที่เขาไม่คุ้นเคย เขาจึงค่อนข้างทำตัวไม่ถูก
องค์รัชทายาทหันไปขอความช่วยเหลือจากบิดา และน้องชายอีกสามคนที่ยืนมองมาทางเขาด้วยความสนใจเพื่อให้อีกฝ่ายทำอะไรสักอย่าง
สุดท้ายคนที่ขยับตัวมาช่วยเขาคือน้องชายคนที่สี่ เสี่ยวเฉิง
จวินหลิงจางหย่งมองน้องสี่ของตัวเองขยับมานั่งย่อกายข้างเขา เพื่อคุยกับเ้าตัวเล็กที่กอดขาท่านพ่อแน่น ไม่ยอมโผล่หน้าออกมาให้พวกเขาได้เห็น
"เสี่ยวชุน ยืนอยู่อย่างนี้ไม่เมื่อยเหรอ ให้พี่สี่พาไปนั่งดีไหม พี่ได้ข่าวมาว่าน้องพึ่งหายป่วย ไปนั่งกับพี่สี่ตรงนั้นดีกว่า"
ดูเหมือนว่าคำพูดของเขาจะได้ผล เมื่อน้องชายตัวน้อยยอมโผล่หน้าที่ซุกต้นขาของบิดา หันมามองยังพวกเขา
จวิงหลิงจางเฉิงที่สารภาพว่าเขาลืมใบหน้าของน้องคนนี้จนหมดสิ้น เมื่อได้เห็นใบหน้าของน้องชายอีกครั้ง เขาก็ระลึกความทรงจำเมื่อหลายปีก่อนของตัวเองได้ทันที
เด็กตัวน้อยที่มีใบหน้าซูบผอม มีผิวสี่ขาวซีดทั่วร่างกาย สิ่งที่โดดเด่นบนดวงหน้าคือดวงตากลมโตดำขลับที่ล้อมรอบด้วยแพจนตางอนยาว และปากรูปกระจับที่ไร้สีเื
ร่างกายเล็กบางจากอาการป่วยของอีกฝ่ายนั้นแทบไม่ขยับตัวเลยด้วยซ้ำ ยามพูดคุยกับมารดาของเขาก็เต็มไปด้วยประหม่าด้วยน้ำเสียงเล็กเหมือนลูกแมวที่เขาเคยเห็นจากสัตว์เลี้ยงของสนมของเสด็จพ่อ
เนื่องจากทุกครั้งที่เจออีกฝ่ายมักอยู่บนเตียง เขาพึ่งรู้ว่าน้องชายของเขาตัวเล็กถึงเพียงนี้ ทั้งที่อายุอ่อนกว่าเขาแค่ 4 ปี เท่านั้น
ตอนเขาอายุ 13 ส่วนสูงของเขาพุ่งขึ้นสูงจนเกือบเลยไหล่ของเสด็จพ่อด้วยซ้ำ
เมื่อดวงตาของเขาประสานเข้ากับดวงตากลมโตของน้องชายคนนี้ ความรู้สึกเอ็นดูก็เข้าครอบงำเขาทันที
จวินหลิงจางเฉิงยื่นมือไปตรงหน้าน้องชาย เขาไม่ได้เอ่ยเร่งเร้า ทำเพียงเฝ้ารอการตัดสินใจของอีกฝ่ายเงียบๆ
เมื่อเห็นน้องชายเงยหน้าขึ้นไปมองเสด็จพ่อและกลับมาจ้องเขาอีกครั้ง ดวงตาน่ารักหลุบต่ำจนเห็นแพนตายาว ใบหน้าขาวเจือสีแดงระเรื่อที่แก้มจนสังเกตเห็นได้ชัด
จวินหลิงจางเฉิงรู้สึกว่าหัวใจของเขาเต้นแรงทันที เมื่อมือเล็กของน้องชายปล่อยมือจากเสด็จพ่อและวางลงบนมือที่ใหญ่กว่าของเขา
เขากุมมือของน้องชายที่สามารถคลุมมือน้อยได้ทั้งหมดอย่างแ่เบาและระมัดระวัง
จวินหลิงจางเฉิงเคยอยากเลี้ยงลูกแมวมาก่อน แต่มารดาของเขาไม่ชอบแมว เขาจึงล้มเลิกความคิดของตัวไป
เขาอยากััอุ้งเท้าของสิ่งมีชีวิตขนฟูขนาดเล็กมาตลอดว่าจะรู้สึกอย่างไรเมื่อได้ััเ้าตัวสี่ขาแสนน่ารัก
ทว่าตอนนี้ เมื่อได้ััและกอบกุมมือเล็กของน้องชายไว้ในฝ่ามือ
เขาคิดว่าสามารถเทียบเคียงได้กับเ้าสัตว์ก้อนขนได้แน่นอน
องค์ชายสี่มีความคิดหนึ่งขึ้นมาในใจ
น้องชายคนนี้ของเขาค่อนข้างน่ารักเหมือนลูกแมวไม่มีผิด
แม้ว่าเขาจะเลี้ยงลูกแมวไม่ได้
แต่เขาสามารถเลี้ยงน้องชายตัวน้อยคนนี้ได้!
จวินหลิงจางเฉิงได้ตั้งปณิธานของตัวเองไว้ในใจเงียบๆ
Talk : เกือบมาส่งไม่ทันเที่ยงคืน ขอให้สนุกกับการอ่านค่ะ