ลมเย็นในตอนกลางคืนผัดผ่านช่องหน้าต่างที่เปิดโลงข้างหนึ่งได้ยินเสียงลมหวีดร้องอยู่เป็ระยะๆ ตลอดคืน ไม่ใช่มีแต่ประตูที่คลอนแคลนทรุดโทรมหากแต่หน้าต่างยังหายไปบานหนึ่ง
ภายในห้องมืดสลัว ั์ตาสุกใสคู่หนึ่งมองจ้องเตียงนอนอีกฝั่งจากใต้บานหน้าต่างมุมเดียวที่นางสามารถขดตัวหลบลมเย็นได้
ย่ำรุ่งวันต่อมาต๋าฮวนใช้ฝักดาบสะกิดบนหมอนปลุกเด็กหนุ่มซึ่งยังนอนขดตัวอยู่บนพื้นให้ตื่นขึ้นมาล้างหน้าเตรียมเก็บของเพื่อออกเดินทางั้แ่ฟ้ายังไม่สว่าง
“ตื่น..ตื่นได้แล้ว” เขาเอ่ยเรียกแต่เด็กหนุ่มกลับปัดฝักดาบที่สะกิดอยู่บนศีรษะออกด้วยท่าทีรำคาญเต็มทนคนที่ซุกตัวอยู่ใต้ผืนผ้าห่มดึงเอาปลายผ้าขึ้นมาคลุมทับซ่อนตัว
หลายวันที่ต้องคอยหลบซ่อนตัวนางไม่เคยหลับตาลงเลยซักคืน
“ฟ้ายังไม่ทันสว่างอย่ามายุ่งกับข้า”เสียงเล็กเอ่ยไล่ ดึงผ้าห่มคืนมาจากมือต๋าฮวนครานี้คลุมทับปิดไปถึงใบหน้าขดตัวหันหลังให้เขา
ต๋าฮวนต้องเลิกคิ้วด้วยความประหลาดใจก่อนจะยกยิ้มพรายมองคนบนพื้น
“พอออกจากเมืองหลวงได้แค่วันเดียวชักพูดจาไม่เข้าหูข้าเสียแล้ว วันนี้ไม่ได้สั่งสอนเ้าคงผิดต่อบรรพบุรุษข้าแล้ว”
ชายหนุ่มคุกเข่าลงกับพื้นจับหูคนในผ้าห่มบิดไปบ่นไปไม่ออมแรงจนซุนหลิงหลันต้องร้องดิ้นโวยวายต่อว่าเขาไม่หยุด เสียงดังไปถึงด้านนอก
“ปล่อยนะ ปล่อยข้าข้าเจ็บเ้าคนถ่อย ปล่อยข้า”
“เกิดอะไรขึ้น”จางมู่หานผลักประตูเข้ามาในห้อง มองภาพคนทั้งสองกำลังยื้อยุดฉุดดึงกันอยู่บนพื้นคนของเขาใช้มือบิดหูเด็กหนุ่มจนขึ้นสีทางคนตัวเล็กกว่าพยายามดึงมือต๋าฮวนออกจากหูตนเองริมฝีปากบางร้องต่อว่าต๋าฮวนไม่หยุด
“ลุกขึ้นมาล้างหน้าล้างตาได้แล้วอย่าทำให้ข้าเสียเวลา” จางมู่หานเอ่ยย้ำ ก่อนที่เขาจะหันหลังเดินออกจากห้องไปพร้อมต๋าฮวน
สายตาของบุรุษทั้งสองมองตามบานประตูถูกกระแทกปิดเสียงดังโดยคนข้างในด้วยความไม่พอใจเมื่อคืนตอนกลางดึกจู่ๆ เด็กหนุ่มก็ร้องโวยวายละเมอเสียงดังฟังไม่เป็คำพูดไปจนถึงห้องข้างๆ ใจความเดียวที่ทุกคนฟังออกคือ“อย่าทิ้งข้าไป อย่าทิ้งข้าไว้คนเดียว” ทั้งส่งเสียงร้องไห้สะอึกสะอื้นอยู่นาน
ท่าทางแข็งกร้าวต่อผู้ร่วมทางอ่อนวัยจึงเริ่มอ่อนลงเป็อย่างมาก
“ท่านลุง ท่านทำความผิดอะไรหรือพวกเขาถึงได้มัดท่านไว้เช่นนี้”
ซุนหลิงหลันเอ่ยถามผู้ร่วมเดินทางอีกคนบนเกวียนม้าตัวเดียวกับนางชวนเขาคุยคลายเหงา อาจเป็เพราะบุรุษวัยกลางคนมีดวงตาอบอุ่นคล้ายท่านอาของนางอยู่ไม่น้อยซุนหลิงหลันจึงรู้สึกใกล้ชิดกับเขา
“ผิดที่เกิดความโลภอยากได้เงินทองโดยไม่สนที่มาของเงิน”
“ผู้ใดไม่้าเงินทองผู้ใดไม่้าความสุขในชีวิต ข้าเองก็้า”
“ข้าฆ่าคนเพื่อเงินทอง”ดวงตาที่เคยเหม่อลอยเอาแต่จ้องมองท้องฟ้าและปุยเมฆ หันมาสบตากับเด็กหนุ่มเขาอยากรู้..เด็กหนุ่มจะหวาดกลัวรังเกียจเขาเหมือนผู้อื่นหรือไม่
“ข้าเข้าใจเพราะยามนี้ข้ายากจนข้นแค้นเช่นกัน ทว่าข้าไม่้าเงินทองสิ่งที่ข้า้าเป็สิ่งอื่น และข้าไม่คิดลังเลหากต้องข้ามศพผู้อื่นหรือตัวข้าเองเพื่อให้ได้มันมา”
คำพูดของซุนหลิงหลันไม่ใช่ติดอยู่ในห้วงความคิดของนักโทษวัยกลางคนเพียงผู้เดียวทว่าจางมู่หานและผู้ติดตามทั้งสองเองก็ได้ยินชัดเจน
“แต่หากไม่ถึงที่สุด..ข้าย่อมไม่อยากทำหากมีทางเลือกอื่น ข้าจะยอมเดินเลี่ยง”
“เดินเลี่ยงข้าเองก็อยากทำเช่นนั้น ทว่า..ลูกเมียข้าคงต้องเดือดร้อน”
“ผู้ว่าจ้างของท่านคงใหญ่โตไม่น้อยคนใหญ่โตไหนเลยจะมีแต่มิตรไร้ศัตรู ความเกลียดชังไม่เข้าใครออกใคร”
“ผู้มีอำนาจ ไหนเลยจะไว้ใจได้”คนอายุมากกว่าสวนตอบกลับมา
“มิใช่ยอมทำตามเพื่อสวามิภักดิ์ทว่าเพื่ออิสรภาพ ข้อเสนอที่พวกตาเฒ่าหิวอำนาจเงินทองไม่ขาดทุนแม้แต่น้อย”
“..หาอิสรภาพจากฝั่งตรงข้ามอย่างนั้นหรือ”เสียงแหบแห้งพึมพำกับตนเอง
“อีกไม่เกินสามวันคงถึงเถียนไท่”ต๋าฮวนมองออกไปตามเส้นทางบนเชิงเขา มุ่งหน้าขึ้นทางทิศเหนือ เขาหักม้ากลับเข้าเส้นทางวิ่งตามหลังจนทันขนาบข้างกับเกวียนไม้ที่ซุนหลิงหลันนั่งอยู่มองนางพยายามกรอกน้ำเข้าปากนักโทษของพวกเขาอย่างทุลักทุเล
เขาชะลอม้าพูดกับเด็กหนุ่ม “สิ้นเปลืองหากน้ำเ้าหมดระหว่างทางอย่ามาร้องโวยวายเอากับข้า”
“ข้ากลัวเขาจะตายก่อนพวกท่านได้สอบสวนหาความ”นางเก็บถุงน้ำลงข้างตัวกางผ้าโพกศีรษะให้เป็เงาบังแดดเผื่อแผ่ไปถึงท่านลุงในม้วนผ้า
ครั้นเมื่อทางด้านหน้ามีเสียงฝีเท้าม้าวิ่งใกล้เข้ามาต๋าฮวนจึงละความสนใจจากทั้งสอง ควบม้าเข้าขนาบข้างจางมู่หาน
ชายหนุ่มสองคนสวมใส่เสื้อผ้าคล้ายชาวบ้านวิ่งม้ามาจากทางอำเภอด้านหน้าเอ่ยรายงาน “แจ้งคุณชาย มีกลุ่มคนมาตามหาคณะเดินทางของเราอยู่ในตัวอำเภอ”
“เอาเถิด..อุตส่าห์ตามมาทักทายจากเมืองหลวงข้าก็จะเล่นเป็เพื่อน มากันกี่คน” จางมู่หานไม่ยี่หระมุมปากเขาเผยอยกขึ้นราวกับรู้อยู่ก่อน
“มากกว่าสิบขอรับ”
เพราะคำว่ามากกว่าสิบ ซุนหลิงหลันเริ่มกวาดสายตานับผู้ติดตามของจางมู่หานอยู่เงียบๆพลันสบถขึ้นมาในใจ สี่..รวมตัวเขาแล้วนับเป็ห้า นี่มันหายนะชัดๆ
หน้าโรงเตี๊ยมขนาดกลางเมื่อเทียบกับเมืองหลวงหากแต่สำหรับอำเภอห่างไกลแห่งนี้นับได้ว่าใหญ่โตมีชื่อเสียงที่สุดซุ้มประตูรับแขกทำจากไม้แดงทั้งต้น ป้ายแผ่นใหญ่แกะสลักฝีมือละเอียดลออตัวอักษรพลิ้วไหวดังสายน้ำ มองผ่านประตูเข้าไปเห็นพื้นไม้ยกสูงเคลือบขัดเป็มันขนาบข้างทางเดินทั้งสองฝั่ง โต๊ะเก้าอี้แกะสลักลายเข้าชุด นกยูงฟ้อน ยวนยางร่ายรำ
น่าเสียดายสิ่งของเหล่านี้กำลังจะมลายกลายเป็เพียงเศษไม้ไร้ค่า
ซุนหลิงหลันมองจางมู่หานออกคำสั่งคนสนิทให้ไปเตรียมกับดักล่อผู้มาเยี่ยมเยือนก่อนจะเบือนหน้ามองไปทางเถ้าแก่วัยกลางคน ผู้ทำเื่ผิดปาปให้ฟ้าดินไม่พอใจเป็ผู้ถูกลงทัณฑ์เฉกเช่นเดียวกับนาง เถ้าแก่ช่างอับโชค
แววตาเห็นอกเห็นใจของเด็กหนุ่มตกอยู่ในสายตาของนักโทษอีกคนเขาแค่นเสียงเอ่ย “ของนอกกาย ยังมีลมหายใจก็หาใหม่ได้เทียนของเ้ายังหม่นแสงยิ่งกว่าเขา..รู้ตัวหรือไม่”
ซุนหลิงหลันหันมองลุงนักโทษใบหน้าบ่งชัดนางไม่เข้าใจ เขากำลังจะบอกอะไรกับนางกันแน่บุรุษวัยกลางคนกลอกตาไปรอบๆ คราหนึ่ง ก่อนจะออกแรงพลิกตัวเข้าใกล้ซุนหลิงหลันกระซิบพูดกับนางด้วยน้ำเสียงจริงจัง
“อย่าได้ไว้ใจพวกเขายามคับขันต้องรู้จักเอาตัวรอด หากหนีไปได้ หากว่ามีโอกาส..จงไปซะอย่าได้หันกลับมาอีก”
คำเตือนของลุงนักโทษวิ่งพล่านอยู่ในหัวนางฟังเสียงรอบตัวไม่ได้ยิน ควรทำเช่นไร หรือนางควรหนีไปก่อนจะถึงเถียนไท่อย่างที่เขาเอ่ยเตือน
“เข้าไปข้างใน”
คำสั่งของจางมู่หานไม่เข้าหูซุนหลิงหลันแม้แต่น้อยนางฟังไม่ได้ยิน จนกระทั่งจางมู่หานคว้าจับต้นแขนนางเอาไว้
ซุนหลิงหลันส่ายหน้าพรืดแขนยังกอดขอบไม้กันตกของเกวียนไว้แน่นไม่ยอมปล่อย พวกเขาจะล่อศัตรูมาฆ่ามาแกงทำไมนางต้องเข้าไปเป็เหยื่อล่อให้พวกเขาด้วย จะล่อสุนัขมักมาตีในสิบชุ่น มันเกี่ยวอะไรกับนางพวกเขาอยากจะมองตาใกล้ชิดศัตรู ก็ทำไปสิ
ทว่านางก็ทำได้แค่พูดกับตนเองเงียบๆ ในใจขืนตัวไม่ยอมปล่อยมือไปตามแรงดึงของจางมู่หาน
“ปล่อยมือเ้าอย่าได้ทำให้ข้าเสียเวลา”
น้ำเสียงกดลึกดังอยู่ไม่ไกลจางมู่หานออกแรงดึงมือนางออกจากราวกั้นเกวียนผลสุดท้ายซุนหลิงหลันก็ปลิวไปตามแรงของอีกฝ่ายด้วยกลัวคมดาบที่จางมู่หานดึงออกมาขู่
“หากเกิดเื่เ้าก็รีบหาที่ซ่อนตัวอย่าได้ออกมาจนกว่าข้าจะเรียก”
เช่นนั้นเหตุใดไม่ปล่อยให้นางไปหาที่ซ่อนตัวเสียั้แ่ตอนนี้
ซุนหลิงหลันเถียงขึ้นมาในใจคีบชิ้นปลาเข้าปากแล้วเคี้ยวมันด้วยความคับข้องใจ รีบโกยข้าวตามเข้ามาทันทีนี่อาจเป็อาหารมื้อสุดท้ายของนางแล้วก็เป็ได้
นางแอบเหลือบมองชายหนุ่มเ้าของคำพูดเขายกถ้วยช้าขึ้นจิบช้าๆ ไม่รีบร้อน ไร้ซึ่งทีท่าแห่งความวิตกกังวล ตัวเขาและคนสนิทผู้ร่วมโต๊ะทั้งสองไม่สนใจอาหารตรงหน้าจึงมีเพียงซุนหลิงหลันคีบอาหารทุกจานกินอยู่คนเดียว
ข้าวในถ้วยยังพร่องไปไม่ถึงครึ่งคนชุดดำมากกว่าสิบคนต่างก็กรูกันเข้ามายืนปิดทางเข้าทั้งด้านหน้าและด้านหลังตะเกียบไม้ในมือซุนหลิงหลันหลุดร่วงตกกระทบกับโต๊ะ เสียงที่ควรจะดังเพียงแค่ลมพัดผ่านสะท้อนดังราวกับพายุถล่มท่ามกลางบรรยากาศตึงเครียด
“หยุดกินได้แล้ว ไป..ไปหาที่ซ่อน”
จางมู่หานบอกกับซุนหลิงหลันทว่าตัวเขายังคงนั่งอยู่กับที่ไม่หวั่นเกรงต่อจำนวนศัตรูที่มากกว่าผู้ติดตามฝั่งตนเองเกินกว่าครึ่งซุนหลิงหลันหันมองไปรอบตัวเห็นว่าผู้ติดตามของจางมู่หานดูนิ่งสงบไม่ต่างจากผู้เป็นายนางจึงตัดสินใจล้วงหยิบซองจดหมายไม่จ่าหน้าแอบยืนให้จางมู่หานจดหมายที่นางโกหกว่าเผาไปแล้ว แท้จริงนางแค่สลับซองด้านนอก
“เ้ายังไม่ได้อ่าน..”
ซุนหลิงหลันส่ายหน้าแทนคำตอบหอบผ้าคลุมตัวหนาเดินหลบเลี่ยงไปหาที่ซ่อนตัวด้านหลังถึงอย่างไรจางมู่หานก็ช่วยพานางออกมาอย่างที่รับปาก ตลอดการเดินทางอาหารการกินไปจนถึงที่นอน นางล้วนได้รับอานิสงส์เป็อย่างดีหากเขาไม่อาจรอดชีวิตไปได้ ถือเสียว่านางและเขาไม่มีสิ่งติดค้างต่อกัน
บรรยากาศเงียบสงัดก่อตัวได้ไม่นาน เสียงดาบปะทะกันก็ดังต่อเนื่องไม่หยุดควบคู่มากับเสียงร้องโอดครวญด้วยความเ็ป ยิ่งฟังยิ่งสะท้านหวาดกลัวอยู่ในอกซุนหลิงหลันก้มตัวหมอบต่ำอยู่หลังโต๊ะเก็บเงินนับแกะในหัวไปได้กว่าหนึ่งพันตัวแล้ว แต่เสียงการต่อสู้ยังคงไม่หยุดลงนางอดทนอยากรู้สถานการณ์ด้านนอกไม่ไหวแอบมองผ่านรอยแตกของแผ่นไม้ที่ใช้ตีกั้นปิดใต้โต๊ะออกไป ช่างถูกเวลาฉีหลุนตกเป็เป้าอยู่ในระยะเล็งเกาทัณฑ์ของอีกฝ่าย
ชายหนุ่มพูดน้อยผู้ที่นางแทบไม่เคยได้เปิดปากสนทนาด้วยเขากำลังถูกลูกเกาทัณฑ์มุ่งเป้าจากด้านหลังเพราะความวุ่นวายของเ้าไก่หลายสิบตัวที่ถูกคมดาบปล่อยให้เป็อิสระจากข้องไม้ไผ่ก่อนที่พวกมันจะถูกส่งตัวถึงที่หมาย ขนของมันปลิวกระจัดกระจายไปทั่วบริเวณบดบังสายตาฉีหลุน
หากหนีไปได้ หากว่ามีโอกาส..จงไปซะอย่าได้หันกลับมาอีก คำพูดของลุงนักโทษดังสะท้อนขึ้นมาอีกครั้งนางควรใช้โอกาสนี้หนีไป หรือควรจะช่วยเขา
“เ้าไก่โง่ น่าฆ่าให้ตายนัก”หนึ่งในผู้ติดตามของจางมู่หานซึ่งติดพันอยู่ท่ามกลางดงขนไก่ร้องะโขึ้นมาอย่างหัวเสีย
คำพูดของเขาราวกับมาสะกิดแผลในใจนางเพิ่งถูกสหายสนิทต่อว่า ทั้งยังถูกเด็กตัวจ้อยฟันน้ำนมล้อเลียน ยามนั้นราวกับมีกองไฟสุมอยู่ในอก
ซุนหลิงหลันหลงลืมตัวไปชั่วขณะคลานออกมาหยิบเกาทัณฑ์บนพื้นไม่ไกลที่ซ่อนง้างจนสุดสาย
“ข้าซุนหลิงหลัน มิใช่ไก่โง่”เสียงพูดพึมพำที่ไม่มีใครได้ยินดังขึ้นพร้อมกับลูกเกาทัณฑ์ที่พุ่งออกไปเสียบทะลุต้นแขนของคนชุดดำจนเขาต้องปล่อยคันธนูในมือทิ้ง
ฉีหลุนที่รู้ตัวเพราะลูกเกาทัณฑ์ของอีกฝ่ายยิงพลาดห่างจากตัวเขาไปไม่ไกลหันกลับมาปลิดชีพคนด้านหลังในดาบเดียวร่างสูงใหญ่นอนดิ้นกระตุกเกร็งเหมือนดั่งปลาขาดน้ำ ลำคอของเขามีาแลึก เืไหลนองออกมาเหมือนดั่งตาน้ำผุดทำเอาซุนหลิงหลันเข่าอ่อน ทรุดลงนั่งกองอยู่บนพื้น
เพราะมัวแต่ตื่นใกับเหตุการณ์ตรงหน้าซุนหลิงหลันไม่ทันมองเห็นคมดาบที่พุ่งตรงเข้าหานางจากด้านหลังอีกเพียงเสี้ยวเวลาคมดาบก็จะกลืนกินนางแล้ว หากไม่ได้จางมู่หานเข้ามาขวางเอาไว้นางคงมีสภาพไม่ต่างจากศพที่นอนเรียงรายเกลื่อนพื้นอยู่เบื้องหน้า
เขาคว้าแขนซุนหลิงหลันให้ลุกยืนก่อนจะลากนางมาหลบหลังโต๊ะตัวเดิมอีกครั้ง
“เป็ลูกผู้ชายเหตุใดมานั่งร้องไห้น่าเวทนานัก” ต๋าฮวนอยู่ไม่ไกลทันได้เห็นเหตุการณ์เข้ามาตบไหล่บางอย่างแรงเพื่อเรียกสติ จนตัวนางเซถลาหน้าคว่ำไปตามแรงฝ่ามือ
ซุนหลิงหลันเพิ่งกระจ่างใจก็ตอนนี้ถึงเหตุผลที่พวกดูจะไม่เกรงกลัวจำนวนที่มากกว่าของอีกฝ่ายขาที่ก้าวเดินไม่ได้จะมีประโยชน์อะไร มือที่ไม่อาจกำดาบจะป้องกันตนเองได้อย่างไรเป็ศัตรูกับพวกเขาช่างน่าเวทนา
ทุกการเคลื่อนไหวกระชั้นชิดเลือกลงดาบในจุดตายและเส้นเอ็น การลงดาบของพวกเขารวดเร็ว แม่นยำ และโเี้เพลงดาบของพวกเขาดูไม่คล้ายการฝึกจากค่ายทหารแม้แต่น้อย หนักแน่นดุจเปลวไฟว่องไวดั่งสายลม หากแต่สำคัญที่ลอบกัด อาศัยทีเผลอ
“ข้าไม่อยากพบเ้าหน้าที่อำเภอนี่ก็ยามโฉ่ว [1] แล้ว พวกเ้านำเงินค่าเสียหายไปให้หลงจู๊ [2] ”
“ขอรับ”
“ส่วนเ้ามานี่”จางมู่หานชี้มือมาทางซุนหลิงหลัน นางนั่งขดตัวอยู่ข้างโต๊ะตัวสั่นเทิ้มมองร่างแน่นิ่งจมกองเืห่างออกไปไม่ไกล พวกเขาบางคนยังมีลมหายใจกระเสือกกระสนหาหนทางหนี
แขนขานางอ่อนแรง แม้จะฝืนตัวลุกขึ้นยืนได้แต่ขากลับก้าวไม่ออก เพียงแค่จางมู่หานตวัดหางตามองมาขนอ่อนบนหลังคอต่างพากันลุกตั้งก่อนหน้าซุนหลิงหลันก็หวาดกลัวเขาเป็ทุนเดิมอยู่แล้ว ยามนี้ยิ่งอยากหนีไปให้ไกลไม่อยากร่วมทางกับเขาอีก
“ข้า..ข้าก้าวขาไม่ออก”
จางมู่หานได้ยินเช่นนั้นก็หรี่ตามองด้วยสายตาราบเรียบแฝงด้วยแววหงุดหงิด
“เดินมา”เขาเริ่มกดเสียงต่ำสะกดกลั้นอารมณ์ ทั้งใช้สายตาข่มขู่อย่างที่ไม่เคยทำมาก่อนยามนี้จางมู่หานไม่อาจควบคุมตนเองให้ปั้นหน้าดังเช่นยามปกติได้
แต่ใช่ว่าซุนหลิงหลันอยากจะขัดขืนนางขยับตัวไม่ได้ “ข้า..ข้าไม่ไปกับท่านแล้ว”
ไม่รู้ว่านางหวาดกลัวจนเสียสติหรือใจกล้าไม่ถูกเวลา ถึงได้พูดเช่นนั้นออกไป
จางมู่หานก้มหน้าลงซ่อนรอยยิ้มเขาถอนหายใจระบายความหงุดหงิดออกมาเสียงดัง ยิ่งจางมู่หานสาวเท้าประชิดเข้ามาซุนหลิงหลันยิ่งถอยหนี แรงกระชากทำให้นางเสียหลักล้มเข้าสู่อ้อมแขนจางมู่หานเขาอุ้มนางขึ้นแนบอก เหมือนเขากำลังอุ้มบุตรชายตัวน้อยเดินออกมาหน้าโรงเตี๊ยมเหวี่ยงนางขึ้นม้าก่อนที่เขาจะตามขึ้นมา
สองอำเภอตั้งอยู่ไม่ห่างไกลกันนักแต่สำหรับซุนหลิงหลันเหมือนนานแรมปี
เสียงเคาะประตูปึงปังหน้าห้องดังขึ้นไม่หยุดจนบานประตูถูกเปิดออกจากด้านในต๋าฮวนยื่นเสื้อผ้าชุดใหม่ซึ่งเขาเพิ่งไปหาซื้อมาให้เด็กหนุ่มตามคำสั่งผู้เป็นายเหตุการณ์ในวันนี้ยิ่งทำให้ต๋าฮวนดูเป็มิตรกับคนอ่อนกว่าน้ำเสียงที่ใช้จึงอ่อนลงจนไม่เหลือเค้าความไว้ตัวเหมือนเช่นวันแรก
“จัดการธุระส่วนตัวของเ้าให้เรียบร้อยแล้วลงไปข้างล่าง”
“ข้ากินอะไรไม่ลง”เ้าของใบหน้าซีดเซียวเอ่ยบอกออกไปตามตรง “ขืนกินเข้าไป ข้าคงอาเจียนออกมาจนหมด”
“ตามใจเ้า”
คล้อยหลังต๋าฮวนหลังจากเขาปิดประตูออกไปได้ไม่นาน เสียงเคาะประตูหน้าห้องก็ดังขึ้นอีกเพียงครั้งเดียวก็เงียบลง ซุนหลิงหลันรีบลนลานสวมเสื้อผ้าชุดใหม่เข้าไปทันทีนางเสียเวลาพันผ้ารอบอกที่เริ่มหลุดลุ่ยอยู่นานเพราะไม่มีคนช่วย
“เหตุใดต้องลงกลอน”
“ข้า..ข้ากลัวคนพวกนั้นจะมากันอีก”นางหลุบสายตาหลบเลี่ยง ลอบยกมือขึ้นปาดเหงื่อที่ผุดพรายออกมา
“หรือเ้าคิดว่าประตูบานนี้จะกันพวกเขาไม่ให้เข้ามาได้”
ซุนหลิงหลันไร้คำตอบในสิ่งที่เขาถามเพียงคลี่ยิ้มบางอยู่เงียบๆ นี่เป็ครั้งแรกที่นางได้พูดคุยกับฉีหลุนเขาดูอ่อนกว่าต๋าฮวนและผู้เป็นายอย่างจางมู่หานอยู่นิดหน่อยทว่าดูสุขุมใจเย็นกว่าต๋าฮวนอยู่มากโข
“ดื่มแล้วนอนซะ”
ถ้วยนมร้อนบนถาดไม้ถูกยื่นมาจ่ออยู่ตรงหน้าซุนหลิงหลันคิดขำอยู่ในใจ หรือนี่คือวิธีการขอบคุณของเขานางไม่อิดออดยกถ้วยนมขึ้นเป่าไล่ความร้อนแล้วดื่มมันจนหมด ได้ดื่มนมร้อนๆคงช่วยให้คืนนี้หลับสบายขึ้นมาก หากแต่คำพูดต่อมาของฉีหลุนได้ทำให้นมในถ้วยมีรสชาติฝืดคอขึ้นมาทันควัน
“ดื่มให้หมดอย่าให้คำสั่งของคุณชายเสียเปล่า”
“เสียเปล่า..”ซุนหลิงหลันทวนคำไม่เข้าใจ
“อำเภอเล็กๆ ห่างไกลเช่นนี้ไม่ใช่เ้าคิดอยากจะดื่มนมเวลาไหนก็ได้ดื่ม”
ซุนหลิงหลันพยักหน้าว่านางเข้าใจแต่นางไม่ได้ร้องขอให้นายของเขาไปหานมมาให้ดื่มเสียหน่อย คนพวกนี้เอาแต่สั่งหรือไม่ก็ข่มขู่นางจนเคยชิน
“เ้าเข้าไปทำแผลให้คุณชาย”ต๋าฮวนก้าวออกจากห้องข้างๆ เอ่ยบอกอย่างรีบร้อนสบตาสื่อความนัยบางอย่างกับคู่หูของเขา แล้วพากันเดินจากไปทิ้งซุนหลิงหลันผู้ไม่เข้าใจสถานการณ์ไว้ข้างหลังตัวคนเดียว
“ข้า..ข้าหรือ” คราแรกนางอยากจะหาคำกล่าวอ้างหลบเลี่ยงแต่กว่าตัวนางจะทำใจกล้าเปล่งเสียงออกมาได้ ทั้งสองก็เดินหายไปกันแล้ว
ซุนหลิงหลันจำใจต้องก้าวมาเคาะประตูห้องจางมู่หานอย่างอ้อยอิ่ง
“ท่านต๋าฮวนให้ข้ามาทำแผลให้ท่าน”
“เข้ามา”
ภายในห้องจางมู่หานยืนเอนกายอิงอยู่กับโต๊ะกลางห้อง เท้าแขนข้างที่มีรอยแผลเป็ทางยาวอยู่กับโต๊ะปล่อยให้เืที่ยังไม่แห้งดีไหลลงมาตามท่อนแขนจนถึงมือหลังเหมือนว่าเขาไม่รู้สึกรู้สาถึงความเ็ป
ซุนหลิงหลันชุบผ้าสะอาดลงในอ่างน้ำทำใจอยู่นานกว่าจะขยับมือเช็ดทำความสะอาดาแ มือนางสั่นจนร่างสูงรู้สึกได้แม้ว่าเขาจะไม่ได้ก้มลงมองในคราแรก ภายในห้องอันเงียบงันซุนหลิงหลันรู้สึกได้ถึงสายตาของชายหนุ่มที่กำลังมองจับผิด แต่แกล้งทำเมินเฉยรีบทำแผลใส่ยาให้เขาแล้วกลับห้องโดยไร้คำพูด
มือที่เคยขาวสะอาดของนางเริ่มมีสีคล้ำขึ้นทุกวันแม้ไม่ได้เอาชีวิตใคร แต่นางได้ทำร้ายผู้อื่นจนเืตกยางออก ทั้งขโมยของทั้งทำร้ายผู้อื่น ต่อให้หลับตาหลีกหนีความจริงตรงหน้าได้หนึ่งคืนแต่เมื่อลืมตาตื่นขึ้นมา ภาพฝันเ่าั้ยังคงไม่จางหายไปหลายวันมานี้รุ่งเช้ามักจะวนมาถึงเร็วอยู่เสมอ
“เหตุใดต้องไปถึงเถียนไท่”ต๋าฮวนง่วนอยู่กับการเก็บสัมภาระขึ้นม้า แต่ปากก็ยังชวนเด็กหนุ่มคุยไม่หยุด
“ข้าต้องไปพบคนรู้จัก”
“คราวที่แล้วบอกเป็ญาติคราวนี้เป็แค่คนรู้จักไปเสียแล้ว” เ้าของคำถามหัวเราะในลำคอไม่จริงจังโยนดาบสั้นยาวประมาณสักครึ่งข้อแขนซึ่งยังเก็บอยู่ในฝักให้ซุนหลิงหลัน
“เ้าจับดาบให้มันแน่นมือหน่อยขืนเป็เช่นนี้รับดาบครั้งเดียวดาบเ้าก็หลุดมือแล้ว”
ซุนหลิงหลันยังงุนงงกับเื่ตรงหน้าถูกต๋าฮวนใช้กิ่งไม้ยาวกว่า่แขนฟาดใส่ จนข้อแขนนางขึ้นสีเป็รอยแดง
“ท่าน..ตีข้า”นางเผลอตัวตวัดน้ำเสียงไม่พอใจใส่เขา
“ยังไม่รีบทำตามที่ข้าสอนอีกข้าใจดีเสียเวลามาสอนเ้ายังไม่สำนึก”
“ขาเ้าวางขาขวาผิดที่แล้ว”
“ไม่ถูก..ไม่ได้เื่”
“ถอยกลับมา เริ่มใหม่อีกครั้ง”
เสียงต๋าฮวนออกคำสั่งกับเสียงฟาดกิ่งไม้กระทบผิวเนื้อดังสลับกันไม่หยุดมาราวครึ่งชั่วยามโดยมีฉีหลุนยืนกอดอกมองอยู่ห่างๆ แม้จะเจ็บแสบเพียงแค่คันๆทว่ารอยแดงกลับเห็นเด่นชัดบนผิวเนื้อบอบบาง
ต๋าฮวนถอยออกมายืนดูนางอยู่วงนอกแต่ฝักดาบในมือเขาก็ยังฟาดลงมาเกี่ยวขาซุนหลิงหลันให้ยืนถูกตำแหน่งอยู่เรื่อยๆนอกจากจะได้ฝึกดาบแบบไม่ทันตั้งตัวแล้ว ต๋าฮวนยังสอนนางใส่เครื่องมือม้าจำพวก อานผ้ารอง โกลน บังเหียน ซุนหลิงหลันขี่ม้าได้ แต่เื่พวกนี้นับว่าเป็ครั้งแรกที่นางได้เรียนรู้หรือเขากำลังหลอกใช้แรงงานนางกันแน่
ั้แ่ออกจากต้าิทุกคืนจางมู่หานมักแวะพักตามโรงเตี๊ยมระหว่างทางมาโดยตลอด แต่คืนนี้ต่างออกไปเขาเลือกวิ่งม้าออกนอกทางหลัก ใช้เส้นทางผ่านป่ารกทึบอย่าได้เอ่ยถึงโรงเตี๊ยมหรือโรงพักม้า หรือแม้แต่เพิงไม้ข้างทางคนเป็สักคนซุนหลิงหลันยังมองหาไม่เจอ หากนางถูกฆ่าหมกป่าอยู่แถวนี้สิบปีคงหาศพไม่พบ
คืนแรกที่ได้นอนกลางดินกินกลางป่าซุนหลิงหลันอดไม่ได้ที่จะมองไปรอบตัวด้วยความหวาดระแวงยิ่งได้ยินเสียงร้องประหลาดดังอยู่เป็ระยะๆ ได้ยินเสียงกิ่งไม้วูบไหวไปตามแรงลมยิ่งไม่อาจหักห้ามความหวาดกลัว ขยับเข้าหาจางมู่หานทีละน้อย
“เ้าจะกลอกตามองไปรอบตัวอีกนานแค่ไหนข้าเห็นแล้วปวดหัว”
ต๋าฮวนเอ่ยถามแกมรำคาญ
“เสียง..เสียงอะไร”
เสียงคล้ายสัตว์ตัวใหญ่ส่งเสียงร้องโต้ตอบกันไปมาดังขึ้นท่ามกลางความมืดสลักนกกลางคืนพากันบินหนีหลบออกจากกิ่งไม้ยามนี้แม้แต่เสียงนกกระพือปีกยังชวนให้นางคร้ามกลัวข่มตานอนไม่ลง
“เสือ หมาป่า หมาจิ้งจอกหรืออาจจะเป็ฝูงหมูป่า”
จางมู่หานนั่งเอนกายอิงอยู่กับต้นไม้ขยับลุกนั่งเอ่ยตอบเสียงเรียบ เขาปรายตามองสีหน้าหวาดกลัวของเด็กหนุ่มนึกขบขันอยู่ในใจคนถือดาบอย่างพวกเขาไม่กลัว แต่กลับลนลานเพราะเสียงที่อยู่ไกลมองไม่เห็นแม้เงา
“พวกเขาจะมาแถวนี้หรือไม่”ยิ่งได้ฟังซุนหลิงหลันก็ยิ่งออกอาการหวาดกลัวจนปิดไม่มิด ยิ่งขยับตัวไปทางจางมู่หานใกล้ขึ้นเรื่อยๆ
คืนนี้นางขอกลืนน้ำลายตนเองจับจองที่นอนข้างชายหนุ่มอย่างไม่ลังเลหากเกิดอะไรขึ้นทั้งต๋าฮวนและฉีหลุนต้องเลือกปกป้องจางมู่หานเป็แน่นางจึงต้องพาตนเองมาอยู่ใกล้เขา เพื่อรอรับผลบุญอีกครั้ง
“หากเ้าเลิกโยนฟืนใส่กองไฟเสียั้แ่ตอนนี้..ก็คงไม่มายิ่งเ้าก่อไฟสูงมากเท่าไหร่ ยิ่งเป็การเชื้อเชิญพวกมันมากเท่านั้น”
ครานี้เป็ต๋าฮวนที่เอ่ยขึ้นมา เขายังหันมาสั่ง“รีบกินแล้วไปหยิบดาบสั้นเล่มเมื่อเช้ามา”
ปลายนิ้วของเขาชี้มือไปทางกองสัมภาระบนพื้นใต้ต้นไม้หางตาเหล่มองคนอ่อนวัยถือปลาย่างในมืออ้อยอิ่งไม่ลงมือกินเสียที
ในตอนนั้นซุนหลิงหลันยิ่งหวาดระแวงคิดหาคำตอบอยู่ในใจอยู่ๆ ต๋าฮวนก็มาสอนนางจับดาบจับม้า นางตามไม่ทันว่าพวกเขาคิดอะไรอยู่
“มองหน้าข้าทำไมปวกเปียกอ่อนแออย่างเ้า จะมีชีวิตรอดในอำเภอห่างไกลอย่างเถียนไท่ได้อย่างไรจับมีดจับดาบเ้ายังไม่มีแรง เหตุใดหออ้ายเหม่ยถึงยอมเลี้ยงคนอย่างเ้าไว้กันแค่เห็นท่าทางเก็บของเงอะงะของเ้าข้าก็ไม่รับมาทำงานด้วยหรอก”
สิ่งที่ต๋าฮวนพูดนั้นถูกทุกอย่างเถียนไท่อยู่กึ่งกลางระหว่างต้าิกับเป่ยเฉิงเมืองชายแดนเหนือซึ่งเจริญรุ่งเรืองไม่แพ้เมืองหลวง เถียนไท่จึงถือว่าเป็อำเภอห่างไกลความเจริญตั้งอยู่ห่างไกลเมืองใหญ่ออกมามาก ทว่านางมีทางเลือกเสียที่ไหนกันเหตุใดต้องเป็ที่นั่นนางยังไม่รู้ถึงสาเหตุ
ซุนหลิงหลันเห็นถึงสายตาจับผิดของต๋าฮวนชัดเจนแต่นางเลือกที่จะเมินเฉย พวกเขาคงสืบมาแล้ว นางไม่เคยมีตัวตนในหออ้ายเหม่ย เพียงแค่อาศัยคำบอกเล่าของตาเฒ่าไป๋ว่ามีทาสหลบหนีจากหออ้ายเหม่ยเมื่อเดือนที่แล้วอำพรางตัวก็เท่านั้น
ซุนหลิงหลันไม่โต้แย้งก้มหน้าก้มตายัดเนื้อปลาก้อนสุดท้ายเข้าปาก เดินหายไปทางลำธารล้างมือจนสะอาดจ้องมองเงาสะท้อนมืดครึ้มในน้ำอยู่ครู่หนึ่ง หลับตาซ่อนั์ตาวูบไหวมีพิรุธ
“ฝีมือยิงเกาทัณฑ์ไม่อาจดูเบาทว่าเื่ดาบเื่การต่อสู้ดูจะไม่ได้เื่” ต๋าฮวนเอ่ยบอกกับผู้เป็นายเมื่อเด็กหนุ่มเดินห่างออกไป
จางมู่หานมองตามซุนหลิงหลันไปจนถึงธารน้ำเขารู้ั้แ่คืนแรกว่าเ้าตัวมีที่มาที่ไปผิดปกติ มีความลับปิดบังซ่อนอยู่ทั้งคำพูด ท่าทางการวางตัว มองอย่างไรก็ไม่คล้ายทาสหรือบ่าวรับใช้
หลังจากเกิดเื่ในคืนนั้นเขาให้ต๋าฮวนออกไปหาซื้อเสื้อผ้ามาให้เด็กหนุ่มเปลี่ยนกลับยิ่งทวีความสงสัยในตัวเขาขึ้นไปอีก แขนขาเล็กราวสตรีอีกทั้งผิวละเอียดราวกับกลีบบัวเส้นผมแม้ยุ่งเหยิงไม่เป็ทรงแต่กลับนุ่มลื่นเป็มัน หน้าตาสะอาดสะอ้านหมดจดเหมือนบุตรหลานผู้ดีมีอันจะกิน อีกทั้งยังเคยฝึกยิงเกาทัณฑ์มาก่อนโรงค้าทาสแหล่งไหนจะมาสอนเื่พวกนี้ สิ่งที่ทำให้เขาเหมือนบ่าวรับใช้คงมีแค่ผมเผ้ารุงรังพันกันยุ่งกับเสื้อผ้าเก่าๆ ที่เขาสวมใส่ในตอนแรก
ซุนหลิงหลันเดินกลับมาหยิบดาบสั้นตามที่ต๋าฮวนบอกเพื่อเลี่ยงบทสนทนาที่นางไร้คำตอบให้พวกเขา ต๋าฮวนบอกอะไรนางก็ทำตามถูกฟาดถูกตีบ้างเป็ครั้งคราว ชินชาไปแล้ว
“ครั้งหน้าหากจะแทงตรงๆเ้าต้องบิดมือด้วย”
จางมู่หานที่นั่งมองอยู่นานก้าวเข้ามาประชิดอยู่ด้านหลัง จับข้อมือซุนหลิงหลันบิดเป็วงก่อนจะผละออกห่างปล่อยให้ต๋าฮวนพร่ำบ่นว่านางไม่ได้เื่ต่อไป
หากแต่ซุนหลิงหลันในตอนนั้นสติเตลิดไปไกลเพราะััแนบชิดที่เกิดเพียงชั่วครู่ คำพูดของต๋าฮวนไม่ได้เข้าหูนางแม้แต่น้อยนางจึงถูกเขาตีเข้าอีกครั้ง แม้ปากต๋าฮวนจะเอ่ยคำไม่น่าฟังแต่เขาก็ยังอดทนสอนนางจนดึกดื่น
ใครจะคิดว่าเขาเป็บุรุษคนเดียวกับที่เคยอยากจะฟันคอนางเมื่อคราวที่เจอกันครั้งแรก
บทเรียนหักดิบของต๋าฮวน ทำให้ซุนหลิงหลันอ่อนเพลียจนหลับลึกทันทีเมื่อทิ้งตัวลงนอนนางห่อตัวในผ้าคลุมเอนหลังกับต้นไม่ใหญ่ข้างจางมู่หานลืมความหวาดกลัวต่อสิ่งที่มองไม่เห็นในความมืดไปเสียสนิท นางเหนื่อยมาทั้งวันแล้ว
เหนื่อยที่ต้องปั้นหน้าแกล้งทำเป็คนโง่คนโง่ที่ไม่รู้จักแม้แต่ตัวตนของนางเอง
[1] ยามโฉ่ว 01.00-03.00
[2] เปรียบเหมือนผู้จัดการโรงงานหรือธุรกิจร้านค้า