เมื่อกลับมาถึงบ้านก็เจอนางหลี่ยืนรออยู่ก่อนแล้ว
“หมอกู่คิดค่ายาเท่าไหร่”
หยางเฉิงมองหน้านางหลี่ แล้วตอบกลับไป “2 ตำลึง ขอรับ”
นางหลี่ได้ยินดังนั้นก็เหมือนมีใครเอามีดมากรีดเนื้อนาง จากนั้นก็แผดเสียงดังสนั่น
“ยาวิเศษหรือยังไงตั้ง 2 ตำลึง เ้าเอายาไปคืนเดี๋ยวนี้เลย ข้าไม่มีเงินให้หรอกนะ รักษาเท่าไหร่ก็ไม่หาย จะรักษาทำไม”
หยางเฉิงมองนางหลี่ด้วยความเ็า “ข้าไม่มียาจะคืนหรอกท่านแม่ 2 ตำลึง คือค่ายารอบที่แล้วที่หมอกู่ทิ้งไว้ให้ รอบนี้ถ้าจะเอายาต้องจ่ายของเก่าก่อน ท่านแม่ไม่ต้องห่วง หากที่บ้านไม่มีเงิน พรุ่งนี้ข้าจะเข้าไปรับจ้างในเมือง จะได้เอาเงินไปจ่ายค่ายาที่ค้างไว้”
“ข้าบอกไว้ตรงนี้เลยนะ เ้าต้องหาเงินไปคืนหมอกู่เอง หลังจากครบแล้ว หากเ้าหาเงินได้ต้องเอามาเข้ากองกลางอย่างเดิม แล้วเ้าเด็กนี่ค่อยไปหาสมุนไพรป่ามาต้มให้ก็พอ” นางหลี่พูดจบก็รีบเข้าบ้าน
เมื่อนางหลี่จากไปแล้ว เย่หลินและลูกๆ ที่ยืนรอคนทั้งสองอยู่ก็รีบเข้ามาสอบถาม จนหยางเฟิงต้องบอกให้กลับไปคุยกันในห้อง
“หมอกู่บอกว่าเหวินเออร์ หายดีแล้ว ไม่ต้องกินยาอีก แต่ต้องบำรุงร่างกาย ไม่นานก็แข็งแรง”
หยางเฉิงบอกคนในครอบครัว ได้ยินอย่างนั้น นางเย่ก็ดึงลู่เหวินเข้ามากอดแล้วร้องไห้ด้วยความดีใจ พี่ชายพี่สาวก็เดินเข้ามากอดแล้วร้องไห้ตามแม่ด้วย หยางเฉิงเห็นภาพนี้ก็ยิ้มและเดินเข้าไปกอดด้วยอีกคน ครอบครัวเจ็ดคนโอบกอดกันหลังจากผ่านพ้นเื่เลวร้ายเป็ภาพที่น่ามองที่สุด
ลู่เหวินถึงกับร้องไห้ออกมา ด้วยความสุขใจที่มีครอบครัวนี้ “หยิน ฉันสามารถบอกเื่ระบบกับคนในครอบครัวได้ไหม”
[ได้ขอรับ ครอบครัวของนายท่านผ่านการคัดเลือกจากผู้ดูแลระบบ พวกเขารักและจริงใจอย่างแท้จริง จะไม่สร้างปัญหาแก่นายท่านแน่นอน]
ลู่เหวินได้ยินดังนั้นเลยตัดสินใจที่จะบอกบางส่วนกับครอบครัว “ทุกคน ข้ามีอะไรจะบอกขอรับ”
ลู่เหวินพยายามนึกว่าจะอธิบายเื่นี้ยังไงดี
“บอกอะไรเหรอลูก” นางเย่ลูบหัวลูกชายพลางถามด้วยความรัก
“ตอนที่ข้าหลับไปสามวันนั้น ข้าเหมือนกับฝันไป ในฝันของข้ามีสิ่งที่เรียกว่าระบบ ข้าสามารถแลกเปลี่ยนสิ่งของจากอีกมิติหนึ่งได้ และระบบยังให้ของเริ่มต้นกับข้าอีกมากมาย เพื่อแลกเปลี่ยนกับการที่ข้าต้องหาของในโลกใบนี้เข้าไปแลกเปลี่ยน เมื่อข้าตื่นขึ้นมา ข้านึกว่าเพียงแค่ฝันไป แต่ที่ฝ่ามือของข้ามีรอยสักรูปหยินหยาง ข้าพยายามนึกว่ามันมาจากไหน จากนั้นข้าก็เห็นห้องที่เต็มไปด้วยของมากมาย ทั้งข้าวสาร เนื้อหมู ไข่ไก่ แต่ระบบบอกว่าตอนนี้ข้าสามารถเอาออกมาได้เพียงวันละ 2 จิน เท่านั้นขอรับ”
ลู่เหวินบอกความจริงไปบางส่วน แต่ไม่ได้เอ่ยถึงเื่ที่ิญญาของเขามาแทนที่ลูกชายของครอบครัวนี้ ทุกคนมองหน้าเขาด้วยความมึนงง เข้าใจบ้างไม่เข้าใจบ้าง ลู่เหวินเลยเอาซาลาเปาออกมา 7 ลูก และเอาตังกุยออกมาอีกรอบ
ทุกคนตกตะลึงกันใหญ่ แต่แทนที่จะดีใจกลับเป็ห่วงว่าเขาเป็ยังไงบ้างหลังจากทำแบบนี้ ถ้ามันอันตรายห้ามทำเด็ดขาด ทุกคนยอมอดขอแค่เขาปลอดภัย
ลู่เหวินอบอุ่นหัวใจเป็ที่สุด เลยอธิบายให้ทุกคนฟังว่าเขาหายป่วยเพราะระบบ และการเอาของออกมาไม่ได้มีผลข้างเคียงเลย จากนั้นทุกคนก็กินซาลาเปากันด้วยความเอร็ดอร่อย มันอร่อยจนพวกเขาแทบกลืนลิ้นตนเอง ลู่เหวินเลยเอาออกมาให้พ่อและพี่ชายเพิ่มอีก ส่วนแม่กับพี่สาวนั้นลูกเดียวก็อิ่มแล้ว
หยางเฉิงเห็นลูกๆ กินซาลาเปาก็สะท้อนใจ เขาหาเงินมาจุนเจือทั้งครอบครัว แต่ลูกๆ ของเขากลับไม่เคยกินแม้กระทั่งซาลาเปาไส้เนื้อ ความตั้งใจเดิมที่จะแยกบ้านก็ยิ่งเพิ่มเข้าไปอีก
หลังจากเด็กๆ เข้านอน หยางเฉิงก็คุยกับภรรยา “ภรรยา เ้าอยากแยกบ้านไหม”
“ถึงอยากก็คงเป็ไปไม่ได้หรอกเ้าค่ะ ท่านเป็แรงงานหลักของบ้าน ท่านแม่ไม่มีทางยอมหรอก อีกทั้งผู้คนอาจกล่าวหาว่าเราอกตัญญู ไม่เลี้ยงดูผู้น้อย ผดุงผู้เฒ่า” นางเย่เอ่ยตอบสามี
“อืม ข้าเข้าใจ เข้านอนกันเถอะ” หยางเฉิงบอกภรรยา แล้วนอนหลับไปพร้อมกัน
วันถัดมา ลู่เหวินถูกนางเย่ปลุกั้แ่ยามอิ๋น “เหวินเออร์ ตื่นได้แล้วลูก”
เมื่อลู่เหวินลุกขึ้นนางเย่ก็ยื่นผ้าเปียกมาให้ “เ้าเช็ดหน้าเช็ดตาพลางๆ นะ เดี๋ยวแม่ไปทำอาหารมาให้”
ลู่เหวินได้ยินดังนั้นก็คัดค้าน “เพิ่งจะยามอิ๋น พวกบ้านใหญ่คงยังไม่มีใครตื่น หากท่านเข้าไปจุดไฟ ต้องโดนท่านย่าด่าแน่ๆ ขอรับ ท่านแม่ไม่ต้องไปหรอก เดี๋ยวข้าจัดการเอง” พูดจบลู่เหวินก็เอาซาลาเปาออกมา
เมื่อกินกันเสร็จแล้วหยางเฉิงก็ชวนลูกออกไป “รีบไปกันเถอะจะเข้ายามเหม่าแล้ว หากชักช้าเดี๋ยวจะร้อน”
สามคนพ่อลูกเดินออกเดินทางเข้าสู่ตัวเมือง “น้องเล็ก หากเ้าเหนื่อยบอกพี่รองนะ พี่รองจะแบกเ้าเอง” ลู่เสียนกล่าวกับน้องชายด้วยความรักใคร่
“เ้าทั้งคู่ หากเหนื่อยให้บอกพ่อ พวกลูกตัวแค่นี้พ่อแบกได้สบายมาก”
“ข้านี่เป็คนโชคดีจริงๆ เลยนะขอรับ มีแต่คนอยากจะแบกขึ้นบ่า เหมือนหมาน้อยเลยขอรับ”
สิ้นคำลู่เหวิน หยางเฉิงกับลู่เสียนก็หัวเราะออกมา