จากเถ้าธุลีหวนคืนสู่บัลลังก์หงสา (จบ)

    เล่มที่ 3 ตอนที่ 63 สิ่งที่นางได้มาโดยไม่ต้องพยายาม

           องค์หญิงใหญ่ดูเหมือนจะทำงานอย่างหนักในการจัดเลี้ยงให้เทียบเท่างานเลี้ยงวันประสูติไทเฮาครั้งก่อน โดยงานเลี้ยงร้อยบุปผาของนางขั้นแรกต้องไปให้ฝ่ายชินเทียนเจียน [1] เลือกวันมงคลก่อน โดยกำหนดวันจัดงานอีกเจ็ดวัน และจะจัดในสวนวังหลวง โดยฮวารั่วซีเป็นผู้ดูแลงานทั้งหมด เป็นการจัดงานที่หรูหราฟุ่มเฟือยครั้งยิ่งใหญ่

            แม้ว่าเต๋อเฟยจะรู้สึกแปลกใจเล็กน้อยเกี่ยวกับการกระทำของฮวารั่วซี อย่างไรก็ตามตนเองไม่จำเป็นต้องมารับผิดชอบเรื่องยุ่งยากเหล่านี้ จึงไม่ได้คัดค้านใดๆ อีกทั้งยังคอยช่วยเหลืออย่างเต็มที่ เพียงแค่อยากให้องค์หญิงใหญ่ทรงพอพระทัยก็เพียงพอแล้ว เพื่อนางจะได้ชดเชยเรื่องที่เคยใส่ร้ายคนของนางก่อนหน้านี้


            เมื่อถึงวันงานร้อยบุปผา คุณชายและคุณหนูจากตระกูลชั้นสูงซึ่งมากับนายหญิงของตระกูลต่างพากันเข้าร่วมงานเลี้ยง ประการแรกพวกเขาจะได้หาประสบการณ์ ประการที่สองเพื่อการผูกมิตร สร้างความสัมพันธ์ และประการที่สามมีโอกาสพบคู่ชีวิตที่ถูกใจ ดังนั้นวันนี้พวกนางจึงแต่งตัวประดับประดาด้วยปิ่นปักผมดอกไม้งดงามตระการตา

            นอกจากนี้เหล่าผินเฟยในวังหลวงได้แจ้งข่าวไปยังทูตของแคว้นต่างๆ ที่อยู่ในแคว้นต้าเซวียนซึ่งต่างก็ได้รับบัตรเชิญ จึงทำให้บรรยากาศครึกครื้นเป็นอย่างยิ่ง

            เหยียนอู๋อวี้นั่งอยู่บนที่นั่งด้วยสีหน้าหดหู่ใจ


            คนอื่นคิดเพียงว่างานเลี้ยงร้อยบุปผาขององค์หญิงใหญ่จัดขึ้นเพื่อต้องการชนะใจทุกฝ่าย ทว่าเมื่ออยู่ในราชสำนักเป็นเวลานาน ก็จะรู้ว่ามันไม่ง่ายอย่างที่คิด หลังจากงานเลี้ยงร้อยบุปผาผ่านไปแทบทุกครั้ง เหล่าขุนนางที่มีบุตรชายใบหน้าหล่อเหลาจะได้รับบัตรเชิญจากองค์หญิงใหญ่ให้พาบุตรชายมาเป็นแขกในตำหนัก ซึ่งนี่มิใช่เป็นการให้เกียรติ ทว่าเป็นความอัปยศเสียมากกว่า


            แม้ว่าขุนนางเหล่านั้นจะไม่ได้บอกความจริง เพียงเพื่อความปลอดภัยของตระกูล ซ้ำยังต้องทนแบกรับความอัปยศและส่งบุตรชายไปยังตำหนักขององค์หญิงใหญ่เพื่อเป็นบุรุษบำเรอของนาง

            ต่อมาจึงเรียนรู้ที่จะประพฤติตัวให้ดี เมื่อถึงงานเลี้ยงร้อยบุปผาก็จะพาบุตรชายรูปงามที่ไม่เป็นที่โปรดปรานในตระกูล หรือซื้อตัวมาจากภายนอก แล้วพาเข้าไปในวังหลวงในฐานะบุตรบุญธรรม


            องค์หญิงใหญ่ไม่สนใจเรื่องนี้เท่าใดนัก เพียงนางตกหลุมรักบุรุษผู้นั้นและมีใบหน้าหล่อเหล่าก็เพียงพอแล้ว นางไม่สนใจฐานะของบุรุษผู้นั้น

            หลังจากที่ทุกคนมาถึงงาน งานเลี้ยงร้อยบุปผาจึงเริ่มเปิดฉากขึ้น จากนั้นห้องเครื่องของวังหลวงได้เริ่มยกสำรับอาหารเข้ามา แต่ละจานล้วนประดับประดาด้วยดอกไม้งดงาม เมื่อสังเกตให้ดีจะพบว่าทำจากส่วนผสมที่แตกต่างกัน สมบูรณ์ด้วย รูป รส กลิ่น สี


          องค์หญิงใหญ่เอนตัวลงบนที่ประทับอย่างเกียจคร้านและกวาดสายตามองชายหนุ่มอยู่นาน ในที่สุดสายตาของนางก็หยุดอยู่ที่จวินอู๋เสีย เขานั่งอยู่อีกด้านหนึ่ง นั่งหลังตรงในชุดที่เป็นทางการสีน้ำเงินด้วยท่าทีอบอุ่น เส้นผมดำขลับปัดลงมาข้างแก้มนั้นมีเสน่ห์มากเสียจนไม่อาจละสายตาจากเขาได้เลย

            ฮวารั่วซีกล่าวไม่ผิด จวินอู๋เสียหล่อเหลาคมสันยิ่งกว่าซวี่หรงเป็นร้อยเท่า ทว่าคงไม่ง่ายที่จะนำมาเป็นของตนเอง


            สตรีที่นั่งข้างเขาคือเหยียนรั่วฟาง บุตรสาวคนโตของตระกูลเหยียน นางกำลังพูดคุยกับเขาอย่างออกรส ขณะที่ร่างกายนางขยับเข้าใกล้เขาอยู่หลายครั้ง ทว่าเขากลับหลบหลีกนางได้อย่างชาญฉลาด กระนั้นลักษณะท่าทางที่แสดงออกมาทำให้ผู้อื่นไม่สังเกตเห็นความไม่สุภาพอันใดเลย

            หากนางบังคับให้เขาอยู่ต่อจะเกิดอันใดขึ้น? องค์หญิงใหญ่ครุ่นคิดเรื่องนี้อยู่ในใจและในที่สุดก็ล้มเลิกความคิดนี้ไป

            นางชอบใช้วิธีการบางอย่างทำให้บุรุษหนุ่มที่หมายปองกลายมาเป็นคนใกล้ชิดของตน ทว่าหากอีกฝ่ายต่อต้านมากเกินไปนางก็จะหมดความสนใจ หลายปีที่ผ่านมาตระกูลต่างๆ ล้วนดำเนินการได้อย่างราบรื่น นั่นเพราะพวกเขากลัวว่าจะส่งผลเสียต่อตระกูลของตนเอง ทว่าสถานการณ์ของจวินอู๋เสียนั้นแตกต่างกัน


            เขาเป็นตัวประกันจากราชวงศ์ใต้ หากกดดันมากเกินไปและเกิดคิดสั้นฆ่าตัวตายคงจะอธิบายต่อราชสำนักได้ยาก ดังนั้นจึงต้องดำเนินการอย่างใจเย็นและไม่ประมาท ต้องลองดูก่อนจึงจะรู้ว่าควรจะลงมือต่อหรือไม่

            เมื่อคิดถึงเรื่องนี้ ดวงตาของนางพลันเผยให้เห็นแววตาแปลกประหลาด ราวกับว่านางได้ครอบครองจวินอู๋เสียโดยไม่ต้องใช้ความพยายาม


           องค์หญิงใหญ่มิได้เอ่ยอันใด ทว่าคนอื่นๆ ยังคงต้องสรรหาเรื่องมาพูด ทั้งๆ ที่ไม่มีอันใดจะพูดก็ตาม ไม่รู้ว่าเป็นสตรีจากตระกูลใดที่ไม่รู้กาลเทศะ ได้ยินชื่อเหยียนอู๋อวี้มาจากตระกูลเหยียนจึงพูดประจบประแจงเสียงดังว่า “แม่นางเหยียนจากตระกูลเหยียนช่างเป็นดั่งนางฟ้าลงมาจุติจริงๆ ปกติแม้จะได้ยินคำว่าสตรีงดงามล่มเมือง ก็ยังไม่ได้คิดอันใดมากนัก ทว่ายามนี้เมื่อได้พบเหยียนฉายเหรินจึงเข้าใจความหมายของคำนี้”

            เรื่องนี้สำหรับเหยียนอู๋อวี้แล้ว นางเพียงยกยิ้มมุมปากเล็กน้อย ทว่าเมื่อเหยียนรั่วฟางที่อยู่ด้านข้างจวินอู๋เสียได้ยินคำพูดนี้ นางถึงกับวางถ้วยลงทันทีและเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย้ยหยันว่า “ตระกูลเหยียนของพวกเราไม่มีหญิงงามระดับนั้น เหยียนฉายเหรินเป็นแก้วตาดวงใจของเจ้าเมืองฉางหนิง มีเพียงเมืองฉางหนิงที่สวยงามเท่านั้นที่มีสตรีรูปร่างหน้าตาเช่นนี้”


            คนทั่วไปได้ยินก็รู้ได้ทันทีว่านี่เป็นการยกย่องที่แอบแฝงไปด้วยเจตนาดูหมิ่นอย่างเปิดเผย มีความหมายโดยนัยว่า เหยียนอู๋อวี้ไม่คู่ควรมีความสัมพันธ์กับตระกูลเหยียน

            ผู้ที่กล่าวชมเชยนางพลันหน้าแดงด้วยความอับอายและตื่นกลัวจนไม่กล้าเอ่ยอันใดอีก


           เหยียนอู๋อวี้อมยิ้มพลางกล่าวว่า “ไม่ทราบว่าแม่นางที่กำลังพูดอยู่นั้นมาจากตระกูลใดหรือ?”

            เหยียนรั่วฟางเงยหน้าขึ้นด้วยท่าทางหยิ่งยโส “บิดาของข้าคือเหยียนเฉิงเซี่ยง”


            “ที่แท้เป็นบุตรสาวของเหยียนเฉิงเซี่ยง” เหยียนอู๋อวี้รู้ชัดเจนทันทีจึงเอ่ยด้วยรอยยิ้มว่า “ข้ารู้เพียงว่าไทเฮาเป็นดั่งเทพธิดาลงมาจุติ และบุตรสาวของตระกูลเหยียนล้วนงดงามเลอโฉมทุกคน อีกทั้งกิริยามารยาทยังโดดเด่น ไม่คิดว่าจะมีข้อยกเว้น รู้สึกละอายจริงๆ”

            เหยียนรั่วฟางซึ่งเป็นบุตรสาวจากตระกูลสูงศักดิ์ เมื่อถูกเหยียนอู๋อวี้ล้อเลียนตรงไปตรงมาว่าไม่งดงามแล้ว นางจึงรู้สึกไม่พอใจทันทีและเอ่ยด้วยความขุ่นเคืองไปว่า “เหยียนฉายเหริน เจ้าเป็นเพียงฉายเหรินกล้าพูดดูหมิ่นข้าเช่นนี้ได้อย่างไร? ข้าจะกลับไปร้องเรียนเสด็จป้าไทเฮาให้ลงโทษเจ้าไปอยู่ตำหนักเย็น”


            เมื่อฮูหยินเหยียนได้ยินคำพูดนี้กลับรู้สึกว่ามีบางอย่างผิดปกติ นางรีบดึงตัวเหยียนรั่วฟางออกไปทันที และเอ่ยเสียงต่ำว่า “นั่งลง”

           คราแรกเหยียนรั่วฟางไม่เต็มใจนัก ทว่าเมื่อเห็นสายตาขององค์หญิงใหญ่มองมาที่นาง นางจึงรู้สึกเสียวสันหลังวาบทันทีและรีบนั่งลงอย่างรวดเร็ว เพียงแค่นึกถึงยามที่นางถูกหัวเราะเยาะอย่างน่าอับอายต่อหน้าบุรุษที่ตนเองชื่นชอบก็ทำให้นางยิ่งรู้สึกอับอายมากขึ้นจนน้ำตาซึม

            เมื่อสตรีที่นั่งอยู่อีกฝั่งหนึ่งด้านข้างเห็นนางร่ำไห้จึงรีบหยิบผ้าเช็ดหน้าออกมาปลอบใจ ไม่คาดคิดว่านางกลับยิ่งโกรธมากขึ้น จากนั้นจึงหันไปถลึงตาใส่แล้วกล่าวว่า “เฮ่อเสี่ยวซือ เจ้านั่งอยู่ข้างข้าทำอันใดได้บ้าง เป็นความผิดของเจ้าทำให้ข้าถูกเยาะเย้ยว่าไม่งดงาม”


            เฮ่อเสี่ยวซือเป็นหลานสาวของฮูหยินเหยียน บิดามารดาของนางเสียชีวิตตั้งแต่นางยังเล็ก ฮูหยินเหยียนพานางกลับมาชุบเลี้ยงเหมือนดังบุตรสาวแท้ๆ อย่างไรก็ตามนางกับเหยียนรั่วฟางมีนิสัยที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง นางเพียงแค่แย้มยิ้มเล็กน้อยเมื่อถูกดุด่าและไม่ตอบโต้ใดๆ นางหันหน้าไปมองเหยียนอู๋อวี้ด้วยความสงสัยและชื่นชมในใจ จากนั้นจึงหันไปมองหาคนอีกคนหนึ่ง พูดตามหลักแล้ว เขาเป็นถึงหัวหน้าผู้ปกครองควรมางานเลี้ยงนี้ถึงจะถูก

            ฮูหยินเหยียนดึงตัวบุตรสาวให้ลงมานั่งพลางแย้มยิ้มประจบประแจง “บุตรสาวเอ่ยกระทบกระทั่งเหยียนฉายเหริน เหยียนฉายเหรินได้โปรดยกโทษให้ด้วยเพคะ”

            แม้ว่าจะยอมรับผิด ทว่านางกลับไม่กล่าวถึงความผิดของบุตรสาวแม้แต่น้อย เหยียนอู๋อวี้ยกจอกสุราขึ้นแล้วกล่าวเสียงเบาว่า “ฮูหยินเหยียนกล่าวเกินไปแล้ว ความจริงบุตรสาวของท่านอายุน้อยกว่าข้าเพียงหนึ่งปี ข้าจะไปโต้เถียงกับนางได้อย่างไร?”


            นางกล่าวถึงอายุของเหยียนรั่วฟางโดยมิได้ตั้งใจ ทว่าความนัยที่ซ่อนอยู่นั้นก็คือแสดงให้เห็นว่าฮูหยินเหยียนไม่ยอมอบรมสั่งสอนบุตรสาวให้ดี เติบโตจนเป็นสาวสะพรั่งกลับยังไม่รู้จักมารยาท

            ฮูหยินเหยียนรู้สึกอับอาย หากแต่ไม่รู้จะตอบโต้อย่างไร ฉับพลันนั้นพลันมีคนเอ่ยขึ้นมาเพื่อช่วยเหลือนาง


            “น้องหญิงอยู่ที่ฉางหนิงมานาน เข้าวังหลวงได้เพียงไม่กี่เดือนพอจะเข้าใจกฎของวังหลวงบ้าง ปกติแล้วผู้อื่นจะใจกว้างพอที่จะยอมให้ เหตุใดเจ้าจึงไม่เอาใจใส่ความรู้สึกของผู้อื่นบ้าง?” ที่แท้ผู้ที่พูดก็คืออู๋เจี๋ยอวี๋ ช่วงเวลาที่ผ่านมานี้ซ่งอี้เฉินพักอยู่ในตำหนักของนางทุกวัน และไม่กี่วันก่อนยังได้เลื่อนตำแหน่งให้นางเป็นเจาหรง ซึ่งเป็นหนึ่งในสนมผินทั้งเก้าคน นับเป็นเกียรติและเป็นที่โปรดปรานยิ่งนัก

            หลังจากเห็นนางปรนนิบัติฝ่าบาทมาหลายวัน ยามนี้ผิวพรรณแปรเปลี่ยนจากขาวซีดเป็นอมชมพู ใบหน้ามีน้ำมีนวลเปล่งประกาย ใกล้เคียงกับเหยียนอู๋อวี้อย่างยิ่ง

            เหยียนอู๋อวี้มิได้รู้สึกหวั่นเกรงอันใดเลย นางเพียงแค่หัวเราะเบาๆ เอ่ยว่า “ขอบคุณพี่หญิงที่สั่งสอน น้องหญิงเพียงแค่สอนกฎเหล่านี้ให้กับคุณหนูเหยียน ทว่าคุณหนูเหยียนเป็นสาว สะพรั่งพร้อมออกเรือนแล้ว น้องหญิงทำไปก็เป็นเรื่องที่นอกเหนือจากหน้าที่ของตน”


            ยามนี้อู๋เจาหรงพยายามอย่างเต็มกำลังแล้ว แม้เหยียนอู๋อวี้ยังไม่เข้าใจว่าเพราะเหตุใดจู่ๆ ซ่งอี้เฉินจึงโปรดปรานนาง ทว่านางยังไม่อยากจะโต้เถียงกับอู๋เจาหรงในตอนนี้ นางจึงยับยั้งชั่งใจ ไม่ใส่ใจกับการยั่วยุเพียงเท่านี้

            เหยียนอู๋อวี้ต้องการหลีกเลี่ยงปัญหา ทว่าอู๋เจาหรงกลับไม่ยอมความ ขณะที่กำลังคิดหาคำพูดเสียดสีโต้กลับอีกครั้ง องค์หญิงใหญ่พลันพูดขึ้นมาอย่างหมดความอดทนว่า “ฮูหยินเหยียนโปรดสอนกฎระเบียบกับบุตรสาวของเจ้าให้ดีสักหน่อย ในสายตาของนางมีเพียงไทเฮาเท่านั้นหรือ ไม่มีองค์หญิงใหญ่อย่างข้าอยู่ในสายตาใช่หรือไม่?”



    เชิงอรรถ

    [1] ชินเทียนเจียน เหมือนฝ่ายโหรของไทย


    คล้ายกับเรื่องจากเถ้าธุลีหวนคืนสู่บัลลังก์หงสา (จบ) ที่คุณอ่าน

    ทะลุมิติไปเป็นฮองเฮา พร้อมระบบเชฟเทพนักปรุง [จบ]

    ทะลุมิติไปเป็นฮองเฮา พร้อมระบบเชฟเทพนักปรุง [จบ]

    นิยาย รัก
    615K 1801
    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    386K 808
    ทะลุมิติไปเป็นแพทย์หญิงชนบทตัวน้อยๆ [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    ทะลุมิติไปเป็นแพทย์หญิงชนบทตัวน้อยๆ [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    นิยาย รัก
    862K 774
    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    931K 592
    เกิดใหม่ครั้งนี้ ขอเป็นเจ้าของที่ดินในยุค 90 [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    เกิดใหม่ครั้งนี้ ขอเป็นเจ้าของที่ดินในยุค 90 [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    นิยาย รัก
    355K 505
    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    579K 730
    [จบ] แม่ปากร้ายยุค​ 80

    [จบ] แม่ปากร้ายยุค​ 80

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    94K 1199
    PAULSON พอลสัน : รักให้จำ (มี Ebook แล้วนะคะ)

    PAULSON พอลสัน : รักให้จำ (มี Ebook แล้วนะคะ)

    นิยาย รัก
    21K 111
    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    525K 663
    [อ่านฟรีทุกวัน]ทะลุมิติไปเป็นแพทย์หญิงชาวสวนผู้มั่งคั่ง

    [อ่านฟรีทุกวัน]ทะลุมิติไปเป็นแพทย์หญิงชาวสวนผู้มั่งคั่ง

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    231K 405