บัณฑิตหลงยุคกับจอมยุทธบ้าพลัง

    บทที่ 3

    ภายในครัวของสำนักหยุนหลง ชายหนุ่มสองคนกำลังกินอาหารกลางวันอย่างเงียบเชียบ อาหารตรงหน้าของพวกเขามีเพียงต้มจืดหัวผักกาด เนื้อตากแห้ง และข้าวเจ้าเท่านั้น แม้ว่าอาหารจะเป็นเพียงของพื้นๆ แต่มันก็ช่วยให้พวกเขาไม่อดตาย รวมทั้งอิ่มท้องอีกด้วย แต่ความเงียบระหว่างอาหารมื้อนี้มันไม่ใช่เรื่องปกติ มันเกิดจากความท้อแท้เศร้าหมองในจิตใจ จากความไม่เอาไหนของตัวเองที่ไม่อาจหาลูกศิษย์มาเรียนในสำนักได้ ซ้ำร้ายยังมาถูกบัณฑิตสำนักอื่นเข้ามาดูถูกถึงที่ เหมือนสิ่งที่ทำมามันไม่มีความหมายอะไรเลย จางซานที่ทานซาลาเปาไปลูกหนึ่งแล้วแม้จะยังไม่อิ่มท้อง แต่เขาก็ไม่อาจจะกินต่อได้ลง ในใจได้แต่คิดถึงความไร้ความสามารถของตัวเอง เขาย้อนนึกไปถึงตอนที่ยังมีชีวิตในชาติก่อน สมัยที่ยังเป็นลู่จิ้นเหออยู่นั้นเอง‘ตอนสมัยเรียน เราก็เอาแต่เรียน และก็ใช้ชีวิตเที่ยวเตร่แบบวัยรุ่นไปเท่านั้น ความสามารถพิเศษอื่นๆไม่ว่าจะเรื่องกีฬา ดนตรี หรือแม้แต่เล่นเกมยังไม่เอาไหน เรียนจบมาได้ด้วยเกรดแค่ปานกลาง โชคดีที่จบมาได้ทำงานตรงสายที่เรียน และก็เป็นงานที่ชอบ แต่สิ่งเหล่านั้นไม่อาจนำมาใช้ในตอนนี้ได้เลยหรือไง’ ชายหนุ่มรู้สึกเสียดายกับประสบการณ์ชีวิตที่ไม่ได้กว้างขวางอะไร จนมาถึงตอนนี้ต้องถึงกับไปไม่เป็น ในด้านของหลี่ซื่อก็ไม่ต่างกัน เขานั้นย้อนคิดไปตั้งแต่เด็กที่เขาจำความได้ เขาเป็นเด็กกำพร้าที่ถูกเก็บมาเลี้ยงโดยผู้อาวุโสอันดับสี่ของสำนักผิงจิ้งเต๋อ นามว่าหลี่จิ้ง เขาได้ทำหน้าที่เป็นเด็กรับใช้คนสนิทมาโดยตลอด และได้รับความชื่นชมจากเจ้านาย รวมทั้งคนในสำนักตลอดมา‘แต่ในวันนี้ตัวข้าแม้จะทำงานได้ดีขนาดไหน ก็ไม่อาจช่วยเหลือกิจกรรมบัณฑิตของสำนักได้ เพราะความโง่เขลา เข้าใจอะไรยากของข้าเอง ไม่อาจได้เป็นศิษย์สำนักได้ ไม่อย่างนั้นข้าคงจะแบ่งเบาภาระของจางซานได้บ้าง ตอนนี้คงได้แต่ปลูกผัก ล่าสัตว์หาเลี้ยงชีพไปวันๆเท่านั้น’ ชายผิวคล้ำคิดถึงความหัวทึบของตัวเองที่แม้จะพยายามแค่ไหนก็ไม่อาจประสบความสำเร็จได้เลย แต่การปล่อยเวลาให้ผ่านไปเฉยๆ และมัวแต่นั่งอมทุกข์อยู่อย่างนี้ก็ไม่ได้ประโยชน์อะไรขึ้นมาแม้เพียงน้อยนิด หลี่ซื่อผู้มีหน้าที่ทำงานจึงเป็นคนกล่าวออกมาก่อนด้วยต้องรีบไปทำงานอย่างอื่นต่อ“จางซานเจ้าอิ่มรึยัง? ข้าจะได้รีบเอาจานไปเก็บ ตอนบ่ายกะว่าจะออกไปล่ากระต่ายสักหน่อยไม่อยากกลับค่ำ” แม้ตัวเองจะกินอะไรไม่ลง แต่เขาก็ยังมีความมุ่งมั่นที่จะทำงานในหน้าที่ของตัวเองให้ดีที่สุด“ถ้าเจ้าจะไปล่าสัตว์ทำไมไม่กินให้อิ่มก่อนเล่า ต้องเดินทางตั้งไกลแถมใช้แรงเยอะอีก แต่หากเจ้ายังไม่อยากกินเดี๋ยวข้าจะเอาไปเตรียมเป็นห่อเสบียงให้ แล้วก็เอาส่วนของข้าไปเผื่อด้วยก็แล้วกัน ข้าเพิ่งกินซาลาเปามาเลยอิ่มอยู่น่ะ” จางซานที่ไม่ได้แตะอาหารแม้แต่น้อยเมื่อเห็นความตั้งใจของเพื่อน เขาก็อยากจะช่วยเหลือตอบแทนบ้าง“ซาลาเปาแค่ลูกเดียวจะไปอิ่มได้ยังไง แล้วเจ้าก็ไม่ต้องมาเตรียมเสบียงให้ข้าหรอก มันเป็นหน้าที่ของข้าอยู่แล้ว” หลี่ซื่อปฏิเสธความหวังดีนั้นด้วยตระหนักในหน้าที่ของตัวเองอย่างหนักแน่น“ก็เจ้าต้องไปเตรียมเครื่องมือล่าสัตว์อีกไม่ใช่รึไง? เดี๋ยวทางนี้ข้าจัดการเองจะได้ไม่เสียเวลา...ไปๆๆไม่ต้องมาจ้องข้าแบบนั้น เจ้าจะได้กลับมาเร็วๆ แล้วเย็นนี้ข้าจะได้กินซุปกระต่ายอร่อยๆฝีมือเจ้าไงล่ะ” บัณฑิตหนุ่มยังยืนยันในสิ่งที่ตนต้องการจะทำ พร้อมกับผลักแผ่นหลังของเพื่อนเพื่อให้เขาออกไปเสียที หลี่ซื่อที่ก็ไม่อยากขัดศรัทธาของจางซานจึงรีบไปเตรียมเครื่องใช้สำหรับล่าสัตว์ของตน ส่วนจางซานก็ทำอย่างที่พูด เขาไปแกะใบไม้สดใบใหญ่ที่หลังร้านเพื่อนำมาห่อข้าว และเนื้อตากแห้งเพื่อเป็นเสบียงเดินทางให้แก่เพื่อนสนิทเพียงคนเดียวของตนเช่นกัน ระหว่างนั้นบัณฑิตหนุ่มก็อดคิดถึงช่วงเวลาในอดีตที่เขายังอยู่ที่สำนักผิงจิ้งเต๋อไม่ได้ ตั้งแต่ในความทรงจำของจางซานคนเดิมที่เติบโตมาในสำนักบัณฑิตบนภูเขาไป๋หลงซาน จนกระทั่งตายไปแล้วมีวิญญาณของลู่จิ้นเหอเข้ามาสิงสู่ร่างแทน ทุกๆวันนอกจากอาจารย์แล้ว ก็มีหลี่ซื่อที่อยู่เคียงข้างเขามาตลอด ตั้งแต่เด็กจนโตจางซานเป็นคนที่สุภาพอ่อนน้อมจึงเป็นที่ชื่นชอบของเหล่าผู้อาวุโส แต่เนื่องจากเขาไม่สู้คนจึงมักถูกคนอื่นที่อิจฉารังแกอยู่เสมอ และก็มีเพียงหลี่ซื่อที่ปกป้องเขาอยู่เสมอ แม้แต่วันที่จางซานตกเขาเสียชีวิต หลังจากฟื้นชีพขึ้นมาในสภาพย่ำแย่ก็ได้หลี่ซื่อคอยดูแลอยู่เคียงข้างจนกระทั่งหายดี แม้ว่าหลังจากที่ลู่จิ้นเหอเข้ามาอยู่ในร่างแทนจางซาน สติปัญญาที่โดดเด่น และนิสัยที่กล้ามากขึ้น ทำให้ชายหนุ่มได้กลายเป็นบัณฑิตหน้าใหม่ ศิษย์ของสำนักผิงจิ้งเต๋อผู้มีเกียรติ ก็เกิดช่องว่างระหว่างเพื่อนทั้งสองมากขึ้น แต่สุดท้ายแม้ว่าจะตกอับเพียงใดหลี่ซื่อก็ยังคงอยู่ข้างจางซานไม่จากไปไหน ทางด้านของคนรับใช้หนุ่มหลี่ซื่อ เขากำลังจัดเตรียมอุปกรณ์ล่าสุดอยู่ในห้องนอนของเขา มันเป็นเพียงห้องแคบๆที่มีการก่อพื้นอิฐฉาบปูนยกพื้นขึ้นมาเป็นเตียงสำหรับวางที่นอน กับโต๊ะไม้เก่าๆชุดหนึ่ง และหีบใบใหญ่หนึ่งใบเท่านั้น หลังจากที่เปิดฝาหีบออกแล้วควานหาของที่ต้องการ หลี่ซื่อก็เหลือบไปเห็นถุงย่ามสีขาวใบหนึ่งที่ถูกทับอยู่ใต้กองข้าวของมานาน เขาหยุดมือจากทุกสิ่งแล้วเลือกที่จะหยิบถุงย่ามใบนั้นขึ้นมาแทน มันคือถุงย่ามที่ภายในบรรจุถุงผ้าสีขาวใบเล็กอีกสามใบ ซึ่งแต่ละใบก็มีตัวเลขกำกับเอาไว้ด้วย ชายหนุ่มค่อยๆเปิดถุงผ้าที่มีขีดสีดำหนึ่งขีดเขียนไว้ในแนวนอน หรือก็คือหมายเลข 1 นั่นเอง เขาหยิบกระดาษใบหนึ่งที่ถูกม้วนไว้ออกมาแล้วคลี่มันเพื่ออ่านข้อความที่เขียนอยู่ด้านใน‘หลี่ซื่อ เมื่อเจ้าได้อ่านจดหมายฉบับนี้พวกเจ้าคงจะได้เช่าตึกเก่าๆหลังนั้นเพื่อสร้างสำนักแล้ว สิ่งต่อไปที่เจ้าต้องทำ คือช่วยเหลือจางซานในฐานะผู้ช่วยที่ซื่อสัตย์ แต่ถ้านับจากวันที่เปิดสำนักไปจนครบ 6 เดือนแล้วยังไม่อาจมีศิษย์ถึง 10 คน ให้เปิดถุงที่ 2 แต่ถ้าสามารถทำได้สำเร็จให้เปิดถุงที่ 3’ แม้ว่าในวันนี้หลี่ซื่อจะท้อแท้ และกล่าวโทษตัวเอง แต่เมื่อได้อ่านข้อความยืดยาวที่ไม่รู้ว่าใช้อะไรขีดเขียนลงบนกระดาษแผ่นเล็กๆนี้ มันทำให้ชายหนุ่มผิวคล้ำได้ตระหนักถึงเป้าหมายอันแน่วแน่อีกครั้ง “ผู้อาวุโสเจ็ด สิ่งที่ท่านฝากฝังข้าไว้ ข้าจะทำมันให้สำเร็จ!” ชายหนุ่มกล่าวกับตัวเองด้วยใจอันแน่วแน่ และน้ำเสียงหนักแน่น ก่อนที่จะเก็บของให้เรียบร้อย แล้วไปเอาเสบียงในครัวเพื่อออกไปล่าสัตว์ที่นอกเมืองมาเป็นอาหารเย็นกับเสบียงในวันต่อๆไป ส่วนจางซานหลังจากเตรียมเสบียงอาหารให้เพื่อนของเขาเรียบร้อยแล้ว ก็กลับไปนั่งประจำที่เคาน์เตอร์หน้าร้านเช่นเดิม เวลาว่างที่ไม่มีอะไรทำส่วนใหญ่เขาใช้เวลาไปกับการอ่านตำราโบราณ ซึ่งความยาวของเรื่องหนึ่งที่กว่าจะจบนั้นต้องใช้ม้วนไม้ไผ่เกือบร้อยม้วนในการบันทึก ทำให้ที่โต๊ะด้านหลังเคาน์เตอร์นั้นกองเต็มไปด้วยม้วนตำรามากมาย ในเรื่องที่ชื่อว่ายุควิญญาณ แห่งดินแดนสายน้ำมรกต เพียงแต่ว่าม้วนตำราเล่มที่จางซานเลือกมานั้น ยังคงม้วนปิดอยู่บนโต๊ะอย่างนั้น ด้วยเพราะในใจของชายหนุ่มยังคงไม่มีอารมณ์ที่จะอ่านมันในตอนนี้ จางซานล้วงมือเข้าไปในอกเสื้อเพื่อหยิบบางสิ่งออกมา ซึ่งมันก็คือถุงผ้าสีแดงใบเล็กที่มีเลข 1 กำกับอยู่นั่นเอง เขาบรรจงแกะเชือกที่มัดปากถุงไว้แล้วหยิบม้วนกระดาษเล็กๆภายในนั้นออกมาคลี่อ่าน‘จางซาน เมื่อเจ้าได้อ่านจดหมายฉบับนี้พวกเจ้าคงจะได้เช่าตึกเก่าๆหลังนั้นเพื่อสร้างสำนักแล้ว สิ่งต่อไปที่เจ้าต้องทำ คือยึดอาชีพครูบัณฑิตสอนสั่งความรู้แก่ลูกศิษย์ แต่ถ้านับจากวันที่เปิดสำนักไปจนครบ 6 เดือนแล้วยังไม่อาจมีศิษย์ถึง 10 คน ให้เปิดถุงที่ 2 แต่ถ้าสามารถทำได้สำเร็จให้เปิดถุงที่ 3’