กู้หยวนเจี๋ยเองก็ได้ยินเรื่องราวของกู้ชิงเฉิงเขาไม่คิดว่านางยังมีชีวิตรอดกลับมาได้ แต่ตอนนี้นางอาศัยอยู่ในจวนองค์รัชทายาทเขาจึงไร้ซึ่งโอกาสที่จะกระทำการใดๆ ได้อีก
“องค์รัชทายาทได้ส่งเทียบเชิญมาแล้ว บอกว่าจะพา…ชิงเฉิงกับบุตรชายกลับจวนในวันนี้” กู้หยวนเจี๋ยหันมองถังเชี่ยวผู้เป็นภรรยาพลางปลอบประโลม “เจ้าไปบอกตงหลิง ให้นางอดทนไว้ก่อน”
“นังเด็กสารเลวนั่นยังมีชีวิตรอดอยู่จริงหรือ เมื่อครานั้น…” ถังเชี่ยวกล่าวเสียงกัดฟัน
“ฮูหยินอย่าได้โกรธไปเลย เมื่อไม่กี่วันก่อนตงหลิงก่อเรื่องใหญ่ถ้าไม่ใช่เพราะข้าไปขอให้ตระกูลไป๋ช่วยเหลือ และกราบทูลต่อฝ่าบาทเกรงว่าพวกเราคงไม่อาจมีชีวิตรอดมาถึงวันนี้ได้หากองค์รัชทายาททรงผูกใจเจ็บเรื่องนี้ พวกเราล้วนอยู่กันลำบากนัก ดังนั้นห้ามทำให้องค์รัชทายาทพิโรธอีกเป็นอันขาด!”
“อดทนไว้สักระยะก่อน ไม่นานพวกเราคงมีหนทางกำจัดเจ้าตัวปัญหาผู้นี้ได้”
“ข้าได้ยินมาว่าองค์รัชทายาททรงยอมรับนางเป็นพระชายา เช่นนั้นเราก็ต้องระมัดระวังให้มาก”
กู้หยวนเจี๋ยพยายามโน้มน้าวด้วยถ้อยคำอ่อนโยนถังเชี่ยวคือนางดวงใจของเขา นางได้รับความรักใคร่เอาใจใส่มาหลายปีไม่เคยเปลี่ยนและเพราะถังเชี่ยว เขาจึงเลี้ยงดูกู้ตงหลิงมาตั้งแต่เล็กด้วยความทะนุถนอม
สำหรับไป๋ซินแล้วเขาไม่ได้พิสมัยนางเลย นางเป็นเพียงบันไดให้เขาเหยียบย่ำเท่านั้นเพราะไป๋ซินมีชาติตระกูลที่ดี มีพื้นเพที่ดี มีบิดาและพี่ชายที่ดีเขาจึงยอมประนีประนอม แต่งนางเข้าจวน
“ฮึ เด็กนั่นก็เป็นแค่คนโง่เท่านั้น จะกลัวอะไรกัน” ถังเชี่ยวกล่าวอย่างเย็นชา“หากนางกล้าทำร้ายตงหลิง ครั้งนี้ข้าจะทำให้นางต้องทุกข์ทรมานยิ่งกว่าครั้งก่อนเสียอีก” นางไม่ได้เห็นกู้ชิงเฉิงอยู่ในสายตาแม้แต่น้อยมิเช่นนั้นนางคงไม่ได้วางแผนเล่นงานนางจนยับเยินถึงเพียงนั้นกระทั่งตระกูลไป๋ยังถูกนางปั่นหัวอยู่ในกำมือ
“จริงสิ ผู้ที่ล่วงรู้เรื่องราวในครานั้นจัดการเรียบร้อยแล้วใช่หรือไม่?”ถังเชี่ยวพลันนึกบางสิ่งขึ้นได้ จึงถามเสียงเบา
“ฮูหยินวางใจเถิด ผู้คนตอนนั้น ข้าสังหารปิดปากไปหมดแล้ว” กู้หยวนเจี๋ยกล่าวพลางยิ้ม “ชิงเฉิงรอดชีวิตมาได้นับเป็นเรื่องเหนือความคาดหมายยิ่งนัก” นับเป็นเรื่องเหนือความคาดหมายจริงๆเขาไม่เคยคาดคิดมาก่อนเลย
“ในเมื่อนางรนหาที่ตาย เราก็ไม่จำเป็นต้องปรานี เรื่องราวในครานั้นแม้นางจะรู้ไม่มากนัก แต่ก็ไม่น้อยเช่นกัน ดังนั้นจะปล่อยให้นางมีชีวิตอยู่ไม่ได้เด็ดขาด” ถังเชี่ยวพยักหน้า“วันนี้นางจะกลับมาที่นี่อย่างนั้นหรือ” ประกายความอำมหิตฉายวาบในดวงตาพูดจบนางก็พลางหมุนตัวเดินไปหากู้ตงหลิง
“นังสารเลวนั่นยังมีชีวิตรอดอยู่จริงๆ คนของเราไร้ความสามารถไม่รู้ว่าทำงานกันได้อย่างไร!” กู้ตงหลิงช่วงนี้ไม่กล้าโอ้อวดมากนักการกระทำจึงค่อนข้างเงียบเชียบ อีกทั้งยังเคยเสียท่าให้กู้จิ่งเซวียนนางจึงยิ่งระมัดระวังมากขึ้น
“ว่ากันว่า… นางไม่ได้โง่งมอีกต่อไปแล้ว” ถังเชี่ยวมีความกังวลอยู่บ้างทว่าบุตรสาวของนางกลับฟื้นตัวจากอาการบาดเจ็บที่ขาจนเป็นปกติทำให้นางรู้สึกโล่งใจขึ้นมาบ้างอีกทั้งนางยังรู้สึกขอบคุณต่ออันหยวนถังอยู่เล็กน้อยจึงไม่ได้ร่วมมือกับกู้ตงหลิงเพื่อจัดการอันหยวนถัง
“เจ้าค่ะ นางยังพาซือจื่อกลับมาด้วย” กู้ตงหลิงหรี่ตาจากนั้นก็เอ่ยขึ้นมาอย่างกะทันหัน “ท่านแม่ข้าอยากสมรสกับองค์รัชทายาท ท่านทำให้สองแม่ลูกนั่นหายไปได้หรือไม่เจ้าคะ”
“ดี แม่จะจัดการให้เอง” ถังเชี่ยวตอบกลับอย่างไม่ลังเล“เมื่อครานั้น เขายังสามารถแต่งกับกู้ชิงเฉิงผู้โง่งมได้ เช่นนั้นเขาก็ต้องแต่งกับเจ้าเช่นกัน” รอยยิ้มที่มุมปากและแววตาของนางยิ่งลึกล้ำขึ้นอีกหลายส่วนสองแม่ลูกนี้นับว่าเชี่ยวชาญการใช้เล่ห์เหลี่ยมต่ำทรามยิ่งนักและยังกระทำได้อย่างแนบเนียนไร้ที่ติ
--------
ณตำหนักบูรพา
กู้ชิงเฉิงไม่ได้สวมผ้าคลุมหน้าเผยให้เห็นรอยแผลเป็น แต่กลับแต่งหน้าให้กู้จิ่งเซวียนแทนเด็กน้อยวัยกำลังน่ารักกลายเป็นสุภาพบุรุษในพริบตาทำให้โม่อวี้เฉินรู้สึกอัศจรรย์ใจยิ่งนัก ไม่ใช่การปลอมแปลงโฉมหากแต่กลับมีประสิทธิภาพยิ่งกว่าการปลอมแปลงโฉมเสียอีก
ในชั่วขณะหนึ่งโม่อวี้เฉินรู้สึกตกตะลึงยิ่งนัก และโดยไม่รู้ตัวก็มองไปยังใบหน้าของกู้ชิงเฉิงในใจพลันเกิดความสงสัยขึ้นมาหลายส่วน รอยแผลไหม้เหล่านั้นสามารถลบเลือนได้เช่นนั้นรอยแผลเป็นนี้…
กู้หยวนเจี๋ยรู้ว่าภรรยาและบุตรสาวกำลังวางแผนอะไรจึงไม่ได้ห้ามปรามเขานำบ่าวไพร่ทั้งเรือนไปรอรับองค์รัชทายาทและพระชายาถึงหน้าจวนด้วยตนเอง
สำหรับบุตรสาวอย่างกู้ชิงเฉิงนั้นเขาไม่เคยใส่ใจแม้แต่น้อย เพื่อเอาใจถังเชี่ยว เขาจึงใช้ทุกวิถีทางเท่าที่จะทำได้
“ถวายบังคมองค์รัชทายาท และพระชายาพ่ะย่ะค่ะ” กู้หยวนเจี๋ยก้มหน้าลงทว่ากลับแอบชำเลืองมองกู้ชิงเฉิง เมื่อเห็นรอยแผลเป็นบนใบหน้าของนางเขาก็ชะงักไปครู่หนึ่ง ความรังเกียจในแววตาไม่อาจปกปิดได้มิด
เขาจงใจน้อมกายคารวะเพื่อรอให้กู้ชิงเฉิงเข้ามาช่วยพยุงในสายตาของเขา แม้กู้ชิงเฉิงจะได้เป็นชายาขององค์รัชทายาทก็ยังคงต้องแสดงความเคารพต่อหน้าเขา น่าเสียดายที่เขารอแล้วรอเล่าก็ไม่ได้เห็นกู้ชิงเฉิงก้าวเข้ามาประคอง ทำให้เขารู้สึกไม่สบอารมณ์อยู่บ้าง
“ท่านราชครูไม่ต้องมากพิธี ถึงอย่างไรก็เป็นครอบครัวเดียวกันเชิญลุกขึ้นเถิด” โม่อวี้เฉินชำเลืองมองกู้ชิงเฉิงที่ยืนนิ่งไม่ไหวติงครู่หนึ่งจึงเอ่ยขึ้น
แม้แต่ถังเชี่ยวก็ขมวดคิ้วแน่นนางรู้สึกว่ากู้ชิงเฉิงควรตายเสียแต่เนิ่นๆถึงกับยอมรับการคารวะจากพวกเขาอย่างไม่สะทกสะท้านช่างเป็นสตรีที่ไร้ยางอายยิ่งนัก!
“น้องสาว เจ้ากลับมาแล้ว ดีจริงๆ” กู้ตงหลิงเก็บซ่อนความเกลียดชังในใจไว้นางแย้มยิ้มพลางจ้องมองกู้ชิงเฉิงตรงๆ เมื่อเห็นรอยแผลเป็นบนใบหน้าของกู้ชิงเฉิงรอยยิ้มก็ยิ่งลึกซึ้งขึ้น
“เรียกข้าว่าพระชายา” กู้ชิงเฉิงเอ่ยด้วยสีหน้าเย็นชา
คำพูดนั้นทำให้กู้ตงหลิงแทบจะรักษารอยยิ้มไว้ไม่ได้เพราะมีองค์รัชทายาทและเหล่าผู้คนอยู่ ณ ที่นั้น นางจึงไม่ได้แสดงอาการใดๆ ออกมา
“ชิงเฉิง นางเป็นพี่สาวของเจ้านะ” ถังเชี่ยวในที่สุดก็อดทนไม่ไหวเจ้าคนโง่เง่านี่แต่ไหนแต่ไรมาก็ซื่อสัตย์หวาดกลัวดุจหนูต่อหน้ากู้ตงหลิงเหตุใดวันนี้จึงกล้าใช้อำนาจของพระชายากดดันพวกเขาเช่นนี้ ช่างเป็นการหาที่ตายชัดๆนางยิ่งอยากสังหารกู้ชิงเฉิงเสียให้สิ้น ในใจพลางคิดว่า วันนี้จะต้องทำให้กู้ชิงเฉิงมีแต่ทางมาไม่มีทางกลับ!
“ข้าต้องให้ความสำคัญกับฐานะของขุนนางและองค์รัชทายาทก่อนแล้วจึงค่อยเป็นเรื่องของบิดาและบุตร เชื่อว่าฮูหยินกู้คงจะเข้าใจดี” กู้ชิงเฉิงเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นชา ไม่เหลือไว้ซึ่งความเกรงใจแม้แต่น้อยทำให้ทุกคนถึงกับพูดไม่ออก สีหน้าของแต่ละคนจึงแทบจะทนดูไม่ได้
โม่อวี้เฉินยืนอยู่ข้างกู้ชิงเฉิงโดยมีกู้จิ่งเซวียนอยู่ในอ้อมกอด เขาไม่ได้เอ่ยสิ่งใดเขาปล่อยให้กู้ชิงเฉิงกระทำไปตามอำเภอใจ ทำให้ผู้คนในจวนกู้ต่างก็ทำอะไรไม่ถูก
“ดีๆๆ!” ถังเชี่ยวตอบกลับด้วยความคับแค้นใจ “พระชายาเอ่ยได้ถูกต้องยิ่งนัก”
“เอาเถิด พระชายาหายไปหลายปีพ่อคิดถึงเจ้าเหลือเกิน ในเมื่อเจ้าไม่เป็นอะไร ก็กลับมาเยี่ยมเยียนพ่อบ่อยๆส่วนตอนนี้เรารีบเข้าจวนกันเถอะ” กู้หยวนเจี๋ยจอมเจ้าเล่ห์เมื่อเห็นโม่อวี้เฉินไม่ได้เอ่ยสิ่งใดจึงไม่กล้าตำหนิ เขาไม่อาจคาดเดาเจตนาของโม่อวี้เฉินได้ในชั่วขณะ
พูดจบเขาก็หันไปมองกู้จิ่งเซวียนและพยายามเค้นรอยยิ้ม ก่อนจะยื่นมือออกไป “ซือจื่อเรียกข้าว่า ท่านตาเถิด”
กู้จิ่งเซวียนยิ้มอย่างไม่เป็นพิษเป็นภัยพลางหันไปมองกู้ชิงเฉิง “ท่านแม่ ตาคือสิ่งใดหรือ?”
ท่าทางนั้นช่างไร้เดียงสาและบริสุทธิ์เขาถามอย่างจริงจัง ราวกับเป็นเด็กใฝ่เรียนรู้
“นี่…” กู้ชิงเฉิงอดกลั้นรอยยิ้มพลางตอบอย่างจริงจังว่า “ตาไม่ใช่สิ่งของหรอกนะ”
คำพูดนี้ทำให้ใบหน้าของกู้หยวนเจี๋ยเกือบจะบิดเบี้ยวเป็นเกลียวเขาอยากจะลงโทษ ทว่าก็ต้องอดทนไว้
กู้ตงหลิงรู้สึกโกรธเกรี้ยวในใจพลางมองกู้จิ่งเซวียนอีกสองสามครั้ง นางรู้สึกคุ้นเคยอยู่บ้างแต่ก็จำไม่ได้ว่าเคยเห็นที่ไหน อย่างไรก็ตามนางก็ยังรู้สึกว่าเด็กคนนี้ช่างน่ารังเกียจนัก ดูภายนอกช่างน่ารักน่าชังทว่าคำพูดที่เอ่ยออกมานั้น กลับทำให้ผู้คนโมโหจนอยากตาย แต่ก็ไม่อาจลงโทษเขาได้ด้วยเหตุนี้ กู้หยวนเจี๋ยจึงถูกด่าว่าไปเสียแล้ว
“ไม่ใช่สิ่งของอย่างนั้นหรือ” กู้จิ่งเซวียนพยักหน้าราวกับเข้าใจบ้างไม่เข้าใจบ้าง
กู้หยวนเจี๋ยโกรธจนใบหน้าซีดเผือดทว่าทำได้เพียงอดทนไว้
“เรียกท่านตาเถิด” โม่อวี้เฉินรู้ดีว่าสองแม่ลูกคู่นี้ไม่ใช่คนธรรมดาการแสดงร่วมกันเช่นนี้ ช่างเข้าขาได้ดีนัก ทว่าก็น่าพอใจไม่น้อย
“ท่านตา สบายดีไหมขอรับ” กู้จิ่งเซวียนเอ่ยอย่างเชื่อฟังพลางบ่นพึมพำกับตนเอง “ไม่ใช่สิ่งของ แล้วจะเป็นอะไรเล่า…”