ห้องนอนชิงหลี คฤหาสน์ตระกูลหยาง | เวลา 18:55 น.
ทันทีที่รถลีมูซีนคันหรูเลื่อนมาจอดสนิทที่หน้ามุขคฤหาสน์ ชิงหลีที่นั่งตัวลีบอยู่ข้างประตูรถ ก็พรวดพราดลงจากรถราวกับเหยื่อที่หลุดจากกรงเล็บพยัคฆ์ เธอทิ้งรองเท้าส้นสูงคู่หรูเอาไว้บนรถแล้วพรวดพราดขึ้นห้องนอนไปโดยไม่คิดชีวิต
ปัง!
เธอกระแทกปิดประตูลงกลอนอย่างแรง ยันกายพิงบานประตูไม้สลักที่เย็นเยียบดุจน้ำแข็งด้วยหัวใจที่เต้นรัวจนเจ็บหน้าอก ลมหายใจแห้งผากราวกับสูดอากาศที่แห้งแล้งจากทะเลทรายเข้าไป “ฉัน... ฉันเป็อะไรไป ทำไมรู้สึกแปลกๆ แบบนี้” เธอพึมพำกับตัวเอง มือบางลูบไปที่ริมฝีปากที่เพิ่งััเขาไปอย่างบ้าบิ่น ก่อนจะเลื่อนลงมาลูบหน้าอกเบาๆ เพราะหัวใจที่เต้นรัวเร็วราวกับกลองศึก
ปัง! ปัง! ปัง!
เสียงทุบประตูไม้หนาดังสนั่นจากด้านนอกจนเธอสะดุ้งสุดตัว สีหน้าซีดเผือดจนไร้สีเืฝาด เพราะหวาดกลัวว่าร่างหนาจะตามมาเก็บดอกเบี้ยที่เธอกล้าไปจูบเขาบนรถ
“อีชิงหลี! มึงรีบเปลี่ยนเอาชุดแม่กูคืนมา แล้วเอารองเท้าเน่าๆ ของมึงคืนไป อีเวรเอ๊ย... วิ่งไม่ดูเหี้ยอะไรเลยนะมึง” เสียงหยางเป่ยะโสั่งมาจากข้างนอกอย่างเผด็จการ น้ำเสียงดุดันนั้นไม่มีแววล้อเล่น
“ดะ... เดี๋ยวเอาไปให้ค่ะ!” เธอะโตอบผ่านประตูบานหนา พลางสูดหายใจลึกๆ พยายามปรับสมดุลลมหายใจให้มั่นคง
ชิงหลีเดินไปที่ตู้เสื้อผ้า เมื่อสังเกตว่ากระเป๋าเสื้อผ้าของเธอถูกรื้อออกมาจัดเก็บให้แล้วเรียบร้อย เธอพึมพำบ่นอุบอิบสะกดกลั้นอารมณ์ที่สั่นกลัวหรืออารมณ์ที่เธอเองก็ไม่เข้าใจ “จะทุบอะไรปานนั้น แค่เคาะก็ได้ยินแล้วไม่ใช่เหรอ อารมณ์ขึ้นๆ ลงๆ ประสาทเสียราวกับคนวัยทองไม่มีผิด ถึงว่าบิดาผู้น่ารักของฉัน ถึงได้ยอมให้ฉันมาแทนที่ลูกสาวที่รัก”
ชิงหลีรีบคว้าชุดอื่นในตู้มาเปลี่ยนใส่แบบส่งๆ ก่อนจะแง้มประตูแล้วยื่นกี่เพ้าสีน้ำเงินเข้มคืนให้เ้าของ “ชุดของแม่คุณค่ะ... ฉันคืนให้แล้ว”
หยางเป่ยรับชุดไปโดยไม่เอ่ยคำใด เขาโยนรองเท้าคู่หรูเข้าไปในห้องที่เปิดแง้มประตูเพียงน้อยนิด ใบหน้าคมสันเรียบตึงจนเดาอารมณ์ไม่ได้ เขาเหลือบมองใบหน้าซีดเซียวของเธอครู่หนึ่งก่อนจะหมุนตัวเดินจากไป ทิ้งไว้เพียงความเงียบที่น่าอึดอัด
ชิงหลีปิดประตู หมุนตัวกลับไปทรุดตัวลงนั่งบนโซฟาพลางถอนหายใจยาว “เอาเถอะชิงหลี... ในเมื่อเลือกไม่ได้ ก็แค่ต้องอยู่กับมันให้ได้” เธอกระซิบปลอบใจตัวเองด้วยรอยยิ้มที่เต็มไปด้วยการประชดประชันชีวิต “อย่าทำตัวงี่เง่าไร้สาระไปหน่อยเลย เพราะยังไงซะ... ก็ไม่มีใครหน้าไหนมารับฟังคนอย่างเธออยู่แล้ว”
ั์ตาสีเทาหม่นกลับมาสงบนิ่งและเ็าดุจผิวน้ำที่ถูกแช่แข็งไว้ เพื่อไม่ให้ความเ็ปใดๆ เล็ดลอดเข้าไปได้อีก เธอสวมิญญาหุ่นเชิดที่ไร้ความรู้สึกอีกครั้ง นั่งเหม่อลอยท่ามกลางความมืดที่ค่อยๆ คืบคลานเข้ามาในห้อง
หญิงสาวมองไปยังรอบๆ ห้องสีชมพูหวานเลี่ยนที่ถูกจัดแต่งอย่างจอมปลอมจนเธอทนต่อไปไม่ไหว จึงหยิบสมาร์ทโฟนขึ้นมาเพื่อเช็กยอดเงินที่ยังคงค้างในบัญชี หลังจากเธอจดทะเบียนสมรสกับหยางเป่ย เงินเก็บจำนวนหกหลักของมารดาผู้ล่วงลับก็ถูกโอนเข้ามาในบัญชีของเธอทันที
“รื้อทิ้งเลยแล้วกัน ผ้าม่าน ผ้าปูเตียง ลงทุนหน่อยแล้วกันชิงหลี ในเมื่อต้องมาทนอยู่ที่นี่แล้ว ก็ทำความสะอาดหน่อยแล้วกัน”
ห้องทำงานหยางเป่ย คฤหาสน์ตระกูลหยาง | เวลา 21:00 น.
ห้องทำงานโทนสีเข้มที่มีบรรยากาศเคร่งขรึม ม่านควันบุหรี่สีหม่นลอยฟุ้งบดบังแสงไฟสลัว ชายหนุ่มนั่งฟังรายงานจากลูกน้องคนสนิท ว่า่เวลาที่เขาไปที่คฤหาสน์หลักตระกูลเกิดอะไรขึ้นบ้าง
“เฮียครับ ของจะถึงพรุ่งนี้เช้า แต่เราต้องเปลี่ยนแผนไปขึ้นที่ท่าน้ำอีกฝั่งแทนครับ” ปานันยืนตรงหน้าโต๊ะไม้หนา รายงานด้วยสีหน้าเคร่งเครียดจนเหงื่อซึม “ฝั่งเดิมกลิ่นเนื้อมันแรงจนกลบไม่มิด พวกไฮยีน่าตามแห่กันมาเพียบเลยครับ ผลพวงจากงานแต่งของเฮียนั่นแหละที่ทำเอาคนจับตามองกันทั้งเมือง”
“หืม... ตามกลิ่นเก่งดีนี่...” หยางเป่ยแค่นยิ้มเย็น เขาหมุนเก้าอี้ไปด้านข้าง แววตาคมกริบจ้องมองฝ่าความมืดออกไปนอกหน้าต่างด้วยรอยยิ้มเ้าเล่ห์ “งั้นพวกมึงก็เอาะเิไปล่อที่ท่าเดิมสักตันสองตันสิ ให้พวกมันยุ่งจนไม่มีเวลามาตามกลิ่นจริง... แล้วสั่งคนจับตาดูหยางชวน หลานชายคนโตที่รักของกูไว้ด้วย อย่าให้มันคลาดสายตาแม้แต่วินาทีเดียว!”
“ครับเฮีย” ปานันรับคำสั่งด้วยความยำเกรง แม้จะเริ่มงงงวยอย่างไม่เข้าใจว่าทำไมต้องจับตามองคุณชายใหญ่ด้วย เพราะทางนั้นคนของเฮียใหญ่ยังไงก็ต้องปกป้องอยู่แล้ว
“แล้ว... ชิงหลีทำอะไรอยู่?” เขาหมุนเก้าอี้กลับมา แล้วเอ่ยถามอย่างไม่ใส่ใจ แต่ปลายนิ้วที่เคาะเป็จังหวะสม่ำเสมอพลันหยุดชะงักเพื่อรอฟังคำตอบ
ลูกน้องอีกคนรีบก้มหน้ารายงาน “ั้แ่กลับมา แม่บ้านบอกว่านายหญิงอยู่แต่ในห้องครับ... และตามแม่บ้านมาช่วย... เอ่อ... รื้อผ้าปูเตียงทิ้ง และกำลังรื้อทำลายห้องชุดสีชมพูนั่นอย่างบ้าคลั่งครับ”
หยางเป่ยชะงักไปครู่หนึ่ง คิ้วเข้มขมวดเข้าหากันจนเป็ปม “รื้อผ้าปูเตียง? รื้อห้อง?” เขาคิดถึงเมื่อวานที่หญิงสาวเคยขอให้แม่บ้านมาถามเื่เปลี่ยนห้อง เพราะไม่ชอบการตกแต่งเดิม เขาแค่นหัวเราะในลำคอเพื่อสลัดความวุ่นวายใจ “ปานัน แกหาช่างมาจัดการให้เธอซะ ก่อนที่ยัยเด็กนั่นจะรื้อคฤหาสน์กูทิ้งทั้งหลัง”
ห้องนอนชิงหลี คฤหาสน์ตระกูลหยาง | เวลาเดียวกัน
สภาพห้องนอนที่เคยหรูหราด้วยโทนสีชมพูหวานแหวว บัดนี้กลับไม่ต่างจากสนามรบย่อยๆ ชิงหลี ตวัดกระชากผ้าปูเตียงสีชมพูแหววทิ้งราวกับขยะแขยง ม่านเตียงฟูฟ่องถูกดึงทิ้งจนหลุดลุ่ย เธอยืนเท้าสะเอวมองฟูกเปล่าๆ ด้วยแววตาเ็า ก่อนจะกำชับให้แม่บ้านไปนำชุดเครื่องนอนสีเทาควันบุหรี่มาแทนที่ให้ใหม่
“แบบนี้ค่อยพอนอนได้หน่อย ขืนต้องนอนลงบนสีหวานจอมปลอมนั่น ฉันคงฝันร้ายไปตลอดชาติ” เธอบ่นพึมพำกับตัวเอง สายตากวาดมองไปรอบห้องที่ยังคงมีร่องรอยรสนิยมที่เธอแสนเกลียด
“พรุ่งนี้ต้องเปลี่ยนม่านด้วย สีอุจาดตาชะมัด... ที่จริงถ้าเป็ยัยอิงอิงแต่งเข้ามา ยัยนั่นคงปลื้มจนตัวสั่นล่ะนะ” เธอแค่นยิ้มเยาะให้กับรสนิยมที่ถูกยัดเยียดมาให้ ความเย็นเยียบของผ้าปูที่นอนสีเข้มที่เริ่มถูกจัดวางใหม่ช่วยให้เธอรู้สึกปลอดภัยกว่าความหวานเลี่ยนที่ถูกจัดเตรียมไว้สำหรับเ้าสาวแสนดีอย่าง เจิ้งอิงอิง... ซึ่งไม่ใช่คนอย่างเธอ
หญิงสาวเดินไปทิ้งตัวลงบนโซฟาตัวยาว นิ้วเรียวไถหน้าจอสมาร์ทโฟนเลือกเฟอร์นิเจอร์ใหม่อย่างใจเย็น ท่ามกลางเหล่าแม่บ้านที่วิ่งวุ่นจัดการความเรียบร้อยตามคำสั่ง ของใช้กุ๊กกิ๊กสีชมพูถูกโยนลงถังขยะอย่างไม่ใยดี ห้องที่เคยเหมือนวิมานเ้าหญิง บัดนี้เละเทะไม่ต่างจากเขตก่อสร้าง
“มึงคิดว่ามึงทำบ้าอะไรอยู่! อีโสเภณี!” เสียงคำรามทรงอำนาจดังขึ้นพร้อมกับการปรากฏตัวของ หยางเป่ย เขาหยุดจ้องมองเศษซากความหรูหราที่ถูกทำลายด้วยแววตาตระหนก ไม่คาดคิดว่าผู้หญิงตัวเล็กๆ จะกล้ารื้อห้องที่เขาจัดเตรียมไว้ทิ้งจริงๆ
“เปลี่ยนผ้าปูเตียงค่ะ” ชิงหลีตอบสั้นๆ น้ำเสียงเรียบนิ่งไร้ความตื่นตระหนก เธอเม้มริมฝีปากแน่นเมื่อมองกองขยะที่เธอเพิ่งโละทิ้งไป อย่างรู้สึกผิดที่ทำไปตามสัญชาตญาณของเธอ
เส้นเืที่ขมับของหยางเป่ยเต้นตุบ เขาทวนคำพูดเธอในลำคออย่างพยายามระงับอารมณ์ “เปลี่ยนผ้าปูเตียง...?” สายตาคมกริบกวาดมองข้าวของราคาแพงที่ถูกเขี่ยทิ้งเหมือนขยะ “มึง...!!” เขาอยากจะอาละวาด อยากจะกระชากร่างที่นั่งลอยหน้าลอยตามาสั่งสอนให้เข็ดหลาบ แต่ความนิ่งเฉยของเธอกลับทำให้เขาหงุดหงิดจนพูดไม่ออก หยางเป่ยสะบัดหน้าเดินออกไปจากห้องทันที เพราะขืนอยู่นานกว่านี้ เขาอาจจะพลั้งมือฆ่าเมียตัวเองทิ้งจริงๆ
เหล่าแม่บ้านยืนตัวสั่นขวัญกระเจิง รังสีอำมหิตที่ยังหลงเหลืออยู่ในอากาศทำให้ไม่มีใครกล้าขยับ
“เป็อะไรของเขาน่ะ... เดินมาะโด่าแล้วก็เดินหนี” ชิงหลีเอียงคอพึมพำ ท่าทีเดียงสาที่ถูกปรุงแต่งขึ้นมาเพื่อปกป้องหยาดน้ำตานั้น ขัดกับั์ตาว่างเปล่าที่มองตามหลังหยางเป่ยไป “เก็บต่อเลยค่ะ เขาเดินไปไกลแล้ว”
เมื่อความวุ่นวายเริ่มสงบลง ชิงหลีก็ได้แต่ปล่อยให้ความคิดล่องลอยกลับไปหาเหตุการณ์เมื่อเช้า ตอนที่เธอได้เจอ หยางชวน อีกครั้ง...
‘หนีเหรอ? จะหนีไปไหนได้ล่ะ?’ เธอถามตัวเองในใจ หนีจากหยางเป่ย หรือหนีจากบิดาบังเกิดเกล้าที่ผลักไสบุตรสาวแท้ๆ เข้าสู่กรงเล็บของฝูงพยัคฆ์ร้ายกันแน่? ขนาด เจิ้งยวน พ่อแท้ๆ เธอยังหนีไม่พ้น แล้วจะเอาอะไรไปสู้กับมัจจุราชอย่างหยางเป่ย ผู้ชายที่ไม่เคยจับธุรกิจสีขาวและไม่มีวันปล่อยเหยื่อให้หลุดมือ
ความฝันที่จะเป็นักแสดงของเธอจบสิ้นลงั้แ่วันที่ก้าวเท้าเข้าพิธีวิวาห์ลวงโลกนี้ เมื่อนึกถึงสิ่งที่บิดาทำไว้ก่อนแต่งงาน ชิงหลีก็ได้แต่แค่นยิ้มเย้ยหยันให้โชคชะตาที่เล่นตลกกับเธออย่างเืเย็น
หนึ่งสัปดาห์ก่อนการแต่งงาน...
ห้องทำงานเจิ้งยวน คฤหาสน์ตระกูลเจิ้ง
ยามเช้าที่ควรจะสดใสและน่ารื่นรมย์ กลับกลายเป็สมรภูมิเชือดเฉือนทางอารมณ์ระหว่างพ่อลูกที่มีความ้าต่างกันโดยสิ้นเชิง ชิงหลีโหยหาชีวิตอิสระและความฝันที่จะเป็นักแสดงตามรอยมารดาผู้ล่วงลับ ทว่าบิดากลับมองเห็นเธอเป็เพียงสินค้าที่มีไว้แลกกับอำนาจ แทนที่จะเป็น้องสาวผู้เป็แก้วตาดวงใจของบิดาและแม่เลี้ยง
“พ่อมีสิทธิ์อะไรมายกเลิกงานของฉัน!” ชิงหลีแผดเสียงลั่นห้องทำงานตระกูลเจิ้งด้วยความเหลืออด “ฉันเพิ่งได้รับบทที่ใฝ่ฝันมา พ่อยกเลิกมันทำไม!”
เจิ้งยวนขยับแว่นสายตาพลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงเ็าไร้เยื่อใย “แกเป็ลูกสาวนักการเมือง เป็เกียรติยศของวงศ์ตระกูล... การไปเร่ขายรูปโฉมกิน แต่งตัวประจานเนื้อหนัง มันน่าอายสิ้นดี แล้วการแต่งตัวแบบนี้ก็เลิกซะ... มันรกลูกตาฉัน”
“เหอะ! หยุดงั้นเหรอ? เพื่อให้ลูกสาวสุดที่รักของพ่อมีโอกาสทุบตีฉันได้ถนัดขึ้นใช่ไหม?” ชิงหลีแสยะเค้นยิ้มขื่นขมผ่านม่านน้ำตาที่รื้นขึ้นมา “เพราะถ้าฉันแต่งตัวมิดชิด คนอื่นจะได้ไม่เห็นรอยแผลที่หลังฉันไง... จะให้ฉันถอดเสื้อผ้าออกตรงนี้เลยไหมล่ะ พ่อจะได้เห็นผลงานของเมียและลูกสาวรักของพ่อชัดๆ ว่าพวกเขาทำอะไรกับลูกสาวคนนี้ไว้บ้าง!”
“หุบปาก! อีลูกทรพี!” เจิ้งยวนตบโต๊ะดังสนั่นจนข้าวของสั่นะเื “แกไม่มีวันได้เป็นักแสดง เพราะแกต้องแต่งงานแทนน้องสาวแก... แกต้องแต่งงานกับ หยางเป่ย”
ชิงหลีชะงักไปครู่หนึ่ง ทั่วทั้งสรรพางค์กายพลันเย็นเยียบดุจถูกสาปให้แข็งค้าง “พ่อบ้าไปแล้วเหรอ? ลูกรักของพ่อไม่อกแตกตายรำพันฟูมฟายหรือไง ที่มัจจุราชอย่างหยางเป่ยต้องตกมาถึงมือฉัน? แล้วอีกอย่างพ่อให้พวกเขาหมั้นกันมาตั้งหลายปี... แล้วอยู่ดีๆ จะให้ฉันข้ามหัวไปแต่งกับคู่หมั้นน้องแบบนี้ หยางเป่ยไม่ฆ่าฉันทิ้งหรือไง!”
“เขาไม่ฆ่าแกหรอก เพราะแกยังมีค่าในฐานะลูกสาวของฉัน”
“โอ้... นี่เพิ่งนึกออกเหรอว่าฉันเป็ลูกสาว?” หญิงสาวยิ้มเย้ยหยัน
“ชิงหลี!” เจิ้งยวนชี้หน้าลูกสาวด้วยมือที่สั่นเทาด้วยโทสะ ก่อนจะโยนซองเอกสารลงบนโต๊ะอย่างไม่ใยดี “แกอยากได้สมบัติของแม่แกคืนไม่ใช่เหรอ? นี่คือเอกสารโอนกรรมสิทธิ์ ทุกอย่างจะสมบูรณ์ทันทีที่แกจดทะเบียนสมรสกับหยางเป่ย... นังแม่ของแกวางกลอุบายไว้อย่างร้ายกาจ ไม่มีใครแตะต้องเงินก้อนนี้ได้นอกจากแกเพียงคนเดียว!”