ระยะทางยี่สิบลี้จากหมู่บ้านชายป่าจนถึงตัวอำเภอชิงสุ่ย สำหรับผู้ที่นั่งเกี้ยวหรือขี่ม้าย่อมใช้เวลาเพียงชั่วจิบชา แต่สำหรับบัณฑิตหนุ่มผู้มีเพียงรองเท้าฟางที่สานขึ้นเองอย่างหยาบๆ การก้าวเดินผ่านเส้นทางทุรกันดารนี้คือบททดสอบความอดทนของร่างกายอย่างแท้จริง
ลมหนาวพัดกระหน่ำไม่หยุดหย่อน เกล็ดน้ำค้างแข็งที่เกาะตามใบหญ้าข้างทางสะท้อนแสงแดดอ่อนๆ ดูคล้ายเข็มเล่มเล็กที่พร้อมจะทิ่มแทงทุกสิ่ง ลู่เฉินกระชับสาบเสื้อตัวนอกที่บางเฉียบและมีรอยปะชุนนับไม่ถ้วนให้แน่นขึ้น สองขาก้าวเดินอย่างมั่นคงแม้จะรู้สึกชาหนึบจนแทบไร้ความรู้สึก กล่องไม้ไผ่ที่สะพายอยู่บนหลังส่งเสียงเสียดสีกับเสื้อผ้าเบาๆ ตามจังหวะการเดิน ภายในนั้นบรรจุความหวังของครอบครัวเอาไว้ นั่นคือม้วนจดหมายจำนวนยี่สิบฉบับที่เขาอดหลับอดนอนใช้วิชาพู่กันคัดลอกมาตลอดสามวันสามคืน
ดวงอาทิตย์ลอยสูงขึ้น บดบังความหนาวเย็นไปได้บ้าง เมื่อลู่เฉินเดินทางมาถึงหน้าประตูเมืองชิงสุ่ย กำแพงหินสีเทาเข้มตั้งตระหง่านราวกับสัตว์ประหลาดขนาดั์ที่คอยพิทักษ์ความมั่งคั่งของคนในเมือง เงา ของซุ้มประตูเมืองที่ก่อตัวขึ้นจากอิฐก้อนใหญ่ทอดทับลงบนพื้นดินเป็บริเวณกว้าง แบ่งแยกโลกของผู้มีอันจะกินและโลกของคนยากไร้ออกจากกันอย่างชัดเจน
ทหารยามสวมชุดเกราะหนังสองนายยืนถือหอกยาวจ้องมองผู้คนที่สัญจรไปมาด้วยสายตาประเมินค่า เมื่อเห็นสภาพซอมซ่อของลู่เฉิน หนึ่งในทหารยามก็ขยับหอกเข้ามาขวางทางทันที
"หยุดก่อน! ค่าผ่านทางเข้าเมืองสองอีแปะ หากไม่มีก็ไสหัวกลับไปซะ" ทหารยามตวาดเสียงห้วน ั์ตาเต็มไปด้วยความดูแคลน
ลู่เฉินไม่ได้แสดงอาการโกรธเคือง เขาคุ้นเคยกับสายตาเช่นนี้ดี ชายหนุ่มล้วงมือเข้าไปในอกเสื้อ ก่อนจะหยิบป้ายไม้แกะสลักอักษรคำว่า ‘ถงเซิง’ (ผู้ผ่านการทดสอบระดับเบื้องต้น) ออกมายื่นให้อีกฝ่ายดู แม้จะเป็เพียงขั้นต่ำสุดของการเป็บัณฑิต แต่มันก็เป็เครื่องหมายยืนยันสถานะที่ราชสำนักมอบให้
ทหารยามก้มมองป้ายไม้นั้น แววตาเย้ยหยันยังคงไม่จางหายไป "ชิ... บัณฑิตยากไร้อีกแล้วหรือ เข้าไปได้ แต่อย่าไปสร้างความวุ่นวายข้างในล่ะ ไม่อย่างนั้นป้ายไม้สลักกากๆ นี่ก็ช่วยอะไรเ้าไม่ได้"
"ขอบคุณใต้เท้าที่ชี้แนะ" ลู่เฉินประสานมือคารวะอย่างนอบน้อม กิริยามารยาทงดงามไร้ที่ติ ก่อนจะก้าวเท้าเดินผ่านซุ้มประตูเมืองเข้าไป
ทันทีที่ก้าวล่วงเข้าสู่เขตเมืองหลวงของอำเภอ คลื่นความโกลาหลและกลิ่นอายแห่งความเจริญก็พุ่งเข้าปะทะประสาทัั ถนนที่ปูด้วยแผ่นหินเรียบกริบทอดยาวไปสุดลูกหูลูกตา สองข้างทางเรียงรายไปด้วยโรงเตี๊ยม ร้านค้ายา ร้านขายเครื่องประดับ และหอนางโลมที่ประดับประดาด้วยโคมไฟสีแดงสดใส กลิ่นหอมของซาลาเปานึ่งใหม่ๆ กลิ่นหมูย่างเคลือบน้ำผึ้ง และกลิ่นเครื่องเทศนานาชนิดลอยอบอวลอยู่ในอากาศ กระตุ้นให้กระเพาะอาหารที่ว่างเปล่าของลู่เฉินส่งเสียงประท้วงอย่างรุนแรง
ชายหนุ่มพยายามเบือนหน้าหนีจากแผงขายอาหาร ลอบกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก เขาเตือนตัวเองว่าเป้าหมายในวันนี้ไม่ใช่การมาเดินชมตลาด แต่เป็การนำผลงานไปแลกเป็เงินเพื่อซื้อยาให้บิดาและซื้อเสบียงกลับไปให้มารดา พี่ใหญ่ และชิงเอ๋อร์
ลู่เฉินเดินลัดเลาะไปตามถนนสายหลัก ไม่นานนักก็มาหยุดอยู่ที่หน้าร้านค้าขนาดใหญ่ที่ปลูกสร้างด้วยไม้หอมราคาแพง ป้ายหน้าร้านสลักอักษรทองคำตัวบรรจงว่า ‘ร้านผ้าแพรพรรณจินซิ่ว’ นี่คือร้านขายผ้าที่ใหญ่ที่สุดในอำเภอชิงสุ่ย และเป็ผู้ว่าจ้างที่ให้เขารับงานคัดลอกจดหมายเชิญลูกค้าวีไอพี
เมื่อก้าวข้ามธรณีประตูเข้าไป กลิ่นหอมของไม้จันทน์และกลิ่นสีย้อมผ้าชั้นดีก็ลอยมาเตะจมูก ภายในร้านเต็มไปด้วยผ้าไหม ผ้าแพร และผ้าต่วนหลากสีสันพับเรียงรายอยู่บนชั้นไม้อย่างเป็ระเบียบ หญิงสาวในชุดหรูหรากำลังยืนเลือกซื้อสินค้าโดยมีหลงจู๊คอยให้บริการอย่างพินอบพิเทา
"เถ้าแก่เฉียน ข้าน้อยลู่เฉิน นำจดหมายที่ท่านสั่งให้คัดลอกมาส่งขอรับ" ลู่เฉินเดินเข้าไปหาชายวัยกลางคนรูปร่างอ้วนท้วน สวมชุดผ้าไหมสีแดงเข้มที่กำลังนั่งดีดลูกคิดอยู่หลังโต๊ะไม้ตัวใหญ่
เถ้าแก่เฉียนเงยหน้าขึ้นจากบัญชี ดวงตาเล็กหยีที่ซ่อนอยู่หลังชั้นไขมันหรี่ลงเล็กน้อย เขามองสภาพเสื้อผ้าที่ขาดวิ่นของลู่เฉินั้แ่หัวจรดเท้า ก่อนจะแค่นเสียงในลำคอเบาๆ "อ้อ บัณฑิตลู่เองหรือ เอาล่ะ วางม้วนกระดาษลงบนโต๊ะ ข้าจะตรวจดูสักหน่อยว่าเ้าทำงานได้คุ้มค่าจ้างหรือไม่"
ลู่เฉินปลดกล่องไม้ไผ่ลงอย่างระมัดระวัง หยิบม้วนกระดาษที่ถูกผูกด้วยเชือกฟางอย่างประณีตออกมาวางบนโต๊ะ เถ้าแก่เฉียนหยิบจดหมายขึ้นมาคลี่ดูทีละฉบับ สายตาของพ่อค้าหน้าเืกวาดมองตัวอักษรที่ตวัดอย่างงดงาม มีน้ำหนักหนักเบาชัดเจน ราวกับัผงาด ทว่าแทนที่เขาจะชื่นชม รอยยิ้มเ้าเล่ห์กลับปรากฏขึ้นที่มุมปาก
"ตัวอักษรของเ้า... ดูเหมือนจะขาดพลังไปหน่อยนะบัณฑิตลู่" เถ้าแก่เฉียนกล่าวพลางส่ายหน้าช้าๆ แสร้งทำเป็ถอนหายใจ "ดูสิ อักษรคำว่า ‘เชิญ’ ตัวนี้ หางตวัดสั้นเกินไป ดูไม่เป็สิริมงคลเอาเสียเลย ส่วนคำว่า ‘มั่งคั่ง’ หมึกก็ดูจางไปนิด ไม่สมกับเป็จดหมายเชิญของร้านจินซิ่วอันดับหนึ่งของอำเภอ"
ลู่เฉินขมวดคิ้วเล็กน้อย เขาใช้หมึกที่ฝนอย่างพิถีพิถันที่สุด และตั้งใจเขียนทุกตัวอักษรด้วยสมาธิขั้นสูงสุด ไม่มีทางที่หมึกจะจางหรือตวัดพู่กันผิดพลาด ทว่าเขารู้ทันทีว่าพ่อค้าผู้นี้กำลังหาข้ออ้างเพื่อกดราคา
"เถ้าแก่เฉียน ก่อนหน้านี้ท่านตกลงค่าจ้างไว้ที่ฉบับละหนึ่งอีแปะ ยี่สิบฉบับรวมเป็ยี่สิบอีแปะ ข้าน้อยใช้เวลาคัดลอกอย่างตั้งใจที่สุด หากท่านเห็นว่าตัวอักษรใดไม่เหมาะสม ข้าน้อยยินดีกลับไปแก้ไขให้ใหม่ แต่ขอท่านโปรดชำระค่าจ้างส่วนที่เหลือให้ข้าน้อยก่อนเถิด บิดาของข้าน้อยกำลังป่วยหนัก ้าเงินไปซื้อยา" ลู่เฉินพยายามเจรจาด้วยเหตุผล น้ำเสียงยังคงความสุภาพแต่แฝงไปด้วยความเว้าวอน
"โอ๊ะโอ... บังอาจนัก!" เถ้าแก่เฉียนตบโต๊ะเสียงดังลั่น ทำให้ลูกค้าในร้านหันมามองเป็ตาเดียว "เ้าเป็แค่บัณฑิตสอบตก อาศัยใบบุญร้านข้าเพื่อให้มีข้าวกิน ดันกล้ามาต่อรองกับข้าหรือ? งานไม่ได้มาตรฐาน ข้าหักค่าจ้างครึ่งหนึ่งก็เมตตามากแล้ว นี่เงินสิบอีแปะ รับไปแล้วก็รีบไสหัวออกไป อย่ามาทำตัวเกะกะหน้าร้านข้า!"
เหรียญทองแดงจำนวนสิบเหรียญถูกโยนลงบนโต๊ะ ส่งเสียงกระทบกันดังกราว ลู่เฉินจ้องมองเหรียญเ่าั้ด้วยความรู้สึกที่บีบคั้นอยู่ในอก สัจจะวาจาที่เคยร่ำเรียนมาจากคัมภีร์ขงจื๊อ ความซื่อสัตย์สุจริตที่ถูกพร่ำสอน บัดนี้กลับไร้ค่าเมื่ออยู่ต่อหน้าอำนาจของเงินตราและความมักได้ของคนพาล
ชายหนุ่มกำหมัดแน่น เล็บจิกเข้าในเนื้อจนเ็ป ทว่าความโกรธก็ไม่อาจเปลี่ยนเป็เงินได้ หากเขาปฏิเสธเงินก้อนนี้ บิดาของเขาก็จะไม่มีหยูกยา ชิงเอ๋อร์และครอบครัวก็จะไม่มีข้าวกิน ในที่สุด ลู่เฉินก็สูดลมหายใจเข้าลึกๆ สะกดกลั้นศักดิ์ศรีของบัณฑิตเอาไว้ แล้วยื่นมืออันสั่นเทาออกไปรวบเหรียญทองแดงบนโต๊ะ
"ขอบคุณ... เถ้าแก่เฉียนที่เมตตา" เขากัดฟันกล่าวคำขอบคุณที่ขมขื่นที่สุดในชีวิต
ในขณะที่ลู่เฉินกำลังจะหันหลังเดินออกจากร้าน บรรยากาศภายนอกก็เกิดความวุ่นวายขึ้น เสียงฝีเท้าม้าควบตะบึงมาหยุดอยู่ที่หน้าร้าน ตามมาด้วยเสียงะโกร้าวของผู้คุ้มกัน
"หลีกทาง! คุณชายอู๋แห่งตระกูลอู๋มาเยือน ใครขวางทางถือว่ารนหาที่ตาย!"
ชาวบ้านที่เดินขวักไขว่ต่างรีบแหวกทางออกเป็สองฝั่งราวกับคลื่นทะเลที่ถูกผ่า แววตาของทุกคนเต็มไปด้วยความหวาดกลัวและยำเกรง ตระกูลอู๋คือตระกูลผู้ฝึกยุทธ์ที่มีอิทธิพลที่สุดในอำเภอชิงสุ่ย กล่าวกันว่าผู้นำตระกูลอู๋นั้นพลังลมปราณที่สามารถทุบหินผาให้แหลกละเอียดด้วยมือเปล่า เป็ตัวตนที่อยู่เหนือขุนนางและกฎหมายของชาวบ้านธรรมดา
บุรุษหนุ่มในชุดแพรพรรณสีขาวขลิบทอง ใบหน้าหล่อเหลาแต่แฝงไปด้วยความเย่อหยิ่งจองหอง ก้าวลงจากหลังม้าอาชาสีนิล ท่วงท่าการเดินของเขาแผ่ซ่านไปด้วยกลิ่นอายที่กดดันผู้คนรอบข้างให้รู้สึกหายใจติดขัด นี่คือ ‘อู๋จื่อิ’ นายน้อยแห่งตระกูลอู๋ ผู้ซึ่งเพิ่งทะลวงผ่านระดับกลั่นลมปราณขั้นที่หนึ่งได้สำเร็จเมื่อไม่นานมานี้
เถ้าแก่เฉียนที่เมื่อครู่ยังทำตัวกร่างใส่ลู่เฉิน บัดนี้กลับรีบวิ่งกระหืดกระหอบออกไปต้อนรับด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยรอยยิ้มประจบประแจง ร่างอ้วนท้วนแทบจะก้มหัวลงไปติดพื้น
"คุณชายอู๋! เป็เกียรติอย่างยิ่งที่ท่านให้เกียรติมาเยือนร้านเล็กๆ ของข้าน้อย เชิญด้านในขอรับ เชิญด้านใน วันนี้มีผ้าไหมทอประกายทองจากแดนใต้เพิ่งมาถึง ข้าน้อยเตรียมไว้ให้ท่านโดยเฉพาะเลยขอรับ!"
อู๋จื่อิไม่ได้ปรายตามองเถ้าแก่เฉียนด้วยซ้ำ เขาเดินเชิดหน้าตรงเข้ามาในร้าน และในจังหวะนั้นเอง เส้นทางที่เขาเดินตรงมาคือจุดที่ลู่เฉินกำลังก้าวสวนออกไปพอดี ด้วยพื้นที่ทางเดินที่แคบลงจากการจัดวางสินค้า ทำให้ลู่เฉินต้องเบี่ยงตัวหลบไปด้านข้าง แต่ความเร็วของเขาก็ยังช้ากว่าผู้คุ้มกันร่างั์ที่เดินนำหน้าคุณชายอู๋
"ไอ้ขอทานตาบอด หลบไป!"
ผู้คุ้มกันตวาดลั่น พร้อมกับตวัดหลังมือกระแทกเข้าที่ไหล่ของลู่เฉินอย่างแรง แม้จะเป็เพียงการปัดเบาๆ ในสายตาของผู้ฝึกยุทธ์ แต่สำหรับบัณฑิตที่มีร่างกายอ่อนแอและไม่ได้กินอาหารมาอย่างเต็มอิ่ม แรงปะทะนั้นก็เปรียบเสมือนก้อนหินขนาดใหญ่กระแทกเข้าใส่
ร่างของลู่เฉินปลิวลอยไปชนกับชั้นวางผ้าแพรพรรณจนล้มครืนลงมาเสียงดังสนั่น กล่องไม้ไผ่ที่สะพายอยู่หลุดกระเด็น เหรียญทองแดงทั้งสิบอีแปะที่เขากำไว้แน่นร่วงหล่นลงพื้น กลิ้งกระจายไปคนละทิศคนละทาง ความเ็ปแล่นแปลบไปทั่วแผ่นหลังจนเขาต้องจุกหน้าเขียว
"มารดามันเถอะ! ผ้าไหมของข้า!" เถ้าแก่เฉียนร้องลั่นด้วยความเสียดายเมื่อเห็นผ้าไหมราคาแพงตกลงมาเปื้อนฝุ่นบนพื้น ก่อนจะหันมาถลึงตาใส่ลู่เฉิน "ไอ้สวะ! เ้ารู้หรือไม่ว่าผ้าพวกนี้ราคาเท่าไหร่ แม้เ้าจะขายตัวเป็ทาสทั้งชีวิตก็ชดใช้ไม่หมด!"
ลู่เฉินพยายามยันตัวลุกขึ้น มือข้างหนึ่งกุมหน้าอกที่ปวดร้าว เขาไม่ได้สนใจคำด่าทอของเถ้าแก่เฉียน แต่สายตาของเขากำลังจ้องมองไปที่เหรียญทองแดงที่กลิ้งไปหยุดอยู่แทบเท้าของอู๋จื่อิ นั่นคือค่ายาของบิดา คือเสบียงของครอบครัว
บัณฑิตหนุ่มพยุงร่างที่สั่นสะท้าน ค่อยๆ คลานเข่าเข้าไปหมายจะเก็บเหรียญทองแดงเ่าั้
"น่ารำคาญเสียจริง ร้านจินซิ่วปล่อยให้ขอทานโสโครกเช่นนี้เข้ามาเดินเพ่นพ่านได้อย่างไร" อู๋จื่อิเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ไร้ซึ่งความเห็นใจใดๆ
ทันทีที่ลู่เฉินยื่นมือออกไปกำลังจะแตะถึงเหรียญทองแดง รองเท้าหนังแกะชั้นดีของคุณชายอู๋ก็เหยียบลงบนหลังมือของเขาอย่างจงใจ!
"อึก!" ลู่เฉินกัดริมฝีปากแน่นจนเืซิบเพื่อกลั้นเสียงร้องแห่งความเ็ป น้ำหนักที่กดทับลงมาไม่ใช่เพียงน้ำหนักตัวของคนธรรมดา แต่แฝงไปด้วยพลังลมปราณที่หนักอึ้งราวกับูเาขนาดย่อม กระดูกมือของเขาส่งเสียงลั่นกรอบแกรบ ราวกับจะแหลกสลายได้ทุกเมื่อ
"ข้าไม่ชอบให้ใครมาเกะกะสายตา เอามันออกไปโยนทิ้งข้างนอก" อู๋จื่อิสั่งการสั้นๆ ก่อนจะเตะกระแทกเข้าที่สีข้างของลู่เฉินอย่างไร้ปรานี
ร่างของบัณฑิตหนุ่มกระเด็นออกไปนอกประตูร้าน ร่วงหล่นลงไปคลุกฝุ่นอยู่บนถนนหิน ท่ามกลางสายตาเวทนาของชาวบ้านที่ไม่มีใครกล้าสอดมือเข้าช่วยเหลือ ผู้คุ้มกันร่างั์เดินตามออกมา หยิบเหรียญทองแดงที่ตกอยู่ขึ้นมาแล้วโยนใส่หน้าลู่เฉินด้วยความดูิ่
"ถือซะว่าคุณชายของข้าทำทานให้สุนัขจรจัด ไสหัวไปซะก่อนที่ข้าจะหักขาเ้า!"
ประตูกระจกของร้านถูกปิดลงอย่างแรง ทิ้งลู่เฉินให้นอนขดตัวอยู่บนพื้นถนนที่เย็นเฉียบ เขากำเหรียญทองแดงที่เปื้อนฝุ่นโคลนไว้ในมือที่บอบช้ำ เืสีแดงสดค่อยๆ ไหลซึมออกมาจากรอยถลอก หยดลงบนพื้นหินกลายเป็คราบสีคล้ำ
ในวินาทีนั้นเอง ท่ามกลางความเ็ปทางกายและความอัปยศอดสูที่แผดเผาจิตใจ โลกทัศน์ที่ลู่เฉินเคยยึดถือมาตลอดสิบเจ็ดปีก็เริ่มพังทลายลง
ตัวอักษรขงจื๊อที่เขาท่องจำจนขึ้นใจ... ไม่อาจกันคมดาบได้คุณธรรมความดีที่เขาเพียรปฏิบัติ... ไม่อาจเรียกร้องความเป็ธรรมจากผู้มีอำนาจได้ราชสำนักที่เขาใฝ่ฝันจะเข้าไปรับใช้... ก็เป็เพียงภาพลวงตาที่คุ้มครองเฉพาะผู้ที่มีกำลังเท่านั้น
เงา ของเมฆก้อนใหญ่เคลื่อนผ่านบดบังแสงอาทิตย์ ทำให้บริเวณที่ลู่เฉินนอนอยู่ตกอยู่ในความมืดสลัว ชายหนุ่มค่อยๆ ยันตัวลุกขึ้นยืนด้วยขาทั้งสองข้างที่สั่นเทา แววตาของเขาไม่ได้สั่นไหวด้วยความหวาดกลัวอีกต่อไป แต่มันถูกแทนที่ด้วยความเย็นเยือกที่ลึกล้ำเกินกว่าที่เด็กหนุ่มวัยสิบเจ็ดปีควรจะมี
ปัญญาชนอาจใช้ปลายพู่กันวาดภาพแผ่นดินได้... แต่มีเพียงผู้พลังอันเด็ดขาดเท่านั้น ที่จะสามารถปกป้องผู้คนใต้แผ่นดินนั้นได้
ลู่เฉินเก็บกล่องไม้ไผ่ที่แตกหักขึ้นมาสะพายหลัง หันมองป้ายร้านจินซิ่วและจดจำใบหน้าของผู้คนที่ดูแคลนเขาเอาไว้ในส่วนลึกของความทรงจำ จากนั้นจึงหันหลังเดินตรงไปยังร้านขายยา เพื่อนำเงินที่แลกมาด้วยศักดิ์ศรีไปต่อลมหายใจให้ครอบครัว
กงล้อแห่งโชคชะตาได้เริ่มหมุนเร็วยิ่งขึ้น รอยร้าวในใจของปุถุชนผู้ต่ำต้อย กำลังจะเป็จุดเริ่มต้นของการก้าวเข้าสู่เส้นทางสายเืที่จะสั่นะเืไปทั้ง์และปฐี