ตอนที่ 5 จังหวะสำคัญ (1)
เยี่ยสุยจำการสอบของหน่วยองครักษ์อี๋หลวนในรอบนี้ได้ลึกซึ้งขึ้นใจ
ในอดีต หน่วยองครักษ์อี๋หลวนคือหน่วยองครักษ์อวี้เฉียน นอกจากดูรูปร่างลักษณะแล้ว ก็จะดูวรยุทธ์ประกอบด้วย
โบราณกล่าวว่า ‘ความรู้มิเป็หนึ่ง แต่วรยุทธ์มิอาจเป็รอง’ ระดับของวรยุทธ์จึงกลายเป็มาตรฐานเดียว
ครั้งนี้ฮ่องเต้หมายจะให้หน่วยองครักษ์อี๋หลวนเป็หน่วยทหารส่วนพระองค์ ดังนั้นการสอบจะแตกต่างจากเดิมอย่างมาก
นอกจากวรยุทธ์แล้ว ยังต้องสอบยุทธวิธีการทางการทหาร มิอาจขาดสองสิ่งนี้ได้!
หลังจากที่นางหายป่วย ท่านพี่เยี่ยเซี่ยงเจิงก็ได้รับเลือกให้เป็หน่วยองครักษ์อี๋หลวน สิ่งนี้กลายเป็เื่ที่น่ายินดีปรีดา ขจรขจายไปเกือบทั่วทุกมุมของตระกูลเยี่ย
ไม่เพียงเท่านั้น เพื่ออวดความสามารถของเยี่ยเซี่ยงเจิง ท่านปู่ยังเรียกรวมตัวชนรุ่นหลังในตระกูลเพื่อมาฟังกลยุทธ์ในการต่อสู้ของเยี่ยเซี่ยงเจิงที่หอหรงเอิน
เนื่องจากนางเองก็ถึงวัยปักปิ่นมาระยะหนึ่งแล้ว จึงมีคุณสมบัติเข้าร่วมที่หอหรงเอินพอดีและได้ฟังกลยุทธ์นี้ด้วย
นางในครานั้นไม่ได้สนใจเื่พวกนี้มากนัก เพียงจำหัวข้อได้ว่าเป็หลักการโจมตีทางทหาร ส่วนเยี่ยเซี่ยงเจิงตีโจทย์และตอบคำถามอย่างไรนั้น นางลืมไปนานแล้ว
คาดว่าคำตอบของเยี่ยเซี่ยงเจิงคงไม่ได้โดดเด่นอะไรนัก ดังนั้นนางถึงไม่ประทับใจสักนิด
ต่อมานางเห็นตำรายุทธ์เล่มหนึ่งถูกซ่อนไว้ในห้องหนังสือของพี่เยี่ยเซี่ยงอวี๋ นางจึงรู้ว่าอะไรคือยอดพร์อันน่าทึ่ง
ท่านพี่อ้างอิงตำราเป็หลัก ั้แ่การใช้กองกำลัง การโจมตีเดี่ยว จนกระทั่งการป้องกันเมือง ทุกอย่างล้วนอธิบายไว้ได้อย่างยอดเยี่ยม สิ่งสำคัญที่สุดคือท่านพี่ยังเสนอความคิดที่ว่า ‘ใช้ทหารตาม่จังหวะ มิขอสู้ด้วยกำลัง’ อีกด้วย
หลังจากผ่านไปนาน นางถ่ายทอดความคิดของท่านพี่ออกไป กระทั่งประโยคนี้กลายเป็สิ่งที่หน่วยองครักษ์อี๋หลวนท่องจำกันต่อมา
“ผู้พิชิตศึกด้วยแค่กำลังการต่อสู้ หาใช่ขุนพล ป้องกันหลังสูญเสีย หาใช่นักปราชญ์ ผู้มีปัญญาเยี่ยงคนธรรมดา หาใช่ราชครู ผู้ไร้วิชาไร้ฝีมือ หาใช่ยอดฝีมือของแว่นแคว้น”
น่าเสียดายที่ท่านพี่จากไปแล้วหลายปี คงเหลือไว้เพียงกลยุทธ์การต่อสู้ที่ไม่หายไป…
ในเมื่อย้อนกลับมามีชีวิตอีกครั้ง นางจักต้องให้พร์และกลยุทธ์ในการต่อสู้ของท่านพี่เปล่งประกายโชติ่อย่างแน่นอน และจะไม่ยอมให้ผู้ใดหยุดยั้งได้!
เยี่ยสุยออกจากเรือนอิ้งซิ่วด้วยจิตใจแน่วแน่ มุ่งตรงกลับไปที่เรือนซีถังของนาง
เรือนซีถังอยู่ทางด้านตะวันตกของเรือนอิ้งซิ่ว เพราะที่นี่ปลูกซีฝู่ไห่ถัง[1]ไว้มากมาย นางจึงตั้งชื่อโดยตรงว่า ‘เรือนซีถัง’
เรือนซีถังกินพื้นที่ไม่มาก เป็เรือนที่มีสามทางเข้า สถานที่เช่นนี้นับว่าดีมากแล้วสำหรับคุณหนูตระกูลเยี่ย
นางย้ายมาอยู่ที่นี่เมื่ออายุเจ็ดปีและอาศัยอยู่ที่นี่เป็เวลาเก้าปี จนกระทั่งออกเรือนแต่งงานไปเมื่ออายุสิบหก
ต้นไม้ใบหญ้าทุกต้นในเรือนซีถัง หรือโต๊ะม้านั่งทุกตัวในห้อง ล้วนเป็สิ่งที่นางโปรดปราน ถูกต้องตรงใจนางที่สุด
ก่อนออกเรือน นางยังขอร้องท่านแม่อย่างอาลัย ขอท่านแม่ปล่อยให้เรือนนี้ว่าง คราที่นางกลับมาเยี่ยมญาติเยี่ยมครอบครัวจะได้พักอยู่ต่อ
ช่างน่าเสียดายที่นางไม่เคยได้กลับมาพักอีกเลย…
เวลานั้นตระกูลเยี่ยถูกทำลายไปนานแล้ว เรือนในเรือนสามทุกหลังล้วนถูกไฟเผาจนมอดไหม้ เหลือแต่ซากปรักหักพังบางส่วน
โชคดี ตอนนี้เรือนซีถังยังคงอยู่ ดอกซีฝู่ไห่ถังในเรือนยังสดใสมีชีวิตชีวา ทุกอย่างยังเป็เหมือนที่นางหวังไว้
ยามนี้สตรีวัยกลางคนรูปร่างอ้วนท้วมนางหนึ่งเดินมาต้อนรับ นางกล่าวด้วยรอยยิ้มว่า “คุณหนูไปเที่ยวที่สนามอาชาวันนี้สนุกไหมเ้าคะ ของว่างเตรียมพร้อมแล้ว คุณหนูรีบเข้าห้องเถอะเ้าค่ะ”
เอ่ยจบ นางก้าวมาประคองเยี่ยสุยด้วยท่าทีสนิทสนมอย่างเป็ธรรมชาติ
เยี่ยสุยน้ำตารื้นขอบตา เรียกเสียงแหบว่า “มามา ข้า…”
จี้มามาเป็แม่นมของนาง เฝ้าอยู่กับนางั้แ่เด็กจนโต และจี้มามาก็ตามนางไปที่ตระกูลกู้หนานผิงด้วยเช่นกัน!
จี้มามายังมีชีวิต ไม่ได้ตายที่สระมรกตในตระกูลกู้หนานผิง!
จวบจนวันนี้นางยังจำได้ดี คราที่จี้มามาถูกช่วยขึ้นมา ร่างศพแข็งทื่อเย็นเยียบเพียงใด...
นางเอื้อมไปกุมมือจี้มามา ััได้ถึงความอบอุ่นจากก้นบึ้งในหัวใจ แทบจะกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่
เชิงอรรถ
^ ซีฝู่ไห่ถัง คือชื่อเรียกรวมๆ ของดอกไม้กลุ่มวงศ์กุหลาบในจีน