ขันทีเฒ่ารับพระบัญชาแล้วรีบวิ่งหน้าตั้งออกไป ปล่อยให้ฮ่องเต้ยังคงจ้องมองเด็กหญิงหมีขาวด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความสนใจใคร่รู้ ส่วนองค์หญิงจือหลิงนั้นหลบอยู่หลังฉลองพระองค์พระบิดา แอบชำเลืองมองเด็กหญิงแปลกหน้าผู้มีพละกำลังมหาศาลด้วยความรู้สึกที่ผสมปนเปกันระหว่างความหวาดกลัวและความตื่นเต้นระคนอยากรู้อยากเห็น
"หมีขาว เ้าอยากกินขนมหรือไม่" ฮ่องเต้ตรัสถามด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนลงอย่างน่าประหลาด เมื่อครู่ยังทรงกริ้วที่องครักษ์พ่ายแพ้ แต่บัดนี้กลับมีเมตตาต่อเด็กหญิงผู้ทำให้เกิดเื่วุ่นวาย
หมีขาวพยักหน้ารับหงึกๆ ดวงตากลมโตยังคงจับจ้องไปยังองค์หญิงน้อยที่แอบมองนางอยู่ "ขนมอะไรหรือเพคะ ข้าเคยกินแต่ผลไม้ป่ากับน้ำผึ้ง"
"ฮ่าๆๆ ในวังมีขนมอร่อยมากมาย ตามข้ามาเถิด" ฮ่องเต้ทรงพระสรวลแล้วกวักพระหัตถ์เรียก หมีขาวเดินตามอย่างว่าง่าย ทิ้งให้เหล่าทหารและผู้เข้าประลองยืนตะลึงค้างกับภาพที่ไม่เคยคาดคิดว่าจะได้เห็น
เมื่อเข้าสู่เขตพระราชฐานชั้นใน ความโอ่อ่าตระการตาของวังหลวงทำให้หมีขาวเบิกตากว้าง นางไม่เคยเห็นสิ่งก่อสร้างที่งดงามและใหญ่โตเช่นนี้มาก่อน เสาแต่ละต้นแกะสลักลวดลายัและหงส์อย่างวิจิตร สวนดอกไม้ส่งกลิ่นหอมอบอวลไปทั่วบริเวณ
"นี่คือตำหนักขององค์หญิงจือหลิง นับจากนี้เ้าจะพักและฝึกอยู่ที่นี่ ทำหน้าที่ดูแลความปลอดภัยให้นาง" ฮ่องเต้ตรัสพลางชี้ไปยังตำหนักอันสวยงามหลังหนึ่ง
องค์หญิงจือหลิงได้ยินเช่นนั้นก็เบิกพระเนตรกว้างเล็กน้อย ก่อนจะก้มพระพักตร์ซ่อนรอยยิ้มบางๆ นางรู้สึกว่าชีวิตในวังที่เคยเงียบเหงาอาจจะมีสีสันขึ้นบ้างแล้ว
"ข้าจะปกป้องนางเอง" หมีขาวตอบรับอย่างหนักแน่น พลางจ้องมองไปยังองค์หญิงน้อยด้วยแววตาที่มุ่งมั่น ทำเอาองค์หญิงจือหลิงใจเต้นแรงขึ้นมาอย่างไม่ทราบสาเหตุ
ไม่นานนัก ท่านโหรหลวงก็ถูกตามตัวมาเข้าเฝ้าฯ เป็ชายชราผมเผ้าขาวโพลน ดวงตาแฝงเร้นความรู้และมองทะลุปรุโปร่ง ฮ่องเต้ทรงเล่าเื่ราวของหมีขาวให้ฟังอย่างละเอียด
ท่านโหรพินิจมองหมีขาวั้แ่ศีรษะจรดปลายเท้า ใช้มือเหี่ยวย่นลูบคลำแขนขาเล็กๆ ของนาง ก่อนจะหลับตาลงครู่หนึ่งแล้วลืมตาขึ้น สีหน้าเต็มไปด้วยความประหลาดใจ
"ทูลฝ่าา เด็กคนนี้มีดวงชะตาที่ประหลาดนัก พลังที่นางมีนั้นไม่ใช่พลังของมนุษย์ธรรมดาทั่วไป" ท่านโหรกล่าวเสียงเครือ "ในกายของนางมีสายเืของนักรบโบราณที่สาบสูญไปแล้วไหลเวียนอยู่ เป็สายเืที่มอบพละกำลังเหนืุ์ แต่ก็แฝงไว้ด้วยสัญชาตญาณดิบที่ยากจะควบคุม"
"สายเืนักรบโบราณรึ ท่านหมายถึง...เผ่าใดกันแน่" ฮ่องเต้ตรัสถามด้วยความสนพระทัย
"เื่นั้น...ยากจะหยั่งถึงพ่ะย่ะค่ะ แต่ที่แน่ๆ นางไม่ใช่ชนเผ่าั์แคระอย่างที่ทรงเข้าพระทัย ดวงชะตาของนางผูกพันกับราชวงศ์อย่างลึกซึ้ง และดูเหมือนว่า...นางจะเป็ผู้เปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญของแผ่นดินหลิน" ท่านโหรเว้น่เล็กน้อย "แต่จะเป็ไปในทางดีหรือร้ายนั้น สุดแท้แต่การเลี้ยงดูและชี้แนะพ่ะย่ะค่ะ"
ฮ่องเต้ทรงนิ่งไปครู่หนึ่ง "เช่นนั้นรึ...เอาเถิด ข้าจะเลี้ยงดูนางให้ดีที่สุด มอบหมายให้เ้าเป็องครักษ์ของจือหลิง ก็น่าจะช่วยขัดเกลาจิตใจนางได้"
วันแรกในวังหลวงของหมีขาวเริ่มต้นด้วยความสับสน นางต้องเรียนรู้กฎระเบียบมากมายที่ไม่เคยรู้จักมาก่อน ทั้งการเดิน การพูด การกิน และการเข้าเฝ้าฯ แต่งานของนางมีเพียงการติดตามองค์หญิงจือหลิงไปทุกหนทุกแห่งราวกับเงาตามตัว
องค์หญิงน้อยในตอนแรกยังคงมีท่าทีเกรงกลัวหมีขาวอยู่บ้าง เพราะไม่ว่านางจะหันไปทางใด ก็จะพบดวงตาคมกริบคู่หนึ่งจ้องมองมาอย่างไม่วางตา แต่เมื่อวันเวลาผันผ่าน ความไร้เดียงสาและความซื่อตรงของหมีขาวก็ทำให้องค์หญิงเริ่มเปิดใจ นางมักจะแอบนำขนมอร่อยๆ มาให้หมีขาวที่ยืนนิ่งไม่ไหวติงอยู่หน้าประตูห้องหนังสือ พร้อมทั้งเล่าเื่ราวต่างๆ ในวังให้นางฟังอย่างสนุกสนาน
"หมีขาว เ้าเคยเห็นทะเลหรือไม่" วันหนึ่งองค์หญิงจือหลิงตรัสถามขณะนั่งเล่นอยู่ในสวนดอกไม้ หมีขาวยืนอยู่ข้างๆ คอยระแวดระวังภัยให้นาง แสงแดดยามบ่ายสาดส่องผ่านหมู่มวลบุปผา ตกกระทบผิวกายขาวผ่องขององค์หญิงจนแลดูเปล่งประกาย
หมีขาวส่ายหน้า "ไม่เคยเพคะ ข้าเคยเห็นแตู่เากับป่า และธารน้ำแข็งอันหนาวเหน็บ"
"ทะเลสวยงามมากนะ มีน้ำสีครามกว้างสุดลูกหูลูกตา ข้าเคยอ่านเจอในตำราว่ามีไข่มุกเรืองแสงอยู่ใต้ทะเลลึกด้วย" องค์หญิงตรัสด้วยแววตาเป็ประกายเจิดจ้า "สักวันข้าอยากจะไปเห็นด้วยตาตัวเอง ถ้าเ้าไปด้วยก็คงจะดี เ้าแข็งแรงมาก คงจะปกป้องข้าจากสัตว์ร้ายในทะเลได้"
หมีขาวมองใบหน้าด้านข้างขององค์หญิงที่ต้องแสงแดดยามบ่าย หัวใจของนางเต้นแรงขึ้นอย่างประหลาด ริมฝีปากอิ่มสีชมพูระเรื่อนั้นช่างน่ามอง "ข้าจะปกป้ององค์หญิงเอง ไม่ว่าจะเป็ที่ใดก็ตาม" นางตอบด้วยน้ำเสียงหนักแน่น ดวงตาจับจ้องอยู่ที่องค์หญิงไม่วางตา "หากองค์หญิงปรารถนาไข่มุก ข้าก็จะดำลงไปงมขึ้นมาถวาย"
องค์หญิงจือหลิงหันมายิ้มให้ รอยยิ้มนั้นสว่างไสวราวกับดวงตะวัน ทำให้โลกทั้งใบของหมีขาวพลันสดใสขึ้นมาทันที ความรู้สึกบางอย่างเริ่มก่อตัวขึ้นในใจขององครักษ์สาวฝึกหัด ความรู้สึกที่นางเองก็ยังไม่เข้าใจนัก รู้แต่เพียงว่า นางอยากจะเห็นรอยยิ้มนี้ขององค์หญิงทุกวัน และอยากจะปกป้องรอยยิ้มนี้ไว้...เป็ของนางแต่เพียงผู้เดียว
ขณะเดียวกัน ฮ่องเต้ก็ยังคงไม่คลายความสงสัยในตัวหมีขาว พระองค์สั่งให้คนสนิทสืบหาที่มาของนางอย่างลับๆ โดยไม่ให้กระทบกระเทือนต่อการฝึกฝนและการทำหน้าที่องครักษ์ของนาง พระองค์หวังว่าพลังของหมีขาวจะเป็กำลังสำคัญในการปกป้องแผ่นดินและราชบัลลังก์ โดยหารู้ไม่ว่าเด็กหญิงที่พระองค์เก็บมาเลี้ยงนั้น กำลังจะกลายเป็ผู้ท้าทายอำนาจของพระองค์ในไม่ช้า เพื่อหญิงสาวเพียงหนึ่งเดียวที่นางหมายปอง...องค์หญิงจือหลิง
ค่ำคืนนั้น ณ ตำหนักขององค์หญิงจือหลิง หมีขาวได้รับอนุญาตให้นอนเฝ้าอยู่หน้าห้องบรรทม แม้เหล่านางกำนัลจะปูที่นอนอย่างดีไว้ให้ในห้องพักเล็กๆ ข้างเคียง นางกลับเลือกที่จะนั่งพิงกรอบประตูห้องบรรทมขององค์หญิง เฝ้าระวังภัยอย่างเงียบเชียบตลอดทั้งคืน ดวงตาของนางจับจ้องไปยังบานประตู ราวกับจะมองทะลุเข้าไปเห็นร่างเล็กๆ ที่นอนหลับใหลอยู่ภายใน หูของนางคอยสดับฟังทุกเสียงรอบกาย
"องค์หญิง..." นางพึมพำกับตัวเองเบาๆ ไออุ่นจากห้องบรรทมที่เล็ดลอดออกมาทำให้นางรู้สึกผ่อนคลาย "ข้าจะไม่มีวันให้ผู้ใดมาทำอันตรายท่านได้ และจะไม่มีวันให้ผู้ใดมาพรากท่านไปจากข้า"
ในความมืดมิดนั้น เงามืดของแผนการบางอย่างเริ่มก่อตัวขึ้น ทั้งจากภายนอกที่หวังจะโค่นล้มราชบัลลังก์ และจากภายในใจขององครักษ์สาว ที่ความภักดีเริ่มจะถูกแทนที่ด้วยความปรารถนาอันแรงกล้า...ความปรารถนาที่จะดวงใจขององค์หญิงเหนือหัว และดับฝันขององค์ราชันที่อาจจะหมายมั่นปั้นองค์หญิงไว้เพื่อการเมืองในภายภาคหน้า