ทุกๆอย่างในอาณาจักรนี้เป็ของข้า...นั่นฟังดูเหมือนข้าเป็วายร้ายเลย
ในที่สุดข้าก็ได้ใช้งานความมั่งคั่งของตัวเองเป็ครั้งแรก
ข้าเดินอยู่ในตลาดกับผู้ติดตามที่เป็หญิงสาวหุ่นล่ำบึ้กสูงเกือบจะเป็สองเท่าของข้า นี่เป็ภาพที่ข้าอยากเห็นมาโดยตลอด ภาพที่หญิงสาวจะได้ขึ้นมาทำหน้าที่หลายๆอย่างแทนพวกผู้ชายและพิสูจน์ว่าในบางเื่ พวกข้าก็สามารถทำได้ดีกว่ามาก ข้าสังเกตเห็นว่าทุกๆคนต่างมองข้าด้วยแววตาที่เหมือนกับกำลังอึดอัดไม่รู้ว่าควรแสดงท่าทียังไงต่อข้าดี ข้ารู้สึกแปลกๆที่บรรยากาศโดยรอบเป็เช่นนั้น ข้าเป็ถึงราชินีแห่งอาณาจักรเชียวนะ อย่างน้อยถึงจะไม่ชอบกันก็ควรจะแสดงความเคารพให้มากกว่านี้หน่อยสิ
บรรยากาศของตลาดดูไม่ค่อยคึกคัก นั่นเป็เพราะว่าทรัพยากรณ์ของอาณาจักรเริ่มจะร่อยหรอไป อันเป็ผลมาจากที่นักสำรวจไม่สามารถนำเอาทรัพยากรณ์ออกมาจากมหาดันเจี้ยนได้ ทุกๆอย่างก็เลยแพงเกินกว่าที่ควรจะเป็ไปมาก ด้วยนโยบายต่างๆของฟาเอลก็ทำได้เพียงพยุงให้ผู้คนไม่เผชิญกับความยากลำบากจนเกินไปนัก ข้าใช้เงินส่วนตัวของข้าซื้อของแจกให้แก่เด็กๆที่ดูเหมือนว่าจะเป็เด็กกำพร้า ทว่าเด็กพวกนั้นกับเขาของที่ข้ายื่นให้เขวี้ยงใส่หน้าข้าและวิ่งหนีไป
แน่นอน ข้าช็อก
“บางที พ่อแม่ของเด็กพวกนั้นอาจจะเป็ทหารที่อยู่ในพระราชวังตอนนั้นก็ได้นะเพคะ” ผู้ติดตามของข้ากระซิบบอก แล้วข้าก็ตระหนักได้ทันทีว่าจริงๆแล้วมือข้านั้นเปื้อนเืเกินกว่าที่จะมาปั้นหน้าเป็ราชินีผู้ใจบุญ ข้าพอจะเข้าใจที่มาของสายตาที่ชวนให้รู้สึกอึดอัดเ่าั้แล้ว
ข้ากลับมายังปราสาท พุ่งตรงเข้าสู่ห้องนอนของตัวเองแล้วทิ้งตัวลงบนเตียง ก่อนจะถอนหายใจออกมายาวๆให้แก่ความผิดบาปที่ข้าแบกรับ ข้าไม่ใช่มนุษย์ไร้หัวใจที่จะไม่รู้สึกผิดในสิ่งที่ทำลงไป แต่ฟาเอลบอกว่าเื่ที่ไม่สามารถแก้ไขอะไรได้แล้วก็เป็เื่ที่จบไปแล้ว และถ้าเราไม่ยอมให้มันกลับมาทำร้ายเราอีกมันก็จะเป็เพียงแค่ประสบการณ์แย่ๆที่ทำให้เราเป็เราในวันนี้ ข้ากลิ้งตัวไปบนเตียงพลางนึกถึงอีเรเมีย
ครั้งล่าสุดที่ไปเยี่ยมนาง นางเริ่มส่งยิ้มให้กับข้าแล้ว แม้จะยังไม่สามารถพูดคำใดๆออกมาได้ แต่นั่นก็เป็สัญญาณที่ดีที่ทำให้ข้าน้ำตาไหลพราก ข้ากอดน้องสาวของข้าแน่นมากในตอนนี้ ตราอัญเชิญบิดเบือนความทรงจำยังคงถูกใช้กับอีเรเมียอย่างต่อเนื่อง และเหล่าจอมเวทย์คาดการณ์ว่าอีกไม่เกินหนึ่งเดือน อีเรเมียน่าจะกลับมาเป็เหมือนเด็กผู้หญิงทั่วไป นั่นเป็อีกหนึ่งเื่ดีๆที่ข้ายังคงเฝ้ารอให้มันเกิดขึ้น
ทหารหญิงคนหนึ่งเดินมาเคาะประตูห้อง นางกล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่นว่า “ท่านอาเธอร์กลับมาแล้วเพคะ”
แล้วเมื่อข้าออกไปนอกห้อง ข้าก็เจอกับอาเธอร์ที่นอนขดตัวอยู่บนฟูกนุ่มๆซึ่งเป็ที่ประจำตัวของมัน ข้าเดินเข้าไปลูบหัวเ้าแมวส้มด้วยความเคยชิน มันหาว
“เป็ไงบ้าง” ข้าเอ่ยทัก
“รอถามพวกฟาเอลเอาเองเถอะเหมียว ข้าง่วงแล้ว” เ้าเหมียวทิ้งท้ายไว้แค่นั้นก่อนจะหลับไป ข้าอยู่กับพวกมันมานานจนทำให้ข้าเข้าใจว่าหากอาเธอร์บอกว่ารอก็ต้องรอ
ก่อนหน้านี้ฟาเอลบอกกับข้าว่าเอเธน้าใช้งานห้องสมุด อาเธอร์เล่าให้ฟังว่าเอเธนชอบเก็บตัวอ่านหนังสือเงียบๆหรือไม่ก็ใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการหาข้อมูลก่อนจะเริ่มทำอะไรซักอย่างจริงๆจังๆ หากทุกอย่างไปได้สวยก็อาจจะพอหาข้อมูลเกี่ยวกับตัวตนของมหาดันเจี้ยน วิธีปราบมัน และที่อยู่ของตราอัญเชิญที่สามารถคลายคำสาปของพวกอาเธอร์ได้
ข้าต้องรอให้เวลาผ่านไปอีกหนึ่งวัน อาเธอร์เคยเล่าให้ข้าฟังว่าการปรากฏตัวของพวกมันนั้นเต็มไปด้วยเงื่อนไข นอกจากอาเธอร์แล้ว ทุกคนจะต้องทำการสะสมพลังงานเพื่อที่จะได้ปรากฏตัวออกมา ยิ่งสะสมนานเท่าไหร่ระยะเวลาในการปรากฏตัวก็จะยิ่งนานมากขึ้นเท่านั้น แต่ก็จะมีในกรณีที่พวกเขาแย่งกันปรากฏตัวออกมา เหมือนศึกที่ต่อสู้กับเ้าชายครั้งที่ผ่านมา หาก้าจะแย่งสิทธิ์ในการปรากฏตัวก็จะต้องจ่ายตัวพลังสะสมที่มากกว่า หมายความว่าถึงจะปรากฏตัวออกมาได้ แต่ก็จะมีระยะเวลาที่สั้นมากๆในการคงสภาพร่างกายเอาไว้
และเมื่อถึงเวลา ฟาเอลก็ปรากฏตัวขึ้นครั้ง คราวนี้เขามาในร่างของมนุษย์ที่เป็ชายหนุ่มเรือนผมสีทองอร่าม ผู้ที่มีน้ำเสียงนุ่มละมุนเหมือนกับเครื่องดนตรีแก้ว ข้าเผลอถอยออกมาสองสามก้าวเมื่อรู้สึกว่าเขายืนใกล้กับข้าเกินไป
“ไปที่คลังของกิลด์กัน” ฟาเอลชวนข้า
“ทำไมเหรอ” ข้าเอ่ยถาม
“ฟีเชียร์จำลายอักขระอัญเชิญของลูคัสได้ไหม” ฟาเอลยิ้ม “ข้ารู้วิธีเขียนตราสัญลักษณ์พวกนั้นแล้วนะ”
“แล้วเ้าก็จะเขียนมันให้ข้า?” ข้าเอียงคอสงสัย
“อือฮึ” นั่นทำให้ข้าตื่นเต้นเล็กน้อย “แล้วจะเลือกเวทมนตร์ที่ดีที่สุดและผนึกมันลงไปบนร่างกายของเ้ากัน”
.
.
.
พวกเราเดินมาที่กิลด์ บรรยากาศของที่นี่ดูแตกต่างออกไปจากครั้งแรกที่ข้ามาเยือน ราวกับเป็คนละโลก มันดูเงียบเหงา หม่นหมอง และหนาวเหน็บกว่าที่เคย ทุกอย่างมองข้าด้วยสายตาเกลียดชัง ภาพเก่าๆชวนให้ข้านึกถึงทุกๆคนที่เคยช่วยข้าเอาไว้ ข้ารู้สึกผิด แต่ก็มาไกลเกินกว่าจะถอยกลับได้แล้ว
พวกเราเดินเข้าไปในส่วนที่เป็คลั่งแสงของกิลด์ ร่องรอยการต่อสู้ระหว่างเอเธนกับเ้าชายยังคงหลงเหลือในรูปแบบของไม้ที่นำมาซ่อมกำแพงและเพดาน ชายคนที่คุมประตูเข้าออกคลังแสงดูหวาดกลัวเมื่อเห็นฟาเอล เขาดูคิดหนังเมื่อพวกเราขอเข้าไปข้างใน แต่ในฐานะที่ข้าเป็ราชินีจึงไม่มีใครสามารถขวางทางข้าได้
เราเดินลึกเข้ามาในคลังแสง สองข้างทางเต็มไปด้วยตราอัญเชิญที่เรียงแน่นอยู่บนชั้นวางดูราวกับเป็ห้องสมุดแห่งตราอัญเชิญขนาดั์ ข้าไม่รู้ว่าสถานที่แห่งนี้กว้างใหญ่แค่ไหนพอๆกับที่ข้าไม่รู้ว่าพวกเราเดินกันเข้ามาลึกเท่าไหร่แล้ว ข้ารู้สึกตื่นเต้นไปหมด เพราะไม่รู้ว่าฟาเอลจะเลือกเวทมนตร์แบบไหนให้ข้าบ้าง แล้วมันจะเหมาะกับข้าไหม
“ข้าขอถามอะไรหน่อยได้ไหม” ข้าเอ่ยถามคนที่เดินนำหน้าข้าอยู่ประมาณหกก้าว
“ว่ามาเลย” ฟาเอลดูอารมณ์ดีเป็พิเศษ
“เ้าจะมอบเวทมนตร์แบบไหนให้กับข้าเหรอ” ข้าเอ่ยถาม “ข้าแค่ไม่มั่นใจว่าข้าจะเข้ากับเวทมนตร์ประเภทไหนได้ดีนะ เ้ามีวิธีตัดสินใจยังไงว่าอันไหนที่มันเหมาะกับข้า”
ฟาเอลส่ายหัว “ไม่มีหรอก”
ข้าขมวดคิ้ว “งั้นข้าควรจะเลือกตราอัญเชิญจากอันไหนดีล่ะ ข้าไม่มีความรู้อะไรเลยนะ” ข้าเอ่ยถาม ฟาเอลบอกว่าจะผนึกตราอัญเชิญเ่าั้ลงไปบนร่างกายของข้า หมายความว่าการเลือกครั้งนี้จะส่งผลกับข้าตลอดทั้งชีวิต และข้าไม่สามารถเลือกแบบชุ่ยๆได้
ฟาเอลยิ้มเหมือนคิดเื่ตลกขึ้นมาได้ “ถ้าไม่รู้ว่าตราอัญเชิญแบบไหนมันเหมาะที่สุด ก็แค่กวาดมันมาผนึกลงบนตัวของฟีเชียร์ให้หมดซะก็สิ้นเื่”
โปรดติดตามตอนต่อไป