ฮองเฮาโค่นบัลลังก์

    ตอนที่ 41 ผู้สูงศักดิ์

    ตอนที่ 41 ผู้สูงศักดิ์

                    “จริงหรือ เขาทำอย่างนั้นเชียวรึ?” 

                    เสวียนฮวาถามพร้อมทั้งหัวเราะจนน้ำหูน้ำตาไหล ตอนนี้ขบวนรถม้าที่เสวียนฮวานั่งออกเดินทางได้หลายลี้แล้ว   หญิงสาวเปิดหน้าต่างรถม้าออกมาฟังเรื่องที่เสิ่นเหมยเล่าให้ฟังระหว่างเดินทาง ตัวหญิงสูงศักดิ์นั่งอยู่ภายในรถในขณะที่เสิ่นเหมยเดินเคียงข้างอยู่ภายนอกข้างหน้าต่างของรถม้า

                    เสิ่นเหมยไม่กล้าตีตนสนิทเสวียนฮวามาก เพราะรู้ดีว่านางมีหน้าที่แค่มารับใช้จนเสวียนฮวาถึงหยวินหนานแค่นั้น อีกประการหนึ่ง ถึงอย่างไรเสวียนฮวาก็คือคนที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นถึงฮองเฮา และซูฉินก็กำชับให้ทุกคนปฏิบัติกับเสวียนฮวาอย่างดีที่สุด นั่นยิ่งทำให้เสิ่นเหมยเกรงใจเสวียนฮวามากยิ่งขึ้น 

                    แต่พอเสวียนฮวาเปิดหน้าต่างออกมา แล้วชวนเสิ่นเหมยคุย ถามเรื่องราวต่างๆ ในเสฉวน เสิ่นเหมยก็เล่าเรื่องราวที่หวังจะทำให้หญิงสูงศักดิ์ผู้นี้หายเบื่อในระหว่างเดินทาง

                    “ใช่เจ้าค่ะ ข้าน้อยก็นึกไม่ถึงเขาจะพาซื่อถึงปานนั้น แขกผู้นั้นบอกว่าอยากกินปูนึ่งแต่มิรู้ดื่มสุรามากไปหรือประการใด แทนที่จะออกเสียงว่าปูกลับไปออกเสียงเป็นรองเท้าเสีย แต่เจ้าเด็กทึ่มคนนั้นกลับไปเอารองเท้ามานึ่งให้แขกจริงๆ”

                    ( ภาษาจีนคำว่า 鞋 อ่านว่า เสีย แปลว่า รองเท้า  ส่วน 蟹 อ่านว่า เซี่ย แปลว่า ปู )

                    “ตายแล้ว เด็กผู้นั้นมิถูกโกรธตายหรือ”

                    “ถูกเถ้าแก่โรงเตี๊ยมโกรธจะแย่สิเจ้าคะ ยังดีที่แขกผู้นั้นเห็นว่ามีเมตตาเลยขอเว้นโทษแทนให้ ไม่อย่างนั้นคงโดนตีจนหลังลาย”

                    “เขาช่างเมตตาเสียจริง เป็นข้าคงโกรธแทบแย่”

                    “ไม่หรอกเจ้าค่ะ หากท่านหญิงอยู่ตรงนั้นก็คงสงสาร เจ้าเด็กคนนั้นมันทึ่มจริงๆ หน้ามันกลัวจนลนลานไปหมด ข้าน้อยได้แต่นึกในใจว่าเป็นเถ้าแก่โรงเตี๊ยมเองต่างหากเล่าที่เอาเด็กทึ่มแบบนี้มารับแขก”

                    พอเสวียนฮวาหยุดขำแล้วก็พูดขึ้นมา “เสิ่นเหมย เจ้าขึ้นมานั่งบนรถกับข้าเถิด”

                    เสิ่นเหมยมีท่าทีอึกอัก

                    “อย่าได้ปฏิเสธ เจ้าเดินอยู่ข้างนอกข้าฟังเจ้าเล่าเรื่องราวให้ข้าไม่ถนัด และหากเจ้าเดินจนเหน็ดเหนื่อยแล้วเป็นอะไรไปข้ามิเดือดร้อนหรือ?” หญิงสาวกล่าวขึ้นแล้วออกคำสั่งคนขับรถม้าให้หยุดลง 

                    เสิ่นเหมยยิ้มแล้วก็เอ่ยเบาๆ “ขอบคุณท่านหญิงมากเจ้าค่ะ”

                    ความจริงก็คืถึงอย่างไรเสวียนฮวาก็ต้องมีคนรับใช้ที่เป็นสตรี  นางรู้สึกขอบคุณซูฉินที่มิรู้ว่าเห็นแก่ความเป็นมิตรสหายในวัยเยาว์หรือเห็นแก่พ่อของนางกันแน่ จึงได้ดูแลนางดีถึงเพียงนี้ ความจริงซูฉินน่าจะรู้แล้วว่าเกิดเรื่องที่ไม่ดีกับตัวนางเอง แม้นว่าเสวียนฮวามิได้เล่าโดยละเอียดก็ตาม

                    แต่เขาก็ยังส่งรถม้าและกองทหารเพื่อธำรงเกียรติยศของนาง มิพอ ยังส่งหญิงรับใช้ที่รู้ความและฉลาดมิใช่น้อยให้มาอยู่กับนางด้วย 

                    เสวียนฮวาจากหยวินหนานไปสิบกว่าปี ที่นี่เปลี่ยนแปลงไปอย่างไรบ้าง นางต้องการข้อมูลให้มากที่สุด ซึ่งคนที่จะมาเล่าเรื่องราวให้นางฟังต่างๆ นั้นก็คือเสิ่นเหมยผู้นี้นี่เอง 

                    ถึงนางเกิดในหยวินหนานก็จริง แต่นางก็จากบ้านเกิดมานานแสนนานเหลือเกิน  ชีวิตของเสวียนฮวานับแต่นี้เป็นต้นไปนั้นก็คล้ายดั่งเดินบนแผ่นน้ำแข็งบาง ทุกย่างก้าวล้วนเป็นสมรภูมิชีวิตของนาง 

                    ซุนจื่อได้รจนาเอาไว้ในตำราพิชัยยุทธ์ว่า เมื่อมาอยู่ต่างถิ่น ก็จำต้องใช้มัคคุเทศก์ท้องถิ่นให้เป็นประโยชน์ 

                    และตอนนี้เสวียนฮวาก็ฟังเรื่องราวที่เสิ่นเหมยเล่าให้ฟังถึงความเป็นไปในเสฉวนและหยวินหนานในระหว่างที่นางไม่อยู่ตลอดเวลา 

                    สำหรับเสวียนฮวา นางเห็นว่าคนผู้นี้มีไหวพริบพอใช้งานได้ แต่ในส่วนของความไว้วางใจนั้นก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่นางยังมิกล้าตัดสิน...จะวางใจได้แค่ไหนนั้น เสวียนฮวายังมิอาจตอบได้ในยามนี้   

     

                    “จริงหรือท่านพ่อ” จางกุ้ยเฟยถามกับจางเซ่อเสียงหลง “หาตัวมันสองคนไม่เจอแล้วท่านพ่อจะแก้ตัวกับองค์ฮ่องเต้อย่างไร?”

                    “ก็โยนความผิดให้คนตายซี่ บอกว่าจงอี้เปิดทางให้สองคนนี้หนีเข้าเสฉวนได้ก่อน ถึงอย่างไรเราก็ทำสำเร็จที่ขัดขวางไม่ให้กลุ่มอำนาจของเสนาบดีหลี่ทำการสำเร็จ เรื่องพวกนั้นสำคัญกว่ามิใช่หรือ?”

                    “แต่...ฮื้ม ท่านพ่อ แต่แรกข้าก็คิดว่าคนของท่านพ่อจะเอาหัวสองคนนั้นมาได้สำเร็จ ข้าก็เกรงว่าฮ่องเต้จะทรงไม่พอพระทัยพวกท่าน”

                    จางเซ่ออมยิ้ม “ลูกพ่ออย่าได้กลัวไปเลย ที่ผ่านมานั้นกลุ่มอำนาจของหลี่ต้งมีมากมายนัก มันเพ็ดทูลประการใดฮ่องเต้ก็ฟังมัน ตอนนี้เราทำลายพรรคพวกมันไปได้ผู้หนึ่งแล้ว”

                    “ไม่สิท่านพ่อ สองคนต่างหากเล่า เสนาบดีกรมวังหวงจ้งก็ด้วย” จางกุ้ยเฟยยิ้มอย่างเลือดเย็น 

                    “ใช่ๆๆ คราวนี้แหละจะเป็นทีของพวกเราบ้าง เจ้ากับลูกสาวของอำมาตย์หลิวตอนนี้ต้องญาติดีกันไว้ ช่วยกันเอาพระทัยฮ่องเต้ให้มากๆ ตอนนี้ต้องหาทางกำจัดพวกแซ่หลี่ก่อน งานนี้อำนาจของหลี่ต้งมันก็เสื่อมลงไปไม่น้อยเช่นกัน”

                    ความจริงที่ผ่านมาจางเซ่อคอยส่งคนให้เฝ้าจับตาการไล่จับเสวียนฮวาและผางเยว่มาโดยตลอด เมื่อเขารู้ว่าขุนพลจงอี้น่าจะจับคนทั้งสองได้ในฮั่นจง จางเซ่อก็วางแผนให้มีการปล่อยข่าวในวังหลวง ว่าขุนพลจงอี้เข้าด้วยกับผิงซีอ๋อง ไม่เห็นแก่ชีวิตลูกเมียจะแสร้งปล่อยให้คนทั้งสองล่วงไปได้ถึงเสฉวน 

                    แต่แรกนั้น จางเซ่อหมายจะหยิบเนื้อติดมัน ชิงผลงานจากจงอี้ไปอย่างหน้าด้านๆ เอาอดีตฮองเฮาและคนของผิงซีอ๋องถวายให้กับฮ่องเต้ด้วยฝีมือตนเอง

                    มิคาด ในหุบเขาที่เป็นหน้าด้านทะลุไปยังเสฉวนนั้น กลับมีทางน้อยที่ไม่มีใครรู้จักซึ่งมันทั้งสองผ่านขึ้นไปตรงนั้น  กว่าจะรู้ก็สายเกินแก้  คราวแรกหมายจะปิดล้อมจนมันทั้งสองอดข้าวอดน้ำแล้วลงมือ แต่พอเผาภูเขาจนราบเป็นหน้ากลอง ก็เห็นแต่ความว่างเปล่า และได้พบหนทางคดเคี้ยวซึ่งคนน้อยกว่าน้อยนักที่จะรู้จัก

                    และตอนนั้นเอง ขุนพลผู้นั้นก็รู้ตัวว่าสองวันที่ผ่านมาตนเองนั่งเฝ้าความว่างเปล่าอย่างโง่งม 

                    จะส่งทหารรุดหน้าไปก็ไม่ได้ ด้วยว่ามั่นใจเหลือเกินว่าผิงซีอ๋องคงเตรียมทหารเอาไว้คอยรอเล่นงานทหารต้าเฉิงแล้ว แม้นข่าวสารจากสายลับที่ไปเร้นกายในหยวินหนานจะแจ้งมาว่าไม่มีการเคลื่อนไหวของกองทัพจำนวนมากในเสฉวนเลยก็ตาม

                    แต่ใครจะรู้เล่า หากมันอำพรางทหารเอาไว้ ขนาดมันส่งคนของมันให้เร้นกายในวังหลวงตั้งนานนมก็ไม่มีใครระแคะระคาย

                    ที่สำคัญ ฮ่องเต้ยังไม่ได้มีคำสั่งให้เคลื่อนทัพเข้ารุกรานเสฉวนและหยิวนหนาน การใหญ่ถึงเพียงนี้ลำพังขุนพลที่จางเซ่อส่งไปทำหน้าที่แทนจงอี้ย่อมมิกล้ากระทำ

                    ได้แต่เพียงส่งรายงานกลับมาว่า เผาภูเขาทั้งลูก พลิกแผ่นดินก็แล้วแต่หาตัวคนทั้งสองไม่พบ

                    จางเซ่อก็เสียดายที่ไม่ได้ผลงาน แต่กระนั้น อย่างน้อยเขาก็ได้ฉวยโอกาสในวิกฤต ทำลายอำนาจของเสนาบดีหลี่ลงไปได้ไม่น้อย

                    ส่วนชีวิตพ่อแม่พี่น้องลูกเมียของจงอี้ร้อยกว่าชีวิตที่ถูกต้มทั้งเป็นนั้น อาจจะตายน่าเวทนาไปบ้าง แต่การเมืองในราชสำนักก็เป็นเช่นนี้ ใครพลาดท่าก็ตายอย่างน่าอนาถนัก 

                    คนตายไปแล้วก็ตายไป หากไม่ใช่พี่น้องหรือพรรคพวกตนเอง มีใครเล่าที่จะใส่ใจ? 

                    “แล้วตอนนี้ฮ่องเต้ทรงอยู่กับใครมากที่สุดหรือ” จางเซ่อถาม

                    “อยู่กับลูกนี่แหละเจ้าค่ะ คืนนี้ก็ยังเป็นลูกที่ต้องไปถวายตัว” จางกุ้ยเฟยยิ้มอย่างภูมิใจ ตั้งแต่ที่นางได้โอกาส นางทุ่มเททำทุกอย่างที่จะทำให้ฮ่องเต้ทรงต้องพระทัย แม้นว่าจะใช้กลเม็ดเด็ดพรายเพียงแค่ไหน ทำตัวดุจนางคณิกาชั้นต่ำสักเพียงไหน หญิงสาวก็ล้วนยินดีกระทำทั้งสิ้น 

                    เพราะเพื่ออำนาจและทรัพย์ศฤงคาร ต่อให้กระทำชั่วช้าสกปรกแค่ไหน คนสูงศักดิ์เหล่านี้ก็ล้วนยินดีกระทำทั้งสิ้น  เพราะยิ่งศัตรูตายไปเท่าใด ฮ่องเต้ทรงโปรดเท่าใด

                    ...ตนเองและพรรคพวกก็จะได้ประโยชน์เท่านั้น

                      

                    

    คล้ายกับเรื่องฮองเฮาโค่นบัลลังก์ ที่คุณอ่าน