เสียงล้อรถม้าที่บดเบียดไปตามทางกรวดเคลื่อนตัวไปอย่างเชื่องช้า ทว่าภายในห้องโดยสารกลับไม่รู้สึกถึงความสั่นไหวแม้แต่น้อย
เซิ่งมู่ก้มมองหยกแกะสลักลวดลายประณีตในมือ ลักษณะของมันคล้ายคลึงกับที่ทับกระดาษ ส่วนมืออีกข้างถือพู่กันด้ามหนึ่ง ตัวด้ามทำจากไม้ก่วมแดง สลักลวดลายมังกรสีทอง
ของทั้งสองชิ้นนี้ เซิ่งมู่ได้มาจากโรงจำนำของหอไป๋ซางในราคาห้าเหรียญพิภพ
ที่ทับกระดาษหยก นอกจากลวดลายงดงาม ยังแผ่ซ่านไอปราณอุ่นจางๆ ออกมา ช่วยขับไล่ความเหน็บหนาวในเหมันตฤดู
ส่วนพู่กันลายมังกรทองคือ ‘พู่กันกลืนหมึก’ ที่ผู้บำเพ็ญเพียรชอบใช้ เพียงจุ่มปลายพู่กันลงในแท่นฝนหมึก ตัวด้ามจะดูดซับน้ำหมึกเข้าไปเก็บไว้ภายใน ทำให้พกพาได้สะดวกยิ่งนัก สามารถตวัดพู่กันเขียนอักษรได้เป็นวันๆ โดยมิต้องเสียเวลาจุ่มเพิ่ม
ด้วยความพิเศษของมัน เซิ่งมู่จึงซื้อหามาใช้เองอีกด้ามหนึ่ง ทว่าของเขาไม่มีลวดลายงดงามอะไรนัก อีกทั้งยังมีราคาเพียงหนึ่งเหรียญพิภพ
ทางด้านหลิวจื่ออี้ที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้าม ในมือก็เปิดถุงผ้าที่มีรูปลักษณ์ธรรมดา แต่ภายในสลักค่ายกลที่ใช้ในการหล่อเลี้ยงสมุนไพรเอาไว้ ช่วยรักษาสภาพสมุนไพรที่เพิ่งเก็บเกี่ยวให้คงความสดใหม่ได้ยาวนานนับเดือน
ของวิเศษชิ้นนี้ แน่นอนว่าเซิ่งมู่เป็นผู้ควักกระเป๋าซื้อให้นางในราคาสูงถึงหนึ่งเหรียญนภา มิใช่ว่าคุณหนูหลิวขาดแคลนเงินทอง แต่ตลอดเวลาที่ผ่านมานางคอยช่วยเหลือเขาไว้มากมายหลายครา เขาจึงอยากหาโอกาสตอบแทนน้ำใจนางบ้างก็เท่านั้น
นอกจากนี้ เขายังแลกเหรียญวิญญาณที่ได้จากการขายตำราให้มาเป็นเหรียญเล็กๆ อย่างเหรียญนภาและเหรียญพิภพจนเต็มกระเป๋า เรียกได้ว่าฐานะของเขาในยามนี้ค่อนข้างมั่งคั่งร่ำรวยทีเดียว
“สิบเหรียญวิญญาณ เก้าสิบเหรียญนภา เจ็ดสิบเก้าเหรียญพิภพ…” เขาพึมพำกับตนเบาๆ พลางใช้จิตตรวจสอบเหรียญหยกขาว เหรียญเงิน และเหรียญทองแดงที่ลอยคว้างอยู่ภายในพัดมิติ “ซื้อจวนสักเรือนเลยดีไหมนะ?”
“เจ้าพึมพำอะไรอยู่คนเดียว?” หลิวจื่ออี้ช้อนตามองเขา เอ่ยถามอย่างสงสัย
เซิ่งมู่กระแอมไอเล็กน้อยก่อนเอ่ยตอบ “ข้ากำลัง… มีความสุขอยู่” เขายิ้มอย่างมีความสุข ทรัพย์สินมากมายเพียงนี้ หากลงไปล่างภูเขาก็เพียงพอให้ใช้ไปยันชั่วลูกชั่วหลานแล้ว ต่อให้ตบแต่งอนุสักสิบคนเข้ามาในจวน ก็ยังเลี้ยงได้สบายๆ
หลิวจื่ออี้หรี่ตามองเขา “คิดไม่ดีอยู่แน่ๆ…”
…
ทิวทัศน์สองข้างทางเริ่มแปรเปลี่ยน จากบ้านเรือนของชาวบ้าน เริ่มกลายเป็นคฤหาสน์หลังใหญ่ เหล่าเทพเซียนที่บินบนฟ้าเริ่มมากขึ้น
รถม้าตระกูลหลิวชะลอความเร็วลง ก่อนจะหยุดนิ่งสนิทที่หน้าประตูจวนใหญ่โตแห่งหนึ่ง เหนือกรอบประตูแขวนป้ายอักษรเขียนคำว่า ‘刘 (หลิว)’ ซึ่งเป็นอักษรตัวเดียวกับธงสัญลักษณ์ที่ปักอยู่บนรถม้า
ทั้งสองก้าวเดินลงรถม้าช้าๆ หน้าประตูจวนไม่มีเงาของคนเฝ้าประตู ทว่าเมื่อพวกเขาก้าวขึ้นบันไดหินจนถึงขั้นบนสุด ประตูไม้บานใหญ่ที่ทำจากไม้เนื้อดีพลันเปิดออกเองช้าๆ
เบื้องหลังประตู ปรากฏร่างของสาวใช้สิบกว่าชีวิตยืนเรียงแถวหน้ากระดานขนาบซ้ายขวาอย่างเป็นระเบียบ ตรงกลางเป็นสตรีวัยกลางคนในชุดสาวใช้ที่ตัดเย็บด้วยเนื้อผ้าหรูหรากว่าผู้ใด นางดูมีอายุราวสามสิบเศษ แต่ยังคงงดงามไร้ซึ่งริ้วรอยบนใบหน้า
“ยินดีต้อนรับคุณหนูกลับจวนเจ้าค่ะ!” สาวใช้สิบกว่าชีวิตเอ่ยพร้อมกันจนเซิ่งมู่สะดุ้ง แต่สิ่งที่ทำให้เขาค่อนข้างตะลึงไม่น้อย คือการที่สัมผัสได้ว่าสาวใช้ทุกคนล้วนเป็นผู้ฝึกปราณหรือผู้ฝึกยุทธ์ที่อยู่ในขอบเขตหนึ่งถึงสาม
สาวใช้วัยกลางคนผู้นั้นรีบสาวเท้าเข้ามาหาพวกเขาทันที ใบหน้าของนางประดับไปด้วยรอยยิ้มปีติ
นางยอบกายคารวะหลิวจื่ออี้อย่างนอบน้อม “ยินดีต้อนรับคุณหนูกลับจวน นายท่านรับสั่งให้บ่าวพาคุณหนูกับสหายไปพบที่เรือนหลักเจ้าค่ะ”
หลิวจื่ออี้ก้าวเข้าไปคล้องแขนสตรีผู้นั้นพร้อมรอยยิ้มอ่อนโยน "ข้าบอกตั้งกี่ครั้งแล้วว่าท่านป้าเจิ้งไม่ต้องเกรงใจข้าถึงเพียงนี้ เรียกข้าว่าจื่ออี้เหมือนเมื่อก่อนเถอะ…"
เจิ้งเหวยหลี่ส่ายหน้าปฏิเสธ “บ่าวมิกล้า…”
หลิวจื่ออี้ไม่ได้ว่ากล่าวอันใด เพียงยิ้มบางๆ แล้วกระชับอ้อมแขนที่กอดป้าเจิ้งให้แน่นขึ้น ก่อนจะพากันเดินลึกเข้าไปด้านในจวน
เซิ่งมู่เดินตามหลังสตรีทั้งสองด้วยจังหวะฝีเท้าที่ไม่ช้าและไม่เร็วเกินไป เขารักษาระยะห่างไว้ประมาณหนึ่งก้าว ปล่อยให้สตรีทั้งสองได้พูดคุยกัน
คราแรกเซิ่งมู่คาดเดาว่าสตรีผู้นี้คงเป็นบ่าวรับใช้ที่คอยดูแลหลิวจื่ออี้มาตั้งแต่ยังเล็ก ทว่าเมื่อเขาสังเกตเห็นไอปราณอันเข้มข้นของผู้ฝึกปราณขอบเขตที่เจ็ด ซึ่งแผ่ซ่านออกมาจากร่างของนางอย่างจางๆ เขาก็พลันตระหนักได้ทันทีว่า แท้จริงแล้วสตรีเบื้องหน้าคงมีอายุขัยมากกว่ารูปลักษณ์ที่ตาเห็นหลายเท่าตัวนัก
ทั้งสามเดินลัดเลาะไปตามทางเดินหิน ลอดผ่านซุ้มประตูโค้งหลายสิบซุ้ม ในที่สุดก็มาถึงซุ้มประตูใหญ่บานหนึ่ง ซึ่งเบื้องหลังกำแพงหนาทึบนั้น มีเรือนหลังใหญ่โตตั้งตระหง่านอยู่
เซิ่งมู่สังเกตเห็นบุรุษร่างกำยำผู้หนึ่งยืนรออยู่หน้าซุ้มประตูโค้ง เขาสวมชุดคาดสีดำที่เป็นเครื่องแบบของผู้คุ้มกัน ทว่าลวดลายปักบนเสื้อผ้ากลับดูประณีตกว่าผู้คุ้มกันทั่วไป
หลิวจื่ออี้เดินไปทักทายบุรุษวัยกลางคนที่มีหนวดเคราเป็นตอคนนั้นทันทีที่เห็น “ท่านลุงเจิ้ง!”
บุรุษผู้นั้นค้อมกายลงเล็กน้อยอย่างนอบน้อม “คุณหนูหลิว นายท่านกำลังรออยู่เลยขอรับ”
เซิ่งมู่สัมผัสได้ว่า ไอปราณที่แผ่พุ่งออกมาจากร่างของผู้คุ้มกันแซ่เจิ้งผู้นี้ เหนือกว่าสาวใช้วัยกลางคนเมื่อครู่หลายระดับ หากให้ประเมินอย่างต่ำที่สุด ชายผู้นี้ต้องเป็นผู้ฝึกปราณขอบเขตเก้า
เห็นตบะของผู้คุ้มกันในจวนหลิว เขาก็ให้แปลกใจเล็กน้อย ‘ขุมอำนาจของตระกูลหลิวดูเหมือนจะแข็งแกร่งกว่าที่ข้าคาดไว้มากทีเดียว’
ในเรือนหลัก มีสระบัวขนาดใหญ่คล้ายเรือนของผู้อาวุโสหลิวจิ้งเจ๋อ รอบด้านยังมีห้องขนาดใหญ่อีกหลายห้อง ซึ่งเซิ่งมู่เองก็ไม่อาจทราบได้ว่าแต่ละห้องใช้ทำสิ่งใด
ผู้คุ้มกันเจิ้งเดินนำพวกเขามาหยุดอยู่ที่หน้าห้องโถงใหญ่กึ่งกลางเรือน ก่อนจะเป็นฝ่ายผลักบานประตูออกพร้อมส่งเสียง “คุณหนูหลิวจื่ออี้และสหายมาถึงแล้วขอรับ”
ภายในห้องโถง มีร่างของบุรุษและสตรีคู่หนึ่งนั่งเคียงกันอยู่บนเก้าอี้ไท่ชือกลางห้อง
ฝ่ายบุรุษเป็นชายวัยกลางคนรูปลักษณ์ธรรมดาสามัญ สวมชุดผ้าไหมเนื้อดีแต่ไร้ลวดลายฉูดฉาด เขาไว้หนวดเคราแพะหย่อมเล็กๆ คิ้วเรียวยาวดุจกระบี่ ใบหน้าเรียบเฉยอ่านอารมณ์ไม่ออก และมีสีผิวที่คล้ำกร้านแดดกว่าเซิ่งมู่อยู่หลายส่วน
ส่วนฝ่ายสตรีเป็นหญิงวัยกลางคนที่มีใบหน้าอิ่มเอิบใจดี ผิวพรรณของนางขาวผ่องราวกับหยก เรือนผมสีหมึกถูกเกล้ามวยขึ้นอย่างประณีต รูปร่างทรวดทรงอรชรอวบอิ่มคล้ายคลึงกับหลิวจื่ออี้ที่ยืนอยู่ข้างกายเขาไม่มีผิดเพี้ยน นางสวมชุดฮูหยินผ้าไหมสีเขียวมรกตดูสูงส่ง
หากมองให้ดีแล้ว นอกจากคิ้วเรียวยาว ฝ่ายบุรุษแทบไม่มีส่วนใดคล้ายคลึงกับหลิวจื่ออี้เลยแม้แต่น้อย ในทางกลับกัน สตรีที่นั่งเคียงข้างเขานั้น แทบจะเป็นภาพสะท้อนของหลิวจื่ออี้ในวัยผู้ใหญ่ แม้กระทั่งรสนิยมการเลือกสวมอาภรณ์สีเขียวก็ยังถอดแบบกันมา
ทันทีที่ทั้งสองเห็นบุตรสาว พวกเขาก็รีบลุกขึ้นจากเก้าอี้ บุรุษวัยกลางคนที่เมื่อครู่ยังมีสีหน้าเคร่งขรึม พลันเปลี่ยนเป็นใบหน้าใจดียิ้มแย้มทันที ส่วนฝ่ายสตรีกลับเคลื่อนไหวรวดเร็วยิ่งกว่า นางพุ่งตัวเข้ามาสวมกอดหลิวจื่ออี้เอาไว้แนบแน่น
“ลูกแม่… ไม่ได้เจอเจ้ามาหลายปีเหลือเกิน” นางผละอ้อมกอดออกช้าๆ สายตากวาดสำรวจหลิวจื่ออี้ตั้งแต่หัวจรดเท้า “เจ้าโตเป็นสาวจนความสูงจะเท่ามารดาคนนี้อยู่แล้ว!”
“อะแฮ่ม! ยิ่งโตก็ยิ่งสง่างาม ถอดแบบบิดาอย่างข้ามาไม่มีผิดเพี้ยนจริงๆ” บุรุษวัยกลางคนเอ่ยแทรกขึ้นมาด้วยรอยยิ้มกว้าง
สตรีวัยกลางคนหันขวับ ยกมือฟาดต้นแขนสามีอย่างแรง “คล้ายเจ้าก็แย่น่ะสิ! ลูกสาวเรามีใบหน้างดงามเช่นนี้ เจ้าเคยส่องคันฉ่องดูเงาตัวเองบ้างหรือไม่ ถึงกล้าพูดออกมาได้ไม่อายปาก!”
พอได้ยินภรรยาว่าเช่นนั้น เจ้าตระกูลหลิวผู้ยิ่งใหญ่ก็พลันมีท่าทีหงอยเหงาเซื่องซึมลงไปถนัดตา
ตลอดเวลาที่ครอบครัวพบกันพร้อมหน้า เซิ่งมู่ทำเพียงยืนสงบเสงี่ยมอยู่เบื้องหลัง ไม่เอ่ยปากหรือกระทำการใดให้สะดุดตา กระทั่งเจ้าตระกูลและฮูหยินหลิวเริ่มสังเกตเห็นและหันมามองทางเขา
รอยยิ้มบนใบหน้าของบิดาหลิวจื่ออี้พลันมลายหาย เปลี่ยนเป็นเคร่งขรึมเย็นชาดุจเดิม ส่วนมารดาของนางกลับเบิกตากว้างเป็นประกาย ดูสนใจในตัวสหายหนุ่มของลูกสาวนาง
เซิ่งมู่เห็นดังนั้นจึงรีบประสานมือแบบบัณฑิต ค้อมกายลงเอ่ยแนะนำตัว “ผู้เยาว์ยินดีที่ได้พบท่านเจ้าตระกูลและฮูหยินหลิว ข้ามีนามว่าเซิ่งมู่ เป็นสหายของหลิวจื่ออี้ขอรับ”
ฮูหยินหลิวรีบก้าวเข้ามาประคองแขนเขา “ข้ามีนามว่า หลิวหรู่อวิ๋น เป็นมารดาของอี้เอ๋อร์… ที่ผ่านมา ข้าได้ยินเรื่องราวของเจ้าจากจดหมายของนางและท่านพ่อมามากมายเชียวล่ะ”
เซิ่งมู่ก้มศีรษะรับคำอย่างถ่อมตน ก่อนจะชำเลืองเห็นเจ้าตระกูลหลิวที่ยังคงปั้นหน้าเย็นชา ส่งเสียงครางรับในลำคอสั้นๆ “อืม…”
ทันใดนั้น หลิวหรู่อวิ๋นก็เอื้อมมือไปบิดสีข้างสามีเต็มแรง “ทำตัวดีๆ กับแขกหน่อยสิ!”
บิดาหลิวจื่ออี้ลูบคลำบริเวณที่โดนหยิกครู่หนึ่ง ก่อนจะกระแอมเอ่ยแนะนำตัว “ข้าหลิวจวินโม่… บิดาของหลิวจื่ออี้” แม้ปากจะเอ่ยทักทาย ทว่าสายตาของเขากลับยังคงคมกริบดุจใบมีด จ้องเขม็งมาที่เซิ่งมู่ราวกับจับผิด
เขาค้อมกายรับคำอีกครา จากนั้นผู้ใหญ่ทั้งสองจึงเดินกลับไปนั่งยังเก้าอี้กลางห้องดังเดิม ส่วนเซิ่งมู่และหลิวจื่ออี้ถูกจัดให้นั่งเคียงคู่กันที่เก้าอี้รับรองฝั่งซ้ายมือของเจ้าตระกูลหลิว
“ของที่เจ้าเตรียมมาล่ะ” หลิวจื่ออี้ยกมือขึ้นป้องปาก กระซิบถามข้างหูเขาเสียงแผ่วดูใกล้ชิดสนิทสนม
เซิ่งมู่ร้อง อ้อ! รับคำเบาๆ ก่อนจะลุกขึ้นยืน มือซ้ายประคองแท่นทับกระดาษหยก ส่วนมือขวาถือพู่กันกลืนหมึกด้ามมังกรเอาไว้อย่างระมัดระวัง
“เนื่องจากนี่เป็นครั้งแรกที่ข้าเดินทางเข้าสู่เมืองหลวง ของกำนัลที่ตระเตรียมมามอบให้ท่านผู้อาวุโสทั้งสองจึงมีเพียงของเล็กน้อย หวังว่าท่านทั้งสองจะไม่รังเกียจขอรับ” เขาก้มกายเอ่ยด้วยน้ำเสียงสุภาพนอบน้อม ทว่าหางตาของเขากลับเหลือบไปเห็นปฏิกิริยาอันแตกต่างกันของทั้งคู่ หลิวหรู่อวิ๋นกำลังยกพัดจีบขึ้นมาบดบังใบหน้าที่ฉีกยิ้มกว้างจนตาหยี ในขณะที่หลิวจวินโม่กลับขบกรามแน่น สองมือกำพนักเก้าอี้จนเส้นเลือดปูดโปน
‘หรือว่าของที่ข้าเตรียมมาจะดูไม่เหมาะสม? แต่จื่ออี้ก็มิได้ว่าอันใดมิใช่หรือ?’ เขาหันไปมองท่าทางของหลิวจื่ออี้ แต่นางยังคงนั่งเฉยๆ ไม่ได้แสดงอาการใดๆ
“เหวยหลี่ รับของกำนัลมาสิ” ฮูหยินหลิวเอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน สาวใช้วัยกลางคนจึงก้าวเข้ามารับของจากมือเขาไปส่งมอบให้คนทั้งสอง “ที่ทับกระดาษหยกชิ้นนี้… ลวดลายประณีตนัก ข้าชอบมาก!”
“...พู่กันด้ามนี้… ไม่เห็นจะสวยตรงไหน…” หลิวจวินโม่แค่นเสียงหยัน ทว่าทันทีที่สิ้นคำพูด มือข้างเดิมของฮูหยินตระกูลหลิวพลันบิดที่สีข้างของสามีอย่างแรง
“สวย! สวยแล้ว!” เจ้าตระกูลหลิวร้องลั่น หลิวจื่ออี้ที่นั่งดูอยู่ถึงกับต้องยกมือขึ้นปิดปากกลั้นหัวเราะ
เซิ่งมู่กลับมานั่งประจำที่ข้างกายหลิวจื่ออี้ ปิดปากเงียบไม่เอ่ยอะไร ไม่ขยับตัวเกินจำเป็น นอกเสียจากตอนยกจอกชาขึ้นจิบเป็นระยะ
“ท่านพ่อ ท่านแม่ ตอนนี้ข้าเป็นนักหลอมโอสถขั้นนภาแล้ว!” หลิวจื่ออี้เอ่ยอวดด้วยน้ำเสียงภาคภูมิใจ ก่อนหยิบโอสถลูกกลอนขึ้นมาเม็ดหนึ่ง เป็นเม็ดยาสีขาวบริสุทธิ์ดุจไข่มุก ซึ่งเซิ่งมู่จำได้ดีว่ามันคือ ‘โอสถเซียนชำระไขกระดูก’
เมื่อบิดาของนางเพ่งมองโอสถในมือชัดๆ เขาก็ถึงกับตื่นเต้นจนตัวลุกพรวดลงมาจากเก้าอี้ คว้าโอสถของบุตรสาวไปพินิจดูอย่างละเอียด “ท่านปู่ของเจ้าเพิ่งส่งจดหมายมาบอกว่าลูกเพิ่งจะปรุงโอสถขั้นนภาสำเร็จเมื่อเดือนก่อน เหตุใดเพียงพริบตาเดียวกลับเหยียบขอบเขตของขั้นวิญญาณแล้วเล่า!” เขากล่าวด้วยน้ำเสียงตื่นตะลึงระคนภาคภูมิใจ
“ข้าเป็นใครกันเล่า! หลานสาวคนเก่งและศิษย์เอกของท่านปู่เชียวนะ!” หลิวจื่ออี้กอดอกด้วยความภูมิใจ
หลิวจวินโม่คืนโอสถให้ลูกสาว เขาลูบศีรษะนางด้วยความรักใคร่เอ็นดู ก่อนกลับไปนั่งที่เดิม เซิ่งมู่ปล่อยให้พ่อแม่ลูกที่ไม่ได้พบกันมานานสนทนากันอย่างชื่นมื่น ตัวเขาทำเพียงนั่งฟังอยู่เงียบๆ อย่างมีมารยาท
จนกระทั่งบทสนทนาดำเนินมาถึงจุดหนึ่ง ขณะที่เซิ่งมู่กำลังยกจอกชาขึ้นจิบ ฮูหยินหลิวก็พลันโพล่งขึ้นมาด้วยน้ำเสียงกระตือรือร้น “ว่าแต่… ลูกเขยของเราจะจัดงานหมั้นหมายกับอี้เอ๋อร์เมื่อไหร่ดีล่ะ?"
เซิ่งมู่ที่เพิ่งกลืนน้ำชาลงคอไปเกือบสำลัก แต่กระนั้นก็ยังถือว่าดีกว่าบิดาหลิวจื่ออี้นัก เขาเผลอพ่นน้ำชาออกมาพรวดใหญ่จนหยดน้ำกระเซ็นเปรอะเปื้อนพื้นไปหมด
“ทำตัวดีๆ หน่อย! สกปรกหมดแล้ว!” หลิวหรู่อวิ๋นทำสีหน้าไม่พอใจ ใช้พัดในมือตบเข้าที่ต้นแขนสามี
หลิวจวินโม่หาได้สนใจความเจ็บปวดจากพัดที่ฟาดลงมาไม่ เขาหันมาถามภรรยาหน้าตาแตกตื่น “เมื่อครู่... เจ้าเพิ่งพูดเหลวไหลอันใด?”
หลิวหรู่อวิ๋นขยับพัดในมือ พลางเอ่ยเสียงหวาน “ก็แหม… ลองนึกย้อนไปสิ คราแรกที่ข้าพาบุรุษไปพบหน้าบิดามารดา หากไม่ใช่เพราะเรื่องหมั้นหมายจะเป็นเรื่องอันใดได้อีก?” นางเอ่ยพลางส่งสายตาหวานไปให้สามี
หลิวจวินโม่ถึงกับใบหน้าแข็งค้างไร้คำพูด ก่อนจะรีบโบกไม้โบกมือปฏิเสธ “ไม่ได้ๆ! อี้เอ๋อร์เพิ่งจะอายุเท่าไหร่กันเชียว จะให้รีบร้อนออกเรือนตอนนี้ เป็นไปไม่ได้เด็ดขาด ข้าไม่อนุญาต!”
หลิวหรู่อวิ๋นขมวดคิ้วมุ่น จ้องตาสามีกลับ “ไม่ได้อะไรกัน! อี้เอ๋อร์พ้นวัยปักปิ่นตั้งแต่ปีก่อนแล้ว! จะแต่งออกเรือนก็ถือว่าเหมาะสม!”
เซิ่งมู่เห็นคู่สามีภรรยาตระกูลหลิวเริ่มโต้เถียงกัน เขาจึงหันขวับไปมองตัวต้นเรื่องที่เกี่ยวข้องอีกคนหนึ่ง
ทว่าหลิวจื่ออี้กลับเอาแต่นั่งยกมือปิดปาก กลั้นขำอยู่อย่างนั้นโดยไม่คิดจะเอ่ยปากแก้ต่างอันใดเลยแม้แต่น้อย เมื่อเห็นเขาส่งสายตามา นางก็ทำเพียงขยับริมฝีปากเป็นคำ ‘ข้า-บอก-เจ้า-แล้ว’
เซิ่งมู่ส่ายหน้าเบาๆ ก่อนลุกขึ้นยืนประสานมือค้อมกายไปทางเจ้าตระกูลและฮูหยิน “ขออภัยฮูหยินหลิว ท่านเข้าใจผิดแล้ว! ข้ากับจื่ออี้เป็นเพียงสหายที่คบหากันมานาน! หาได้มีความคิดลึกซึ้งเกินเลยไม่!”
ทั้งสองได้ยินคำเขาก็ชะงักเงียบไปครู่หนึ่ง สายตาเซิ่งมู่แอบเหลือบไปมองทางหลิวจื่ออี้ นางก็ยังคงยกมือขึ้นมาปิดปากหัวเราะไม่หยุด
ฮูหยินตระกูลหลิวถอนหายใจยาวด้วยความเสียดาย ส่วนเจ้าตระกูลหลิวก็ถอนหายใจเช่นกัน เพียงแต่เหมือนเป็นการถอนหายใจด้วยความโล่งอกเสียมากกว่า
“เอาเถิดๆ เรื่องบุพเพวาสนาของหนุ่มสาว รีบร้อนไปก็ใช่ว่าจะเป็นผลดี… อย่างน้อยตอนนี้เจ้ากับอี้เอ๋อร์ก็สนิทเพียงพอจะเรียกด้วยนามแล้ว… เหวยหลี่!” หลิวหรู่อวิ๋นพึมพำอย่างเสียดาย ก่อนตะโกนเรียกสาวใช้วัยกลางคน
เจิ้งเหวยหลี่รีบก้าวออกมารับคำสั่งทันที “เจ้าค่ะฮูหยิน!”
ฮูหยินตระกูลหลิวโบกมือสั่ง “ไปจัดเตรียมเรือนพักให้แขกที… เอาเป็นเรือนฝั่งตะวันออกถึงจะดี”
หลิวจวินโม่ได้ยินก็ตบโต๊ะเสียงดัง ปัง! จนเซิ่งมู่สะดุ้งโหยง “ไม่ได้เด็ดขาด!!! จัดเรือนสำหรับแขกทางทิศใต้ให้เขา…”
ทว่าน้ำเสียงเกรี้ยวกราดของเจ้าตระกูลหลิวค่อยๆ แผ่วเบาลงเรื่อยๆ หลังเห็นสายตาเย็นชาของหลิวหรู่อวิ๋นที่มองมา
นางหันไปมองเจิ้งเหวยหลี่กล่าวเสียงแข็ง “เหวยหลี่! จัดเรือนตะวันออกให้เซิ่งมู่!”
“อยากได้อะไรปานนั้น… ลูกสาวเราก็ออกจะสวย… แค่ลูกเขยหายากขนาดไหนกันเชียว…” หลิวจวินโม่หันหลังให้ภรรยาพึมพำกับตัวเองเบาๆ สองมือม้วนชายเสื้อเล่น
เจิ้งเหวยหลี่ยอบกายรับสั่ง “รับทราบแล้วเจ้าค่ะ…”
(ในวัฒนธรรมจีนโบราณจะมีการจัดสรรเรือนพักอาศัยตามลำดับฐานะ เรือนกลางเป็นของเจ้าตระกูลและฮูหยินใหญ่ เรือนตะวันตกจัดสรรให้บุตรสาวที่มีฐานะ ส่วนเรือนตะวันออกนั้น สงวนไว้สำหรับบุตรชายคนโตหรือทายาทผู้สืบทอดสายเลือดโดยตรงเท่านั้น)
…
“เหมือนท่านแม่ของข้าจะอยากได้เจ้ามาเป็นลูกเขยจริงๆ นะเนี่ย…” หลิวจื่ออี้ก้าวเดินเคียงเขา พลางเอ่ยหยอกล้อ
เซิ่งมู่ถอนหายใจยาว “เลิกล้อเล่นได้แล้ว”
หลิวจื่ออี้ยอมหุบปากเงียบเสียงลง ทว่าบนใบหน้างามยังคงมีรอยยิ้มยียวน กระโดดไปมาข้างกายเขาไม่หยุด
กระทั่งเดินมาหยุดอยู่ที่หน้าประตูบานใหญ่ของเรือนตะวันออก เจิ้งเหวยหลี่จึงชะงักฝีเท้าลง “ภายในเรือน บ่าวได้สั่งให้สาวใช้เตรียมเครื่องใช้ที่จำเป็นไว้แล้ว หากคุณชายเซิ่งต้องการสิ่งใดสามารถเรียกหาสาวใช้ประจำเรือนได้ตลอดเวลาเลยเจ้าค่ะ”
เซิ่งมู่รีบโบกมือปฏิเสธพลางค้อมกายลงเล็กน้อย “แค่นี้ก็รบกวนมากเพียงพอแล้ว ขอบคุณท่านน้าขอรับ”
เจิ้งเหวยหลี่คลี่ยิ้มหวานรับคำ
“หากมีเรื่องอันใดแล้วเจ้าไม่อยากเรียกใช้พวกสาวใช้ละก็ เรียกหาข้าได้นะ! เดินไปตามทางเดินหินไปยังฝั่งตะวันตกก็จะเจอเรือนข้าแล้ว” หลิวจื่ออี้ชี้นิ้วไปด้านหลังของตน
เซิ่งมู่ยิ้มรับ เขายืนส่งจนกระทั่งแผ่นหลังของคนทั้งคู่เดินลับสายตาไป จึงค่อยเอื้อมมือผลักบานประตูเรือนของตนเข้าไป
ในเรือน มีสาวใช้ขอบเขตหนึ่งคนหนึ่งยืนรออยู่ที่หลังประตู รุ่นราวคราวเดียวกับเขา สวมชุดสาวใช้สีกุหลาบ เอวเล็กคอดและหน้าอกกลมโตที่ค่อนข้างดูโดดเด่นกว่าส่วนอื่นๆ
นางยอบกายคารวะเขาอย่างนอบน้อม เซิ่งมู่ทำเพียงพยักหน้ารับการคารวะจากนางสั้นๆ ก่อนเริ่มเดินสำรวจ
เรือนตะวันออกมีพื้นที่กว้างขวาง ตรงกลางเป็นลานหินขนาดย่อมเหมาะสำหรับใช้ในการฝึกปราณหรือวรยุทธ์ ทางขวามือเป็นบ่อปลาหลี่ฮื้อขนาดย่อม (ปลาคาร์ป) มีฝูงปลาสีสันสดใสแหวกว่ายวนเวียนอยู่ราวห้าหกตัว ริมบ่อปลาปลูกต้นหอมหมื่นลี้ (กุ้ยฮวา) ต้นใหญ่ไว้คอยให้ร่มเงาโต๊ะหินที่อยู่ข้างใต้ เป็นมุมที่เหมาะสำหรับนั่งจิบชาแต่งกลอน
เซิ่งมู่เดินเข้ามาอีกหน่อย ก่อนพบห้องอยู่สี่ห้อง เขาจึงค่อยๆ ไล่เดินเปิดดูเพื่อสำรวจทีละห้อง
ห้องโถงตรงกลาง เป็นห้องนอนหลักที่ใช้พักผ่อน บริเวณมุมห้องมีฉากกั้นไม้ตั้งบังเอาไว้ คาดว่าคงใช้ในการชำระล้างร่างกายและเปลี่ยนเสื้อผ้า
ถัดมาคือห้องปีกซ้าย เป็นห้องอักษรที่มีม้วนตำราเก่าๆ ทั่วไปไม่กี่ม้วน ดูท่าตำราสำคัญๆ จะโดนนำออกไปนานแล้ว
ส่วนทางปีกขวา แบ่งออกเป็นสองห้องหนึ่งเล็กหนึ่งใหญ่ ห้องขนาดใหญ่ดูคล้ายกับห้องรับรองแขก ภายในจัดวางโต๊ะสำหรับชงชาและกระดานหมากล้อมเอาไว้ ในห้องตั้งภาพม้าวิ่งและโคมไฟสีแดงประดับไว้
ห้องสุดท้าย เป็นห้องโล่งที่มีเตาหลอมก่อด้วยอิฐฝุ่นเขรอะตั้งอยู่ริมห้อง ตรงกึ่งกลางห้องปรากฏร่องรอยวงกลมสลักลึกลงไปในพื้น คาดว่าคงเป็นที่ตั้งของเตาอะไรสักอย่าง
“หรือว่าเรือนนี้… จะเคยเป็นเรือนของเจ้าตระกูลงั้นหรือ?” เซิ่งมู่พึมพำกับตนเอง
ก่อนจะเดินกลับไปนั่งพักผ่อนในห้องนอนหลัก ส่วนสาวใช้ประจำเรือนเพียงคนเดียวนั้น แม้เขาจะออกปากอนุญาตให้นางไปพักผ่อนทำตัวตามสบาย ไม่จำเป็นต้องมายืนเฝ้าเขาตลอดเวลา ทว่านางก็ยังคงยืนเฝ้าอยู่หน้าประตูห้องเขา ไม่ขยับกายไปไหน
สุดท้ายเซิ่งมู่ที่ทนสายตากดดันไม่ไหว จึงออกคำสั่งให้นางไปนั่งเล่นที่โต๊ะหินริมบ่อปลาหลี่ฮื้อแทน
เมื่อนางไปแล้ว เซิ่งมู่จึงเริ่มนั่งขัดสมาธิบนเตียงไม้ เข้าไปสำรวจทะเลสาบแห่งจิตของตนเอง
ตอนนี้เขาทะลวงเข้ามายังขอบเขตที่สองของเคล็ดวิชาจิตดั้งเดิมได้แล้ว
เขาลองทำตามวิธีการที่บอกไว้ในตำรา ขยายพลังจิตจากเกาะในทะเลสาบมานอกกาย เพื่อรับรู้และสำรวจพื้นที่โดยรอบ
พริบตานั้น เขาพลันรู้สึกถึงความเคลื่อนไหวอันแผ่วเบาและละเอียดอ่อน ภายในระยะสองฉื่อรอบกาย เขารับรู้ได้ถึงเส้นด้ายของเสื้อผ้าที่เขาสวม ฝุ่นผงในอากาศ ความผุกร่อนของเตียงไม้ที่เขานั่ง
ทว่าความรู้สึกนั้นคงอยู่ได้เพียงไม่ถึงหนึ่งอึดใจ อาการปวดแปลบราวกับศีรษะจะปริแตกก็แล่นจู่โจมเข้ามาอย่างรุนแรง บังคับให้เขาต้องรีบถอนการโคจรเคล็ดวิชาจิตดั้งเดิมขั้นที่สอง
“ช่าง… เป็นความรู้สึกที่น่าเหลือเชื่อนัก!” แม้จะยังคงมีอาการปวดหลงเหลืออยู่ แต่ความสามารถของขอบเขตสอง กลับทำให้เขายินดีจนลืมความเจ็บปวดไปเป็นปลิดทิ้ง
เซิ่งมู่หลับตานั่งสมาธิปรับลมปราณอยู่อีกพักใหญ่ กระทั่งอาการปวดศีรษะทุเลาลง เขาจึงลุกขึ้นยืนแล้วเดินออกจากห้องนอน “เอ่อ… แม่นาง…”
ฝ่ายสาวใช้ที่นั่งรออยู่ เมื่อเห็นเขาออกมาจากห้องจึงรีบปรี่มาหาทันที “บ่าวชื่อ กู้เฟย เจ้าค่ะคุณชาย”
“อ้อ… แม่นางกู้ ข้าตั้งใจจะออกไปเดินเที่ยวชมเมืองหลวงชั่วครู่ รบกวนแม่นางนำทางข้าออกไปยังประตูจวนได้หรือไม่?” เขาเอ่ยถามสาวใช้อย่างให้เกียรติ
แม่นางกู้เฟยพยักหน้ารับคำ ก่อนเดินนำทางเขาไปตามทางเดินหิน มุ่งสู่ทางออกจวนตระกูลหลิวอันยิ่งใหญ่
เมื่อเดินมาส่งจนถึงหน้าประตู เซิ่งมู่ก็พลันหันไปกำชับนาง “หากหลิวจื่ออี้มาถามหาข้า ก็จงบอกนางไปว่าข้าออกไปเดินเล่นในเมืองหลวง ไม่ถึงหนึ่งชั่วยามเดี๋ยวกลับมา”
กู้เฟยยอบกายรับคำสั่งอย่างนอบน้อม ก่อนจะหันหลังเดินกลับเข้าไปทำหน้าที่ของตน
…
เมืองหลวงอวิ๋นสุ่ยนั้นกว้างใหญ่ไพศาลนัก ต่อให้ใช้เวลาเดินเท้าเป็นสิบวันก็คงมิอาจสำรวจได้จนทั่วอาณาบริเวณ ภาพของชาวบ้านธรรมดาและผู้บำเพ็ญเพียรเดินขวักไขว่สวนทางกันไปมา เป็นภาพชินตาที่พบเห็นได้ทั่วไป เรียกได้ว่าเป็นเมืองที่เทพเซียนและมนุษย์ล้วนอยู่อาศัยปะปนกันอย่างแท้จริง
เมืองแห่งอื่นๆ โดยทั่วไป มักจะมีการแบ่งเขตการปกครองออกเป็นเพียงสองชั้น คือเขตชั้นนอกและเขตชั้นใน ทว่าสำหรับเมืองหลวงอวิ๋นสุ่ยแห่งนี้ กลับมีความพิเศษตรงที่มี 'เขตชั้นหลัก' เพิ่มขึ้นมาอีกหนึ่งชั้น
เขตชั้นนอกนั้นคือพื้นที่พำนักของสามัญชน เป็นแหล่งรวมบ้านเรือน ตรอกซอกซอย ร้านน้ำชา ร้านอาหาร และย่านการค้าของคนทั่วไป แม้กระทั่งศาลาว่าการที่คอยดูแลความสงบของชาวบ้านธรรมดาล้วนอยู่ในเขตนี้
ส่วนเขตชั้นในของเมืองหลวงนั้น มิได้มีเพียงแค่ผู้บำเพ็ญเพียร แต่ยังมีชาวบ้านอาศัยอยู่ด้วยเช่นกัน ในเขตนี้จะมีเทพเซียนบินว่อนสวนกันไปมาเต็มท้องฟ้า มีศาลาไว้ใช้จัดการงานสำหรับผู้บำเพ็ญเพียรโดยเฉพาะ ผู้ตรวจการณ์ที่เดินตรวจความเรียบร้อยก็ล้วนเป็นผู้ฝึกยุทธ์หรือผู้ฝึกปราณระดับสูง
สำหรับเขตสุดท้ายคือเขตชั้นหลัก เป็นเขตที่ถูกแบ่งโดยแม่น้ำสายเล็กที่แยกมาจากแม่น้ำหลงชวน
ถึงแม้จะบอกว่าเป็นแม่น้ำสายเล็ก ก็ยังกว้างพอจะให้เรือเซียนหลายลำล่องผ่านสวนทางกันไปมาได้อย่างสบายๆ
ในพื้นที่เขตชั้นหลัก นอกจากพระราชวังอันใหญ่โตของราชวงศ์ชิงที่ตั้งอยู่ ลึกเข้าไปก็เป็นยอดเขาสูงเทียมฟ้าของสำนักชิงอวิ๋นที่ถูกยกมาช่วงจบสงครามชิงสุย
นอกจากนี้ ทั้งสำนักศึกษาหลวงและสำนักประจำเมืองหลวงอวิ๋นสุ่ย ก็ล้วนตั้งอยู่ในเขตชั้นหลักนี้เช่นเดียวกัน
เซิ่งมู่ไปยืนหยุดอยู่บนสะพานหินอ่อนขนาดใหญ่ที่ทอดตัวข้ามไปยังเขตชั้นหลัก พยายามเพ่งสายตามองตามหาที่ตั้งของสำนักศึกษาหลวง สถานที่ซึ่งเขาจะต้องเข้าไปอยู่ในอีกไม่ถึงเจ็ดวันข้างหน้า
จำนวนผู้คนที่เดินข้ามไปมาบนสะพานแห่งนี้มีน้อยนิดจนดูบางตา คล้ายว่าหากไม่มีธุระจริงๆ ก็อย่าข้ามไปเลยเสียจะดีกว่า
เซิ่งมู่ละความสนใจ ก่อนจะเริ่มก้าวเดินไปตามทางถนนกรวดของเขตชั้นใน หากมิใช่เพราะเขาสัมผัสได้ถึงไอปราณอันหนาแน่นของผู้ฝึกปราณและพลังชีวิตอันกล้าแกร่งของผู้ฝึกยุทธ์ที่อยู่รอบตัวแล้วละก็ เขาก็ไม่รู้สึกเลยว่าบรรยากาศของที่นี่มันแตกต่างไปจากเมืองปกติทั่วไปอย่างไร
เซิ่งมู่ตัดสินใจเดินแวะเข้าไปในร้านบะหมี่แห่งหนึ่งที่ดูมีลูกค้าไม่พลุกพล่านนัก เขาเลือกเดินหลบมุมเข้าไปนั่งยังโต๊ะริมสุดด้านในของร้าน เพื่อหลีกหนีจากความวุ่นวาย
เสี่ยวเอ้อร์พลันเดินเข้ามาหา “รับอะไรดีขอรับ?”
เซิ่งมู่หันไปมองอาหารบนโต๊ะคนอื่นก่อนสั่งง่ายๆ “เอาบะหมี่แห้งกับเกี๊ยวน้ำมาให้ข้าอย่างละหนึ่งชามก็แล้วกัน”
เสี่ยวเอ้อร์พยักหน้ารับคำ ก่อนจะรีบหมุนตัวเดินกลับไปช่วยงานเถ้าแก่ที่หน้าเตา ผ่านไปไม่นานก็มีบะหมี่แห้งชามโตกับเกี๊ยวน้ำซุปกระดูกหมูกลิ่นหอมฉุยมาวางเบื้องหน้าเขา
เซิ่งมู่ไม่รอช้า พลันคีบตะเกียบลงมือจัดการอาหารเบื้องหน้าทันที “อืม… เกี๊ยวน้ำรสชาติดีใช้ได้” เขาพึมพำกับตนเอง
หลังจากจัดการกวาดอาหารจนชามว่างเปล่าใสกิ๊ง เขาก็พลันโบกมือเรียกเสี่ยวเอ้อร์คนเดิมให้เข้ามาหา เพื่อสอบถามข้อมูลบางอย่าง
เซิ่งมู่เปิดปากถามเสี่ยวเอ้อร์เสียงเรียบ “เขตชั้นในที่นี่มนุษย์ธรรมดาค่อนข้างเยอะนะ… นับว่าแตกต่างจากเมืองอื่นๆ ที่ข้าเคยไปมาไม่น้อย”
เสี่ยวเอ้อร์ร้อง อ้อ! ออกมาก่อนจะเริ่มกล่าวอธิบาย “คุณชายท่านคงมาจากต่างถิ่นเลยอาจจะยังไม่ทราบ สำหรับเมืองหลวงแห่งนี้ เขตชั้นในคือพื้นที่ที่ปลอดภัยที่สุดสำหรับพวกเราเหล่าคนธรรมดาแล้วขอรับ ท่านลองนึกดูสิ ในเขตชั้นนอก หากมีชาวบ้านคนหนึ่งถูกสังหาร กรมอาญาต้องใช้เวลาสืบสวนทำคดีนานหลายเดือน กว่ากรมตุลาการจะไต่สวนและตัดสินคดีเสร็จ ชาวบ้านร้านตลาดก็แทบจะลืมเรื่องราวไปหมดแล้ว! ครอบครัวก็ไม่ได้รับความเป็นธรรม… ทว่าในเขตชั้นในนี้ต่างออกไปขอรับ พวกเขาใช้กฎเกณฑ์บนภูเขาปกครอง! หากมีใครขโมยของ ก็จะโดนตัดมือทิ้งตรงนั้น! ใครบังอาจพรากชีวิตคนก็โดนตัดหัวเสียบประจาน! ด้วยความเด็ดขาดเช่นนี้ทำให้เขตชั้นในค่อนข้างจะสงบสุข… อีกทั้งเหล่าผู้บำเพ็ญเพียรก็กระเป๋าหนา ไม่มีคนธรรมดาคนใดไม่อยากอยู่ในเขตชั้นในหรอกขอรับ”
เซิ่งมู่ได้ฟังเรื่องราวก็ลูบคางครุ่นคิดตาม หากนำไปเปรียบเทียบกับหลายต่อหลายเมืองที่เขาเคยผ่านมา เขตชั้นในของเมืองหลวงอวิ๋นสุ่ยก็ดูจะเป็นระเบียบเรียบร้อยและสงบสุขกว่าจริงๆ “ขอบใจเจ้ามาก” เซิ่งมู่เอ่ยขอบคุณสั้นๆ ก่อนจะล้วงเอาเหรียญทองแดงที่มีไอปราณจากในแขนเสื้อให้แก่เสี่ยวเอ้อร์
“เงินทอน… เจ้าก็เก็บเอาไว้เถอะ” เขาตบบ่าเสี่ยวเอ้อร์เบาๆ ก่อนจะลุกขึ้นหมุนตัวเดินออกจากร้านไป
“หะ… เหรียญพิภพ! ข้ารวยแล้ว! ขอบคุณท่านเซียน! ขอบคุณท่านเซียน!” เสี่ยวเอ้อร์หนุ่มเบิกตากว้าง ก่อนจะก้มหัวขอบคุณไม่หยุด แม้ว่าเงาร่างของเด็กหนุ่มผู้นั้นจะเดินลับหายไปจากหน้าร้านนานแล้วก็ตาม