

...เอาล่ะ เทส ๆ โหลเทส ๆ
อะแฮ้ม
พวกนายที่เข้ามาคงอยากฟังเื่ที่ผมจะเล่าให้ฟัง ซึ่งผมขอบอกเอาไว้ก่อน เื่นี้พวกนายจะมองเื่แค่เื่เล่าหรือเป็แค่นิทานก็ได้ แต่ถ้ามีใครคิดว่าเป็เื่จริง..
อืม...
เรามาเริ่มเื่กันเลยดีกว่า
เริ่มจากวันแรกที่ผมได้รู้ความลับเกี่ยวกับตัวผมก็แล้วกัน..
ผมน่ะ เกิดและโตในเยาวราช แล้ววันนั้นดันเป็เช้าวันจันทร์
เชื่อผมเถอะ ไม่มีอะไรจะทำให้คนวัยเรียนใจเต้นแรงได้เท่ากับคำว่า 'แปดโมงเช้า' โดยเฉพาะถ้าเป็วันเปิดเทอมวันแรก
ช่าย..ใช่
ผมคือตัวอย่างของคนที่ทำพลาดแบบนั้นเต็ม ๆ
และผมรู้ว่าพวกนายรู้..
คำว่าตื่นสายกับคำว่าเช้าวันจันทร์ที่เป็วันเปิดเทอม
มันเป็คอมโบที่แบบ..
อืม.. นรกมาก!!
มันทำให้ผมต้องวิ่งฝ่าฝูงคนกลางแดดเปรี้ยงในย่านของกินที่อร่อยที่สุดในประเทศ ทั้ง ๆ ที่ท้องยังหิว
แต่ท้องที่ว่างกับเหงื่อที่ไหลรดหลังมันยังไม่เท่ากับสิ่งที่นักเรียนทุกคนกลัวที่สุด
คือการเข้าแถวตอนเช้า!!
“หลบหน่อยครับ! ผมไปเข้าแถวสายแล้ว!
อาแปะ!!
เขาห้ามขี่มอไซค์บนทางเท้านะ! อาอี้หลบก่อนนน!”
ผมพุ่งทะลุฝูงชนด้วยท่าทางที่ใครบางคนอาจเรียกว่า 'บัลเล่ต์ภาคสนาม'
แต่ถ้าให้อาม้าของผมเห็น อาม้าคงกำไม้ในมือแล้วพูดว่า 'หากมีจดหมายเชิญผู้ปกครองมาอีกได้โดนดีแน่'
ใช่.. ผมกลัวแม่ของผมมาก ใครจะไม่กลัวกันบ้างล่ะ
แล้วด้วยความกลัว เหงื่อก็ไหลเป็น้ำตกเป็สายจนทำให้เสื้อนักเรียนสีขาวแนบไปกับแผ่นหลัง
อ้อใช่ ผมลืมแนะนำตัวไปเลย
เสียมารยาทแล้ว
ผมชื่อเกี้ยม ผมรู้..ผมรู้..
มันฟังดูเหมือนกับผักดองในตู้เย็น
แต่เอาจริงสำหรับอาม้าของผม ท่านบอกว่ามันแปลว่า 'กระบี่' ในภาษาจีนน่ะ
แล้วผมเพิ่งขึ้น ม.4 ป้ายแดง สด ๆ ร้อน ๆ ในตอนนั้น
แล้วพวกนายคงสงสัยละสิว่าหน้าตาผมเป็ยังไง
ผมพูดได้อย่างไม่อายปาก
ว่าผมก็เอาเื่อยู่
ไม่ได้โม้นะ คนมักบอกว่าผมหน้าตาดี คิ้วโก่งแบบคันศร ตาเล็กเฉียบแบบเหยี่ยว ดั้งโด่งไร้ที่ติ และปากที่ใคร ๆ ก็ว่าเหมือนพระเอกบนปกนิยายรักแต่รูปลักษณ์น่ะ
แต่ก็นะ..
ถ้าจะถามเื่ฟงเื่แฟนอะไรนั่นน่ะ
ผมบอกเลยผมคงบอกได้แค่ว่า..
ผมคงไม่มีวาสนาเื่นั้น..
โดยเฉพาะ..
เมื่อคุณมีแม่ที่หวงลูกชายยิ่งกว่าไข่ทองคำในนิทานอีสป
กลับมาที่การวิ่งไปโรงเรียนของผมดีกว่า
ผมขอบอกเอาไว้ตรงนี้เลย..
ผมเตรียมทุกอย่างไว้เรียบร้อยแล้ว หนังสือเอย สมุดจดเอย เรียกได้ว่าพร้อมมากสำหรับการเปิดเทอมตอนเช้า
แต่ทุกอย่างกลับพังลงด้วยประโยค..ประโยคเดียว
ผมลืมตั้งนาฬิกาปลุก..
ถ้าทุกอย่างเป็ไปตามแผน ผมควรจะอยู่ในโรงเรียนตอนนี้ ไม่ใช่เร่งเครื่องขาสับขวาวิ่งแซงอาอี้บนฟุตปาธ
ตอนนี้ผมวิ่งด้วยสปีดสูงสุดของชีวิต
มือขวากำกระเป๋านักเรียนหนังที่แบนเหมือนแผ่นกระเบื้อง เพราะน้ำหนักหนังสือที่ยัดเข้าไปอย่างบ้าคลั่งเมื่อคืน ทำให้มันทั้งถ่วง ทั้งกระแทกหลังจนเกือบจะพาผมล้มกลางถนน
ก็อย่างที่บอก...
ผมลืมตั้งนาฬิกาปลุก..
ผมเลยต้องเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง ระหว่างวิ่งเข้าโรงเรียนให้ทัน กับรักษาสันหลังไว้ให้ตรง
แน่นอนผมเลือกอย่างแรก ผมเลยเทหนังสือออกจากกระเป๋าทั้งกอง เหลือไว้แค่ปากกาแท่งเดียว
เพราะขอแค่มีปากกา ผมก็พอจะเอาตัวรอดในวันเปิดเทอมได้
มั้งนะ
ส่วนมือซ้าย
ผมถือปิ่นโตเถาหนึ่งที่อาม้าเตรียมไว้ให้แปะขอทานที่หน้าโรงเรียน
แล้วตอนนี้ปิ่นโตสี่ชั้นโยกตามจังหวะการสับเท้าจนเกือบจะหลุดมือ
ซึ่งแน่นอนว่าผมไม่อาจรับประกันได้ว่าของข้างในจะมีหน้าตาเป็ยังไง
แต่อาหารสำคัญที่สุดก็คือรสชาติจริงไหม
อาแปะคงไม่ว่าอะไรผมหรอก
มั้งนะ
ผมแน่ใจว่าผมวิ่งเร็วมาก เร็วกว่าค่าเฉลี่ยของเด็กวัยเดียวกันพอสมควรเลย
ชมรมต่าง ๆ เคยแย่งตัวผมกันใหญ่ ั้แ่บาส วอลเลย์ ยันยิมนาสติก (แม้ผมจะตัวแข็งพอ ๆ กับท่อนไม้ก็ตาม)
แต่สุดท้ายผมก็เลือกเข้าชมรมฟุตบอล กีฬาที่เป็ทั้งของโปรดและข้ออ้างในการโดดทำเวร
แต่พอถึงหน้าโรงเรียน ผมก็ชะลอฝีเท้าลง
ไม่ใช่เพราะเหนื่อยนะ
แต่เพราะถึงเวลาส่งของในมือ
ผมสับขาอยู่กับที่หันไปเห็นแปะขอทานนั่งพิงกำแพงหน้าโรงเรียนเหมือนทุกวัน
ท่าเดิม เสื้อเดิม ผ้าคลุมหัวสีเดิม
ผมส่งปิ่นโตให้แก แล้วรีบจะเผ่นเข้าโรงเรียน
แต่ไม่ทันได้หมุนตัว
แกก็เปิดปิ่นโตออกแล้วบ่นเสียงดัง
“ไหนต้มเกี๊ยมฉ่าย?
ข้าบอกเ้าแล้วว่าวันนี้ข้าอยากกินต้มเกี๊ยมฉ่าย!!”
ครับ..
ท่ามกลางเสียงจราจรคับคั่งและเด็กนักเรียนเร่งเข้าโรงเรียน
แต่อาแปะดันตัดพ้อเื่เมนูอาหาร
จะว่าไป ผมก็ส่งปิ่นโตให้แกแบบนี้ทุกวัน ไม่เว้นวันหยุด ขนาดปิดเทอมยังต้องเอาปิ่นโตมาส่งให้แกเลย คิดเอา
ซึ่งการทำแบบนี้ไม่ได้เพิ่งทำนะ อาม้าของผมทำกับข้าวให้แปะคนนี้มาตลอดั้แ่ผมจำความได้
ผมเคยถามอาม้านะ ว่าทำไมต้องลำบากทำเผื่อคนอื่นทุกวัน เปลืองทั้งแรง ทั้งเงิน
ส่วนอาม้าน่ะเหรอ ก็ตอบคำเดิม 'เอาน่า ทำบุญเขาทำกับคนเป็นั่นแหละ... ทำกับคนตาย เราก็ไม่รู้หรอกว่าเขาได้กินกันรึเปล่า'
เป็เหตุผลที่แปลก แต่ก็ทำให้ผมหยุดถามไปเลย
“เอาน่าแปะ ของฟรีอย่าบ่นเลย
คืนนี้ผมจะบอกอาม้าให้ก็แล้วกันนะ!”
ผมหันกลับไปยิ้มแหย ๆ ให้ก่อนจะพุ่งตัวออกเหมือนลูกธนูที่เพิ่งหลุดจากคัน
ขืนช้าไปกว่านี้อีกนิด ผมคงได้ยินเสียงกริ่งเข้าแถวกลบเสียงหัวใจตัวเองแน่ ๆ
ในระยะสายตา ผมเห็นเพื่อน ๆ เริ่มตั้งแถวเรียงกันแล้ว ครูก็เริ่มมายืนประจำตำแหน่งกันครบ
เหลืออีกแค่สองร้อยเมตรเท่านั้น!
แค่สองร้อยเมตร…
แต่ใช่ครับ.. ใครบางคนบนฟ้าเล่นไม่แฟร์
เสียงเพลงชาติไทยก็ดังขึ้น พร้อมธงชาติที่เริ่มเคลื่อนตัวขึ้นสู่ยอดเสาทีละแถบ แถบขาว…แดง…น้ำเงิน…
“บ้าเอ้ย!
ก็เพราะแปะขับมอไซค์บนฟุตปาธนั่นแหละ!”
ผมสบถออกมาในลำคอด้วยความหงุดหงิดสุดขีด ขาผมหยุดชะงักเหมือนใครเอาเบรกมือมาดึงไว้กลางอากาศ
ถ้ามีเวลาอีกแค่สามสิบวิ!!!
แค่สามสิบวินาที ผมมั่นใจ ว่าผมจะได้เข้าแถวอย่างแเีโดยไม่มีใครรู้ว่าผมวิ่งลัดตรอกมาสิบห้านาทีติด
หลังเพลงชาติและบทสวด่เช้า..
ผอ.โรงเรียนที่เป็บาทหลวงหน้าตาใจดี มักพูดจานุ่มนวลกว่าผ้าห่มผืนโปรดของผม ท่านก็ขึ้นพูดอวยพรเปิดเทอมใหม่ตามธรรมเนียม
ส่วนผม.. ยืนอยู่นอกแถว ข้างรั้วของโรงเรียน
โดดเดี่ยว.. หรือจะเรียกว่า 'โดดเด่น' ก็คงได้มั้ง เพราะมีแค่ผมคนเดียวที่มาสายในวันเปิดเทอม
คนอื่นดูพร้อมหน้าพร้อมตา ส่วนผมดูพร้อมจะโดนทำโทษ
ไม่ทันไร เสียงฝีเท้าพร้อมเสียงนกหวีดกระดิ่งเบา ๆ ก็ดังมาจากทางด้านหลัง
อาจารย์พละของโรงเรียนเดินมาพร้อมสมุดจดรายชื่อในมือ
สีผิวท่านเข้มแดงแบบคนที่ยืนตากแดดบนสนามฟุตบอลมาสิบปีติด กางเกงวอร์ม เสื้อกีฬา และนกหวีดที่คล้องคอประหนึ่งตราประจำตำแหน่ง
และใช่..
ท่านเป็โค้ชของชมรมฟุตบอลของผมด้วย
แล้วถ้าหวังว่าผมจะได้ส่วนลดโทษจากความเป็ศิษย์ชมรม…
คงจะหวังเกินไป..
“นายศาสตรา เล่นเก็บแต้มแต่วันแรกเลยนะเรา…”
โค้ชเดินตรงเข้ามาพร้อมสมุดจดรายชื่อในมือ หน้าท่านดูเบื่อหน่ายแบบไม่ต้องพยายามปิดบังอะไร
“ยังไงวันนี้...
รถติด? ไปตัดผมมา? หรือลืมตั้งนาฬิกาปลุกดีล่ะ
นาย ศาสตรา แซ่เหล่า”
ศาสตรา ชื่อจริงของผมเอง (ไม่เอาน่า.. ฟังดูก็เท่ดีออก)
ถ้าเป็ครูหรือคนที่ไม่สนิทจะเรียกแบบนี้
ถ้าเป็เพื่อนก็เรียก 'เกี้ยม'
แต่ถ้าสนิทกันจริง ๆ จัง ๆ ก็จะกลายเป็ 'ไอ้ศาส' ไปเลย
“ผมลืมตั้งนาฬิกาปลุกครับโค้ช..”
ผมหัวเราะแห้ง ๆ ส่งไปหนึ่งที เสริมด้วยท่าหัวเกาแบบคลาสสิก เผื่อจะช่วยบรรเทารังสีผิดหวังในสายตาโค้ชได้บ้าง
“เห้ออออ…”
เสียงถอนหายใจของโค้ชนี่เหมือนจะดึงพลังชีวิตผมออกไปครึ่งหนึ่ง
“นายเนี่ยล่ะนะ ทุกเทอม ทุกปี ไม่เคยหลาบไม่เคยจำ!
มาสเซอร์เบื่อที่จะทำโทษ เบื่อที่จะจดชื่อนายแล้วนะ นายศาสตรา แซ่เหล่า”
ใช่ครับ นั่นคือการเตือนที่มีทั้งความี้เีและความเอ็นดูแบบคนแก่กับหลานชายที่ดื้อด้านแต่ก็เอ็นดูมันอยู่ลึก ๆ
“เอาล่ะ...
ในเมื่อมันคือเทอมใหม่ ปีใหม่ มาสเซอร์จะไม่จดชื่อตัดคะแนนจิตพิสัยนายก็แล้วกัน”
ผมเริ่มมีความหวัง…
แต่ความหวังก็มีนิสัยชอบตบหัวคน
โดยเฉพาะถ้าพวกนายมีเทพธิดาประจำตัวเป็เทพธิดาแห่งคนดวงซวย
“แต่ถ้าไม่ทำอะไรเลย..
คนอื่นเขาจะหาว่ามาสเซอร์ลำเอียง เพราะนายเป็คนในชมรมของมาสเซอร์”
โค้ชพูดจบก็กระดิกนิ้วโป้งชี้ไปด้านหลัง
สิ่งที่ผมเห็นคือ 'ล้อรถยนต์ผูกเชือกเส้นใหญ่' ที่วางรออยู่ประหนึ่งกับดักชะตากรรม
“ไป...ไปเอาไอ้นั่นมาผูกเอว แล้ววิ่งรอบสนามสามรอบ”
ผมเบ้ปากทันที พร้อมหมุนตัวโชว์เสื้อนักเรียนที่ยังชุ่มเหงื่อ
“โห...โค้ช
ผมเพิ่งวิ่งมาเนี่ย เหงื่อยังไม่แห้งเลย แบบนี้จดชื่อยังดีซะกว่า”
“ก็วอร์มมาแล้วไง วิ่งอีกหน่อยคงไม่ตาย...
หรืออยากให้เพิ่มรอบดีล่ะ?”
น้ำเสียงของโค้ชไม่ได้ดัง แต่มันชัดเจนมากว่า ถ้าผมยังแถ..
ผมอาจต้องลากล้อห้ารอบแทน
ผมถอนหายใจยาว ยาวกว่าตอนเห็นเลขศูนย์แต้มในข้อสอบ
“คร้าบ...ผมจะไปวิ่งแล้วคร้าบ…”
ผมเดินลากขาไปที่ล้ออย่างผู้แพ้ในศึกมหาอัปยศ
ถอดกระเป๋าวางพิงกำแพง แล้วหยิบเชือกมาผูกเอวพลางสบถในใจ
ขอให้ล้อรอบนี้น้ำหนักเท่าครั้งก่อน (อะไร? ก็โค้ชก็บอกแล้วไงว่าเขาไม่ได้เพิ่งจดชื่อผมเป็ครั้งแรก ถ้ามีสมุดสะสมแต้ม ของรางวัลคงเต็มตู้ผมไปแล้ว)
แล้วเสียงจากไกล ๆ ก็ดังขึ้นมาอีกครั้ง
“ห้ามวิ่งรัดสนามเด็ดขาด มาสเซอร์ดูอยู่!”
ผมกลืนน้ำลายเอื๊อก
ขอบคุณครับโค้ช…
วันนี้เปิดเทอมได้เจ็บดีจริง ๆ
หลังจากวิ่งลากล้อครบสามรอบ (โดยไม่มีลมจะบ่นแล้วในรอบสุดท้าย) ผมก็เดินโซซัดโซเซเข้าโบสถ์ตามนักเรียนคนอื่นไปแบบเงียบ ๆ
ในหัวผมไม่ได้คิดอะไรนอกจาก 'เมื่อไหร่จะได้นั่ง' และ 'ขอน้ำเย็นสักแก้วเถอะครับ.. เทพธิดาประจำตัวของผม'
หลังพิธีเปิดภาคเรียนเสร็จ ผมก็เข้าเรียนตามปกติทั้งวัน
ไม่มีอะไรพิเศษนอกจากเสียงทักทายจากเพื่อนว่า
“ไงไอ้ศาส แกโดนลากล้ออีกแล้วเหรอ”
แน่นอนครับ..
ผมยิ้มรับด้วยจิตใจที่ใกล้หลุดจากร่าง
วันนี้ชมรมฟุตบอลงดซ้อมเพราะวันเปิดเทอม
พอหมดคาบเรียนสุดท้าย ผมก็พุ่งตัวกลับบ้านทันทีแบบไม่ต้องใช้สูตรคูณคิด
แต่ก่อนกลับก็ไม่ลืมไปรับ 'ของสำคัญ'
ปิ่นโตเถาเก่าจากแปะขอทานหน้าประตูโรงเรียน ซึ่งยังไม่ลืมที่จะทวงต้มเกี้ยมฉ่ายตามคิว
“เอาน่าแปะ พรุ่งนี้จัดให้แน่นอนครับ”
ผมรับปิ่นโตกลับบ้านด้วยสภาพที่ทั้งเหนื่อย ทั้งหิว และอยากอาบน้ำยิ่งกว่าอยากได้เกรดสี่
แต่พอถึงหน้าบ้าน...
ผมก็ถึงกับชะงัก!
รถของอาม้าจอดอยู่
แต่ประตูบ้านเปิดอ้าทิ้งไว้
และนั่นคือเื่แปลกอันดับหนึ่งของวันนี้ เพราะอาม้าของผมเป็พวกพิถีพิถันระดับล็อกบ้านสามชั้นก่อนนอน
“นี่อาม้ารีบอะไรขนาดนั้น ถึงลืมปิดประตู? ยุงจะเข้าบ้านเอานะ...”
ผมบ่นเบา ๆ แล้วเดินเข้าไป
แต่พอผมปิดประตูลง เสียงะโของอาม้าก็ดังขึ้นจากด้านในบ้าน
“เกี้ยม!! รีบหนีไป!!”
ขาผมหยุดสนิท เหมือนถูกล็อกด้วยกุญแจิญญา
เสียงนั้นเป็เสียงของอาม้าจริง ๆ ไม่ใช่จินตนาการแน่นอน
แต่หนีงั้นเหรอ?
ไม่มีทาง
ผมหันพุ่งตรงไปที่ครัวโดยอัตโนมัติ
หัวใจเต้นโครมคราม
และภาพที่เห็น...
ทำให้ทุกอย่างในตัวผมหยุดไปชั่วขณะ
อาม้าของผม คนที่ทำกับข้าวให้แปะทุกวัน คนที่หวงผมเหมือนไข่ในหิน กำลังถูกชายคนหนึ่งยกตัวขึ้นจากพื้น บีบคอจนเท้าของท่านลอยไม่ติดพื้น
มือของท่านพยายามแกะข้อมือของคนร้ายด้วยแรงทั้งหมดที่มี
ส่วนไอ้คนนั้น! มันสวมชุดคลุมดำทั้งตัว พันผ้าดำที่ข้อมือและข้อเท้า หน้ากากที่ใส่ปิดบังใบหน้าเป็รูปสุนัข...
เป็หน้ากากที่น่ากลัวจนขนหัวลุก
ผมรู้ตัวดีว่าผมไม่ใช่นักสู้
ผมก็แค่นักเรียน ม.4 ที่วิ่งเร็ว ยิงลูกเข้าประตูได้ และโดนลากล้อสามรอบตอนเช้า
แต่ตอนนี้!
ผมไม่คิดอะไรอีกแล้ว!
ผมคำรามในคอ พุ่งตัวเข้าใส่ชายคนนั้น
ด้วยหมัดขวาที่ยัดใส่เขาเต็มแรง
ไม่มีท่าหลอก ไม่มีเตะนำ มีแค่แรงทั้งหมดที่ผมมีในตัว
“ไอ้บัดซบเอ้ย! ปล่อยแม่กู!!”
หมัดขวาของผม ผมมั่นใจว่าน่าจะหนักพอดู
ตอนนี้มันพุ่งตรงเข้าศีรษะของไอ้บ้านั่นแบบเต็ม ๆ
แต่เขาไม่ขยับ...
ไม่เอน...
ไม่แม้แต่จะสะบัดหน้าหนีตามแรง
เป็ผมเอง...ที่รู้สึกเหมือนชกกำแพงคอนกรีต
"โอ๊ยยยย...!"
มือขวาแสบร้าวจนเหมือนมีกระแสไฟไหลผ่านกระดูก กำปั้นปูดตุ่ยในเวลาไม่ถึงสองวินาที
ผมสบถในใจ ขณะที่อีกฝ่ายแค่เอียงคอมองผมช้า ๆ
สายตาภายใต้หน้ากากสุนัขนั่น มันไม่ใช่แค่เ็า
แต่มัน..
เหยียดหยาม!
มันมองเหมือนผมเป็แค่ตัวตลกที่ะโเข้ามาเล่นบทบู๊แบบไม่รู้ว่าใครคือพระเอก
ผมรู้ว่าผมควรจะกลัว
แต่เสียงอาม้าของผม ที่กำลังสำลักลมหายใจสุดท้าย มันดังก้องอยู่ในหัว
ดังนั้น...
ผมลืมความเ็ปทั้งหมด แล้วง้างหมัดอีกครั้ง
"ปล่อยสิวะ!"
ยังไม่ทันได้ปล่อยหมัด ไอ้เ้าหน้ากากก็คว้ามือขวาผมไว้ด้วยมือซ้ายของมัน
แรงที่มันใช้บีบ..
แน่นยิ่งกว่าเครื่องอัดไฮดรอลิกในหนังสายลับ
ผมได้ยินเสียงเขาพึมพำผ่านหน้ากาก
“นี่นะหรือ..
เืเนื้อเชื้อไขของหลิวหลง..
ใจกล้าหน้าด้านเหมือนพ่อของมันดี”
ทันใดนั้นเอง!
แรงบีบก็ไหลผ่านข้อมือผมเข้ามาแบบไม่ให้ตั้งตัว
มันเจ็บ..
เจ็บมาก ๆ
ไม่สิ!
เจ็บโคตร ๆ!!!
มันไม่ใช่แค่ความปวดธรรมดา
นี่มันเหมือนนิ้วผมจะหลุดออกจากข้อมือทีละนิ้ว!
ตอนนั้นผมหายใจไม่ทัน
ร่างกายสั่น
แต่ผมก็ยัง...
กัดฟัน...
พยายามพลิกตัว...
ยกขาขวาฟาดเต็มแรงไปที่กลางหลังไอ้หน้ากากสุนัข
แรงเตะของผมน่ะ..
เคยทำให้เด็ก ม.6 ลงไปนอนกุมพุงกลางสนามมาแล้ว
แต่คนตรงหน้าผม!
ไม่ขยับเลยสักนิด
มันยังยืนอยู่ตรงนั้นเหมือนเสาไฟฟ้าที่ฝังลึกลงไปใต้ดินหลายสิบเมตร
มือซ้ายยังจับข้อมือผมแน่นราวกับข้อต่อทั้งร่างเชื่อมติดกันเป็ท่อนเดียว
ผมเริ่มหายใจไม่ทั่วท้อง
ไม่ใช่เพราะเหนื่อย…
แต่เพราะรู้ตัวว่า คนตรงหน้าไม่ใช่คนธรรมดาแน่ ๆ
มันพ่นลมหายใจออกมา
เสียงแบบนั้น..
คนเรามักจะทำตอนเบื่อ หรือไม่ก็สมเพชใครบางคน
“นี่นะหรือ..
บุตรชายเพียงคนเดียวของเกล็ดครามแห่งซื่อซาน หลิวหลง
และห่วงคะนึงแห่งหงสา องค์หญิงสามแห่งราชวงศ์หนาน หนาน จื่อฮว่า”
คำพูดนั้นทำให้หัวผมแทบหยุดคิด
หลิวหลง? หงสา? องค์หญิง?
เดี๋ยวนะ..
ทั้งหมดที่มันพูดออกมาคือเื่อะไร!?
“ช่างเป็ขยะไร้ค่าสิ้นดี!!
เสียดาย..
เสียดายที่พรแสวงของพ่อมัน และความเปรื่องของแม่มัน มิได้ถูกถ่ายทอดมาที่ตัวของมันเลยสักส่วนเดียว...”
ใช่ครับ.. ผมได้ยินชัดทุกคำ
และทุกคำมันบาดลึกยิ่งกว่ากำปั้นเมื่อกี้อีก
ก่อนผมจะได้คิดอะไรต่อ..
มันก็ขยับ...
มือขวาที่เคยบีบคอแม่ผมอยู่เมื่อครู่ ตอนนี้กลับเหวี่ยงร่างของอาม้าฟาดใส่ผม
ไม่ใช่แค่ผลัก ไม่ใช่แค่เบา ๆ แต่โยนใส่
เต็มแรง!
แม่กับผมพุ่งกระแทกโต๊ะกินข้าว เสียงไม้ดังสนั่นก่อนร่างจะเด้งไปอัดติดกับกำแพง
ผมไม่เคยโดนรถชนหรอกนะ..
แต่ถ้าการโดนรถชนมันรู้สึกเหมือนม้ามะเิ หายใจไม่ทั่วท้อง แล้วทุกข้อต่อในร่างกายมันชาไปหมด
ก็ใช่ครับ..
ตอนนี้ผมโดนรถชนอยู่..
คำว่าเจ็บ...
แค่คำเดียวมันไม่พอหรอก
จุกจนตาลาย โลกหมุนได้โดยไม่ต้องติดสปิน
อาม้าผมที่น่าจะเจ็บยิ่งกว่าผมหลายเท่า ท่านค่อย ๆ ดันตัวเองขึ้นแล้ว ขยับเข้ามาขวางหน้าผมไว้
ทั้งที่ท่านน่าจะลุกแทบไม่ไหวแล้วแท้ ๆ
แต่อาม้าก็ยังยืนอยู่ตรงนั้น
ขวางไอ้บ้านั่นด้วยร่างที่สั่นเทา
“สามีข้าก็ตายไปแล้ว..
พวกเราสองแม่ลูกก็ถอนตัวออกจากยุทธภพไปนานแล้ว..
เหตุใดพวกเ้าจึงยังไม่เลิกราวีพวกเราอีก?!”
น้ำเสียงท่านสั่น แต่ผมััได้ถึงความแข็งกระด้าง
ก่อนท่านจะไอหนัก ๆ แล้วถุยก้อนเืก้อนหนึ่งออกมาบนพื้น
มันเป็ภาพที่ผมไม่ควรได้เห็น ไม่เคยคิดว่าจะได้เห็นด้วย
นี่มันเื่บ้าอะไรกัน?
อาม้าของผมที่ทำอาหารให้อาแปะขอทาน..
เคยกรี๊ดเพราะแมลงสาบ..
คนที่ต้มบัวลอยน้ำขิงให้ผมตอนเป็หวัด..
กำลังยืนปกป้องผมจากไอ้คนสวมหน้ากาก ที่พูดอะไรแปลก ๆ เกี่ยวกับยุทธภพบ้า ๆ นั่น
ผมอยากจะถามออกไป...
แต่ลำคอผมตอนนี้แน่นไปด้วยความเ็ป
และกลัว..
ส่วนไอ้คนสวมหน้ากาก มันค่อย ๆ เดินเข้ามาช้า ๆ
เสียงฝีเท้าดังยิ่งกว่าเสียงหัวใจผมในตอนนี้
แล้วน้ำเสียงของมันก็คล้ายกำลังเห็นใจ
ใช่.. มันคล้าย
แต่สิ่งที่พูดออกมาน่ะ มันไม่ใช่ความเมตตาเลยสักนิด
“ข้าก็เห็นใจเ้าอยู่หรอก..
หลิวฮูหยิน..
แต่สิ่งที่ฮูหยินกับพ่อของมันทำไว้ตอนรุ่น ๆ นับว่ามิอาจลบหายไปตามกาลเวลาได้...”
ผมหายใจติดขัด
เขาพูดถึงอาป๊าของผม..
พ่อที่ผมไม่เคยได้เห็นหน้าเลยสักครั้งในชีวิต
“และเพื่อให้ท่านประมุขของข้าวางใจ..
ข้าน้อยจำเป็ต้องสังหารฮูหยินกับลูกชายของเ้า
ตามคำบัญชา!
โปรดอภัยให้ข้าด้วย..
หลิวฮูหยิน”
“อาม้า...นี่มันเื่บ้าอะไรกัน!?”
ผมะโแบบนั้นออกไป.. แม้รู้ว่าเป็คำที่ไม่ควรใช้พูดกับอาม้า
แต่ในตอนนั้น..
อารมณ์ของผมทั้งกลัวและสับสน ผสมเข้ากับความโกรธ
เพราะหัวใจผมรับไม่ไหวกับความวุ่นวายเหนือความเข้าใจทั้งหมดที่ถาโถมเข้ามาในวันเดียว
ทั้งเกล็ดครามหลิวหลง? ห้วงคำนึงแห่งหงสา? ยุทธภพ?
นี่มันอย่างกับพล็อตนิยายกำลังภายใน
แม่ของผมหันมามอง สายตาท่านไม่โกรธ ไม่ตำหนิ
ท่านเพียง..
ยืนขึ้นและขวางหน้าผมไว้อีกครั้ง
“ตอนนี้ม้าไม่มีเวลาอธิบาย”
เริ่มมีสายลมหมุนรอบตัวท่าน
ไม่เพียงเท่านั้น
ผมมองเห็นคลื่นพลังบางอย่างลอยวนอยู่รอบแขนของอาม้า แบบที่ไม่ควรมีอยู่ในโลกของผม
“เมื่อม้าให้สัญญาณ..
เกี้ยมต้องหนี!!
รีบวิ่งไปหาอาแปะขอทาน..
ถามเขา เขาจะบอกกับลูกทุกอย่าง”
ผมส่ายหัวทันที
“ไม่!! เกี้ยมจะไม่ทิ้งม้าไว้คนเดียว!”
อาม้าหันกลับมา..
สองมือของท่านวางบนบ่าผม..
แน่น..
แน่นพอจะสื่อทุกอย่างที่คำพูดไม่สามารถทำได้
“ฟังม้านะ... ม้าจะยอมแลกชีวิตกับมันเอง
เกี้ยมต้องอยู่ต่อไป..
จะเพื่อแก้แค้นก็ดี..
จะเพื่อซ่อนตัวเอาชีวิตรอดก็ช่าง..
ม้าขอแค่เกี้ยมต้องอยู่ต่อ”
น้ำเสียงของอาม้าจริงจังที่สุดเท่าที่ผมเคยได้ยินมา
และดวงตาของท่านก็สั่นไหว..
ไม่ใช่เพราะความกลัว..
แต่ท่านกำลังเอ่ยคำลา..
ด้วยรอยยิ้มสุดท้าย..
“ม้ารักเกี้ยม...นะ”
ผมเม้มปากแน่น
กลั้นน้ำตาไว้แทบไม่อยู่
ผมยังไม่ทันได้ตอบอะไร ท่านก็หมุนร่างกลับไป
สองมือโบกวนควบแน่นกอบลมรอบกายเข้ามา..
ก่อนจะมีเปลวเพลิงบางอย่างจะจุดติดขึ้นมาจากฝ่ามือทั้งสองข้าง!!
“รีบหนีไป!! ถ่วงทำนองแห่งหะ-!”
แต่ก่อนที่อาม้าจะได้ปล่อยพลังนั้นออกไป
ฝ่ามือของแม่ของผมก็ถูกคว้าไว้กลางอากาศโดยมือของชายอีกคนหนึ่ง!!
ที่ไม่รู้ว่าโผล่มาตอนไหน
ผมไม่เห็นกระทั่งว่าคน..คนนั้นวิ่งมาหรืออยู่ตรงนั้นอยู่แล้ว
แต่ที่แน่ ๆ
อยู่ ๆ เขาคนนั้นก็โผล่มา
เป็ใครบางคนที่ผมจำได้ดี
ผมหันขวับไปมอง และแทบไม่เชื่อสายตาตัวเอง
อาม้าของผมก็เช่นกัน..
หน้าตาของท่านดูดีขึ้นมากเมื่อเขาคนนั้นปรากฏตัว
“พี่ซื่อ!!!?!”
อาม้าผมพูดขึ้นด้วยเสียงที่ทั้งใและโล่งใจในเวลาเดียวกัน
และใช่..
ชายที่ยืนอยู่ตรงนั้น ก็คืออาแปะขอทานที่ผมส่งข้าวให้ทุกวัน
อาแปะคนที่นั่งงอหลังอยู่หน้าประตูโรงเรียน
อาแปะที่เคยทะเลาะเื่กับข้าวว่าอยากกินต้มเกี้ยมฉ่ายมากกว่าผัดหน่อไม้
อาแปะคนนั้น..
ตอนนี้ยืนอยู่กลางห้องครัวของบ้านผม
จับมือแม่ไว้ พร้อมรอยยิ้มแบบที่ไม่ใช่ยิ้มของคนแก่ทั่วไปแน่ ๆ
“เ้าจะผลักภาระเลี้ยงดูลูกของเ้าให้ข้าได้อย่างไร..
พี่สะใภ้..
นี่ลูกเ้านะไม่ใช่ลูกของข้า”
อาแปะหันกลับไปมองชายหน้ากาก แล้วพูดเสียงเรียบ
“เ้ารีบรักษาแผลให้ลูกชายของเ้าก่อน...
ส่วนไอ้เด็กเมื่อวานซืนนี่..
น่าจะดีพอจะเป็หุ่นฟางซ้อมมือให้ข้า!!”
ผมไม่รู้จะรู้สึกยังไงดี
งง.. ก็ใช่..
สับสนยิ่งกว่าเดิม.. ใช่..
แต่มันก็ให้รู้สึกปลอดภัยแปลก ๆ เหมือนกัน
แม่พยักหน้าแล้วหันกลับมาหาผม
มือของท่านเริ่มอุ่นขึ้นเล็กน้อย และผมรู้สึกได้ถึงพลังอะไรบางอย่างไหลเวียนในตัวผม
ทั้งอุ่น.. แต่ก็เจ็บแสบปน ๆ กันเหมือนโดนบรรจงรีดเส้นจากด้านใน
“อาม้า.. นี่มันเื่อะไรกัน?”
น้ำเสียงผมสั่น ร่างกายก็สั่น
เพราะตอนนี้ ไม่มีอะไรที่ผมเข้าใจเลยแม้แต่นิดเดียว
“ไว้เดี๋ยวอาม้าจะเล่าให้ฟังทีหลัง..
ตอนนี้อยู่นิ่ง ๆ ให้ม้ารักษาก่อน”
เสียงของอาม้าดูจริงจังเกินกว่าที่ผมจะเถียง
แม้ท่านเองจะาเ็หนัก.. หนักมากกว่าผมแน่ ๆ
แต่ก็ยังพยายามถ่ายทอดพลังอะไรสักอย่างเข้าสู่ร่างผม
มันทั้งร้อน.. ทั้งชา.. ทั้งเสียวประหลาด ๆ
เหมือนมีใครสักคนเอาไฟแช็กไปจี้เส้นประสาทโดยตรง
ในขณะเดียวกัน เสียงของชายหน้ากากก็ดังขึ้นอีกครั้ง
“ท่านาุโ..
เื่นี้เป็ความบาดหมางระหว่างข้ากับนาง..
ท่านเป็คนนอก อย่ายุ่งจะดีกว่า..
อย่าหาว่าข้าไม่เตือน”
จิตสังหารของมันแผ่ซ่านออกมาจนขนแขนผมตั้งชัน
แต่อะแปะขอทานกลับยืนอยู่เฉย ๆ อย่างไม่สะทกสะท้าน
“แน่นอน...
เื่นี่เกี่ยวกับข้าโดยตรงเลยไอ้ทารกน้อย”
น้ำเสียงอาแปะเย้ยหยันแบบคนที่รู้อะไรบางอย่างมากกว่าอีกฝ่ายหลายสิบเท่า
จากนั้นก็พูดต่อด้วยคำที่ยิ่งทำให้ผมงงเป็สองเท่า
“เ้าน่าจะเป็บาปแห่งโลภะคนใหม่ที่มาแทนที่ข้าล่ะสิท่า..
อย่างไร?
ไอ้แก่ทานุกิยังสบายดีรึไม่?
ว่าง ๆ ก็ฝากไปบอกมันหน่อยว่าขนดำคิดถึงมันมาก...”
ผมไม่รู้ว่าเขาหมายถึงอะไร
แต่จากสายตาของชายหน้ากากที่ขมวดแน่นขึ้น
มันก็ทำให้ผมรู้ว่า
อาแปะขอทานของผม..
น่าจะไม่ใช่แค่ขอทานธรรมดาอีกต่อไปแล้ว
“เ้าเป็ใคร ถึงได้รู้จักพรรคมารราตรีค้ำฟ้าของข้า!?”
เสียงกราดเกรี้ยวของไอ้หน้ากากดังขึ้น
แล้วผมก็เห็นคิ้วของมันที่โผล่พ้นหน้ากากตรงช่องดวงตา ขมวดเข้าหากันแน่นยิ่งกว่าคิ้วอาจารย์คณิตตอนเช็กการบ้านไม่ครบ
แต่อาแปะขอทาน..
หรือเอ่อ.. อะไรซื่อ ๆ ที่อาม้าผมเรียกนะ
ช่างเถอะ..
เขากลับแค่ยิ้ม..
ไม่ใช่ยิ้มดีใจแบบตอนที่เปิดปิ่นโตมาแล้วเห็นของโปรด
แต่มันเป็รอยยิ้มแบบ..
พยัคฆ์ที่เจอเหยื่อ
ดวงตาเขาจ้องอีกฝ่ายราวกับรู้แล้วว่าอีกไม่กี่วินาทีจะเกิดอะไรขึ้น
“ข้าก็บอกแล้วอย่างไร..
ว่าเ้าน่ะคือบาปแห่งโลภะที่มาแทนที่ข้า
หากยังไม่เข้าใจ..
ก็ลองกลับไปถามเ้าแก่ทานุกิดู หลังจากรับฝ่ามือของข้าไปแล้วก็แล้วกัน
รับมือ!”
สิ่งที่เกิดขึ้นต่อจากนั้น..
ผมยังไม่แน่ใจว่าตัวเองได้ 'เห็น' หรือแค่รู้สึก
ร่างของอาแปะพุ่งเข้าใส่ไอ้หน้ากากเร็วขนาดที่ตาผมมองตามไม่ทัน
มือซ้ายขวาของเขาเคลื่อนไหวเร็วมาก!!
แบบมากจนเหมือนใบไม้โดนพายุเล่นงาน
มันไม่มีแพทเทิร์น ไม่มีทิศ ไม่มีคำเตือน
ฝ่ามือแรกซัดใส่อก
ตามด้วยอีกสองฝ่ามือติด ๆ กัน
ปั่ก! ปั่ก! ปั่ก!
เสียงมันดังจนผมสะดุ้ง
อีกฝ่ายถลาถอยหลายก้าวก่อนใช้มือขวากุมหน้าอก
เืซึมออกมาตรงขอบหน้ากาก!
และแววตา จากอาฆาตกลายเป็ 'กลัว'
เป็ความกลัวที่สั่นระริกในตอนที่มองไปที่อาแปะ
“หัตถ์ภูติแห่งซื่อซาน...ช่างซื่อ!!
เป็ไปไม่ได้!!
ท่านล่วงลับไปแล้วเมื่อสิบหกปีก่อนมิใช่รึ?!?!?”
โอเคเดี๋ยก่อน..
ไอ้หัตถ์ภูติซื่อซานอะไรนั่นน่ะ.. ผมรู้ว่ามันทำให้พวกนายงง
ตอนผมได้ยินแรก ๆ ก็นั่งกะพริบตาปริบ ๆ อยู่ข้างแม่ที่กำลังพยายามรักษาผม
แต่จะให้ผมอธิบายตอนนี้..
สมองของพวกนายคงประมวลผลไม่ทันกับปริมาณข้อมูลและวิชาเทพระดับมังงะที่กำลังบรรเลงตรงหน้า
เอาไอ้เดี๋ยวผมค่อยอธิบายนอกรอบในคราวหลังก็แล้วกัน
กลับไปที่การต่อสู้ตรงหน้าก่อนดีกว่า
“ล่วงลับงั้นรึ? เหอะ!”
อาแปะหัวเราะอย่างเย้ยหยัน
“แค่เ้าฉลามกับเ้าคัปปะนั่นเหรอ จะฆ่าข้าได้?
ถ้าไม่ติดว่าข้าต้องปกป้องสหาย ครานั้นพวกมันคงไม่มีโอกาสกลับไปลอยหน้าลอยตาหรอก
เ้าก็เหมือนกัน ทารกคนรุ่นหลัง..
อย่าริอ่านยุ่งกับคนของข้า
รีบไสหัวกลับไปก่อนที่เงาหัวจะไม่มีเหลือให้เอากลับไปดูเล่น!”
คำพูดนั้น.. น้ำเสียงนั้น.. จิตสังหารที่แผ่ออกมา
ผมไม่รู้ว่าไอ้หน้ากากมันจะถอยไหม
ถ้าเป็ผม..
ผมคงรีบวิ่งหนีไปไกลแล้ว
ไอ้หน้ากากเช็ดเืที่ไหลจากขอบปากมันแล้วถ่มลงพื้น ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองอาแปะด้วยสายตาแบบ..
จะพูดยังไงดีล่ะ..
มันเหมือนหมาที่กำลังพยายามแยกเขี้ยวใส่เสือ
“หึ!
คนรุ่นก่อนอย่างเ้าก็ไม่มีสิทธิ์ดูถูกคนรุ่นหลังเช่นข้า
การที่ข้าได้ขึ้นเป็บาปแห่งโลภะ ไม่ใช่เพราะโชคช่วย
อย่าคิดว่าซัดข้าได้สามฝ่ามือแล้วเ้าจะล้มข้าได้!”
น้ำเสียงมันกร้าวจนแทบตัดอากาศเป็เส้น
จากนั้นมันก็ล้วงดึงอาวุธจากด้านหลัง
อาวุธของเ้าหน้ากากนั้นเป็ดาบ..
แต่ไม่ใช่ดาบธรรมดาทั่วไป ขอเ้าหน้ากากนั้น..
ที่คมของมันเป็ใบเลื่อย
แค่เห็นก็รู้ว่าถ้าโดนเข้าไปคงไม่ได้แค่บาด คงโดนสับจนเนื้อกระจาย
“ก่อนหน้า..
ข้าไม่รู้ว่าเ้าเป็ใคร ข้าจึงชะล่าใจ
แต่ในเมื่อรู้แล้วว่าเ้าคือ ‘หัตถ์ภูติช่างซื่อ’
คราวนี้..
อย่าหวังแม้แต่จะได้แตะตัวข้าอีก!”
มันพุ่งเข้าใส่อาแปะทันที ดาบในมือเปล่งเสียงหวีดเฉือนอากาศ
สายตาของมันบ้าเืเหมือนหมาบ้ากัดไม่ปล่อย
แต่อาแปะ..
กลับยืนเฉย ๆ ..
นิ่งมาก จนผมเผลออ้าปากค้าง
ไม่ใช่นิ่งเพราะกลัวนะ
แต่นิ่งเหมือนคนมองใบไม้ร่วง หรือเหมือนผู้หญิงที่คุณแอบชอบกำลังยื่นดอกไม้ให้ แบบนั้นเลย
ก่อนที่ดาบจะถึงตัวเพียงเสี้ยววินาที
อาแปะหมุนตัวหลบพลิ้วเหมือนชายแก่ที่กำลังเต้นรำอยู่ในสวน
ศอกซ้ายพุ่งเข้าใส่กกหูของไอ้หน้ากากดัง ปึก!
ตามด้วยท่าเท้าที่ก้าววาดเฉียงสองจังหวะ ก่อนจะง้างขาขวาเตะตัดขาอีกฝ่ายจนล้มกระแทกพื้น
ยังไม่ทันที่ผมจะได้ร้อง 'โอ้ว!' ในใจ
ฝ่ามืออาแปะก็เปล่งเปลวเพลิงสีกรมออกมา
“วิชาหัตถ์ภูติ ฉวยยืม...คะ-!”
เปรี้ยง!!
เสียงฟ้าผ่า!
ไม่สิ!
นั่นไม่ใช่แค่ฟ้า!
ท้องฟ้าเหมือนถูกฉีกเปิดออกกลางบ้านของผม
สายฟ้าสีทองขาวฟาดลงมาตรงกลาง
แรงปะทะมันเกินคำว่าะเิ
ทุกอย่างกระเด็นออกจากจุดนั้นเหมือนโดนแรงะเิลูกย่อม
ผม อาม้า อาแปะ ไอ้หน้ากาก ไม่มีใครยืนอยู่กับที่ได้เลย
ซึ่งสิ่งที่ผมโดนนั้นมันแรงมาก
ผมจำอะไรไม่ได้มากนักหลังจากนั้น
เหมือนมีแสง..
แล้วก็ความเจ็บ..
จากนั้นก็คือความมืด
มืดแบบที่ไม่ได้มีแค่ตาปิด
แต่มืดแบบที่ความรู้สึกก็หายไปหมดด้วย
หนักตัว หนักหัว หนักใจ
จนเหมือนจะจมลงไปกับพื้นโลก
แล้วผมก็สลบไป
และสิ่งที่ผมจะเล่าต่อจากนี้ มันไม่ใช่สิ่งที่ผมเห็นเอง
แต่เป็เื่ที่ 'อาแปะ' เล่าให้ผมฟังทีหลัง
ซึ่งเอาจริง ๆ ตอนฟังครั้งแรกผมยังแอบคิดเลยว่าเขาเมาเหล้าข้าวเหนียวรึเปล่า
แต่พอมองสภาพตัวเองกับอาม้าแล้ว..
เอ่อ.. ก็อาจจะจริงทั้งหมดก็ได้
อาแปะบอกว่า เขาเป็คนแรกที่ลุกขึ้นหลังจากสายฟ้านั่นผ่าลงมา
ไม่ใช่เพราะเขาไม่เจ็บนะ แต่เพราะคนอื่นเจ็บกว่ามาก
เขาเองก็เกือบจะทรุดไปอยู่แล้ว
พลังปราณในร่างปั่นป่วนหนักจนถ้าเผลอปล่อยออกมาอีกนิด..
คงได้กลายเป็ซากขอทานกลางครัวจริง ๆ
แต่ถึงอย่างนั้น..
อาแปะก็ยังยืนขึ้น
และเงยหน้ามองฟ้า ก่อนจะะโขึ้นไปว่า…
“นี่เป็เื่ความบาดหมางของพวกเรา!
พวกตะวันตกเช่นเ้าไม่มีสิทธิ์ยุ่ง!!”
ใช่ครับ..
เขาพูดกับท้องฟ้า
แล้วฟ้าก็ตอบกลับด้วยเสียงครืนครั่นเหมือนไม่พอใจ
อาแปะบอกว่า ถึงท้องฟ้าจะไม่ได้พูดอะไรกลับมา
แต่เขารู้..
รู้ว่ามันเข้าใจ
และดูจะ 'เห็นด้วยแบบไม่เต็มใจ' กับสิ่งที่เขาพูด
สายตาของอาแปะตอนนั้นอ่อนลงจากอาฆาตมาเป็แค่นิ่วหน้าไม่พอใจ
ก่อนจะเบนกลับไปมองไอ้หน้ากาก ที่ยังพยายามยันตัวขึ้นมาแบบสะบักสะบอม
“โชคทั้งชีวิตของเ้าคงสูญสิ้นหมดในครานี้”
อาแปะคำรามแล้วก็ถ่มเืผสมเสลดไปใส่มันด้วยความหมั่นไส้เต็มขั้น
“กลับไปบอกประมุขพรรคของเ้า...
ความแค้นครานี้!
ข้าช่างซื่อ!!
จะไปทวงคืนในสักวันแบบทบต้นทบดอก!!”
พอพูดจบ..
ร่างของอาแปะ อาม้า และตัวผม ก็หายไปจากตรงนั้น
ไม่ใช่เดิน ไม่ใช่วิ่ง ไม่ใช่โดนอุ้ม
แต่หายไป เหมือนิญญาล่องหลุดจากร่าง หายเข้าไปในอากาศ
อาแปะพาพวกเรามาที่แห่งหนึ่ง ซึ่งก็ไม่สำคัญนักว่าเป็ที่ไหน
ผมรู้แค่ว่าที่ตรงนั้นปลอดภัย..
ผมไม่รู้ว่าร่างกายผมตอนนั้นมันนิ่งขนาดไหน
แต่อาแปะเล่าว่า อาม้าเขย่าตัวผมแรงจนเหมือนจะะเืไปถึงกระดูก
มือของท่านสั่นเทา..
เรียกชื่อผมซ้ำแล้วซ้ำเล่า
“พี่ซื่อ! ลูกข้า...ลูกข้า!
อาเกี๊ยม!! อาเกี๊ยม!!”
แต่ผมไม่ตื่น..
แม้แต่นิดเดียว..
แรงทั้งหมดของอาม้า กลับไม่มีผลกับร่างของผมเลย
เหมือนทุกอย่างในตัวผมดับลงไปแล้วจริง ๆ
อาแปะใช้ปลายนิ้วจี้ตรวจจุดชีพจร
ส่งพลังบางอย่างเข้าไปในตัวผม
เขาเงียบอยู่พักใหญ่ ก่อนจะถอนมือออก
และส่ายหน้า
แค่นั้น..
อาม้าก็แทบจะพังลงไปตรงนั้นแล้ว..
“ทำใจเถิด...พี่สะใภ้
ลูกของเ้าเป็คนธรรมดา ไร้วรยุทธ์และไร้ปราณคุ้มกาย
คลื่นพลังของเ้าตะวันตกยังเล่นงานพวกเราที่เป็จอมยุทธ์าเ็ได้ขนาดนี้
แล้วกับเด็กที่ไม่มีแม้แต่เส้นปราณล่ะ...”
เขาพูดแบบนั้นกับแม่ของผม
แล้วแม่ผมก็ตอบเขาด้วยเสียงที่ฟังแล้วเจ็บยิ่งกว่ามีดกรีดหัวใจ
“ไม่ ไม่ ไม่ ไม่!! ไม่!!!!”
แม่ร้องไห้จนเสียงหลุด
แม้ผมจะไม่เห็น แต่อาแปะเล่าว่า..
ท่านสั่นเหมือนคนจะขาดใจ
ถ้าสลับให้ท่านเป็คนที่นอนอยู่ตรงนั้นแทนผมได้..
อาม้าคงยินดีไม่ลังเลแม้เสี้ยววินาที
“ท่านพี่ยอมสละชีวิตเพื่อปกป้องข้าและลูก
แล้วถ้าวันนี้ข้าดูแลลูกไม่ดี...
ข้าจะมีหน้าไปพบท่านพี่ได้อย่างไร!”
ฟังถึงตรงนี้..
ผมแทบจะกลั้นน้ำตาไม่ได้ในตอนที่อาแปะเล่าให้ผมฟัง
เขาเงียบไปครู่หนึ่งก่อนถอนหายใจยาว
จากนั้นพูดเบา ๆ ด้วยเสียงที่แม้แต่เขาเองก็คงไม่อยากพูดมันนัก
“ชีวิตของเ้าน่ะ.. อาภัพนัก..
มีรัก.. ก็ยังต้องพลัดพราก..
มีบุตร.. ยังต้องเผาบุตรกับมือตัวเอง..
ข้าเห็นใจเ้าจริง ๆ พี่สะใภ้..”
ผมนอนนิ่งอยู่ในห้วงสลบ
ไม่ได้เห็น..
ไม่ได้ยินตอนนั้น..
แต่ตอนนี้ผมรู้แล้ว..
จริง ๆ ก็รู้มาตลอด..
ว่าอาม้าผมรักผมมากแค่ไหน
“์..
เหตุใดท่านถึงใจร้ายใจดำ!
เหตุใดไม่ปล่อยให้ลูกชายของข้าได้เติบโต ได้สยายปีก!
พรากพ่อของเขาไปแล้ว..
ยังจะเอาเขาไปอีก!
หรือพวกท่านอิจฉาลูกชายของข้าใช่หรือไม่!!!”
อาม้าผมฟูมฟายปานจะขาดใจ ยิ่งพูดยิ่งเจ็บแค้น
แค้นในโชคชะตา
แค้นโลกใบนี้ที่ใจร้ายกับครอบครัวของเรา
และยังแค้นที่ท่านไม่สามารถปกป้องผมได้
ทว่าคำที่อาม้าพูดกราดออกไป อาแปะถึงกับเงียบไปครู่หนึ่งหลังได้ยินคำว่า 'อิจฉา'
คำพูดนั้นเหมือนทิ่มอะไรบางอย่างในใจเขา
เขาเงยหน้าขึ้น ลูบเคราแล้วเริ่มเดินไปมาเหมือนกำลังคำนวณอะไรบางอย่างในหัวอย่างร้อนรน
“พี่สะใภ้..
หากข้าจำไม่ผิด..
ลูกชายของเ้าเกิดในฤกษ์ัใช่หรือไม่?”
และสิ่งที่อาม้าผมตอบออกไป
ก็ไม่ใช่แค่ 'ใช่'
แต่มันคือ 'ใช่ที่สุด'
“ไม่ใช่แค่ฤกษ์ั!!
ลูกชายของข้าเกิดในปีั เดือนั วันั ชั่วยามั!
แถมยังเป็ัตัวแรกที่เกิดใน่เวลานั้น!!
ลูกชายของข้าคือัเหนือั!!
พวกฟ้าเบื้องบนถึงได้อิจฉา!!
รีบกำจัดเขา!!
เพราะกลัวว่าเกี้ยมจะอยู่เหนือกว่าพวกมัน!!”
ผมไม่รู้ว่าคนฟังจะรู้สึกยังไงนะครับ
แต่ผมที่ได้ฟังเื่นี้จากอาแปะในภายหลัง
หัวใจผมร้อนวูบขึ้นมาแบบแปลก ๆ
'ัเหนือั'
ผมงั้นเหรอ?
“คนเกิดฤกษ์ัทอง...”
อาแปะพูดเสียงเบา แต่สายตาเขาเปลี่ยน
เป็สายตาของคนที่ 'มองเห็นหวัง' กลางความสิ้นหวัง
“แบบนี้ก็มีหวัง!!”
นั่นคือประโยคที่เขาบอกว่าก้องอยู่ในหัวแม่ผมไปอีกหลายวินาที
และเป็จุดที่ทำให้แม่ของผม เปลี่ยนจากคนที่สิ้นหวังที่สุดในโลก
กลายเป็คนที่พร้อมจะทำทุกอย่างเพื่อฉุดผมกลับมาจากความตาย
“มีหวัง!? มีหวังงั้นรึ!!
พี่ซื่อ! ท่านหาวิธีช่วยลูกชายของข้าได้แล้วใช่หรือไม่!!”
เสียงแม่ผมในตอนนั้น
ไม่ใช่เสียงของคนร้องไห้แล้ว
มันคือเสียงของแม่..
ที่พร้อมจะฉีกแม้แต่ฟ้า..
ถ้ามันทำให้ผมรอด!
หากถามว่าในตอนที่ผมสลบ ผมได้ฝัน หรือรู้สึกถึงสิ่งที่เกิดขึ้นรอบตัวหรือเปล่า
ผมคงตอบได้แค่ว่า ผมรู้สึกถึงมันนะ
คือจะว่ายังไงดี..
ผมอธิบายไม่ค่อยถูก ผมไม่ได้รู้สึกถึงโลกภายนอก ไม่ได้ยินเสียงลม เสียงฟ้า เสียงคน ไม่ได้เห็นแสง ไม่ได้ฝัน
มันเหมือนผมตกอยู่ในห้วงอากาศว่างเปล่า มืด มืดจนเหมือนไม่มีจุดจบ
แล้วจู่ ๆ ก็มีอะไรบางอย่าง 'แตะ' เข้ามา
มันคือความร้อน..
แต่ไม่ได้ร้อนแบบที่เป็นอุณหภูมิ
แต่มันร้อนแบบเหมือนเืข้างในตัวกำลังสูบฉีดจากด้านใน
เหมือนมีเปลวเพลิงเล็ก ๆ จุดขึ้นใต้ิัของผม
จากตรงหน้าท้อง ลามไปทั้งอก ทั้งแผ่นหลัง แล้วทะลุขึ้นสู่หัวใจ
ในตอนนั้นผมไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น
แต่มาวันหลัง อาแปะเล่าให้ฟังว่า เขาได้ตัดสินใจจะปลุกพลังสถิตร่างของผม
แม้อาม้าของผมจะค้านเต็มที่ ด้วยเหตุผลที่ฟังดูมีเหตุผลที่สุดในจักรวาล
“เกี้ยมไม่เคยฝึกวรยุทธ์มาก่อน! ไม่มีพื้นฐาน ไม่มีรากปราณ
แล้วตอนนี้ร่างกายของลูกข้าอ่อนแอมาก! ปลุกพลังแบบนี้!!
เกี้ยมอาจตายจริง!”
แต่อาแปะกลับพูดว่า
“ด้วยสภาพนี้ ปล่อยไว้ก็มีแต่ตาย
สู้ลองเสี่ยงดูสักคราจักเป็ไร”
ฟังดูเหมือนบทพูดในนิยายแฟนตาซีเนอะ
แต่ตอนนั้น..
ผมคิดว่าอาแปะไม่ใช่แค่ 'เสี่ยง'
แต่เขา 'เดิมพันทุกอย่าง' ให้ผม
เขาใช้สองนิ้ว.. นิ้วชี้กับนิ้วกลางของมือขวา
อัดพลังปราณสีชาดลงมาจากปลายนิ้ว วาดอักขระบนตัวผมทีละเส้น
“ข้าแต่เทพ์..
เด็กคนนี้เกิดในฤกษ์มงคล!
หากท่านประทานฤกษ์นั้นให้แก่มันั้แ่ต้น
โปรดช่วยเด็กคนนี้สักครั้ง..
อย่าปล่อยให้มันตาย..
ก่อนจะรู้ว่าตนเองเกิดมาเพื่อสิ่งใด”
แล้วพลังทั้งหมดของอาแปะ ก็ถูกอัดลงมาที่ 'จุดตันเถียน' ของผม
ผมไม่รู้ว่าตันเถียนคืออะไรตอนนั้น
แต่ผมรู้แค่ว่ามันโคตรร้อน
ทันทีที่นิ้วของเขาแตะลงตรงนั้น
ผมรู้สึกเหมือนหัวใจะเิ..
อาแปะบอกว่ามีแสงสีทองพุ่งวาบผ่านกระดูกสันหลัง
ทุกเส้นเอ็น ทุกจังหวะลมหายใจ ทุกหยาดเืในตัวผม มันร้อนและสั่นไหว
แล้วผม..
ก็เริ่มเปล่งแสง
ผมเคยคิดว่าโดนบอลอัดเข้าเต็มท้องตอนฝึกซ้อมคือความเ็ปที่สุดในชีวิตแล้ว กระทั่งตอนที่โดนเ้าหน้ากากผลักร่างของแม่ชนเข้าใส่ผม
แต่ผมคิดผิด
ผิดไปมากด้วย
“อ๊ากกกกกกกกกกก!!!”
เสียงกรีดร้องนั่นเป็ของผมเอง ผมจำได้แม้มันจะเหมือนอยู่ในห้วงนิมิตร
มันดังก้องอยู่ในหัว ในหน้าอก ในทุกปลายเส้นประสาท
กล้ามเนื้อของผมสั่นรัวไม่หยุดเหมือนจะฉีกตัวออก
เส้นเืปูดขึ้นตามแขน ขา หน้าอก คอ
ราวกับพวกมันจะะเิออกจากิั
เอ็นแต่ละเส้นหดกระตุกเหมือนสายกีตาร์ที่ถูกดีดแรง ๆ จนเกือบขาด
ข้อกระดูกลั่นบิดไปคนละทาง
เหมือนตัวผมกลายเป็โมเดลไม้ที่เด็กอนุบาลกำลังบิดเล่นอยู่
แล้ว
แสงก็ออกมาจากตัวผม
ตาผมเปล่งแสง
ปากผมพ่นแสง
ราวกับมีพระอาทิตย์ย่อส่วนอยู่ในตัว
ผมเจ็บ..
เจ็บจนไม่รู้ว่าหัวใจยังเต้นอยู่ไหม
แต่ในความเจ็บนั้น..
มันก็มีบางอย่างที่เริ่ม 'เคลื่อนไหว'
ไม่ใช่แค่เื ไม่ใช่แค่ลมหายใจ
แต่เป็พลังบางอย่างที่..
ไม่เคยมีอยู่มาก่อน!!
อาแปะบอกว่า่นั้นผ่านไปนานมาก
นานจนท่านแทบถอดใจ..
แต่อาม้าของผม..
ท่านนั่งอยู่ตรงนั้น
นั่งฟังเสียงผมร้อง
นั่งดูร่างผมบิด
น้ำตาไหล แต่ไม่หนีไปไหน
แล้วเมื่อเวลาผ่านมานาน..
อาแปะเองก็บอกว่า
“พลังสถิตร่างของมัน..!
ต้องไม่ธรรมดาแน่!!
นานขนาดนี้ยังไม่มีวี่แววหยุด ระดับ 4 ดาว..
คือขั้นต่ำ!”
ใช่ ระดับ 4 ดาว?
ตอนนั้นผมไม่รู้หรอกว่ามันหมายถึงอะไร
แต่ถ้าต้องแลกกับการเ็ปแบบนี้…
ผมอยากให้มันคุ้มค่าที่สุด
ไม่ใช่แค่เพื่อตัวเอง
แต่เพื่ออาม้าที่กำลังร้องไห้เงียบ ๆ ข้างตัวผม
ผมไม่รู้ว่าผ่านไปนานแค่ไหน
ผมแค่จำได้ว่า..
ตอนนั้น..
ผมไม่รู้สึกเจ็บอีกต่อไปแล้ว
ทุกอย่างสงบ
เงียบจนเหมือนหัวใจหยุดเต้น
เงียบเหมือนก่อนพายุเข้า
เงียบเหมือนตอนความตายกำลังจะควบเข้ามาใกล้
ร่างกายผมเริ่มไม่ขยับอีก
เสียงของอาแปะดังลอย ๆ มาในความมืด
“ไม่ดีแน่!”
แล้วจู่ ๆ ก็มีบางอย่าง 'เปลี่ยนไป'
ในตอนแรก..
มันเป็เพลิงอุ่นสีทองที่เผาไหม้ภายในตัวผม
แต่ตอนนี้..
กลับมี 'อะไรเย็น ๆ' แทรกเข้ามาแทน
เย็นแบบไม่ใช่น้ำแข็ง
แต่เย็นแบบสายฝนชำระล้างดวงิญญา
ไม่ใช่ความเจ็บ..
แต่ก็ไม่ใช่ความปลอดภัย
เหมือนถูกกอดและบีบพร้อมกัน
เสียงะโของอาแปะดังขึ้นอีกครั้ง คราวนี้ชัดเจน แม้ว่าผมจะอยู่ในสภาวะกึ่งหลับกึ่งตื่นยังจำได้
“พี่สะใภ้!! เ้าทำบ้าอะไรของเ้า!!
พลังปราณของเ้ากับข้ามันคนละสาย!!
เดี๋ยวมันก็ตีกันในร่างของมันหรอก!!”
เสียงของอาม้าเงียบ เพราะท่านเลือกที่จะไม่ฟัง
และเลือก 'ช่วย' แทน
ท่านใช้พลังของท่าน
ฝืนตรรกะ ฝืนกฎ ฝืนแม้แต่เสียงห้ามของอาแปะ
เพื่อช่วยผม
และเมื่อพลังของทั้งสองคนไหลเข้ามาในตัวผมพร้อมกัน
มันก็เกิดสิ่งที่ผมไม่คิดว่าร่างกายคนจะทนไหว
เปรี๊ยะ!!
เสียงเหมือนบางอย่าง 'ร้าว' อยู่ในกระดูก
พลังร้อนกับพลังเย็นหมุนวนกันอยู่ในตัวผม
เหมือนน้ำกับน้ำมันที่พยายามผสม
แต่ไม่ลงรอย..
ร่างของผมเริ่มสั่นอีกครั้ง
คราวนี้ไม่ใช่เพราะความเจ็บ
แต่เพราะพลังที่มากเกินไปจนแทบะเิ
ในตอนนั้น ผมยังไม่เข้าใจ
แต่ตอนนี้ผมรู้แล้วว่า
ตอนนั้นเองที่ 'ัทอง' ในร่างผม...
มันเริ่ม 'ขยับตัว'