บทที่2
“อาเหอ! เ้าเป็อะไร”
เด็กคนนั้นจับแขนเขาแล้วถามด้วยความเป็ห่วงอีกครั้ง
“อาเหอคือใครวะ!”
ส่วนเขาที่ได้ยินเด็กคนนั้นเรียกชื่ออาเหอพร้อมทั้งจับทั้งมองมาที่เขาก็รีบถามกลับทันที เพราะตอนนี้ต้นน้ำสติหลุดไปแล้ว ยิ่งพอมีคนมาเรียกชื่อคนอื่นทั้งที่ระบุตัวตนมาที่เขา เขาก็ยิ่งไม่อยากยอมรับ
“เ้าไง!”
เด็กหนุ่มชี้มาที่เขาเพื่อยืนยันว่าเขาก็คือเ้าของชื่อ อาเหอ ที่เด็กคนนั้นเรียกเมื่อครู่นี้
“ไม่จริง!”
เขาปฏิเสธพร้อมส่ายหัว
“จริง!”
เด็กคนนั้นยังคงยืนยันชัดเจนพร้อมพยักหน้า
“ไม่ใช่อาเหอ!”
ส่วนเขาก็ยังคงไม่ยอมรับ
“ถ้าเ้าไม่ใช่อาเหอแล้วจะเป็ใครเล่า”
เด็กคนนั้นเท้าเอวและถามกลับอย่างไม่ยอมเช่นกัน ถ้าเ้าไม่ใช่อาเหอสหายของเขาแล้วเ้าจะเป็ใครกันเล่า
“ชีวิน คงเมือง ชื่อเล่น ต้นน้ำ อายุ25 พนักงานออฟฟิศที่กำลังจะได้เลื่อนตำแหน่งเป็หัวหน้า ไม่มีพี่น้อง เป็ลูกคนเดียว แม่เพิ่งเสีย โสด ขยัน อดทน หาเงินเก่ง เก็บเงินเก่ง พักอยู่กรุงเทพ บ้านเกิดอยุธยา ล่าสุดโดนไฟดูดในห้อง…”
ไฟดูด!…ไม่จริงหรือว่าเขาโดนไฟดูดจนตายแล้วมาสิงร่างคนอื่นอยู่เหมือนในนิยายจริงๆ!!!
“ละ…..ลุงเฉินนนนน อาเหอเสียสติไปแล้ว ทำไงดี!!!!!!”
พอฟังคำตอบยาวเหยียดของเขา เด็กนั่นก็มองเขาอย่างขวัญเสียก่อนจะะโบางอย่างแล้ววิ่งหนีไปทันที
นี่เขาหลุดมาอยู่ที่ไหนเนี่ย แถมอยู่ในร่างของเด็กที่ไหนก็ไม่รู้ด้วย นี่มันอะไรกัน! ฝัน!...เขาต้องฝันอยู่แน่ๆ ต้องทำให้ตื่น!
เพี้ยะ! เพี้ยะ!
ไม่รอช้าเขาตบหน้าตัวเองอย่างแรงทันที
หลังจากนั้นก็เกิดเื่วุ่นวายเล็กๆ ภายในสถานที่ซักล้างแห่งนั้น
จื้อจงเด็กที่วิ่งหายไปวิ่งกลับมาพร้อมกับลุงเฉินที่เป็หัวหน้าบ่าวซึ่งมีอำนาจรองลงมาจากพ่อบ้านของจวนวิ่งมาถึงพร้อมกับบ่าวคนอื่นอีกสองคน
ภาพที่พวกเขาเห็นคือหนิงเหอกำลังตบหน้าตนเองอย่างแรงอยู่หลายที ก่อนจะเอาหัวจุ่มน้ำในถังอยู่หลายรอบพร้อมกับะโอะไรไม่รู้ออกมาอย่างบ้าคลั่งอยู่หลายคำ หลังจากนั้นก็วิ่งไปปีนต้นไม้กำลังจะะโลงมาหวังว่าจะเจ็บจนต้องตื่นจากความฝัน แต่ยังไม่ทันที่หัวจะโหม่งพื้นลุงเฉินก็รีบให้บ่าวที่ตามมาด้วยวิ่งไปรับได้ทัน พร้อมกับเอาเชือกมามัดตัวเขาติดกับต้นไม้ต้นเดิมที่หนิงเหอกำลังจะะโลงมา ลุงเฉินสวดหนิงเหอไปอยู่พักใหญ่ก่อนจะปล่อยให้ได้สงบสติอารมณ์และให้จื้อจงคอยเฝ้าดูว่าจะหายเป็ปกติหรือไม่ หากไม่หายคงต้องให้ออกจากจวนเพราะไม่เช่นนั้นอาจจะสร้างความเดือดร้อนให้เ้านายได้ในภายหลัง
“อาเหอเ้าดีขึ้นหรือยัง”
เมื่อเห็นว่าหนิงเหอเริ่มนิ่งลงแล้วจากที่ตอนแรกโวยวายอะไรไม่รู้ออกมามากมายจื้อจงก็ไม่กล้าเข้าไปใกล้ ปล่อยให้สหายได้ระบายอย่างเต็มที่เมื่อเห็นว่าเงียบมาสักพักจึงได้เอ่ยถามขึ้น
“อืม…คิดว่า”
คนหมดแรงได้แต่นั่งนิ่งติดกับต้นไม้อย่างยอมรับชะตากรรม เขาน่าจะตายแล้วแหละและิญญาก็หลุดมาสิงอยู่ในร่างของเด็กคนนี้ ซึ่งไม่รู้ว่าเป็ที่ไหน รู้แค่ว่าเป็จีนในยุคโบราณ เคยแต่อ่านในนิยายไอ้เื่ตายแล้วทะลุมาอยู่ในมิติอื่นร่างคนอื่น พอเจอกับตัวก็ใอยู่ไม่น้อย มันมีจริงๆ เหรอไอ้เื่แบบนี้…แต่ถ้าไม่จริงเขาจะมาอยู่ที่นี่ได้อย่างไรล่ะ เฮ้อ ได้แต่ทำใจยอมรับแหละ ก็ดีกว่าตายแล้วไปโผล่ที่นรกล่ะวะ ตอนเด็กๆ ทำบาปไว้เยอะด้วย จับตั๊กแตน ดักแด้ รถด่วน มาทอดกินเป็ว่าเล่น…
“ดีนะที่ลุงเฉินให้เ้าพักหนึ่งวันและให้ข้ามาดูเ้าสงบจิตสงบใจ”
จื้อจงพูดขึ้นด้วยความรู้สึกเป็ห่วงสหายที่วันนี้มีท่าทีผิดปกติไป
“แล้วทำไมไปดูซะห่างขนาดนั้น”
ต้นน้ำไม่สิ…ตอนนี้เขาคือ อาเหอ ชื่อที่เด็กคนนี้และคนที่ชื่อลุงเฉินเรียกเขา
เขามองเด็กที่อยู่กับเขาั้แ่ต้นด้วยความรู้สึกนึกขำที่ไปเฝ้าดูเขาเสียไกล ทั้งที่เขาก็ถูกมัดตัวติดกับต้นไม้อยู่ขนาดนี้ยังจะกลัวอะไรอีกนะ แล้วก็ผู้หญิงสองคนตรงนั้นอีกมาั้แ่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้และจะยืนมองเขาอีกนานมั้ยนะ?
“แหะๆ …”
จื้อจงยิ้มแหยก่อนจะนึกภาพหนิงเหอสติแตกเหมือนคนบ้าก่อนหน้านี้
“ข้าไม่อาละวาดแล้ว มานั่งนี่สิ ข้ามีอะไรจะถาม”
หนิงเหอเลิกสนใจผู้หญิงสองคนนั้นที่ยืนอยู่ห่างเลยจากจื้อจงไปอีกนิด ก่อนจะหันมาคุยกับจื้อจงต่อ เพราะเป็คนที่อยู่และคุยกับเขาอยู่ตลอดั้แ่ต้น คาดว่าน่าจะรู้จักกับเ้าของร่างนี้ดี
“…”
“มาเถอะ ข้าไม่เสียสติเหมือนเมื่อเช้าหรอกน่า”
“อืม”
พอเห็นว่าหนิงเหอดูสงบลงและเป็ปกติดีแล้วจริงๆ
จื้อจงจึงพยักหน้ารับและยอมเดินเข้ามาใกล้
หนิงเหอยิ้มขำกับท่าทางของเด็กหนุ่มอีกครั้งที่ดูจะลังเลและหวาดๆ เขา แต่สุดท้ายก็ทำท่าฮึดสู้ยอมเดินเข้ามานั่งใกล้ๆ เขาตามที่เขาขอ
“เ้าเล่าเกี่ยวกับตัวข้าให้ฟังหน่อย ข้าจำอะไรไม่ได้เลยทั้งเ้า ทั้งผู้คน ครอบครัว หรือทั้งสถานที่ ทุกอย่าง…ข้าไม่รู้อะไรเลย เ้าช่วยข้าได้หรือไม่”
เขาพูดเสียงเบาลงเล็กน้อยกลัวผู้หญิงสองคนนั้นจะได้ยิน ส่วนวิธีการพูดเองเขาก็ต้องปรับเปลี่ยนให้เข้ากับที่นี่ แต่มันกลับคล่องปากมากกว่าที่เขาคิด แม้จะมึนงงและสับสนกับสิ่งที่เขาทำได้เองอยู่บ้างแต่เขาก็ไม่ใส่ใจมากนัก คิดซะว่าเขากินวุ้นแปลภาษาเข้าไปก็แล้วกัน
“อาเหอ…เ้าพูดจริงรึ! เ้าจำอะไรไม่ได้เลยจริงๆ น่ะรึ”
จื้อจงเชื่อเต็มเปาเพราะจากท่าทางของหนิงเหอที่เขาเห็นมาั้แ่เช้ามันประหลาดอยู่ไม่น้อยจริงๆ ยิ่งพอมาฟังแบบนี้จื้อจงก็ยิ่งรู้สึกใมากกว่าที่จะคิดว่าหนิงเหอโกหกเขา
“ข้าพูดจริงๆ”
พอได้ยินหนิงเหอยืนยันอีกครั้ง จื้อจงก็อึ้งไปสักพักก่อนจะน้ำตาคลอและตอบกลับอย่างคนรู้สึกปวดใจที่อยู่ๆ สหายเขาก็เป็เช่นนี้หากท่านน้ารู้เข้าจะต้องใมากยิ่งกว่าเขาเป็แน่
“เดี๋ยวๆ จะร้องทำไม ข้าป่วยแล้วก็สูญเสียความทรงจำเท่านั้น เงียบซะเงียบ”
เดี๋ยวพี่สาวสองคนนั้นจะหาว่าข้ารังแกเ้าอีก นั่นพอเขายิ่งหันไปสบตาพวกนางก็ยิ่งจ้องเขาเขม็งเลย โอยยย…มือไม้ก็ถูกมัดไม่รู้จะปลอบยังไง แต่ดูจากที่ผ่านมาจนถึงตอนนี้ เด็กตรงหน้าเขากับร่างที่เขาอยู่น่าจะสนิทและมีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันอยู่พอสมควรเลยสินะ ถึงกับน้ำตาคลอขนาดนี้แค่เขาบอกว่าเขาจำอะไรไม่ได้
“ฮึบ อืม…เื่ของเ้าข้ารู้ทุกอย่างแหละ ข้าจะช่วยเ้าเองนะอาเหอ”
จื้อจงฮึบน้ำตาแม้ว่าจะรู้สึกสงสารหนิงเหอแต่เขาจะมัวมาร้องไห้เศร้าใจไม่ได้ เพราะขนาดหนิงเหอที่เป็คนป่วยหลงลืมความทรงจำเองยังไม่ร้องไห้และคิดหาทางออกด้วยความใจเย็น….ถ้าไม่นับเื่อาละวาดสติแตกก่อนหน้านี้อ่ะนะ เขาก็ต้องหาทางช่วยอาเหอฟื้นคืนความทรงจำให้ได้อย่างที่สหายรักดังพี่น้องเขาควรจะทำกัน
“ขอบใจ”
หนิงเหอยิ้มพร้อมกล่าวขอบคุณ
“เ้าชื่อว่า เจินหนิงเหอ ส่วนแม่เ้า เจินซูเซียว แม่เ้าย้ายมาอยู่เมืองหลวงของแคว้นฉี พร้อมกับเ้าตอนเ้าอายุได้ห้าปีถ้าเป็เื่ของเ้าก่อนหน้านี้ข้าก็ไม่รู้แน่ชัดเ้าต้องไปถามท่านน้าเอง บ้านพวกเ้าที่ย้ายมาอยู่ข้างๆ กับบ้านข้า แม่เ้ากับแม่ข้าเลยเป็เพื่อนบ้านกัน ไม่นานจากนั้นพ่อข้าก็เสีย แม่เ้าก็เข้ามาช่วยให้กำลังใจและช่วยเหลือแม่ข้าเกือบทุกวัน เ้าเองก็คอยมาเล่นกับข้า ท่านแม่กับข้าเลยทำใจและปรับตัวได้เร็วขึ้น พอนานวันเข้าเราสองครอบครัวก็เลยกลายเป็เพื่อนสนิทกัน จนข้ากับเ้าอายุได้สิบสี่ปีแม่ข้าเริ่มป่วยทำงานไม่ไหวส่วนแม่เ้าก็รับงานเย็บปักอยู่ที่บ้าน ตัวเ้าเองก็อยากช่วยแบ่งเบาแม่ของเ้า ไม่อยากให้ต้องทำงานทั้งวันทั้งคืนพร้อมกับอยากช่วยหาเงินมาช่วยรักษาแม่ข้าด้วย เดิมเ้ากับข้าทำงานเป็เสี่ยวเอ้อในโรงเตี๊ยมแต่เงินมันน้อย ลุงเฉินที่เป็ญาติห่างๆ กับแม่ข้าก็ช่วยฝากงานให้เ้ากับข้ามาทำงานในจวนตระกูลเฟิ่งแทนเพราะได้เงินดีกว่าสองเท่า ทั้งยังอนุญาตให้กลับบ้านได้เดือนละครั้งด้วย ลุงเฉินช่วยไปพูดกับพ่อบ้านเื่ที่แม่ข้าป่วยโดยเอาตัวเองเป็ผู้รับรองให้ ข้ากับเ้าได้รับเงินล่วงหน้ามาสามเดือนเพื่อเอาไปรักษาแม่ข้า จนแม่ข้าได้รักษาอย่างดีจนหายป่วยโดยที่มีแม่เ้าคอยช่วยดูแล จนตอนนี้แม่เ้ากับแม่ข้าปัจจุบันก็พักอยู่บ้านเดียวกัน เราสองคนก็เปรียบเสมือนพี่น้องกัน อ่อ ข้า ชุนจื้อจง ส่วนแม่ข้า ชุนเจียวมิ่ง เ้ามักจะเรียกแม่ข้าว่าท่านป้า ส่วนแม่เ้าข้าก็เรียกท่านน้า และตอนนี้เราก็ทำงานที่จวนตระกูลเฟิ่งกันมาได้เกือบปีแล้วด้วย เ้ากับข้าช่วยทำงานซักล้างที่นี่กันเป็หลักเพราะเ้ามีพลังพิเศษเกี่ยวกับน้ำ ส่วนข้ามีความสามารถเกี่ยวกับลม”
จื้อจงอธิบายยาวเหยียดเขาก็ตั้งใจฟังอย่างดี แอบคิดในใจว่าจื้อจงนี่ไปแร็ปได้เลยนะ!....ทว่าพอฟังๆ ไปเขาก็มาสะดุดกับคำว่าพลังพิเศษ
“เดี๋ยวนะ….พลังเกี่ยวกับน้ำ เกี่ยวกับลมงั้นรึ”
“ใช่ นี่อาจจะเป็อีกเหตุผลที่จวนสกุลเฟิ่งรับเราเข้าด้วยแหละเพราะเราเป็คนมีพลังพิเศษ”
จื้อจงยืดอกพูดอย่างภาคภูมิใจในตัวเอง
“พลังพิเศษ…อธิบายเื่นี้ให้ข้าเข้าใจทีสิ”
หนิงเหอถามถึงเื่พลังด้วยความสนใจเป็พิเศษ
“พลังพิเศษ เื่พวกนี้เ้าก็ลืมสิ้นรึ อาเหอเ้าช่างน่าสงสาร….”
“พอ หยุดเบะปาก…อธิบายด่วน”
หนิงเหอรีบหยุดการเบะปากเตรียมน้ำตาคลอของคนตรงหน้าอีกครั้ง ก่อนจะเหลือบไปมองพี่สาวทั้งสอง…อ่าวไม่อยู่แล้ว ไปั้แ่เมื่อไหร่นะ?
“อืม ข้าจะอธิบายให้เ้าฟัง”
จากที่ได้ฟังมาร่างที่เขาเข้ามาอยู่ในปัจจุบันก็คือ หนิงเหอเป็เด็กดีขยันทั้งยังมีเพื่อนที่ดีอย่างจื้อจงที่ตอนนี้เปรียบเสมือนเป็คนในครอบครัวเดียวกัน จะบอกแบบนั้นก็ได้เพราะแม่ของทั้งสองตอนนี้ก็อยู่ร่วมบ้านเดียวกันเป็เหมือนพี่สาวน้องสาวกันไปแล้ว
ทั้งยังช่วยกันทำงานเก็บเงินร่วมกันด้วย แม่ม่ายลูกติดทั้งคู่นี่เนอะน่าจะเข้าใจกันดีในหลายๆ เื่ ส่วนตัวหนิงเหอเป็เด็กกำลังโต มีพลังพิเศษเกี่ยวกับน้ำ พลังพิเศษที่ว่าใช่จะมีกันทุกคน สักร้อยคนก็จะมีสักสี่สิบคนที่มีความสามารถพิเศษพวกนี้
และจากที่ฟังจื้อจงเล่ามา ความสามารถพิเศษทั่วไปที่เห็นได้บ่อยๆ ก็พวก ดิน น้ำ ลม ไฟ เพราะมนุษย์ทุกคนมีธาตุเหล่านี้เป็พื้นฐานอยู่ในตัวอยู่แล้ว เพียงแต่อยู่ที่ใครจะมีธาตุพลังมากพอจนกลั่นออกมาใช้ประโยชน์ได้จริง และที่เห็นได้ส่วนน้อยก็พวกธาตุอื่นๆ ที่ส่วนมากจะเกิดกับคนพิเศษๆ โดยเฉพาะ เช่นธาตุมืด ธาตุแสง ธาตุพืช ธาตุน้ำแข็ง ธาตุพิษ เป็ต้น
ซึ่งก็อาจจะมีธาตุอื่นๆ อีกแหละแต่เท่าที่เจื้อจงพูดมามีแค่นี้ ส่วนพลังของแต่ละคนจะแตกต่างกันไปอยู่ที่ระดับพลัง ซึ่งมีด้วยกันสิบเอ็ดระดับ ระดับหนึ่งไล่ไปถึงระดับสิบและระดับพิเศษเป็ระดับสูงสุด และในแต่ละระดับก็จะแบ่งออกเป็สามขั้นคือ ขั้นต้น ขั้นกลาง ขั้นปลาย ตัวอย่างเช่นความสามารถพิเศษธาตุน้ำ ถ้าทั่วๆ ไป
ระดับหนึ่งขั้นต้น ก็สามารถเสกน้ำให้เต็มถังขนาดกลางได้สักสองถัง ถ้าขั้นกลางก็สักสี่ห้าถัง ขั้นปลายก็มากสุดไม่เกินเจ็ดแปดถัง
ถ้าพลังระดับสอง ขั้นต้นเติมน้ำได้สิบถัง ขั้นกลางก็สิบสี่สิบห้า ขั้นปลายก็สิบเจ็ดสิบแปดถัง
อย่างหนิงเหอกับจื้อจงก็อยู่ระดับสองขั้นต้น หนิงเหอสามารถเติมได้ถึงสิบถังและควบคุมน้ำได้อีกนิดหน่อยเท่านั้น
ระดับสามก็สามารถเติมน้ำได้ถึงยี่สิบถังหรือมากสุดก็สี่สิบถังเลยทีเดียว นี่ก็ขึ้นอยู่กับลำดับขั้นไป
ซึ่งผู้คนส่วนมากหรือชาวบ้านทั่วไปจะอยู่กันในระดับที่หนึ่งถึงสามไม่ค่อยมีเกินกว่านี้ ถ้าเกินกว่านี้ก็จะไปรับจ้างอย่างอื่นที่มีความเสี่ยงบ้างแต่ผลตอบแทนดีกว่าเป็เท่าตัว เพราะระดับที่สี่ขึ้นไปนี้ถ้าหากเป็ธาตุน้ำจะวัดจากน้ำเป็ถังๆ ก็ไม่สามารถวัดได้แล้ว เพราะมันจะขึ้นอยู่กับระดับพลังของคนนั้นๆ ว่าอยู่ที่ขั้นไหนแล้ว อีกทั้งการฝึกฝนและฝีมือของแต่ละบุคคลก็อาจจะต่างกันออกไปด้วย
ระดับสี่ ระดับนี้จะเป็พวกหัวหน้าหมู่ของพวกทหารได้หรือพวกหัวหน้าผู้คุ้มกันที่รับจ้างดูแลขบวนสินค้าก็นับว่ามีฝีมืออยู่ไม่น้อยยิ่งถ้าเป็พวกธาตุไฟก็คงจะคุ้มกันได้สบาย
ระดับห้า พบได้ที่พวกขุนนางเก่งๆ หรือพวกหัวหน้าตระกูลใหญ่ อย่างเช่นตระกูลเฟิ่งที่เขาอาศัยจวนทำงานตอนนี้เป็ต้นที่มีเ้าของจวนอย่าง เฟิ่งฮุ่ยหวง มีพลังถึงระดับห้าส่วนขั้นไหนนั้นไม่มีใครรู้แน่ชัด
จื้อจงคุยโวเสริม บอกว่าไม่ใช่ว่าเขาไม่มีความสามารถนะ แต่ที่ตนเองรู้เยอะขนาดนี้ก็ถือว่าเก่งแล้วเพราะจริงๆ เื่ระดับพลังเขาไม่ค่อยเปิดเผยกันให้รู้หรอก นอกจากเ้าตัวจะอยากเปิดเผยเอง อันนี้เขาเชื่อ….
ส่วนระดับหกระดับเจ็ด ระดับนี้จื้อจงไม่ค่อยรู้ว่ามีใครอย่างที่บอกยิ่งระดับสูงก็ยิ่งไม่ค่อยเปิดเผยอยู่ในระดับนี้
ส่วนระดับแปดเป็ระดับสูงสุดเท่าที่จื้อจงบอกว่าเคยได้ยินมา และมีอยู่ถึงสามคนในเมืองหลวง พวกเขาล้วนเป็บุคคลสำคัญและดังสุดในเมืองหลวงด้วย ทั้งยังเป็ผู้เปิดเผยพลังให้ทุกคนได้รู้ด้วยตนเอง ซึ่งได้แก่องค์ฮ่องเต้ องค์รัชทายาท และคนแซ่เหว่ยที่เป็พ่อค้ามหาอำนาจของเมืองหลวง เป็สามคนดังที่มีหน้ามีตาและผู้คนมักพูดถึงเมื่อมีคนถามว่าใครแกร่งสุด สองในสามคนนี้จะอยู่ในคำตอบเสมอ
จะว่าไป….จื้อจง ไอ้เท่าที่เ้ารู้เนี่ยก็รู้เยอะเหมือนกันนะ ถ้าไม่บอกว่าเป็บ่าวหลังจวน ข้าจะคิดว่าเ้าเป็สายลับหรือผู้รู้แล้วนะเนี่ย สกิลขนาดนี้ป้าข้างบ้านยังต้องคารวะ
ส่วนระดับเก้ากับสิบ และระดับพิเศษ ทั้งสามระดับนี้จื้อจงก็ยังไม่เคยได้ยินเหมือนกันว่าใครไปถึงระดับนี้บ้าง มีแต่เื่เล่าเมื่อสองร้อยปีก่อนเท่านั้นที่เคยมีเหตุการณ์ของคนที่เพิ่งขึ้นระดับสิบขั้นต้น ที่อยากทดลองควบคุมสิ่งที่ยิ่งใหญ่อย่างมหาสมุทร เขาควบคุมน้ำในมหาสมุทรให้ขึ้นสูงยิ่งกว่าูเาได้แต่ทว่ากลับควบคุมพลังที่เพิ่งขึ้นมาถึงจุดนี้เอาไว้ไม่ได้ ทำให้เกิดการสูญเสียครั้งใหญ่ น้ำในมหาสมุทรที่สูงกว่าูเาซัดเข้าฝั่งเป็คลื่นลูกั์ ผู้คนตายและหายสาบสูญไปกับน้ำเป็จำนวนมาก ส่วนคนผู้นั้นด้วยใช้พลังเกินตัวหลังจากที่พลังเกือบทั้งหมดถูกใช้ไปกับการสร้างคลื่นั์ เมื่อเขาคิดที่จะหยุดยั้งคลื่นั์ที่ตนสร้างขึ้นมา มันจึงเกินขีดจำกัดพลังของตนเอง ทำให้คนผู้นั้นตายและหายไปกับมหาสมุทรเช่นกัน…แต่มันก็เป็แค่เื่เล่า จะจริงไม่จริงจื้อจงก็ไม่รู้เหมือนกัน
แต่ถ้ามันคือเื่จริงระดับพลังนี่ก็น่ากลัวเกินไปแล้ว ขนาดเพิ่งเริ่มต้นเข้าระดับสิบยังทำได้ขนาดนี้แล้วถ้าสิบแบบขั้นกลางขั้นปลายหรือระดับพิเศษล่ะจะขนาดไหน แค่คิดก็ขนลุกแล้ว
แต่ทว่าพลังแต่ละระดับมันก็มีขีดจำกัดของมันหากใช้เกินกำลังมากไปก็จะทำให้หมดสติได้ ถ้าเกินขีดจำกัดจนอันตรายก็อาจจะถึงขั้นใช้พลังไม่ได้อีกหรือถึงขั้นเสียชีวิตเลยก็ว่าได้ เพราะงั้นก่อนใช้พลังพวกนี้ก็จะต้องประมาณตนให้ดีด้วยเช่นกัน
เอาเถอะหลังจากที่ได้ฟังรายละเอียดหลายๆ อย่างมาทำไมเขารู้สึกคุ้นๆ ชอบกล ทั้งเื่พลัง ระดับ หรือผู้คน คุ้นอย่างบอกไม่ถูกอย่างคำเรียกพ่อค้ามหาอำนาจคนแซ่เหว่ย นี่ก็คุ้นจนไม่กล้าคิดต่อว่าความคิดเขามันใช่จริงๆ หรือไม่ หรือจะเป็ชื่อเ้าของจวนที่เขาอาศัยทำงานอยู่ตอนนี้ อย่าง เฟิ่งฮุ่ยหวง ระดับพลังห้า เนี่ยมันยิ่งใช่!
“อาจื้อ ตระกูลเฟิ่งเนี่ยมีเ้านายกี่คนรึ”
ด้วยความสงสัยและอยากจะยืนยันความคิดของตนเอง หนิงเหอจึงถามคำถามที่อาจจะทำให้เขาไขข้อข้องใจได้โดยไม่ต้องเดาต่อให้เสียเวลา
“เ้าหมายถึงนายท่านและพวกฮูหยิน หรือคุณหนูคุณชายน่ะรึ”
“อืม”
“รวมก็เจ็ดคน นายท่านเฟิ่งฮุ่ยหวง ฮูหยินใหญ่เฟิ่งซือซาน ฮูหยินรองเฟิ่งซูเจิน คุณชายใหญ่เฟิ่งเหลียงจิน คุณชายรองเฟิ่งเยว่เล่อ คุณชายเล็กเฟิ่งเยว่ซิน คุณหนูใหญ่เฟิ่งเถียนถิง”
“….”
ชัดเลย…พอได้ยินชื่อของเ้านายทั้งหลายครบทั้งจวนนี่ชัดเลยจริงๆ!
นี่มันชื่อตัวละครของนิยายที่เขาเพิ่งอ่านจบไปแล้วรู้สึกหงุดหงิดจนต้องหาอะไรกินแก้เครียดก่อนจะถูกไฟดูดตายไม่ใช่เหรอ!
_____________
ขอบคุณทุกคนที่ติดตามนะคะ
ปล.เื่นี้เป็แนวที่ค่อยๆดำเนินเนื้อเื่นะคะ
ยังรักและคิดถึงคนอ่านเช่นเคยน้า^^