โรงละครขนาด 1,500 ที่นั่งของมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงในเขตกรุงเทพมหานคร ณ ่เวลาปิดทำการเช่นนี้จึงไร้ซึ่งผู้คนพลุกพล่านและเสียงจ๊อกแจ๊กจอแจของคนที่หลงใหลละครเวทีอย่างที่เคย
จะมีก็เพียงเสียงไม้กวาดกระทบที่ตักผงเป็ระยะ ตามมาด้วยบางเสียงที่ค่อนข้างดังจนเรียกสายตาหลายคู่ให้หันมอง
ตึก! ตึก! ตึก!
“เอ้า! เอ้า! วิ่งทำไมจ๊ะแม่คุณหญิงฟางเดี๋ยวเวทีมหา’ลัยก็พังหมด ของหลวงน่ะช่วยกันดูแลหน่อย”กองฟางฉีกยิ้มแห้ง ยกมือไหว้แทบท่วมหัว
“ขอโทษค่าพี่ปุ๊ก” คนหอบฟางเอ้ย..หอบแฮกหยุดพักหายใจชั่วครู่ก่อนพูดต่อ “และก็ขอโทษค่ะที่มาสาย”
“ไม่เป็ไร พอดีวันนี้เครื่องดีเลย์”
“คะ?”
“วันนี้ได้รับแจ้งว่านางเอกมาช้าจ้ะ นางติดถ่ายละคร เผลอๆวันนี้อาจต้องงดซ้อมซะก็ไม่รู้” ‘กระปุก’ อดีตรุ่นพี่คนสนิทที่จบการศึกษาไปแล้ว แต่ยังมารับหน้าที่ผู้ควบคุมการแสดงละครเวทีการกุศลเพื่อหารายได้ช่วยเหลือสังคมถึงกับยักไหล่จำนนเพราะถ้างานไหนมีดารานักร้องชื่อดังมาร่วมด้วย งานนั้นย่อมประสบผลสำเร็จ
เช่นเดียวกับงานนี้...
กองฟางหันซ้ายแลขวาแต่ไม่เห็นคนที่้าจึงเอ่ยถาม
“พี่แดนล่ะคะ”
“เห็นว่าไปรอรับเมย์ที่กองถ่ายน่ะ แหม! คงกลัวการกุศลเราจะล่มเลยทุ่มสุดตัว” กระปุกชูกำปั้นแห่งชัยชนะทั้งที่ยังกำไม้กวาดอยู่ในมือคลื่นแทรกแห่งสยามจึงเจื้อยแจ๋วมาทันที
“โอ๊ย! ใครว่า พี่แดนน่ะกลัวอย่างอื่นมากกว่า”คนฟังพากันหันขวับ
“อะไร!”
“ก็กลัวใจตัวเองจะล่มน่ะสิคะ ถึงแม้ว่าพี่เขาจะมีน้ำใจเจียดเวลามาช่วยงานพวกเราจนสำเร็จไปหลายชิ้นแล้วแต่ไม่สังเกตกันบ้างเหรอว่าพักหลังๆ น่ะ ั้แ่ได้ เมย์ ไมยนามาเป็นางเอกรับเชิญละครเวทีของเรา พี่แดนดูเอาจริงเอาจังกับงานเป็พิเศษทั้งที่ปกติก็ทำได้ดีอยู่แล้ว” กองฟางรู้สึกเจ็บจี๊ดที่ใจขึ้นมาทันที
ไม่ใช่ไม่รู้..แต่ไม่อยากให้เป็อย่างนั้น
เป็ธรรมดา! คนสวยใครๆ ก็ชอบ
ใครๆ ก็อยากมอง อยากอยู่ใกล้
เฮ้อ! ความจริงนี่มันแสนทรมานสิ้นดี
“เออๆ จะยังไงก็ช่างเหอะ ขอให้การกุศลเราลุล่วงด้วยดีก็แล้วกัน ส่วนเื่อื่นก็แล้วแต่พรหมลิขิตจะพาไปเตรียมตัวกันได้ละ เผื่อนางเอกมาเร็วจะได้เข้าบท อย่าโอ้เอ้ เร็วเข้า!” คนสั่งการกระตุกหัวคิ้วเมื่อบางคนทำสะดุดสายตา
“เอ้า! แล้วมัวเหม่ออะไรอยู่จ๊ะฟาง หูอื้อตาลายคล้ายจะเป็ลมหรือไงเร็วเข้า!”
“คะ..ค่ะ” แม้ร่างกายเริ่มขยับตามเสียงกระทุ้งแต่ความรู้สึกกลับชาดิก
หรือจะเป็ลมจริงๆ
คนสมองอื้ออึงบัดนี้คล้ายตุ๊กตากระบอกเข้าไปทุกทีหากแต่ ‘ลมหายใจ’ เท่านั้นที่บ่งบอกว่ายังมีชีวิตอยู่ ขนาดขาออกเดินจนมาหยุดยืนอยู่หน้าบ้านไม้สองชั้นสีฟ้าอ่อนในเนื้อที่60 ตารางวาที่มีต้นมะขามและมะม่วงขนาบข้างประตูรั้วไม้ซี่ห่าง..ยังยืนดูเฉย
“ไม่เข้าบ้านล่ะพี่” ‘ต้นไผ่’เกริ่นเสียงเรียบ ทว่าเรียกแรงสะดุ้งจากคนเหม่อลอยได้ดีนักเชียว
“เป็อะไรพี่ ไผ่นะไม่ใช่ผี ทำใซะงั้น” กองฟางมีค้อนใส่
“แหม! ก็ดันโผล่มาเงียบๆ นี่นา”หนุ่มน้อยร่างโปร่งส่ายหน้าก่อนก้มตัวไปเปิดประตู แผงไม้ซี่ห่างถูกอ้าออกแต่บางคนยังทำท่าว่าขาพิการไม่เลิก
“แล้วตกลงจะยืนดูรั้วอีกนานไหม รีบเข้าบ้านเถอะพี่ ยุงเยอะ”
“กำลังจะเข้าอยู่นี่ไงล่ะ ว่าแต่เราเถอะ..ไปไหนมาเนี่ย กลับซะมืดเชียว” คนถูกถามสะอึกเล็กน้อย ก่อนหันมาตอบ
“เล่นบอล” คนฟังพยักหน้ารับเชื่องช้า
“ได้ออกกำลังกายก็ดี แต่อย่ากลับดึกบ่อยนักล่ะ เดี๋ยวยายกับน้าแกเป็ห่วง”
“คร้าบบบบ คุณพี่” คนรับคำทำหน้าทะเล้นใส่ให้สาวเ้าได้ลอบถอนใจ
เพราะเธอไม่มีปัญญาไปสั่งสอนใครได้มากกว่านี้แล้ว ขนาดตัวเองก็เพิ่งกลับถึงบ้านเหมือนกันเดี๋ยวถูกเด็กย้อนเอาจะเข้าตัวเสียเปล่า แต่ที่ต้องออกปากเตือนบ้างก็เพราะ ‘รักและห่วงใย’ ความภูมิใจระคนตื้นตันเอ่อท้นทุกครั้งที่เธอพร่ำสอนสิ่งดีๆให้ คนเป็น้องไม่เคยยอกย้อนหรือโต้กลับให้ช้ำใจเลยสักครั้ง
ไม่เคยแม้แต่ทะเลาะกัน
กองฟางส่ายหน้าแรงๆ คล้าย้าสลัดความหม่นหมองที่พกพามาก่อนหน้าให้หมดไปดวงตาโตกลมค่อยๆ ฉายประกายระริก มุมปากแย้มยิ้มอย่างเคยแน่นอนที่สุดว่าเธอไม่ควรนำเื่ทุกข์ใจเข้าบ้าน
บ้านที่มีคนที่เธอรักและรักเธออยู่ถึงสามคน
หญิงสาวสูดลมหายใจเข้าปอดเต็มกำลัง แล้วค่อยๆ บรรจงผ่อนออกมา...
...พร้อม!
“ยาย น้า ฟางกลับมาแล้วค่า”
ร่างเล็กโผเข้าหาหญิงสูงวัยที่กำลังพาตัวเองออกมาทางประตูอย่างเต็มกอด
“ว๊าย! เดี๋ยวได้พากันล้มหรอกค่ะคุณฟาง” จมูกเล็กๆ กดลงบนผิวแก้มเหี่ยวย่นนับครั้งไม่ถ้วน
“ก็คิดถึงยายนี่จ๊ะ อยากกอด อยากหอมหลายๆ ฟอด อยากนอนหนุนตักอยากโน่นอยากนี่..” คนชะงักคำทำหรี่ตาเ้าเล่ห์ “..แล้วก็ อยากกินข้าวจังเลย หิ้ววววววหิว” คนถูกประจบอดยิ้มเอ็นดูไม่ได้
“ของโปรดเต็มโต๊ะเลยค่ะ ไปดูสิ” คนฟังเบิกตาโตราวกับว่าสิ่งที่ได้ยินคือสิ่งมหัศจรรย์ของโลกลำดับต่อไป
“งั้นจะช้าอยู่ใย ไปเร็วยาย”
กองฟางถลาเข้าซุกตัวในเก้าอี้ด้วยความเร็วขั้นทำลายสถิติโลกบนโต๊ะมีอาหารไทยพื้นบ้านง่ายๆ อย่างน้ำพริกปลาทูที่อยู่คู่กับผักเคียงมันเรียกประกายวิบวับจากดวงตาคนมอง
น้าแก้ม หญิงวัยกลางคนซึ่งนั่งอยู่ก่อนแล้วยื่นจานบรรจุข้าวสวยร้อนๆส่งให้
“ขอบคุณจ้ะน้า” พูดจบเธอก็คว้าอาวุธทันควันแต่ยังไม่ทันได้แหย่ลงในจานข้าว พลันนึกถึงอีกคนที่ควรอยู่ร่วมโต๊ะอาหารด้วยกัน
“ไผ่ไม่กินเหรอจ้ะ”
“ถามแล้วค่ะ มันไม่กิน” คนฟังย่นคิ้ว
“ทั้งที่เพิ่งได้ออกแรงมาเนี่ยนะ น่าจะทำให้เจริญอาหารนา แปลกจัง” กองฟางอดบ่นไม่ได้ คนเป็น้าโบกมือว่อน
“ช่างมันเถอะค่ะ คงจะเหนื่อยมากกว่า เห็นเดินซังกะตายคอตกขึ้นไปข้างบนี้เีเซ้าซี้มัน คุณหนูกินข้าวเถอะกำลังร้อนๆ” คนฟังพยักหน้าให้กับคำพูดท้ายประโยค
ก็ความหิวไม่เข้าใครออกใคร
แต่สำหรับต้นประโยคยังค้างคาใจ เพราะยายกับน้าสาวมักใช้คำว่า‘ช่างมัน’ กับต้นไผ่จนติดปาก มองผิวเผินเหมือนไม่มีอะไรเป็สาระสำคัญแต่นานวันเข้าอาจกลายเป็ความห่างเหินทั้งที่ต้นไผ่เป็หลานแท้ๆไม่ใช่หลานนอกไส้ที่ผู้มีพระคุณแต่เก่าก่อนอย่างแม่ของเธอฝากเอาไว้
เธอก็แค่หลานนอกไส้เท่านั้น
“เอ่อ..วันนี้คุณวันชัยมาหาคุณหนูน่ะค่ะ” ยายแก้วเปรยขึ้นส่งผลให้ความคิดไหลเรื่อยของหญิงสาวหยุดลง
“ฮ้า! คุณลุงน่ะเหรอ?”
“ค่ะ เห็นว่ามีเื่สำคัญจะคุยด้วย สั่งไว้ว่าพรุ่งนี้หลังเลิกเรียนจะไปรับ” คนฟังครุ่นคิดขณะตักข้าวเข้าปาก
มันต้องเป็เื่สำคัญแน่ๆ
ไม่บ่อยนักที่คุณลุงจะมาหาเธอถึงบ้านหากมานั่นหมายถึงมีเื่สำคัญที่้าบอกกล่าวด้วยตนเอง เธอยังจำครั้งสุดท้ายเมื่อปีก่อนตอนเจอคุณลุงที่บ้านได้ดี
“ไม่ต้องเสียใจนะลูก โรคภัยไข้เจ็บเป็ของธรรมดา ถือว่าแม่เราไปสบายแล้ว”
ครั้งนั้นน้ำตาเธอไหลพรากทั้งที่ไร้เสียงสะอื้น ไม่แตกต่างจากครั้งสูญเสียบิดาเมื่อหลายปีก่อนเช่นกัน
“เฮ้ออออ!” คนเผลอตัวปล่อยความรู้สึกออกมาทางลมหายใจผงะนิดหนึ่งเมื่อเงยหน้ามาเห็นดวงตาสีหม่นของสองคนตรงหน้า
“คงเื่เรียนน่ะจ้ะ คุณลุงคงอยากรู้ว่าฟางจะเรียนต่อหรือทำงานก่อนเพราะอาทิตย์ที่แล้วเห็นถามๆอยู่เหมือนกันแต่ยังไม่ได้คุยให้เป็เื่เป็ราวสักที” บอกไปอย่างนั้นทั้งที่จริงก็ไม่รู้เหมือนกันว่าคือเื่ใด
“งั้นรอพบท่านตามนัดตอนเย็นนะคะ”กองฟางยื่นหน้ามาฉีกยิ้ม
“จ้ะยาย รับรองไม่ลืมแน่ๆ”