ตอนที่ 15 ภาพวาดของกู้ข่ายจือ (2)
อวิ๋นจูเลิกม่านจากด้านนอกเข้ามา เมื่อเห็นว่านางกำลังจะดึงปิ่นหยกออกจากหัวก็ร้องเรียกคุณหนูแล้วเดินไปที่หน้ากล่องเก็บเครื่องประดับ “คุณชายใหญ่ให้คนมาถ่ายทอดข้อความว่า คุณชายน้อยมา และเชิญคุณหนูออกไปสักหน่อยเจ้าค่ะ”
สวี่เฉิงอวี๋ที่ดึงปิ่นหยกออกมาได้ครึ่งทางแล้วก็มือพลันหยุดชะงักลงแล้วหันกลับไปอย่างสงสัย “เรียกข้างั้นหรือ”
อวิ๋นจูพยักหน้าหงึกๆ และราวกับรู้ว่านางกำลังคิดอะไรอยู่จึงเสริมอีกว่า “บอกว่าคุณชายน้อยนำภาพวาดโบราณมาภาพหนึ่ง แล้วเชิญคุณชายใหญ่ประเมินให้ พอพูดไปพูดมาก็พูดถึงคุณหนู คุณชายใหญ่ก็เลยให้คนมาเชิญคุณหนูไปเจ้าค่ะ”
เกรงว่าเซียวหมิ่นหางจะเจาะจงมาหานางน่ะสิ
เขารู้สึกคุ้นเคยเหมือนรู้จักกันมานานหรือเปล่านะ
สวี่เฉิงอวี๋ขมวดคิ้วแน่นและปิ่นหยกก็ถูกเสียบกลับไปใหม่อีกครั้ง
นางลุกขึ้นจากหน้ากล่องเก็บเครื่องประดับ “เป็นคุณชายน้อยที่พูดถึงข้าก่อนใช่ไหม”
สถานการณ์ในห้องเป็นอย่างไรนั้นเด็กรับใช้ก็ไม่ได้อธิบายอะไรมากนัก เมื่ออวิ๋นจูได้ยินนางถามแบบนี้จึงตะลึงเล็กน้อย แต่ก็ไม่กล้าพูดซี้ซั้ว ทำได้แต่ส่ายหัวแล้วปฏิเสธเท่านั้น “คุณหนูรีบไปดีกว่าเจ้าค่ะ มิฉะนั้นคงจะไม่ดีถ้าให้คุณชายน้อยรอ”
อันที่จริงไม่มีตรงไหนที่ไม่ดีหรอก แม้ว่านางจะไม่ไปก็ไม่ได้มีอะไรร้ายแรง
สำหรับนางแล้วอย่างไรเซียวหมิ่นหางก็ถือเป็นบุรุษนอกตระกูล แม้ว่าตระกูลสวี่ของพวกเขาจะทำการค้ามาหลายชั่วอายุคน ไม่มีข้อบังคับอะไรมากมายและยิ่งไม่เหมือนกับตระกูลชนชั้นสูงที่ศึกษาเล่าเรียนเป็นขุนนางเหล่านั้น ผนวกกับครั้งนี้ยังมีพี่ชายใหญ่ของนางอยู่ข้างๆ ด้วย แต่ไม่ว่าอย่างไรหากนางไม่อยากไปพบก็ยังพอมีข้อแก้ตัวที่สามารถบอกปัดไปได้อยู่
ในทางตรงกันข้ามเป็นเซียวหมิ่นหางที่มาเยี่ยมเยียนถึงเรือนอย่างบุ่มบ่าม อีกทั้งยังระบุชื่อนางต่างหากที่ไม่เหมาะสม
แต่ก่อนหน้านี้เขาเพิ่งจะช่วยนางไว้ และนางก็ไม่ได้มีเจตนาที่จะวางท่าอวดดีถึงได้ลุกออกไปก็เท่านั้น
สวี่เฉิงอวี๋ลูบปลายจมูกเบาๆ “ท่านพ่อออกไปข้างนอกตั้งแต่เช้าแล้วใช่หรือไม่”
อวิ๋นจูกล่าวว่าใช่ “เมื่อครู่นี้นายหญิงก็บอกแล้วไม่ใช่หรือเจ้าคะว่าช่วงนี้นายท่านยุ่งตลอด ไม่อยู่จวนทั้งวัน และเช้านี้ก็ออกจากเมืองไปอีกแล้ว เกรงว่าจะกลับมาอีกทีตอนดึกเลย”
ดังนั้นสรุปแล้วเซียวหมิ่นหางรู้หรือไม่ว่าท่านพ่อของนางไม่อยู่จวน
สวี่เฉิงอวี๋พาสาวใช้ออกจากเรือนในไปแล้วก็ส่งคนไปรายงานท่านแม่ของนางด้วย จากนั้นก็เดินตรงไปที่ห้องโถงใหญ่ที่เรือนหน้า แต่เมื่อเห็นห้องโถงใหญ่ฝีเท้าพลันก็ชะงักลง
อวิ๋นจูที่เดินตามหลังนางมาเห็นนางยืนนิ่งไม่ขยับจึงร้องเรียกนางเบาๆ ว่า “คุณหนูไม่อยากเข้าไปแล้วหรือเจ้าคะ”
บอกไม่ถูกว่าอยากไหม
สำหรับเซียวหมิ่นหางนั้นสวี่เฉิงอวี๋ก็ไม่ได้รังเกียจอะไรขนาดนั้น แต่นางแค่อธิบายไม่ถูก ยังคงรู้สึกว่าด้วยชาติกำเนิดของเซียวหมิ่นหางนั้นการที่อีกฝ่ายเข้าใกล้นางนั้นมีจุดประสงค์อะไรกันแน่ แม้ในชาติที่แล้วเขากับท่านพ่อและพี่ชายจะบรรลุฉันทามติบางอย่างอันเป็นที่ยอมรับร่วมกัน แต่ว่าก็ไม่เคยใกล้ชิดสนิทสนมกับนางมากนัก
นางถอนหายใจเบาๆ จนแทบไม่ได้ยิน ส่ายหัวนิดๆ แต่ไม่ได้พูดอะไร นางถกกระโปรงขึ้นเล็กน้อยเดินขึ้นขั้นบันไดแล้วตรงเข้าประตูไป
เมื่อเซียวหมิ่นหางเห็นนางมาแล้วนัยน์ตาพลันปรากฏแววยิ้ม คิ้วกับดวงตาโค้งเป็นเสี้ยวพระจันทร์ ขับให้ใบหน้าที่เดิมทีก็ดูดีอยู่แล้วของเขาดูนุ่มนวลและเป็นมิตรมากขึ้น
สวี่ไท่จือก็ไม่ได้ลุกขึ้นเช่นกัน รอจนกระทั่งนางทำความเคารพแล้วจึงกวักมือเรียกนาง “คุณชายน้อยนำภาพวาดของกู้ฉางคังมาด้วย เจ้าก็มาดูสิ”
ภาพวาดของกู้ข่ายจืองั้นหรือ
เปลือกตาของสวี่เฉิงอวี๋กระตุกรัว
ภาพวาดของกู้ข่ายจือที่ตกทอดมาจากโบราณนั้นมีไม่มากนัก และบรรดาภาพที่ได้แพร่กระจายไปทั่วหล้านั้นล้วนก็มีชื่อเสียง เท่าที่นางรู้ภาพวาดที่โดดเด่นที่สุดเหล่านั้นล้วนถูกเก็บไว้ในพระราชวัง
บางทีในเรือนของตระกูลที่ร่ำรวยทั่วไปก็อาจจะมี แต่ก็ไม่อาจเอาออกมาง่ายๆ และยิ่งไม่อาจให้คนอื่นรู้ได้
คงเป็นเพราะชอบจริงๆ ถึงได้เก็บสะสมไว้ กลัวว่าคนจะคะนึงถึงแล้วเจอโจรเข้าบ้านอีกครั้ง
หนึ่งภาพมีค่าหนึ่งพันตำลึง หรืออาจจะสูงกว่าหนึ่งพันตำลึงด้วยซ้ำ ซึ่งทำให้โจรเฝ้าคะนึงถึงจริงๆ ปวดใจแทบจะตายอยู่แล้ว
แต่เซียวหมิ่นหางกลับนำภาพวาดของกู้ข่ายจือมาเยือนถึงจวนตระกูลสวี่ของพวกเขาอย่างเปิดเผยอย่างนี้เลยหรือ