เมื่อเก็บดอกเบญจมาศป่าทั้งหมดเข้ามาไว้ในบ้านเรียบร้อยแล้ว เถียนฮวนก็หันไปตั้งหม้อบนเตา
นางเทน้ำลงไปครึ่งหม้อ แล้วใช้กิ่งไม้แห้งจัดเรียงเป็ชั้นนึ่งอย่างง่ายๆ บนปากหม้อจากนั้นก่อไฟที่ใต้เตา
การแปรรูปโสม แม้จะดูเหมือนขั้นตอนไม่ซับซ้อน แต่จริงๆ แล้วกลับเคร่งครัดเื่ไฟและเวลาเป็อย่างมาก
หากพลาดเพียงนิดเดียว คุณภาพของโสมแปรรูปก็จะลดลงทันที
เถียนฮวนจึงไม่กล้าปล่อยปละละเลยแม้แต่น้อย แม้แต่การก่อไฟนางก็ไม่ยอมให้กู้ฉางสุ่ยช่วยทุกอย่างล้วนลงมือด้วยตัวเองทั้งสิ้น
หญิงสาวคุมไฟในเตาอย่างระมัดระวัง พร้อมทั้งจับตาดูความเปลี่ยนแปลงในหม้อไม่ให้คลาดสายตาจนกระทั่งในหม้อเริ่มมีไอน้ำระอุขึ้นมา นางก็รีบนำโสมที่ล้างสะอาดแล้วใส่ลงไปในหม้อเริ่มกระบวนการนึ่งด้วยไฟอ่อน
ขั้นตอนการนึ่งนี้กินเวลายาวนาน แต่เถียนฮวนก็ไม่ยอมคลาดสายตาแม้แต่น้อย นางจ้องไฟในเตาตาไม่กะพริบเพื่อให้มั่นใจว่าอุณหภูมิไม่เปลี่ยนแปลง
ไม่รู้เวลาผ่านไปนานเท่าใด จู่ๆ นางก็รู้สึกว่าใบหน้าร้อนวูบขึ้นมา
นางใจนสะดุ้งรีบเงยหน้าขึ้นดู ก็พบว่ากู้ฉางสุ่ยกำลังใช้ผ้าเช็ดหน้าเช็ดเหงื่อให้ตนอยู่ถึงได้ถอนหายใจอย่างโล่งอก แล้วส่งยิ้มให้เขา
“ท่านคงเริ่มเบื่อแล้วใช่ไหม แต่การแปรรูปสมุนไพรก็แบบนี้แหละ เป็การฝึกความอดทนและความละเอียดอย่างแท้จริง”
“ไม่ใช่หรอก ข้าแค่สงสารเ้า ตอนเรียนวิชาแปรรูปจากหมอในโรงหมอ เ้าคงลำบากไม่น้อยใช่หรือไม่”กู้ฉางสุ่ยพูดพลางเช็ดเหงื่อให้นางต่อไป
เถียนฮวนยิ้ม “ลำบากน่ะลำบาก แต่ข้าสนุกทุกครั้งที่ได้แปรรูปสมุนไพร ทุกคราที่ข้าทำสมุนไพรแปรรูปออกมาสวยงามไร้ที่ติท่านปู่ของข้าก็จะยิ้มให้ ข้าเป็บุตรสาวคนเดียวของท่านพ่อ ท่านปู่ก็เลยถอนหายใจด้วยความเสียดายอยู่บ่อยๆเพราะข้าเป็สตรี”
กู้ฉางสุ่ยได้ฟังก็ขมวดคิ้ว “เ้าทั้งเก่งทั้งฉลาดกว่าบุรุษหลายคน ปู่เ้าไม่น่าทำกับเ้าเช่นนั้น”
“คนแก่ก็แบบนี้แหละ เขาย่อมหวังจะให้คนในสายเืสืบทอดกิจการที่ตนเหนื่อยสร้างมาข้าเป็สตรี สุดท้ายก็ต้องแต่งออกไปอยู่บ้านอื่น เลยไม่กล้าหวังกับข้าเท่าไหร่ แต่ก็ใช่ว่าเขาไม่รักข้าเขาแค่คิดว่าวิชาแพทย์กับวิชาปรุงยาเป็งานหนัก สตรีไม่ควรต้องลำบาก ข้าถึงแอบไปเรียนเองแต่พอเรียนแล้วเขาก็ไม่ได้ห้ามอะไร แถมเวลาได้ยินนักปรุงยาชมข้า เขาก็แอบยิ้มในห้องทุกทีเลยนะ”
กู้ฉางสุ่ยได้ยินก็หัวเราะออกมา “ก็ใช่น่ะสิ เ้าทั้งฉลาดและเก่งขนาดนี้ ผู้ใดก็ล้วนชอบเ้า”
เถียนฮวนถูกชมเข้าให้อย่างจัง หัวใจนางก็พลอยพองโต ดวงตาทั้งคู่ยิ้มจนกลายเป็พระจันทร์เสี้ยว
มีเขาอยู่เคียงข้าง ทั้งสองพูดคุยกันพลางเติมฟืนเข้าเตา เวลาก็ผ่านไปอย่างรวดเร็วโดยไม่รู้ตัว
ชั่วพริบตาเดียว หนึ่งชั่วยามครึ่งก็ผ่านไป โสมที่นึ่งไว้สุกพอดี
เถียนฮวนดับไฟ แต่กลับยังไม่แตะต้องหม้อนั้นแม้แต่น้อย
“โสมบอบบางนัก ขณะนึ่งห้ามเพิ่มหรือลดไฟโดยเด็ดขาด หลังดับไฟแล้วก็ต้องปล่อยให้มันเย็นลงอย่างช้าๆหากอุณหภูมิสูงขึ้นหรือต่ำลงอย่างรวดเร็ว รากของโสมอาจจะแตกหัก ส่งผลต่อคุณภาพของโสมยิ่งนัก”นางอธิบายอย่างตั้งใจกับกู้ฉางสุ่ย เขาก็ตั้งใจฟังเช่นกัน จากนั้นจึงพยักหน้า
“ที่แท้เป็เช่นนี้ งั้นเรารอกันต่ออีกหน่อยเถอะ! อย่างไรก็รอมาตั้งนานแล้ว”
ทั้งสองนั่งคุยกันอีกพักใหญ่ เถียนฮวนถึงได้เปิดฝาหม้อออก ลองแตะดูเล็กน้อย “เสร็จแล้ว!”
นางตักโสมขึ้นมาวางบนผ้าฝ้ายสะอาดที่เตรียมไว้ “คืนนี้ผึ่งให้แห้งอีกสักหน่อย ตากต่ออีกสองวันการทำโสมแปรรูปก็จะเสร็จสมบูรณ์!”
พอจัดการเื่นี้เสร็จ ฟ้าก็มืดมิดไปนานแล้ว ตอนนี้เรียกได้ว่าเป็ยามดึกสงัดทั้งสองยุ่งมาทั้งวัน เหนื่อยล้าจนเปลือกตาบนล่างแทบจะปิด
วันนี้กู้ฉางสุ่ยรอบคอบมากขึ้น ตอนเย็นขณะเถียนฮวนกำลังทำอาหาร เขาได้ไปหาเศษหินขนาดพอเหมาะจากรอบๆมาหลายก้อนก่อเป็วงกลมวงเล็กๆ ภายในบ้าน
ถ่านที่เหลือจากการปรุงอาหารและแปรรูปสมุนไพร เขาเก็บรวบรวมไว้ทั้งหมดแล้วนำมาใส่ในวงหินจากนั้นก็จุดไฟ เพียงเท่านี้ ภายในบ้านก็อบอุ่นขึ้นมาพอสมควร
ทว่าบ้านมีรูโหว่รอบด้าน ไฟเพียงเท่านี้ยังไม่อาจต้านลมหนาวได้นัก
หลังจากล้างหน้าแปรงฟันเสร็จ ทั้งสองก็นอนลงบนเตียง กู้ฉางสุ่ยโอบเถียนฮวนเข้ามาในอ้อมแขนเช่นเดิมใช้ร่างกายของตนเป็เครื่องป้องกันลมหนาวให้นาง
คืนก่อนนางเคยผ่านประสบการณ์เช่นนี้มาแล้ว วันนี้จึงมิได้เขินอายอีก
นางอยู่ในอ้อมกอดของเขาอย่างว่าง่าย ทั้งสองพูดคุยกันเบาๆ เพียงไม่กี่คำ แล้วจึงหลับใหลไปในอ้อมแขนของกันและกัน
อย่างน้อยค่ำคืนนี้พวกเขาก็ไม่สะดุ้งตื่นเพราะลมหนาว
สองวันถัดมา พวกเขาก็ยังคงยุ่งอยู่กับการเก็บดอกเบญจมาศป่าและสมุนไพร
ตอนเช้าขึ้นเขาไปเก็บของป่า ตกบ่ายก็กลับมาที่บ้านเพื่อแปรรูปสมุนไพร ทำั้แ่บ่ายยันค่ำทุกวันยุ่งจนเท้าแทบไม่ติดพื้น
นับว่า์เมตตา ่ไม่กี่วันนี้แดดแรงจัด อากาศปลอดโปร่ง ทำให้ดอกเบญจมาศป่าหลังจากตากไว้สามวันก็แห้งเกือบหมดแล้ว
โสมก็แห้งได้ที่แล้วเช่นกัน ยามต้องแสงอาทิตย์อัสดงส่องประกายสีแดงอมชมพู
เถียนฮวนหยิบขึ้นมาพลิกดูไปมา รอยยิ้มเปี่ยมสุขพลันปรากฏบนใบหน้า “เสร็จแล้ว พรุ่งนี้พวกเราก็เอาไปขายในตัวตำบลได้แล้ว!”
“ดียิ่งนัก!” กู้ฉางสุ่ยรีบพยักหน้า เขาดีใจยิ่งกว่านางเสียอีก
ไม่กล่าวให้มากความ ทั้งสองคนรีบไปอาบน้ำแล้วเข้านอนแต่หัวค่ำ รุ่งเช้าก็รีบตื่นขึ้นมาแบกสมุนไพรเ่าั้มุ่งหน้าเข้าสู่ตัวตำบล
ทุกการเคลื่อนไหวของสองสามีภรรยาล้วนตกอยู่ในสายตาของบ้านตระกูลกู้
ขณะที่ทั้งคู่มุ่งหน้าเข้าตัวตำบล อีกด้านหนึ่งกู้ฮวาจือก็รีบวิ่งกลับไปที่บ้านรายงานเื่นี้ให้กู้อันกับเจียงซื่อฟัง
เจียงซื่อเพียงหัวเราะเยาะ “ดูไม่ออกเลยนะว่าเด็กบ้านนอกเช่นนั้นจะมีฝีมือยิ่งนักถ้ารู้แบบนี้แต่แรก พวกเราน่าจะรั้งนางไว้ให้นานกว่านี้ จะได้รู้ว่านางจะเล่นตุกติกอันใดอีก!”
“ก็แค่สตรีคนหนึ่ง จะมีความสามารถอะไรได้มากนัก ดอกเบญจมาศป่าในป่าน่ะ ทุกปีก็มีคนไปเก็บกันเป็ว่าเล่นตากแห้งแล้วเอาไปขายโรงหมอในตำบลก็ได้เงินน้อยนิด ได้แค่ค่าแรงไม่พอกินหรอก” กู้อันกล่าว
“ก็จริง ตระกูลเถียนมีกฎสืบทอดวิชาแพทย์เฉพาะบุรุษ ไม่สอนให้สตรี นางก็แค่แอบดูอยู่ข้างๆจะเข้าใจถ่องแท้ได้อย่างไร คงมีแต่ความรู้พื้นฐานเท่านั้น” เจียงซื่อพยักหน้าอย่างรวดเร็ว“่นี้พวกเขาตื่นแต่เช้ามืด ทำงานจนค่ำ แทบไม่มีเวลาจะพักหายใจ ข้างนอกนั่นไม่ได้สุขสบายเหมือนอยู่บ้านเราหรอก!ตอนนี้สุ่ยเกอเอ๋อร์คงแค่ฝืนทนอยู่ อีกไม่นานเขาก็คงจะทนไม่ไหว กลับมาคุกเข่าขอร้องให้เรารับเขากลับมาแน่!”
ถึงตอนนั้น จะให้ทำอะไรก็ต้องยอมทั้งนั้น!
นางจะต้องให้กู้ฉางสุ่ยหย่ากับหญิงปากร้ายคนนี้ให้ได้!
เด็กบ้านั่นไม่รู้จักผิดชอบชั่วดี ถึงกับไม่ให้เกียรติแม่สามีแบบนี้ สมควรถูกไล่กลับบ้านเดิมไม่มีใครรับนางเป็ภรรยาไปตลอดชีวิต!
คิดถึงภาพนั้น เจียงซื่อก็รู้สึกสะใจขึ้นมาทันที ฮัมเพลงพลางเดินเข้าครัวไปเตรียมอาหารเย็นให้ลูกชาย
ทว่าเมื่อเห็นเนื้อไก่ เป็ด ปลาเต็มโต๊ะ นางก็โมโหขึ้นมาอีกครั้ง
“นังสารเลวนั่นใช้อาคมอันใด! ั้แ่เจี๋ยเกอเอ๋อร์กินอาหารที่นางทำ ก็เอาแต่บ่นว่าอาหารที่ข้าทำไม่อร่อยทั้งที่เมื่อก่อนไม่เคยบ่นสักคำ! นางเป็ตัวทำลายครอบครัวชัดๆ ตอนนั้นข้าไม่น่าอนุญาตสุ่ยเกอเก๋อร์แต่งงานได้เช่นนั้นบ้านเราคงไม่พังเช่นนี้! ทุกอย่างเป็ความผิดของนาง!”