“อันดับแรก เ้าต้องรวบรวมปราณธาตุทั้ง 7 ให้ครบ ธาตุแรกที่ต้องรวบรวมคือ ธาตุไฟ .. เ้าต้องทำพันธสัญญากับเทพอสูรแห่งเปลวเพลิง ซึ่งก็คือข้า.!” เทพอสูรตัวน้อยเชิดศีรษะสูง สายตาบ่งบอกถึงความเป็ต่อ
มู่เชียนกะพริบตาปริบๆมองเ้าัน้อยตรงหน้า
“วิธีการล่ะ ?” ขณะเอ่ยถามก็รู้สึกหวั่นเกรงกับสายตาของเ้าัน้อยที่ดูชั่วร้ายขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
“หึหึ… ไฟในกายเ้าคือตำแหน่งหัวใจ...ข้าขอเข้าไปสำรวจสักหน่อยก็แล้วกัน !” กล่าวจบเ้าัน้อยก็พุ่งตัวเข้ามาหานางก่อนจะหายวับไป
ทันใดนั้นความร้อนขุมหนึ่งก็แล่นวาบขึ้นจากกลางอกของนาง ก่อนจะกระจายออกไปทั่วร่าง มู่เชียนพบว่าตนเองราวกับกำลังยืนอยู่ใจกลางกองเพลิงอันร้อนระอุ ความปวดแสบปวดร้อนที่เกิดขึ้นอย่างฉับพลัน ทำให้นางเผลอหลุดเสียงกรีดร้องออกมา
“ฮ่า ฮ่า .. หากเ้าทนได้ ข้าจึงจะยอมรับเ้า” เสียงหัวเราะได้ใจของเสี่ยวจิ้งดังขึ้นในหัวของนาง
‘เทพบิดาสั่งให้มาช่วย แต่ไม่ได้บอกว่าห้ามแกล้งนี่’
แม้จะรู้สึกทรมานมาก ทั้งยังไม่ได้เตรียมใจมาก่อน แต่เด็กสาวก็ทราบดีว่าหากผ่านด่านนี้ไปไม่ได้ ประตูที่จะพานางกลับบ้านก็คงถูกปิดตาย
มู่เชียนขบฟันแน่น พยายามอดทนกับปราณแสบร้อนที่ไหลเวียนไปทั่ว โลหิตในกายเดือดพล่าน ไอน้ำเริ่มระเหยออกจากผิวกาย ขณะที่กล้ามเนื้อและอวัยวะต่างๆกำลังจะถูกหลอมละลาย มู่เชียนพลันรู้สึกไม่ยินยอมขึ้นมา
‘ข้ากำลังจะตายหรือ…ไม่มีทาง !!’
ประกายสีทองลุกวาบในดวงตาของเด็กสาว ทันใดนั้นความอบอุ่นสายหนึ่งก็ปรากฏขึ้น ก่อนจะแล่นผ่านไปทั่ว... มันมาจากที่ใดก็สุดรู้ แต่ไม่ว่าพลังสายนี้แล่นผ่านไปที่ใด ความร้อนลวกที่ทรมานนางก็ดูเหมือนจะจางหายไป ทิ้งไว้เพียงความอบอุ่นบางเบาเท่านั้น
เส้นเืและกล้ามเนื้อที่ถูกทำลายเริ่มซ่อมแซมตนเองได้ ทั้งยังแข็งแกร่งทรงพลัง คล้ายนางเพิ่งถูกหลอมร่างขึ้นใหม่ เพียงไม่นานพลังนี้ก็มาถึงหัวใจ.. จุดที่เป็ต้นกำเนิดแห่งความร้อนทั้งหมด
“เ้าขี้โกงนี่ !” เสียงประท้วงของเสี่ยวจิ้งดังขึ้นจากในกายของนาง
เมื่อหัวใจของมู่เชียนััถึงพลังงานอันอบอุ่นกระแสนี้ เ้าัน้อยก็ย่อมรู้สึกเช่นกัน มันเริงร่าราวกับว่ายวนอยู่ในบ่อไฟศักดิ์สิทธิ์ พลังอบอุ่นขุมนี้ทะลักเข้ามาในร่างเล็ก ช่วยขับไล่ความเย็นะเืของธาตุมืดที่กัดกร่อนมันมาเนิ่นนานออกไป
“อะแฮ่ม .... เอาเถิด เห็นแก่ความตั้งใจของเ้า ข้าจะยอมทำพันธสัญญากับเ้าก็ได้....”เสี่ยวจิ้งเอ่ย พร้อมหรี่ตาลงอย่างเ้าเล่ห์
‘ที่แห่งนี้สะดวกสบาย ราวกับห้องพักที่มีไฟศักดิ์สิทธิ์ให้ใช้อย่างไม่มีวันหมดสิ้น หากทำพันธสัญญากันแล้ว ข้าจะเข้ามานั่งเล่นในหัวใจของนางเมื่อไหร่ก็ได้ เื่ที่มีแต่ได้ หากข้าไม่รับไว้ก็คงโง่กว่าจิ้งจกเสียอีก !’ เทพอสูรน้อยชูธงยอมแพ้ทันทีเมื่อได้ััความเย้ายวนของปราณสีทอง….
ก็เขากำลังโตนี่นา.. !
เสี่ยวจิ้งจิกกรงเล็บหลั่งโลหิตัหนึ่งหยดลงบนหัวใจของเด็กสาว เป็การทำพันธสัญญา มู่เชียนรู้สึกถึงปราณธาตุไฟสายหนึ่งแล่นปลาบจากบริเวณหัวใจไปทั่วร่าง
หลังจากพันธสัญญาปราณธาตุแรกถูกสร้างขึ้น เพียงหลับตาลงเด็กสาวก็สามารถััได้ถึงธาตุไฟที่อยู่รอบกายได้อย่างชัดเจน การดึงดูดปราณธาตุเข้าร่างไม่ใช่เื่ยากสำหรับนางอีกต่อไป นอกจากนั้นปราณอี้เจ๋อในกายของนางก็ดูจะแข็งแกร่งกว่าเดิมมาก
เสี่ยวจิ้งโผล่ออกมากลางอากาศ เขาออกจากร่างของนางมาครั้งนี้ดูอารมณ์ดีขึ้น และหากไม่ได้คิดไปเองลำตัวของเขาดูอวบขึ้นเช่นกัน
“เมื่อเ้าได้ทำพันธสัญญากับข้า การรวบรวมปราณธาตุไฟเพื่อพัฒนาพลังยุทธ์ก็จะง่ายดายขึ้นมาก เพราะข้าคือแม่เหล็กดึงดูดปราณธาตุไฟที่ยอดเยี่ยมที่สุดในมิติแห่งนี้ ” เสี่ยวจิ้งเชิดหน้ามองเด็กสาวอย่างภาคภูมิใจ
มู่เชียนนึกขึ้นได้ว่า นางมีปัญหาเื่ปราณธาตุอีก 6 ธาตุที่ยังไม่ได้รับการแก้ไข ยิ่งเมื่อลองสำรวจปราณธาตุโดยรอบกลับพบว่าััต่อปราณเ่าั้ช่างเลือนลาง หากเทียบกับััปราณธาตุไฟแล้วต่างกันราวฟ้ากับดิน….
“จริงสิ… ร่างเดิมนี้เกิดอะไรขึ้นกับนาง เ้ารู้หรือไม่เสี่ยวจิ้ง ?” ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใด นางก็ไม่อยากให้ตนเป็สาเหตุให้ใครต้องตาย
“ร่างนี้ถูกสร้างขึ้นเพื่อรอการจุติของเ้า ั้แ่แรกแล้ว ธาตุทั้ง 7 ที่นางมีรวมถึงทุกความสามารถ มีไว้เพื่อให้เ้าได้ทำภารกิจได้ง่ายดายขึ้น นับแต่เ้าจุติร่างนี้ก็หลอมรวมเป็เนื้อเดียวกับเ้า ทุกความทรงจำ ทุกความรู้สึกล้วนถูกส่งต่ออย่างสมบูรณ์ เ้าคือนาง นางคือเ้า มิอาจแยกจากกันได้ตลอดกาล”
มิน่าเล่า ความเศร้า ความสุข และความผูกพันของร่างนี้จึงยังคงเหลืออยู่ในใจของนาง มิได้หายไป ราวกับนางเป็ผู้ที่เติบโตมาในมิตินี้อย่างแท้จริง
“ร่างเดิมของเ้ายังคงปะปนอยู่ในร่างนี้ หากเ้าพันธสัญญาปราณธาตุใดๆเพิ่ม สายเืเทพในกายเ้าก็จะฟื้นฟูขึ้นเรื่อยๆ ในขณะที่ปราณอี้เจ๋อจะค่อยๆเผยร่างเดิมของเ้าออกมา…. เช่นครานี้ที่เ้าครองพันธสัญญาไฟของข้า ร่างของเ้าก็เปลี่ยนไปเล็กน้อยแล้ว ”
เด็กสาวหันไปพิจารณาเงาร่างในกระจกอีกครั้ง พบว่าร่างนี้เริ่มมีเงาร่างเดิมของนางเข้ามาปะปน ดวงตาเปลี่ยนเป็สีน้ำตาลอ่อนสุกใส เส้นผมเป็ประกาย ริมฝีปากดูชุ่มชื้นไม่แห้งแตกเช่นเดิม เพียงแต่ไม่ถึงกับเปลี่ยนไปเป็คนละคน
“ต่อไปเมื่อเ้าสามารถรวบรวมพันธสัญญาจนครบ ปลุกปราณอี้เจ๋อในกายเ้าขึ้นมาได้เต็มที่ ร่างเดิมของเ้าก็จะค่อยๆคืนกลับมาเอง”
‘อีกทั้งยังงดงามกว่าร่างเดิมมากมายนัก’ เสี่ยวจิ้งคิดในใจ ร่างของธิดาเทพยุทธ์ ผู้เยียวยาแห่งมิติ ไหนเลยจะธรรมดาเช่นนี้
“เช่นนั้น ข้าจะหาพันธสัญญาอื่นได้จากที่ใด”
“ย่อมต้องทำพันธสัญญากับพี่น้องของข้า เหล่าเทพอสูรทั้งหลายน่ะสิ แต่อย่าใจร้อนไปเลย พวกเขาไม่ได้อยู่ที่นี่ และร่างของเ้าก็ไม่อาจแบกรับพันธสัญญากับเทพอสูรถึงสองธาตุได้หรอก อย่างน้อยก็ต้องไปถึงขั้นปราชญ์ยุทธ์เสียก่อน”
“ตอนนี้ข้าสามารถรวบรวมธาตุไฟเข้าร่างได้ แต่สำหรับธาตุอื่นๆ ข้าคงไม่อาจทำได้ในเร็ววันแน่” มู่เชียนเอ่ยอย่างห่อเหี่ยว
“ใช้ยารวมปราณไม่กี่เม็ดก็แก้ปัญหาได้แล้ว !” เสี่ยวจิ้งมองมาด้วยดวงตามาดหมาย
‘ยารวมปราณ !’ ในความทรงจำของนาง นางรู้จักชื่อนี้ดี มันคือ ‘ยาระดับสาม’ อันสูงค่า ท่านปู่ผู้นำตระกูลเคยกล่าวว่าจะพยายามหายาชนิดนี้มาให้แก่มู่เฉิงหลิน น้องชายของนาง เพื่อให้เขาสามารถรวบรวมปราณเข้าสู่ขั้นนักยุทธ์ได้เร็วขึ้น แต่จนถึงที่สุดแล้วก็ยังไม่อาจหาได้ เฉิงหลินเข้าสู่ขั้นนักยุทธ์ด้วยพลังของตนอย่างแท้จริง
ยาชนิดนี้แม้วัตถุดิบจะหาได้ง่าย แต่ขั้นตอนการปรุงนั้นยุ่งยากมาก ทั้งต้องปรุงด้วยผู้ปรุงยาระดับปราชญ์ยาขึ้นไป
ผู้ปรุงยาขั้นหนึ่ง เรียกหมอยา
ผู้ปรุงยาขั้นสอง เรียกอาจารย์ยา
ผู้ปรุงยาขั้นสาม เรียกปราชญ์ยา ในขั้นนี้ไฟที่ใช้หลอมจะต้องมีลักษณะพิเศษอย่างมาก ผู้ปรุงต้องสามารถควบคุมไฟได้อย่างอิสระ ซึ่งการจะควบคุมไฟได้นั้นจำต้องบรรลุชั้นปราชญ์ยุทธ์เสียก่อน
โดยปกติผู้ฝึกตนระดับปราชญ์ยุทธ์ก็ว่าพบได้ยากแล้ว หาก้าหาปราชญ์ยุทธ์ที่ฝึกฝนศาสตร์ปรุงยาด้วยก็ยิ่งหาได้ยากยิ่งกว่า ดังนั้นยาขั้นสามขึ้นไปจึงยิ่งหายากและมีราคาสูงมาก สังเกตุได้จากปู่ของนางระดับผู้นำตระกูลผู้พิทักษ์ยังไม่อาจหามา
ปราชญ์ยานั้น ทั่วทั้งแคว้นต้าหนาน มีเพียง 2 ท่าน หนึ่งคือ จือโม่แห่งตำหนักเซียนอัคคี อีกหนึ่งคือ เยี่ยกวน แห่งหมู่ตึกพฤกษา ทั้งสองท่านนี้ถือเป็บุคคลพิเศษของแคว้น แม้แต่องค์าาและเชื้อพระวงศ์ของต้าหนานยังต้องให้เกียรติ
“แล้วข้าจะเอายานั่นมาได้อย่างไร ? ได้ยินว่าราคานั้นสูงเทียมฟ้า แถมหาได้ยากนัก”
“อยากได้ก็ปรุงเอาเองสิ นี่ตำรับยา”
เสี่ยวจิ้งอ้าปากพ่นลูกบอลสีแดงออกมา มู่เชียนผงะถอย เมื่อลูกบอลดังกล่าวพุ่งพรวดตรงเข้าสู่ศีรษะของมู่เชียน ข้อมูลต่างๆวิ่งวนในหัว หลังผ่านความงุนงงไปสักพัก นางจึงสามารถเรียบเรียงเป็ตำรับยา 7 ตำรับที่แตกต่างกัน
“ทำไมมีสูตรยามากมายนัก ตำรับยารวมปราณมิใช่มีเพียงหนึ่งหรือ ?”
“อย่าเอาตำรับยาของมนุษย์ทั่วไปมาเทียบกับตำรับยาเก่าแก่ให้หอสมุดของข้าสิ !” เสี่ยวจิ้งเอ่ยด้วยน้ำเสียงดูแคลน “ยารวมปราณที่พวกเ้าใช้กันก็เป็เพียงยารวมปราณแบบย่อ สูตรผสมปนเปนั่นทำให้ใช้ได้กับทุกปราณธาตุ ทว่าคุณภาพกลับต่ำนัก กินแล้วมีผลเพียงช่วยให้เข้าสู่ขั้นนักยุทธ์ได้เร็วขึ้นเท่านั้น ส่วนตำราของข้าแบ่งแยกตามธาตุของผู้ฝึกที่แตกต่างกัน นอกจากจะพาให้เ้าเข้าสู่ระดับ ‘นักยุทธ์’ ได้แล้ว ฤทธิ์ของยาสามารถใช้ได้ผลไปถึงระดับ ‘ปราชญ์ยุทธ์’ อาศัยยาไม่กี่เม็ดพวกนี้… ไม่เกินหนึ่งปีเ้าคงสามารถเข้าสู่ระดับยอดยุทธ์ได้เป็แน่”
มู่เชียนใกับระดับความเร็วของการฝึกตนที่เสี่ยวจิ้งเอ่ยอ้างถึง ควรทราบว่า ระดับนักยุทธ์ เข้าสู่ขั้นยอดยุทธ์นั้น หากไม่ใช้เวลาถึง 10 ปี ย่อมเป็ไปได้ยาก อัจฉริยะของแคว้นอย่างองค์ชายใหญ่หนานจื่อชิ่ง ใช้เวลา 7 ปี เข้าสู่ขั้นยอดยุทธ์ ยังนับว่ามหัศจรรย์มากแล้ว
มู่เชียนเริ่มเข้าใจแล้วว่าเหตุใด เทพซิ่งชางจึงส่งัน้อยตนนี้มาเป็ผู้ช่วยของนาง เสี่ยวจิ้ง..แม้จะมีนิสัยใจร้อนทว่าใสซื่อนัก สามารถเกลี้ยกล่อมได้โดยง่าย นอกจากนี้เขายังมีข้อมูลมากมายเกี่ยวกับมิติ เข้าคู่กับนางที่ไม่รู้เื่ เสี่ยวจิ้งจึงเป็ผู้ช่วยที่เหมาะสมที่สุด
“ได้ยินว่า ผู้ปรุงยาชนิดนี้ต้องสำเร็จระดับปราชญ์ยาเป็อย่างน้อย ..” มู่เชียนเอ่ยเสียงนิ่ง ในเมื่อเขาบอกให้นางปรุงยานี้เอง เขาย่อมมีวิธีแก้ไข
“ที่จำเป็ต้องใช้ปราชญ์ยา ก็เพราะการหลอมยาระดับสามจำต้องควบคุมปราณไฟให้ขึ้นรูปเป็เปลวไฟให้ได้ก่อน แต่ยามนี้เ้ามีข้า จิติญญาแห่งไฟ นับจากนี้ไม่มีเปลวไฟรูปแบบใดในใต้หล้า ที่เ้าไม่อาจควบคุมได้ …. สมุนไพรที่ต้องใช้ สวนด้านนอกนั่นก็มีครบ ส่วนเื่หม้อปรุงยา …”
หม้อทรงกลมทำจากไม้ใบหนึ่งก็ปรากฏขึ้น ขอบหม้อสลักลวดลายงูตัวใหญ่ดูโบราณ หูจับสองด้านล้วนทำด้วยไม้
“ข้าขโมยมาจากห้องยาของพี่สาม เขามีหม้อปรุงยาเยอะมาก ข้าขโมยมาตั้งหลายปีแล้ว เกรงว่าเขายังไม่รู้ตัวเลย” เสี่ยวจิ้งหัวเราะร่าอย่างซุกซน แต่กลับเห็นมู่เชียนขมวดคิ้วมองหม้อที่ทำจากไม้อย่างไม่ไว้ใจ…
“ลงอาคมกันไฟแล้ว ไม่เสียหายหรอก ” ัน้อยเอ่ยอย่างรู้ใจ “เอาล่ะ ขั้นตอนแรกเ้าไปเก็บสมุนไพร...อ๊ะ..”
จู่ๆัน้อยก็หยุดกล่าววาจา ดวงตาสีแดงคู่น้อยมองไปทางประตูห้อง มู่เชียนได้ยินเสียงฝีเท้าเร่งร้อนแว่วมาจากหน้าเรือน พร้อมกับเสียงของมู่เฟยเซียน
“เชียนเอ๋อ ตื่นแล้วหรือไม่ ?… มีสาส์นจากทางตระกูลส่งมา เป็เื่ของเ้า”
“เสี่ยวจิ้งเข้ามาหลบในร่างข้าก่อนเถิด ให้ท่านอาเห็นเ้าไม่ได้” มู่เชียนก้มลงกระซิบกับัน้อยเสียงเบา เสี่ยวจิ้งจึงพยักหน้าก่อนกลายเป็เงาแสงสีแดงพุ่งวาบเข้ามาในร่างมู่เชียน จากนั้นจึงได้ยินเสียงดังขึ้นในหัวนาง
‘ไม่จำเป็ต้องกระซิบกระซาบ พวกเราทำพันธสัญญากันแล้ว เ้าเพียงคิดในใจ ข้าก็สามารถได้ยินได้’
มู่เชียนพยักหน้ากับตัวเอง จากนั้นก็ไม่รอช้ารีบก้าวเท้ายาวๆไปเปิดประตูให้มู่เฟยเซียน “อรุณสวัสดิ์เ้าค่ะท่านอา” เด็กสาวส่งยิ้มสดใสทักทายอาหญิงผู้เปรียบเสมือนมารดาแท้ๆของตน
มู่เฟยเซียนในวัย 35 ปี ดูงดงามอ่อนกว่าวัย ปิ่นใบไม้ไหวที่เรือนผมขับให้นางดูสวยสง่า สมเป็อดีตสาวงามลำดับต้นๆของเมืองหลวง ทว่าท่าทีที่นางมองพิจารณาที่หลานสาวกลับดูหม่นหมองยิ่งนัก
วันนี้เชียนเอ๋อของนางงามจริงๆ ใบหน้าเล็กที่เคยซูบซีดดูมีเืฝาด ดวงตาสีน้ำตาลเปล่งประกายระยับ รอยยิ้มงดงามจนนางตาพร่า.. ความเปลี่ยนแปลงมากมายอาจเพราะใกล้ถึงวัยออกเรือนแล้ว
“เฮ้ออ ....” มู่เฟยเซียนถอนใจเฮือก ใหญ่ “เชียนเอ๋อ ... หลังจากผ่านมาสองปี ตระกูลซ่างกวนส่งคนมาขอถอนหมั้นแล้ว”