“เงียบ!!! นี่ไม่ใช่สถานที่ที่พวกเ้าจะมาเอะอะโวยวาย” เสียงตวาดดังจากชายวัยกลางคนหน้าตาเหี้ยมเกรียม ซึ่งยืนตระหง่านอยู่กลางลานพิธีของตระกูลมู่
น้ำเสียงเด็ดขาดทำให้รุ่นเยาว์ยี่สิบเจ็ดคนที่กระจายตัวอยู่ด้านหน้าลานพิธีหยุดการพูดคุยลงทันที
หลังจากเด็กทั้งหมดสงบลง ปรากฏรอยยิ้มอย่างพอใจบนใบหน้าชายวัยกลางคนที่ยืนอยู่บนลานพิธี เพียงแต่รอยยิ้มนั้นคงอยู่เพียงแค่สองลมหายใจเท่านั้น เมื่อเขาพบเห็นความผิดปกติบางอย่างจากรุ่นเยาว์ที่รวมตัวอยู่ด้านหน้า
“มู่เฉินล่ะ ไอ้เด็กบ้านั่นมันอยู่ไหน? เหตุใดยังไม่โผล่หัวมาอีก” มู่ฮวง ะโอย่างหัวเสีย เมื่อพบว่าในบรรดารุ่นเยาว์ของตระกูลมีคนหนึ่งที่ไม่ยังไม่ปรากฏตัว
จะไม่ให้มู่ฮวงหัวเสียได้อย่างไร ในเมื่อเขาเป็ถึงผู้าุโอันดับสอง ในตระกูลมู่ เขามีอำนาจเป็รองเพียงแค่ผู้าุโสูงสุดกับผู้นำตระกูลเท่านั้น อีกทั้งวันนี้ก็เป็วันปลุกิญญายุทธ์ประจำตระกูล ซึ่งเป็วันสำคัญอย่างยิ่ง แต่กลับมีรุ่นเยาว์คนหนึ่งมาสาย
“มีใครรู้บ้าง ว่ามู่เฉินอยู่ใหน?” เขาถามกราดไปยังรุ่นเยาว์ที่ยืนตัวสั่นอยู่หน้าลานพิธี แล้วสายตาเขาก็มาจบที่มู่หานและมู่หลิงเอ๋อที่กำลังมองตากันแล้วก้มหน้าอย่างมีพิรุธ
“มู่หาน มู่หลิงเอ๋อ พวกเ้าไม่รู้รึ?” มู่ฮวงถามอย่างโกรธเกรี้ยว
ทุกคนต่างรู้ดีว่าในหมู่รุ่นเยาว์ของตระกูลมีเพียงสองคนที่สนิทสนมกับมู่เฉิน นั่นคือมู่หานและมู่หลิงเอ๋อ หากสองคนนี้ไม่รู้ ก็คงมองหาผู้อื่นไม่ได้อีกแล้ว
“เหตุใดต้องข่มขู่ผู้อื่น? ข้าจะหายไปที่ใดก็เป็เื่ของข้าแต่เพียงผู้เดียวเท่านั้น”
เด็กชายวัย 15 ปี หน้าตาหล่อเหลาคมเข้มะโลงจากกำแพงหินแล้วเดินเข้ามายังพื้นที่ลานพิธี เขาพูดอย่างหนักแน่นโดยมิได้สนใจความเกรี้ยวโกรธของมู่ฮวงแม้แต่น้อย
“เห้อ เอาอีกแล้วเ้านี่ จะทำตัวปกติสักครั้งไม่ได้หรืออย่างไร” มู่หาน ส่ายหัวอย่างปลงตกเมื่อได้ยินถ้อยคำที่ไร้ทุกข์ร้อนจากมู่เฉิน ส่วนมู่หลิงเอ๋อกลับยกมือปิดปากกลั้นขำแทบไม่ได้
“เขาไม่ได้เปลี่ยนแปลงเลย แม้จะเป็ผู้าุโสอง เขาก็ไม่ได้ใส่ใจแม้แต่น้อย”
“เหอะ คอยดูเถอะ ครั้งนี้แหละมันจะได้เห็นดี”
“หรือว่ามันโดนลงโทษบ่อยจนเสียสติไปแล้ว”
เสียงพูดคุยมากมายในหมู่รุ่นเยาว์ล้วนกล่าวถึงมู่เฉิน ส่วนใหญ่ต่างเอือมระอากับการกระทำของเขา
เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตอนนี้ไม่ได้ต่างจากที่ทุกคนคาดการณ์ไว้มากนัก ตลอดเวลาที่ผ่านมามู่เฉินล้วนเป็เช่นนี้ เขาใช้ชีวิตตามหลักการของเขาเอง นั่นจึงทำให้เขาถูกลงโทษจากตระกูลบ่อยครั้ง จนในหมู่รุ่นเยาว์มักล้อเลียนเขาว่า มู่เฉินผู้คลั่งไคล้ในทัณฑ์ทรมาน
“พวกเ้าจะพูดถึงข้าอีกนานมั้ย?” มู่เฉินพูดพร้อมกับมองกราดไปยังหมู่รุ่นเยาว์ที่จับกลุ่มคุยเื่เขา
“ดี ดีเยี่ยม มู่เฉิน!!! แม้กระทั่งวันปลุกิญญายุทธ์เ้ายังมาสาย เ้าคงไม่เห็นข้าในสายตาสินะ” มู่ฮวงปล่อยปราณระดับิญญาออกมาอย่างดุดัน เหล่ารุ่นเยาว์ต่างรู้สึกถึงแรงกดดันอย่างมากจนต้องเดินถอยหลังออกห่างโดยไม่รู้ตัว
มีเพียงมู่เฉินเพียงผู้เดียวที่ยังคงยืนปักหลักนิ่งกับที่โดยไม่ไหวติง แต่กระนั้นก็ยังปรากฏเม็ดเหงือขนาดใหญ่ผุดเต็มใบหน้าของเขา
“มู่ฮวง พอได้แล้ว ในเมื่อมาครบแล้วก็เริ่มพิธีเลยเถอะ อย่าให้เสียเวลาต่อไป” เสียงแหบพร่าดังแว่วมาจากชั้นสองของตึกด้านข้างลานพิธี
มู่เฉินมองตามเสียงไปก็พบกับชายชรานั่งนิ่งอยู่บนเก้าอี้ไม้โบราณ ชายผู้นี้คือ มู่เจี้ยน ผู้นำตระกูลมู่คนปัจจุบัน นอกจากมู่เจี้ยนแล้วยังมีชายวัยกลางคนอีกสามคนที่นั่งอยู่เก้าอี้ด้านข้าง
“ท่านผู้นำ...แต่ว่าเ้าเด็กนี่...” มู่ฮวงกล่าวทัดทาน
“พอได้แล้ว เ้าเป็ถึงผู้าุโ จะไปใส่ใจกับเื่เล็กน้อยของรุ่นเยาว์ทำไม” ก่อนที่มู่ฮวงจะกล่าวต่อ มู่เจี้ยนกล่าวตัดบทอย่างรำคาญ
“ขอรับท่านผู้นำ”
‘ครั้งนี้ข้าจะปล่อยเ้าไปก่อน รอจบพิธีก่อนเถอะ’ มู่ฮวงได้แต่พูดในใจก่อนจะปรับสีหน้าเป็ปกติ
“ก่อนที่จะเริ่มพิธีการปลุกิญญายุทธ์ ข้าจะอธิบายวิธีการทดสอบและรูปแบบิญญาเบื้องต้นให้พวกเ้ารู้ก่อน” มู่ฮวงเชิดหน้าขึ้นพร้อมกับอธิบายอย่างภาคภูมิ
การอธิบายกินเวลาประมาณหนึ่งก้านธูป* โดยรายละเอียดคร่าวๆ ของการอธิบายคือความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับการฝึกยุทธ์
(*1ก้านธูป = 15นาที)
เด็กทุกคนบนดินแดนชิวเทียนจะเกิดมาพร้อมกับิญญายุทธ์ที่หลับใหลอยู่ในจุดตันเถียนและเมื่อมีอายุ 14 - 16 ปี ซึ่งเป็่ที่ิญญายุทธ์มีความพร้อมที่จะตื่นขึ้น เด็กจะต้องเข้าพิธีการปลุกิญญายุทธ์
ิญญายุทธ์แบ่งเป็ 4 ขอบเขต แต่ละขอบเขตจะมีสีเอกลักษณ์คือ ปฐีสีดำ นภาสีแดง ์สีม่วงและขอบเขตเทวะที่เป็ตำนานจะมีสีทอง
นอกจากนี้แต่ละขอบเขตยังแบ่งเป็สามระดับตามสำนึก ระดับต่ำเป็ิญญาที่ไม่มีสำนึกเช่นิญญาอาวุธ ระดับกลางมีสำนึกแต่ไม่สามารถสื่อสารโดยตรงได้เช่นิญญายุทธ์สัตว์ ส่วนิญญายุทธ์ระดับสูงซึ่งหาได้ยากมากเป็ิญญายุทธ์ที่สามารถสื่อสารกับผู้ฝึกยุทธ์ได้เช่นิญญายุทธ์สัตว์อสูรระดับสูงและิญญายุทธ์ภูติเทพ
ระดับิญญายุทธ์จะเป็ตัวบ่งชี้พร์ นั่นเพราะการฝึกยุทธ์อาศัยพลังฟ้าดิน ซึ่งการจะดึงพลังฟ้าดินมาใช้นั้นสามารถทำได้เพียงวิธีเดียว นั่นคือการใช้ิญญายุทธ์ จึงกล่าวได้ว่าิญญายุทธ์ยิ่งแข็งแกร่งก็ยิ่งจะสามารถดึงพลังฟ้าดินได้รวดเร็ว ซึ่งทำให้เติบโตได้อย่างรวดเร็วเช่นกัน
“เอาล่ะ สิ่งที่พวกเ้าควรรู้ก็มีเพียงเท่านี้ เื่อื่นๆค่อยเรียนรู้หลังจากปลุกิญญายุทธ์สำเร็จแล้ว” มู่ฮวงพูดตัดจบการอธิบายอย่างรวบรัดแล้วเดินถออยกลับไปยืนด้านข้างศิลาฟ้าดินที่ตั้งอยู่ใจกลางของลานพิธี
ศิลาฟ้าดินมีที่มาค่อนข้างลึกลับ บ้างก็มีข่าวลือว่าเป็ชิ้นส่วนของอุกกาบาต บ้างก็ว่าเป็อาวุธิญญาชนิดหนึ่ง แต่ที่ทุกคนรู้แน่นอนก็คือศิลาฟ้าดินสามารถปลุกิญญายุทธ์ที่หลับใหลอยู่ภายในจุดตันเถียนได้
“มู่เสียน ในฐานะพี่ใหญ่ของรุ่นเยาว์ในปีนี้ เ้าเริ่มก่อน” มู่ฮวงเรียกเด็กคนหนึ่งมาทดสอบเป็คนแรกด้วยรอยยิ้ม
ทุกคนต่างรู้ดีว่ามู่ฮวงเป็คนสนิทของผู้าุโสูงสุดมู่หยาง ซึ่งเป็บิดาของมู่เสียน ด้วยความสนิทสนมกันดังนั้นจึงไม่แปลกแต่อย่างใดที่เขาจะเรียกมู่เสียนขึ้นมาทดสอบก่อนเป็คนแรกเพื่อเพิ่มความโดดเด่นให้ประทับใจผู้นำตระกูล
“ทราบแล้วขอรับ” มู่เสียนโค้งคำนับแล้วเดินขึ้นลานพิธีอย่างสง่างาม แววตาเต็มไปด้วยความมั่นใจ ทุกย่างก้าวล้วนหนักแน่นมั่นคง
“มู่หยาง บุตรชายเ้า ช่างน่าประทับใจ มีความหนักแน่น มั่นคง” มู่เจี้ยนเอ๋ยปากชมทันทีเมื่อเห็นมู่เสียนก้าวขึ้นบนลานพิธี
“ขอบคุณท่านผู้นำที่เมตตาต่อลูกชายข้า แต่เขายังคงต้องพัฒนาอีกมากมายนัก” แม้จะดีใจอย่างยิ่งที่บุตรชายได้รับคำชมจากผู้นำตระกูลแต่มู่หยางก็ปรับสีหน้าอย่างรวดเร็วพร้อมกับตอบด้วยความนอบน้อม
บนลานพิธี มู่เสียนเดินมาหยุดอยู่หน้าศิลาฟ้าดิน เขายกฝ่ามือขึ้นประกบกับผิวที่ราบรื่นของศิลาฟ้าดิน ทันใดนั้นพลังงานไร้รูปสายหนึ่งวิ่งผ่านร่างกายของเขาและดิ่งเข้าไปจุดตันเถียนอย่างรวดเร็ว
ปัง!!! เสียงะเิจากภายในจุดตันเถียน หลังจากนั้นมู่เสียนก็สามารถรับรู้ถึงการคงอยู่ของิญญายุทธ์ได้อย่างชัดเจนคล้ายกับว่ามีสิ่งที่เชื่อมระหว่างเขากับิญญายุทธ์
“จงออกมา ิญญายุทธ์ของข้า” มู่เสียนะโก้องพร้อมกับส่งความคิดไปยังิญญายุทธ์เพื่อปลดปล่อยมันออกมา
ครืน...ครืน......... เสียงแผ่นหินปูพื้นลานพิธีขยับเบียดกันดังชัดเจน แรงกดดันกระจายตัวออกมาจากร่างของมู่เสียนอย่างรุนแรง มู่ฮวงที่ยืนอยู่ด้านข้างถึงกับก้าวถอยหลังออกมาเล็กน้อย มู่เจี้ยนที่มองจากชั้นสองของตึกหลี่ตาลงด้วยความสงสัย
ตูม!!! เกิดแรงะเิจากร่างกายมู่เสียน ร่างเงาสีแดงขนาดหนึ่งจั้ง*พุ่งออกมาจากด้านหลังของเขา
(*1จั้ง = 2.54เมตร)
“นั่นมัน...นั่นมันิญญายุทธ์ กระบี่เพลิงสังหาร”
“นี่มันเื่จริงใช่มั้ย? ตระกูลเรามีอัจฉริยะในรอบร้อยปีกำเนิดขึ้นมาแล้ว”
“สมกับเป็บุตรชายของผู้าุโสูงสุด หลังจากนี้คงเหลือเพียงแค่เวลาเท่านั่น เื่การสืบทอดตำแหน่งผู้นำคงเป็เื่แน่นอนแล้วในเมื่อเขามีบุตรชายที่มีพร์ระดับนี้”
เสียงพูดคุยจากผู้าุโในตระกูลดังไม่หยุดั้แ่ิญญายุทธ์ของมู่เสียนปรากฏ นั่นเพราะิญญายุทธ์กระบี่เพลิงสังหารของเขาเป็ถึงิญญาระดับนภา ซึ่งถือเป็อัจฉริยะที่หาได้ยากยิ่งในอาณาจักรเบื้องล่างแห่งนี้
“ฮ่า ฮ่า ฮ่า ยอดเยี่ยม ยอดเยี่ยมมากมู่เสียน เอาล่ะคนต่อไป มู่หาน” มู่ฮวงหัวเราะพร้อมกับเรียกมู่หานให้ขึ้นมาปลุกิญญายุทธ์เป็คนถัดไป
เป็ไปตามที่ทุกคนคาดการณ์นอกจากมู่เสียนก็ไม่มีผู้ใดที่ปลุกได้ิญญาระดับนภาอีกเลย มีเพียงมู่หานกับมู่หลิงเอ๋อที่มีิญญายุทธ์ขอบเขตปฐีระดับสูง นอกจากนั้นทุกคนล้วนมีิญญายุทธ์ปฐีระดับกลาง
“คนสุดท้าย มู่เฉิน รีบๆขึ้นมาซะ อย่าทำให้ข้าต้องเสียเวลา” มู่ฮวงะโเรียกมู่เฉินด้วยสายตาเหยียดหยาม
‘เหอะ คอยดูิญญายุทธ์ของข้าดีๆละกันเ้าแก่ไร้สมอง’ มู่เฉินได้แต่บ่นพึมพำกับตัวเองอย่างหัวเสียเมื่อเขามองเห็นสายตาที่หยามเหยียดของมู่ฮวง
มู่เฉินเดินขึ้นบนลานพิธีด้วยใบหน้าเรียบเฉย เขาไม่แม้กระทั่งทำความเคารพมู่เฉินที่ยืนอยู่ข้างศิลาฟ้าดินด้วยซ้ำ ฝ่ามือของเขาวางประกบกับศิลาฟ้าดินด้วยความรวดเร็ว
หนึงลมหายใจ สองลมหายใจ สามลมหายใจ....สิบลมหายใจ ทุกอย่างยังคงเงียบ ไม่มีอันใดเกินขึ้น พลังงานจากศิลาฟ้าดินวิ่งข้าสู่ร่างกายของเขาหลายสิบครั้ง แต่เมื่อมันถึงจุดตันเถียนกลับเหมือนถูกกระแทกโดยมือที่มองไม่เห็น
‘เกิดอะไรขึ้น เหตุใดิญญายุทธ์ไม่ถูกกระตุ้นตื่นขึ้นมา’ คิ้วทั้งสองข้างของมู่เฉินขมวดเข้าหากันด้วยความสงสัย
“ฮ่า ฮ่า ฮ่า หรือว่าแกคือตำนานที่เล่าขานกัน ผู้ไร้พร์ที่ไม่มีแม้แต่ิญญายุทธ์” เสียงเย้ยหยันดังมาจากมู่เสียนที่ยืนกอดอกอยู่ด้านล้างลานพิธี
“มู่เฉิน ข้าล่ะสงสารเ้านัก แต่อย่าท้อใจไปเลยถึงไม่มีิญญายุทธ์เ้าก็ยังมีอนาคตในการเป็ชาวนาได้อยู่” มู่ฮวงประชดถากถางอย่างซึ่งหน้า
แววตาทุกคนที่อยู่รอบด้านต่างแสดงถึงความเย้ยหยันอย่างที่สุด มีเพียงสามคนเท่านั้นที่แตกต่างคือพี่น้องมู่หานกับมู่หลิงเอ๋อที่ใและแสดงสีหน้าเห็นใจอย่างแท้จริง ส่วนอีกคนหนึ่งคือผู้นำตระกูลที่มีสีหน้าแห่งความสงสัยในผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น
มู่เฉินยืนนิ่งอยู่หน้าศิลา แววตาของเขาเต็มไปด้วยความเศร้าหมอง ความฝันที่จะกลายเป็ยอดยุทธ์พลันสลายไปในบัดดล
“พี่มู่เฉิน ศิลาอาจจะผิดพลาด ท่านลองอีกครั้งเถอะ” หลิงเอ๋อพูดด้วยความเห็นใจ ขณะที่น้ำตาของนางเอ่อท่วมดวงตาทั้งสองข้าง
“ศิลาฟ้าดินผิดพลาดงั้นรึ? อย่าพูดให้ข้าขำหน่อยเลย คนไร้พร์ก็คือคนไร้พร์วันยันค่ำ” มู่เสียนพูดแทรกอย่างขัดใจ
มู่เสียนสนใจในตัวมู่หลิงเอ๋อมาตลอด แต่นางกลับไม่สนใจเขาแม้แต่น้อย สายตาของนางยังคงจับจ้องเพียงแค่มู่เฉินคนเดียว จนถึงตอนนี้ที่มู่เฉินไร้พร์นางยังคงไม่เหลือบแลเขา แล้วจะไม่ให้เขาโกรธได้อย่างไร?
“มู่เสียน เ้าหุบปากไปเถอะ อย่าคิดว่ามีิญญายุทธ์นภาแล้วจะพูดเช่นไรก็ได้” มู่หานะโด้วยอารมณ์โมโห มู่เสียนเปรียบดั่งน้องชายแท้ๆของเขา เขาจะไม่ยอมให้ใครหน้าใหนมาข่มเหงได้
“พี่หาน น้องหลิงเอ๋อ ไม่เป็ไร ใครอยากจะพูดอะไรก็ให้เขาพูด ข้าจะกลับที่พักก่อน แล้วเจอกัน” มู่เฉินพูดจบก็หันหลังกลับแล้วเดินจากไปด้วยท่าทีเหม่อลอย
ทุกคนตกอยู่ในความเงียบ บรรยากาศรอบด้านช่างน่าแปลกประหลาดนัก ลมที่พัดอยู่กลับหยุดนิ่ง เสียงร้องของสัตว์ที่ดังไม่ขาดหูต่างขาดหายไปชั่วขณะ แต่แล้วชั่วสิบลมหายใจต่อมากลับเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างกระทันหัน ลมพายุตั้งเค้ารุนแรง เสียงร้องของสัตว์อสูรที่หุบเขาต่างคำรามเกรี้ยวกราด
‘ช่างแปลกประหลาดนัก’ ผู้นำตระกูลคิดอยู่ในใจด้วยความสงสัย แต่ก็เพียงชั่วคราวเท่านั้น เขาลุกจากเก้าอี้มองไปทางรุ่นเยาว์ในตระกูลแล้วสายตาเค้ามาจบอยู่ที่ร่างของมู่เสียนผู้มีพร์สูงสุดของรุ่นเยาว์ในปีนี้
“การปลุกิญญาเสร็จสิ้นแล้ว แสดงความยินดีกับมู่เสียนที่สามารถปลุกิญญานภาขึ้นมาได้ อนาคตของตระกูลในภายภาคหน้าคงต้องให้เ้าช่วยเหลือแล้ว”
“ข้าจะไม่ทำให้ท่านผู้นำผิดหวังขอรับ” มู่เสียนยิ้มรับอย่างหยิ่งผยอง มู่หยางพ่อของเขาเองก็พลอยยิ้มจนหุบไม่ลงเช่นกัน
“เอาล่ะ สำหรับรางวัล ผู้ที่มีิญญายุทธ์ปฐีระดับกลางจะได้ ยาิญญาเดือนละสองเม็ด ผู้ที่มีิญญายุทธ์ปฐีระดับสูงจะได้ยาิญญาเดือนละห้าเม็ดและมู่เสียนเ้าจะได้ยาิญญาเดือนละสิบเม็ดพร้อมกับได้เป็ศิษย์ของข้า เ้าเห็นว่าอย่างไร?”
ทุกคนต่างมองมู่เสียนด้วยความอิจฉา การได้รับยาิญญาเดือนละสิบเม็ดจะทำให้พัฒนาได้อย่างรวดเร็วอีกทั้งยังได้เป็ศิษย์ของผู้นำตระกูลซึ่งเป็รางวัลที่เหนือกว่ายาใดๆ
“ขอบคุณในความเมตตาของท่านผู้นำ ศิษย์จะพยามอย่างเต็มที่ไม่ให้อาจาย์ผิดหวัง” มู่เสียนคุกเข่าลงคำนับสามครั้งอย่างตื้นตัน
“ศิษย์พี่มู่เสียนช่างโชคดียิ่งนัก”
“เ้าพูดอะไร นั่นมันิญญายุทธ์นภาเชียวนะ รับรองว่าอนาคตศิษย์พี่มู่เสียนต้องเป็ผู้ยิ่งใหญ่อย่างแน่นอน”
บรรดารุ่นเยาว์ต่างมองมู่เสียนด้วยสายตาชื่นชมปนยกย่อง ช่างแตกต่างกับมู่หานกับมู่หลิงเอ๋อที่ไม่สนใจแม้แต่น้อย ทั้งสองยังคงมองมู่เฉินที่เดินลับหายไป