ราชันเทพอัคคี [แปลจบแล้ว]

    เล่มที่ 5 บทที่ 146 ท่านแม่สุดแกร่ง

            หลินหยางลุกขึ้นยืนเพื่อจะไปส่งแขกก่อนจะจากกันไปเขายังได้เน้นย้ำอีกเรื่องอย่างชัดเจนด้วยว่า “ส่วนเรื่องการแต่งงานน่ะข้าจะมองมันเป็นแค่เรื่องล้อเล่นก็แล้วกัน หลังจากนี้ก็ไม่ต้องไปพูดถึงมันอีก”

            “โถ่...” เซียวเซียงถอนหายใจออกมาดูนางจะแอบ “น้อยใจ” อยู่บ้างหลังจากนั้นนางก็พยักหน้ารับอย่าง “เข้าใจ” แล้วกล่าวขึ้นว่า “คุณชายหลินท่านปฏิเสธเซียวเซียงซ้ำไปซ้ำมาแบบนี้ท่านไม่กลัวว่าเซียวเซียงจะเสียใจขึ้นมาจริงๆ บ้างหรือ?”

            หลินหยางใช้ความเงียบตอบคำถามซึ่งก็เป็นคำตอบที่ชัดเจนดีที่สุดแล้ว

            “เอาอย่างนั้นก็ได้!!” ดวงตาอันงดงามของเซียวเซียงงอโค้งเป็นรูปจันทร์เสี้ยวอีกครั้ง นางเดินไปที่ประตูพร้อมกับยิ้มขึ้นแล้วกล่าวว่า “คุณชายหลินไม่สิ หลินหยาง เจ้ารู้ไหมว่า เจ้าเป็นผู้ชายคนแรกที่ปฏิเสธข้า... ได้อย่างนั้นเจ้าระวังตัวไว้ให้ดีเถอะ!! บางทีข้าอาจจะทำให้เจ้าตกหลุมรักข้าขึ้นมาจริงๆก็ได้นะ”

            ตึง

            ประตูใหญ่ของตำหนักเย็นถูกเซียวเซียงปิดลงเบาๆ

            หลินหยางค่อยๆ ถอนหายใจออกมาคำหนึ่ง

            ถ้าหากต้องเลือกคำๆ หนึ่งขึ้นมาอธิบายถึงเซียวเซียงผู้นี้แล้วก็คงต้องใช้คำว่า เจ้าเล่ห์น่าจะเหมาะที่สุด เป็นคนที่น่าจะรับมือยากกว่าจีหยูยี่อยู่หลายส่วนเลยทีเดียว

            หลินหยางย่อมไม่มีทางเชื่อว่าหญิงสาวที่มีความคิดอ่านฉลาดเป็นกรดอย่างนางจะมาหลงชอบเขาได้เพียงแต่ว่าเส้นทางหลังจากนี้คงยังต้องไปข้องเกี่ยวกับนางอีกหลายครั้งแน่ๆ...

            เพียงแต่ว่าตอนนี้ยังไม่ใช่เวลาที่จะมาพูดเรื่องนั้น

            หลังจากเห็นองค์หญิงเซียวเซียงจากไปไกลแล้วหลินหยางก็ออกจากตำหนักเย็นไปหาหลินเฮ่ายวนที่ห้องพักผ่อนของเขา

            เขามีเรื่องที่ยังสงสัยอยู่อีกหลายเรื่องซึ่งยังไม่ได้รับคำตอบเขาจำเป็นต้องไปถามจากหลินเฮ่ายวนให้รู้เรื่อง

            ..................................

            หลินหยางเข้าไปในห้องพักผ่อนของหลินเฮ่ายวน

            พ่อผู้เป็นจักรพรรดิของเขานั้นกำลังอ่านเอกสารทางราชการด้วยท่าทางจริงจังในแบบที่ไม่ค่อยจะได้เห็นสักเท่าไร

            หลินเฮ่ายวนถามขึ้นทันทีโดยไม่แม้แต่จะเงยหน้าขึ้นมาว่า

            “คุยจบแล้ว?”

            หลินหยางมองไปทางหลินเฮ่ายวนจากนั้นก็ยิงคำถามตรงประเด็นออกไปทันที “สิบห้าปีก่อน ผู้ที่กอบกู้แผ่นดินชี่อู่คือท่านแม่ใช่หรือเปล่า?”

            มุมปากของหลินเฮ่ายวนยกขึ้นเหมือนว่าจะคิดเรื่องน่าสนใจบางอย่างขึ้นมาได้

            เขาวางปากกาลงแล้วเงยหน้าขึ้นมามองหลินหยาง “ไม่อย่างนั้นจะเป็นใครได้อีกล่ะ? แม่ของเจ้าน่ะ... เหอะ ความเก่งกาจนั่นมันไม่ใช่ระดับทั่วๆ ไปแล้ว!!”

            หลินหยางสูดหายใจเข้าไปคำหนึ่ง แล้วถามตรงประเด็นทันที

            “เก่งแค่ไหน?”

            สิ่งที่หลินหยางอยากรู้มากที่สุดนั้นเกี่ยวข้องกับขอบเขตระดับพลังที่แท้จริงของเซี่ยอวี่เวยแม่ของเขา

            หากว่าสงคราม “นวเทวาทลายสวรรค์”ที่ว่านี้มันเป็นแค่การอาละวาดของพวกยอดฝีมือระดับโพ่ไห่เท่านั้นละก็หลินหยางก็มีความมั่นใจว่าจะสามารถออกไปตามหาแม่ของเขาได้แล้ว

            แต่ถ้าการต่อสู้ครั้งนั้นมันอยู่ในระดับที่สูงกว่าโพ่ไห่ละก็อย่างนั้นหลินหยางยังจำเป็นต้องเก็บเกี่ยวประสบการณ์เพิ่มพูนพลังความสามารถให้มากขึ้นกว่านี้อีกหลายเท่าเลยทีเดียว

            “ฮ่ะฮ่ะ” หลินเฮ่ายวนหัวเราะขึ้นอย่างชอบใจ“หยางเอ๋อร์ เจ้านี่ถามตรงเข้าประเด็นสำคัญได้ทุกครั้งเลยนะถึงแม้ว่าเจ้าจะเพิ่งได้รับชัยชนะครั้งใหญ่มาไม่นานแต่เจ้าก็ดูจะไม่ได้ลำพองใจกับพลังของตัวเองเลยแม้แต่น้อยข้อนี้ของเจ้านับว่ายอดมาก”

            หลินหยางเงียบตอบ ความหมายก็คือไม่จำเป็นต้องมาชม

            หลินเฮ่ายวนค่อยๆ หุบรอยยิ้มกลับไปสีหน้าเริ่มเปลี่ยนเป็นเคร่งขรึม “แต่ว่าผลงานที่เจ้าแสดงให้เห็นในวันนี้ทำให้ข้าทึ่งได้มากจริงๆถึงกับสามารถฝึกฝนพลังจิตขึ้นมาได้ด้วยซึ่งมันช่วยเบาแรงให้ข้าได้ไม่น้อยเลยเหมือนกัน... ส่วนเรื่องความจริงของการต่อสู้เมื่อสิบห้าปีก่อนเรื่องแม่ของเจ้าที่สรุปแล้วมีพลังแข็งแกร่งมากขนาดไหนกันแน่นั้น ข้าพาเจ้าไปดูด้วยตัวเองเดี๋ยวก็รู้”

            ไปดูด้วยตัวเอง?

            หลินหยางคาดไม่ถึงเลยว่าหลินเฮ่ายวนจะให้คำตอบแบบนี้กลับมา

            ขณะเดียวกันนั้นเอง ต้วนเทียนหยาที่อยู่ใกล้ๆ ก็ค่อยๆ เดินออกมายืนอยู่ด้านหลังของประตูห้องในร่างกายพลันเร่งพลังฟ้าดินสายหนึ่งออกมาสร้างเป็นม่านพลังป้องกันเพื่อผนึกห้องพักผ่อนแห่งนี้เอาไว้

            หลินเฮ่ายวนเดินมายืนอยู่ข้างกายของหลินหยางจากนั้นก็เลิกคิ้วขึ้นแล้วถามว่า “เตรียมพร้อมแล้วหรือยัง?”

            “อืม”

            หลินหยางไม่รู้ว่าอีกฝ่ายจะทำอะไร แต่ก็ตอบรับไว้ด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม

            “ดี ทำตัวให้ผ่อนคลาย ข้าจะเข้าไปในโลกแห่งจิตสำนึกของเจ้า”ระหว่างที่พูดอยู่หลินเฮ่ายวนก็ให้หลินหยางนั่งลงไปบนเก้าอี้ตัวหนึ่งจากนั้นก็วางมือข้างหนึ่งของเขาลงบนหัวของหลินหยางพลังงานสุดพิศวงก้อนหนึ่งได้เคลื่อนที่เข้าไปในร่างกายของหลินหยางทันที

            “โห!!!! นี่เจ้ามีของดีแบบนี้อยู่ด้วยรึนี่!!!!”

            หลินเฮ่ายวนได้ปรากฏขึ้นในโลกแห่งจิตสำนึกของหลินหยางและได้คืนสภาพกลับเป็นพวกตาลุงขึ้เล่นเหมือนเดิม

            เขาจ้องมองไปวิญญาณดาบกิเลนแดงและตำราลับเล่มสีทองอย่าง “ตำราฝึกเทพ”ที่เก็บซ่อนอยู่ในโลกแห่งจิตสำนึกของหลินหยาง สองตาเป็นประกาย ดูเหมือนว่าเขาจะลืมจุดประสงค์ที่เข้ามาในนี้ไปอย่างหมดจดแล้ว

            หลินหยางหัวเสียขึ้นมาทันที “ทำหน้าที่ด้วย ขอบคุณ”

            “โถ่... ไอ้ลูกชายทำไมเจ้าถึงไม่ได้รับสืบทอดอารมณ์ขันของพ่อเจ้าไปบ้างเลยนะ... ตอนแม่เจ้าอยู่กับข้านะนางถูกข้าหยอกเล่นทั้งวันจนมีความสุขสุดๆ ไปเลยนะ!!”

            หลินหยางทำหน้าเหยเก แอบคิดในใจว่า ‘แน่ใจนะว่าท่านแม่ไม่ได้มีความสุขเพราะหวดท่านไปเต็มป้าบน่ะ?’

            ในที่สุดหลินเฮ่ายวนก็กลับมาจริงจังเหมือนเดิมเริ่มปลดปล่อยพลังที่แท้จริงของเขาออกมาภายในจิตสำนึกของหลินหยาง

            หลังจากเหตุการณ์การก่อกบฐของหลินไป๋ชวนเมื่อครั้งก่อนนั้นหลินหยางก็เชื่อมาตลอดว่าเสด็จพ่อของตัวเองจะต้องไม่ใช่คนธรรมดาอย่างแน่นอนเพียงแต่ต้องแอบซ่อนพลังของตัวเองเอาไว้ด้วยเหตุผลบางอย่างมาวันนี้ข้อสันนิษฐานนั่นก็ได้รับการพิสูจน์แล้วว่าเป็นจริง

            พลังจิตที่หลินเฮ่ายวนปลดปล่อยออกมานั้นมีปริมาณมหาศาลมากจนไม่อาจจะจินตนาการได้เหนือกว่าของหลินหยางที่ฝึกฝนมาครึ่งปีหลายเท่านัก

            โลกที่ดูสมจริงจนแยกแทบไม่ออกได้ปรากฏขึ้นตรงหน้าของหลินหยาง

            ที่นี่คือ...

            หลินหยางพบว่าตัวเองกำลังลอยละล่องอยู่บนท้องฟ้าอันกว้างใหญ่ผืนหนึ่งพอมองออกไปก็เห็นเป็นดินแดนอันแห้งแล้งและรกร้าง ค่อนข้างจะว่างเปล่าน่าเบื่อเป็นอย่างมาก

            สิ่งที่ดูผิดแปลกไปก็คือแสงสว่างที่ส่องลงมาบนโลกนี้มันเป็นแสงที่มีสีน้ำเงินอ่อนๆราวกับว่าแสงเหล่านี้ได้ถูกส่องผ่านกระจกสีน้ำเงินลงมาทำให้บรรยากาศในที่แห่งนี้ดูวังเวงพิกล

            “หยางเอ๋อร์ เงยหน้า ดูข้างบน!!”

            อะไร?

            หลินหยางที่ได้ยินเสียงของหลินเฮ่ายวนแล้วก็เงยหน้าขึ้นไปตามที่บอกก็มองเห็นว่าบนท้องฟ้าสูงนั้นมีลูกบอลแสงขนาดมหึมาสีน้ำเงินกำลังลอยอยู่ลูกหนึ่งพร้อมกับส่องแสงลงมาที่ผืนพสุธา

            “เข้าไปดูใกล้ๆ แบบละเอียดๆ สิแล้วเจ้าจะสามารถสัมผัสได้ถึงพลังของอวี่เวยเมื่อตอนนั้นแล้ว”

            หลินเฮ่ายวนคอยชี้นำหลินหยางให้บินขึ้นไปบนฟ้าสูงเพราะที่นี่คือโลกแห่งจินตนาการของหลินเฮ่ายวนดังนั้นหลินหยางจึงสามารถขยับเคลื่อนที่ไปมาได้อย่างอิสระเสรี

            และเมื่อหลินหยางได้เข้าไปใกล้ดวงอาทิตย์สีน้ำเงินมากขึ้นเรื่อยๆสีหน้าของเขาที่ตอนเรกดูเต็มเปี่ยมไปด้วยความสงสัยนั้นก็ค่อยๆ เคร่งขรึมมากขึ้นเรื่อยๆจนในท้ายที่สุดเขาก็ได้แสดงอาการตื่นตระหนกสุดขีดออกมาแบบบที่ไม่สามารถควบคุมตัวเองได้

            ดวงอาทิตย์ลูกนั้น... มันคือสิ่งนั้นเองรึ?

            หลินหยางแทบไม่อยากเชื่อสายตาตัวเองเลยว่า ต้นกำเนิดของแสงที่มีพลังงานอันมหาศาลที่สามารถส่องสว่างไปทั่วทั้งโลกนี้ได้แท้จริงแล้วมันกลับเป็นเพียงแค่หยดเลือดเม็ดเล็กๆ หยดหนึ่งเท่านั้น

            นี่มันน่าเหลือเชื่อมาก

            เลือดหยดนั้นเปล่งประกายแวววับดุจอัญมณีตัวเลือดนั้นมีสีน้ำเงินอมเขียวอ่อนๆ อยู่แล้ว ทำให้แสงสว่างที่ส่องออกไปจึงเป็นแสงสีน้ำเงิน

            หลินหยางจินตนาการไม่ออกเลยว่าในหยดเลือดนั่นมีพลังงานที่น่ากลัวแบบไหนถูกกักเก็บเอาไว้อยู่เพราะว่าที่นี่เป็นโลกในจินตนาการของหลินเฮ่ายวนเขาจึงยังไม่เป็นอะไรแต่ถ้าอยู่ในโลกแห่งความจริงละก็ เกรงว่าตัวเขาคงโดนพลังงานนั่นแผดเผาจนลุกไหม้เป็นตอตะโกไปแล้ว

            และเมื่อหลินหยางเข้าไปใกล้มากขึ้นไปอีกไม่นานเขาก็พบกับความจริงที่น่าตกตะลึงยิ่งกว่าเดิม

            ภายในหยดเลือดนั้นยังได้ยิงลำแสงวิเศษยาวๆ ออกมาอีกเก้าสายแต่ละสายล้วนพุ่งตรงไปคนละทิศทาง

            หลินหยางพลันขยับตัวอย่างรวดเร็ว บินตามลำแสงสายหนึ่งออกไปไกลลิบหลังจากนั้นครู่หนึ่งเขาก็ได้พบกับเขตแดนที่ถูกผนึกด้วยม่านพลังป้องกันทรงครึ่งวงกลม

            ม่านพลังป้องกันนี้ มีขนาดใหญ่โตประมาณหลักพันเมตรได้พอมองจากบนฟ้าแล้ว มันก็เหมือนกับเป็นเมืองยักษ์ที่ขนาดกว้างใหญ่แห่งหนึ่งตั้งอยู่บนผืนแผ่นดินก็ไม่ปาน

            ความแข็งเกร่งของม่านพลังป้องกันนี้ ถ้าเอาไปเปรียบเทียบกับสุสานที่อยู่ในทะเลสาบเมฆาอัสนีแล้วอันนี้แข็งแกร่งมากกว่ากันหลายท่าตัวเลยทีเดียวแม้ว่าสุสานบนเกาะนั่นจะเป็นแค่ของลวงตาที่ถูกธรรมชาติทำร้ายจนเกิดความเสียหายไปตามกาลเวลาแล้วก็ตามแต่หลินหยางก็สามารถสรุปได้อย่างเต็มปากว่า ด้วยระดับพลังของเขาในตอนนี้ไม่มีทางสามารถทำลายม่านพลังป้องกันระดับนี้ได้เลย

            “เข้าไปใกล้ๆ สิไปสัมผัสถึงสิ่งที่อยู่ข้างในม่านพลังป้องกัน”

            หลินเฮ่ายวนส่งเสียงดังขึ้นอีกครั้ง

            หลินหยางขยับเข้าไปใกล้ม่านพลังนั่น

            เมื่อมาถึงบริเวณที่มีระยะห่างราวพันเมตรโดยประมาณแล้วหลินหยางก็รู้สึกขึ้นมาแล้วว่าตรงหน้าเขาราวกับมีทะเลเลือดไหลทะลักออกมากลิ่นคาวเลือดคละคลุ้ง คลื่นเลือดอันไร้ก้นบึ้งได้สาดซัดเข้ามาทางเขาอย่างไร้ความปรานีแรงกดดันวิญญาณอันน่าอึดอัดจนน่ากลัวทำให้เขารู้สึกว่าแค่จะหายใจยังทำได้ลำบาก

            นี่ขนาดยังอยู่ห่างตั้งพันเมตรนะ!!

            ตัวตนที่อยู่ในม่านพลังป้องกันนั่นเองก็น่ากลัวจนชวนให้ผู้คนตัวสั่นไม่แพ้กันหลินหยางไม่สามารถมองเห็นได้ว่าข้างในม่านพลังป้องกันนั่นมีอะไรอยู่กันแน่แต่เขารู้ว่า ตัวเขาเองนั้นไม่สามารถเปิดม่านพลังป้องกันนี้ได้เลย และยังไม่สามารถต้านทานแรงกดดันวิญญาณอันแข็งกร้าวที่แผ่ออกมาจากด้านในนั่นได้ด้วย

            พอมาถึงตรงนี้แล้วหลินหยางก็เงยหน้าขึ้นอีกครั้งพร้อมกับเกิดอาการตกตะลึงขึ้น

            ตัวตนที่อยู่ในม่านพลังป้องกันนั่นมันแข็งแกร่งมากจนน่าพรั่นพรึงอยู่แล้วแต่กลับถูกสะกดเอาไว้ด้วยเลือดหยดเล็กๆ สีน้ำเงินแค่หนึ่งหยดที่ลอยอยู่บนฟ้านั่น

            มันทำให้หลินหยางอดไม่ได้ที่จะนึกถึงเรื่องเล่าของขอบเขตระดับพลังหนึ่งในตำนาน

            ระดับนักปราชญ์!!!!

            จากความรู้ที่ได้มาจากความทรงจำของจักรพรรดิฟ้าหลี่หั่วนั้นนักปราชญ์ น่าจะเป็นจุดสูงสุดของวิถียุทธ์แล้ว

            มันเป็นตัวตนระดับสูงที่สุดที่อยู่เหนือกว่าโพ่ไห่ ฮว่าสิงและเหออีขึ้นไปอีก

            ตำนานเล่าว่า เลือดของนักปราชญ์หนึ่งหยดสามารถทำลายล้างทุกสรรพสิ่งในโลกหล้าได้

            ก่อนหน้านี้หลินหยางไม่สามารถทำความเข้าใจขอบเขตระดับนั้นได้แต่ตอนนี้มีโอกาสได้เห็นด้วยตาตัวเองแล้ว ถึงรู้ว่ามันแข็งแกร่งทรงพลังอย่างมากถึงเพียงไหน

            ตัวเขาเมื่ออยู่ต่อหน้าแค่หยดเลือดนี้แล้วก็รู้สึกว่าตัวเองดูต้อยต่ำยิ่งกว่ามดปลวกเสียอีกยังไม่ต้องไปเปรียบเทียบกับระดับนักปราชญ์ของจริงเลยด้วยซ้ำระยะห่างมันมากเกินกว่าจะคิดคำนวณได้

            “ทีนี้ เจ้าคงรู้ระดับพลังของอวี่เวยเมื่อตอนนั้นแล้วใช่ไหม?”

            เงาร่างของหลินเฮ่ายวนค่อยๆ ปรากฏขึ้นในสายตาของหลินหยางสิ่งต่างๆ ที่อยู่ล้อมรอบค่อยๆ สลายหายไปราวกับฟองสบู่สิ่งที่ได้เห็นทั้งหมดนั้นดูเป็นเรื่องเหนือจินตนาการราวกับเป็นเพียงแค่ความฝันหนึ่งฉากเท่านั้นแต่มันคือความจริงแท้ที่ไม่มีทางสามารถปฏิเสธได้เลย