ซุนต้าหลงได้ขอกำลังทหารจากอำเภอฉือเพิ่มเนื่องจากคนของเขาได้รับาเ็หลายคน ที่ล้มตายก็นับสิบกว่าคนก่อนหน้าเขาได้ให้หมอประจำอำเภอ มารักษาเหล่าทหารคุ้มกันแล้วแต่บางคนไม่สามารถเดินทางต่อได้อีกหลายวัน เขาจำต้องให้หมอรักษานักโทษที่าเ็จากการต่อสู้กับโจรป่าด้วย ไม่เช่นนั้นคนพวกนี้คงได้ตายกลางทางเสียก่อน
หากตายเพราะเหตุสุดวิสัยคงไม่เป็ไรแต่เกิดตายเพราะเขาเพิกเฉยไม่รักษาอาการาเ็เกรงว่าเื่จะปิดบังเบื้องบนเอาไว้ไม่ได้แต่ก็ยังมีนักโทษนับสิบคนที่าเ็หนัก เดินทางไกลต่อจากนี้ค่อนข้างอันตรายจึงเพิ่มรถม้าไร้หลังคาสามคันให้คนเ่าั้ได้นั่งไป
ขบวนนักโทษออกเดินทางกันอีกครั้งคราวนี้ไม่ได้เกิดเหตุร้ายอันใดขึ้น อีกทั้งคนตระกูลหยางไม่จำเป็ต้องล่ามโซ่ตรวนอีกต่อไปในแต่ละวันพวกเขาเดินทางถึงจุดหมายโดยไร้อุปสรรคใด ทว่าหลังผ่านไปสองวันคนาเ็หนักไม่ได้รับการรักษาอย่างต่อเนื่อง เริ่มมีอาการไม่สู้ดีซุนต้าหลงกลับไม่ยอมให้หมอที่ติดตามเขา มาดูอาการให้คนป่วย
คนเจ็บหนักนั้นมีทั้งคนตระกูลหลินและตระกูลหยางญาติของพวกเขาต่างไปคุกเข่าขอร้องซุนต้าหลง แต่เขากลับทำเพียงสะบัดแขนเสื้อใส่แล้วให้ทหารคุ้มกันไล่ออกไปให้พ้นสายตา หลินซือเยว่ทนเห็นคนตายต่อหน้าไม่ได้นางให้เผิงฉือหยิบกระเป๋ายากับอุปกรณ์การรักษาไปกับนาง
“คุณหนูรองได้โปรดช่วยลูกชายของข้าด้วย”บ่าวหญิงชราที่อยู่รับใช้คนบ้านใหญ่ ถึงกับคุกเข่าขอร้องหลินซือเยว่
“คุณหนูหลินช่วยน้องชายข้าด้วย”บุรุษผู้นี้คำนับให้นาง เขาเป็ทหารของตระกูลหยาง จากนั้นคนอื่น ๆก็เข้ามาขอร้องนาง จนเสียงดังกลบกันไปหมด
หลินซือเยว่ปรายตามองพวกเขาแต่ละคนหากช่วยแค่คนดีคงไม่จบไม่สิ้น ช่วยก็ต้องช่วยทั้งหมดใครจะดีเลวก็ปล่อยให้เป็เื่ของโชคชะตาก็แล้วกัน “ลุกขึ้นเถอะข้าจะดูอาการให้พวกเขาเอง แต่ข้าไม่รับปากว่าจะช่วยได้มากน้อยเพียงใด”นางเอ่ยเพียงเท่านั้นก็เดินไปดูบริเวณที่คนเจ็บพักอยู่
นางหายเข้าไปในนั้นราวสองเค่อก่อนกลับออกมาพร้อมกระดาษยื่นให้เผิงฉือ นำไปให้จี๋ไห่ มีหรือจี๋ไห่จะกล้าปฏิเสธเพราะหลินซือเยว่นอกจากจะมอบเงินซื้อยารักษาแล้วหนนี้นางยังมอบเงินให้เขาอีกด้วยยี่สิบตำลึง นี่ไม่ใช่เงินน้อย ๆ เลยไม่รับก็โง่แล้ว ตอนที่เอายากลับเขาก็ลักลอบเข้ามาอย่างเงียบ ๆ
หลินซือเยว่บอกให้ญาติของผู้ป่วยช่วยกันต้มยาสมุนไพรเหล่านี้ และแจกจ่ายให้ทุกคนได้ดื่มจากนั้นก็สอนวิธีการทำแผลให้พวกเขา พร้อมกับมอบยากับผ้าพันแผลไว้ให้กำชับให้เปลี่ยนผ้าใส่ยาทุกวัน พร้อมกับกินยาต้มจนกว่าอาการจะหายดีนางคำนวณเื่ยาได้มามากพอ แม้ไม่ได้ดีขึ้นในทันตาแต่ไม่เลวร้ายลงไปกว่าเดิมแน่
“พวกท่านจงทำเงียบ ๆ อย่าส่งเสียงดังเป็ไปได้ก็ต้มยาล้างแผลยามฟ้ายังไม่สว่าง เข้าใจหรือไม่”คำกำชับนี้ค่อนข้างเคร่งเครียดและจริงจังเหล่าญาติคนเจ็บทั้งหลายรีบผงกศีรษะรับทราบ
แน่นอนว่าต่อให้พวกเขาทำเงียบ ๆก็ไม่ได้รอดพ้นสายตาของคนในตระกูลไปได้พวกเขาต่างสรรเสริญหลินซือเยว่ว่านางมีคุณธรรมช่วยเหลือผู้อื่นบางคนก็ว่ารถม้าของนางคงขนหยูกยาและเครื่องมือการรักษามาเยอะถึงได้สามารถแจกจ่ายยาให้คนเจ็บทั้งหมดนี้ได้
“ข้าว่านางไม่เห็นหัวข้ากับเ้าแล้วล่ะเ้าใหญ่ให้ไปเรียกเ้ารองกับเมียมาหาข้าเดี๋ยวนี้ !”ฮูหยินเฒ่าโกรธจนไม่รู้จะระบายออกอย่างไร หลานสาวบ้านรองของตนไม่เคยไยดีตัวเองไม่มาทักถามความเป็อยู่ กลับหน้าใหญ่ใจโตไปรักษาคนเจ็บพวกนั้น
“ท่านแม่เยว่เอ๋อร์ก็แค่รักษาคนเจ็บไปตามอาการข้าว่าเื่นี้ไม่ได้เลวร้ายอันใดอีกอย่างคนตระกูลหลินก็ได้รับความช่วยเหลือจากนางเหมือนกันนางไม่ได้แยกแยะเสียหน่อย”
“แต่นางแบ่งปันของสำคัญให้คนนอก!” ความเห็นแก่ตัวของฮูหยินเฒ่านั้น ดูจะยิ่งชัดเจนขึ้นเรื่อย ๆหลินเฉินหันไปมองหน้าบุตรชายของตนเองเล็กน้อย
“ท่านย่าเยว่เอ๋อร์อยู่อารามเต๋ามาสิบปีไม่มีใครอบรมสั่งสอนนาง ท่านย่าก็อย่าถือสานางเลยขอรับตอนนี้เรากำลังอยู่ใน่เนรเทศ หากท่านเรียกท่านอารองมาสั่งสอนเื่นี้คนอื่นจะหาว่าพวกเราไม่รู้จักสำเหนียกตนเองนะขอรับ”หลินจางเหว่ยได้รับสายตาขอร้องจากบิดา เขาจึงต้องเค้นหาเหตุผลขึ้นมาอ้าง
ยามนี้ท่านย่าของเขายังจะหาเื่เด็กรุ่นหลานอีกนี่ไม่ใช่ต่างคนต่างอยู่หรอกหรือ หลินจางเหว่ยไม่เหมือนมารดากับน้องสาวเขาค่อนข้างมองภาพรวม ได้ดีกว่าเหล่าสตรีเรือนหลัง
“พี่ใหญ่เหตุใดต้องเข้าข้างคนอื่นด้วย”หลินจื่อรั่วรู้สึกไม่พอใจแม้แต่น้อย
“จื่อรั่วหากเ้าไม่รู้จักสงบเสงี่ยมจะใช้ชีวิตที่ชายแดนได้อย่างไร เ้ารู้หรือไม่ว่าสตรีที่ถูกเนรเทศไปชายแดนต้องทำอะไรบ้าง” หลินจางเหว่ยขึงตามองน้องสาวที่ยังไม่รู้ว่าชะตากรรมของตัวเองเมื่อถึงชายแดน
“พี่ใหญ่ !”
“พอเถอะนี่มันยามใดแล้วทำไมถึงไม่สามัคคีกัน”หลินเฉินรู้จักนิสัยใจคอของบุตรชายบุตรสาวของตนเองดี คนหนึ่งฉลาดสุขุมรอบคอบอีกคนยังไร้เดียงสาแต่ดื้อรั้นเป็ที่หนึ่ง ตอนแรกคิดว่าพอออกเรือนไปแล้วคงทำให้หลินจื่อรั่วกลายเป็ผู้ใหญ่ขึ้นได้ แต่ใครจะคิดว่าเคราะห์ร้ายมาเยือนกะทันหัน
สองพี่น้องต่างหันหน้าหนีกันไปคนละทางกระทั่งฮูหยินเฒ่าก็สงบปากในทันใด
สถานการณ์กลับมาเป็ปกติหิมะตกน้อยลงแต่ยังมีอยู่ระหว่างการเดินทาง หลินซือเยว่ไม่กินอาหารจากทางการแล้วนางให้เผิงฉือนำอาหารที่อยู่บนรถม้า ออกมาทำกินได้เลยส่วนหยางห่าวหรานอาการหายดีแล้ว สามารถเดินทางร่วมกับทุกคนได้ไม่ต้องนอนอยู่บนรถม้าอีกต่อไป
“คุณหนูหลินข้าต้องขอบใจเ้ามาก”พอหายจากอาการเจ็บป่วย หน้าตาถูกเช็ดทำความสะอาด ผมเผ้าถูกมารดาช่วยหวีรวบทำให้หลินซือเยว่ได้เห็นใบหน้าเขาชัดเจนกว่าทุกวัน คิ้วหนาเข้มกำลังดีจมูกโด่งได้รูป ริมฝีปากบางเฉียบ ทว่าวาสนาเื่คู่ครองไม่สู้ดีนัก
“คุณหนูลิน” หยางห่าวหรานไม่คิดว่าแม่นางน้อยผู้นี้จะจ้องมองเขา ด้วยสายตาลุ่มลึกราวกับจะทะลุทะลวงเข้าไปในจิติญญาของเขาได้
หลินซือเยว่รู้สึกตัวว่ามองเขาจนเกินงาม“ข้าขออภัยท่านด้วย”
“ดูสองคนนี้สิเหตุใดถึงเรียกแทนกันห่างเหินเช่นนั้น”
“ท่านป้าจู”หลินซือเยว่โค้งศีรษะให้นางหนึ่งที
“เยว่เอ๋อร์เ้าก็เรียกว่าพี่ห่าวหรานสิห่าวรานเองก็เรียกน้องว่าเยว่เอ๋อร์ ข้าพูดถูกหรือไม่จินเยว่”จูฮูหยินหันไปหามารดาของหลินซือเยว่
“มิผิดเ้าค่ะพี่ฮุ่ยชิว”
สองครอบครัวได้ทำการรู้จักกันอย่างเป็ทางการอีกครั้งดีที่พวกเขาแนะนำตัวแค่ครอบครัวของหยางห่าวอู๋หากให้แนะนำทั้งตระกูลคงไม่ไหวแล้วเหมือนกัน
ตระกูลหลินนับสามสิบกว่าชีวิต ตอนนี้เหลืออยู่ยี่สิบกว่าคนเท่านั้นฝ่ายตระกูลหยางนั้นเหลือเพียงสิบกว่าคน เหตุที่ตระกูลทั้งสองถูกเนรเทศน้อยคนเพราะทางการเอาผิดเฉพาะบ่าวไพร่ที่ใช้แซ่ของตระกูลส่วนบ่าวไพร่คนไหนที่ไม่ได้แซ่ของตระกูล ก็จะถูกปล่อยตัวไป แม่นมของเถียนฮูหยินจึงรอดพ้นไปด้วยฝ่ายคนในตระกูลที่แยกบ้านออกไปแล้ว มิมีความผิดเช่นเดียวกันจำนวนคนจึงเหลือเพียงตระกูลละสิบยี่สิบคนเท่านั้น
กำแพงเมืองเหลียง
เมืองเหลียงเป็เมืองชายแดนทิศเหนือของแคว้นจิ้นซึ่งเป็เขตแดนต้องเฝ้าระวังอยู่ตลอดเวลา มีข้าศึกจ้องจะโจมตีอยู่ทุกวันกองทัพทหารชายแดนแห่งนี้จึงเข้มงวดเป็อย่างมากเมืองเหลียงเพิ่งสงบศึกได้เพียงห้าหกปีเท่านั้นเป็่ที่ไม่สามารถผ่อนปรนได้แม้แต่น้อย
ธงประจำเมืองเหลียงเป็รูปนกอินทรีสีโลหิตเข้มกำลังโบกไสวอยู่บนกำแพงด้านหน้าประตูทางเข้ามีแม่ทัพเหลียนเฉินจิ่นในวัยสี่สิบแปดปียืนรออยู่แม่ทัพเหลียนรู้ว่านักโทษที่ถูกเนรเทศมานั้น อดีตคือแม่ทัพตระกูลหยางผู้เลื่องชื่อแม้ไม่เคยได้พูดคุยกันมาก่อน แต่ไม่อาจประมาทฝีมือการหลบหนีของอีกฝ่ายได้จึงมาดูแลการส่งมอบตัวนักโทษด้วยตนเอง
“ข้าคือรองแม่ทัพซุนต้าหลงผู้นำคุ้มกันขบวนนักโทษมาส่งมอบให้ท่านแม่ทัพเหลียนขอรับ”ซุนต้าหลงยามอยู่ต่อหน้าพญาอินทรีเช่นแม่ทัพเหลียน เขาไม่มีท่าทางโอหังเลยสักนิด กำหมัดคำนับด้วยความนอบน้อม
หลินซือเยว่คิดว่า คนผู้นี้ช่างอยู่เป็
“ลำบากรองแม่ทัพซุนแล้วเชิญเข้าพักในจวนที่ข้าเตรียมไว้ให้ก่อนเถอะ” แม่ทัพเหลียนผายมือเชิญเขาจากนั้นมีคนนำทางทหารคุ้มกันนักโทษ ไปยังจวนที่พักของทางการเป็อันหมดหน้าที่ของพวกเขาแล้วคงพักอยู่ที่เมืองเหลียงสองสามวันค่อยเดินทางกลับเหมืองหลวง
นักโทษทั้งหมดถูกต้อนเข้าไปในค่ายทหารเมืองเหลียงพวกเขาถูกคุมขังเอาไว้ในคุกทหาร แยกเป็ชายหญิง เพื่อรอคอยคำสั่งว่าใครได้รับหน้าที่ทำงานอะไรในค่ายแห่งนี้
“ท่านแม่ข้ากลัว”หลินจื่อรั่วตัวสั่นงันงก คุกทหารไม่เหมือนคุกในเมืองหลวงทั้งสกปรกและกลิ่นเหม็นสาบรุนแรง
มารดาของนางทำได้เพียงแค่กอดบุตรสาวเอาไว้แน่นๆ ฮูหยินเฒ่ายามนี้ได้แต่มองลูกสะใภ้กับหลานสาวด้วยสายตาเหม่อลอยบุตรชายทั้งสองกับหลานชายและเหลน ถูกแยกไปไว้อีกฝั่งมีเขตรั้วกั้นกลางพร้อมทหารเฝ้ายาม ไม่สามารถผ่านไปมาหากันได้
จูฮูหยินกับคนตระกูลหยางแทบจะมานั่งรวมตัวกับบ้านของเถียนฮูหยิน หลินซือเยว่แยกตัวออกมาจากทุกคนนางนอนพิงกำแพงคุกแล้วหลับตาลง ความเหนื่อยล้าจากการเดินทางทำให้นางไม่มีแรงมาคิดเื่อื่นในยามนี้เผิงฉือเหมือนจะเข้าใจเื่การหลับนอนของนาง รีบหาผ้าห่มในกระเป๋าเป้มาคลุมตัวให้
จูฮูหยินมองการกระทำของเผิงฉือแล้วหันกลับมามองสองแม่ลูกตระกูลหลิน มองเห็นสายตาแห่งความเสียใจของคนเป็แม่จึงเอื้อมมือไปจับมือของเถียนฮูหยินแล้วตบปลอบเบา ๆ
เถียนฮูหยินเอ่ยเสียงค่อย“เผิงฉือเลี้ยงเยว่เอ๋อร์มาเป็สิบปี ข้าจะไปเทียบอันใดกับนางได้”
จูฮูหยินพยักหน้าลงคล้ายเข้าใจนางไม่อาจถามไถ่ให้มากความได้
“ท่านแม่เราต้องอยู่ในคุกทหารนี่ไปตลอดชีวิตเลยรึ”คำถามของหลินซูฮวาทำให้สตรีหลายคนในห้องขังนึกหวาดผวาต่างก็ไม่รู้ชะตากรรมของตัวเอง
จูฮูหยินย่อมรู้เื่นักโทษสตรีที่ถูกเนรเทศมาชายแดนดีกว่าใครแววตาของนางเคร่งขรึมลงในทันที สตรีสูงวัยกับเด็ก ๆ คงให้ทำงานทั่วไปในค่ายทว่าสตรีที่ยังสาวอยู่นั้นกลับมีชะตาเลวร้ายต้องกลายเป็ของเล่นของเหล่าทหารในค่าย