ใกล้ใจกลางของอาณาจักรลับกลับเกิดการต่อสู้ที่ปั่นป่วนเกินคำบรรยาย
คลื่นน้ำขนาดหลายสิบเมตรปะทุขึ้นจากพื้นดินกวาดทุกสิ่งในรัศมีหลายร้อยลี้ ร่างของผู้ฝึกตนทั้งหลายถูกกระชากลอยไปกลางอากาศก่อนจะถูกแรงดันน้ำบดขยี้อย่างไร้ความปรานี
หลังจากนั้น หนามโลหิตนับพันก็พุ่งตามเข้าใส่ ไม่เว้นแม้แต่เงาหลบซ่อนที่แอบหนีรอดจากคลื่นลูกแรก เสียงกรีดร้องดังระงม ความตายแผ่กระจายราวกับโรคระบาด
โจวหลัวเฉินลอยตัวขึ้นหลบคลื่นลูกต่อไปอย่างเฉียดฉิว เสื้อคลุมของเขาถูกฉีกขาดจากแรงกระแทก สภาพของเขาในตอนนี้ไม่ได้ดีมากเท่าไหร่
ซุยจื่อเมิ่งที่ยืนอยู่บนแท่นหินกลางน้ำก็ถูกแรงปะทะบีบจนแขนของนางหายไป นางหันไปสบตากับจิ่นซูและไป๋เซียนที่ลอยอยู่ไม่ไกล ทั้งสี่รอดมาได้อย่างหวุดหวิด... แต่ผู้ติดตามของพวกเขาทั้งหมดกลับสลายหายไปกับคลื่นมรณะนั้นโดยไม่มีแม้แต่ร่องรอย
“เล็งยัยเด็กที่ควบคุมโลหิตนั่นก่อน!” ไป๋เซียนกัดฟันก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงขุ่นเคือง
“ข้าจะถ่วงเวลามู่หนานซือให้เอง” ซุยจื่อเมิ่งพึมพำตอบพร้อมกับปล่อยออร่าแห่งพลังดาบออกมา
ด้านหลังของไป๋เซียนเปิดช่องว่างขึ้นเพียงเสี้ยวลมหายใจ และโจวหลัวเฉินก็ไม่ปล่อยโอกาสนั้นหลุดลอยไปแม้แต่วินาทีเดียว เขาพุ่งเข้าใส่ไป๋เซียนด้วยเจตนาดาบอันแหลมคมที่ก่อเกิดจากพลังวิญญาณที่อัดแน่นสุดขีด
แต่ก่อนที่คมดาบของเขาจะได้สัมผัสแม้แต่ปลายเสื้อของไป๋เซียน เสียงเตือนในจิตใจของเขาก็ดังขึ้นราวระฆังแห่งความหายนะ
[ตรวจพบอันตรายระดับที่สามารถเป็นภัยถึงชีวิตของโฮสต์ได้ กำลังเปิดใช้งานระบบป้องกันฉุกเฉิน]
ยังไม่ทันที่เขาจะได้ตั้งสติ ร่างของโจวหลัวเฉินก็เรืองแสงขึ้นทันที พลังของระบบแผ่กระจายเป็นม่านป้องกันสีทองห่อหุ้มทั่วร่างกายของเขาเอาไว้ แต่แล้วดาบแห่งแสงก็ฟาดลงมาจากฟากฟ้า อย่างรวดเร็วเสียพร้อมบดบังทัศนวิสัยของทุกคนรอบด้านจนทั่วทั้งพื้นที่จมหายไปในแสงจ้า
มู่หนานซือที่กำลังยิ้มมุมปาก นางรู้ว่าคนที่สามารถใช้พลังแห่งแสงได้ระดับนี้น่าจะเป็นหานหมิงแน่ๆ นางเตรียมที่จะกล่าวบางอย่าง แต่ก็ต้องหยุดคำพูดเอาไว้ในลำคอ
“ให้รอต้อง….”
เสียงนั้นขาดห้วงไป เพราะดาบแห่งแสงนั้นกลับหันปลายแหลมเข้าไปหานางแทน! เสียงตัดอากาศดัง “ฟิ่ว!” พร้อมแสงที่พุ่งตรงมาที่ลำคอของนาง
แต่ก่อนที่คมดาบจะสัมผัสผิว ม่านพลังสีดำก็ปะทุขึ้นจากชายชุดดำคนหนึ่งที่โผล่ออกมาจากเงามืดอย่างไร้สัญญาณ ดาบแห่งแสงปะทะกับม่านพลังจนเกิดเสียงสะเทือนฟ้าสะท้านดิน
เสียงของชายชราดังขึ้นจากเบื้องหลังด้วยน้ำเสียงที่เด็ดขาด
“พวกเราต้องถอยเดี๋ยวนี้ สุสานนี้เป็นกับดัก! เทพเจ้าแห่งสมุนไพรกำลังเริ่มการดูดกลืนชีวิตของคนในสุสานลับแล้ว”
มู่หนานซือฟังด้วยความตกใจเล็กน้อยก่อนจะพูดขึ้น
“ร่างจำแลงของท่านปู่ร่างนี้มีความแข็งแกร่งเท่าไหร่”
ชายชุดดำพูดขึ้น “ในสุสานลับนี้ข้ามีพลังในระดับนักบุญเท่านั้น ส่วนพลังเต็มที่ที่ปล่อยที่ออกมาได้คือจักรพรรดิผู้ยิ่งใหญ่เท่านั้น เอาเรื่องนั้นไว้ก่อนเพราะที่สำคัญเทพเจ้าแห่งสมุนไพรดูเหมือนว่าจะทำการดูดเลือดของศพมากมายของพวกคนที่ตายไปเพื่อทำการฟื้นฟูร่างกายอยู่ในตอนนี้”
เขาหยุดหายใจครู่หนึ่ง ก่อนจะกล่าวต่อ
“ถ้าเราถอยตอนนี้ก็ไม่ถือว่าขาดทุน เราได้สมุนไพรหายากนับล้านชนิดมาแล้ว ส่วนโจวหลัวเฉินนั้นเราไม่สามารถฆ่าเขาได้แล้วเพราะดูเหมือนว่าบรรพบุรุษของตระกูลโจวจะถูกปลุกให้มาที่โลกใบเล็กแห่งนี้แล้ว”
มู่หนานซือกัดฟันแน่นก่อนจะพยักหน้าเล็กน้อยเพื่อตอบตกลง พร้อมดวงตาของนางมองไปยังชายผู้ใช้ดาบแห่งแสงที่โจมตีใส่นางเมื่อกี้นี้
“คุณปู่... ไอ้ตัวสีทองนั้นเป็นใครกัน?”
ชายชุดดำเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนกล่าวเสียงต่ำ
“ข้าก็ไม่แน่ใจเหมือนกัน...แต่ร่างจริงของเขาน่าจะต้องแข็งแกร่งมาก”
สิ้นเสียงของเขา ชายชุดดำก็ได้เปิดค่ายกลเคลื่อนย้าย พาร่างของตนเองและมู่หนานซือหายวับไปในพริบตา
ทางด้านโจวหลัวเฉิน ขณะนี้ม่านพลังของระบบเริ่มแตกร้าว ดาบแห่งแสงค่อยๆ เจาะผ่านเข้ามาได้ทีละนิด
แววตาเขาเปลี่ยนเป็นความตกใจทันที แต่ทันใดนั้นเงาดำหมายเลขหนึ่งก็พุ่งออกมาจากความว่างเปล่าพร้อมกระบี่เล่มยาวในมือ กระบี่นั้นฟันเข้าใส่คอของผู้ใช้ดาบแสงทันที
“………”
ทว่า ดาบของเงาดำหมายเลขหนึ่งฟันผ่านคอของอีกฝ่ายไป... อย่างไร้ผล เหมือนฟันอากาศ
ร่างสีทองนั้นดูราวกับมันไม่ได้มีร่างกาย... ไม่มีเลือด ไม่มีเนื้อ มันเป็นเพียง... รูปธรรมที่ไร้ตัวตนของบางสิ่งเท่านั้น
ในวินาทีนั้นเองมันก็เปิดโอกาสให้เศษจิตวิญญาณ 27 สายทะลักออกมาจากร่างของโจวหลัวเฉิน!
“ท่านพ่อ... ท่านแม่... ท่านปู่...!”
วิญญาณเหล่านั้นล้วนคือบรรพบุรุษของตระกูลโจวและตัวพ่อแม่ของโจวหลัวเฉินเอง พลังของทั้ง 27 คนพุ่งทะยานขึ้นจนทำให้สุสานลับสั่นสะเทือนอย่างรุนแรงออร่าของพลังอมตะทะลักออกมาจากตัวของคนเหล่านั้นอย่างบ้าคลั่ง รอยแตกของมิติเริ่มเกิดขึ้นทั่วทั้งสุสานลับ
ไม่ใช่แค่สุสานลับเท่านั้นที่สั่นสะเทือน โลกเบื้องล่างทั้งใบ... ก็กำลังสั่นสะเทือนตามไปด้วย
เต๋าสวรรค์ของโลกใบเล็กนี้ที่เคยเฝ้าจับตามองสุสานลับอย่างเคร่งครัด โดยไม่กล้าเข้าไปแทรกแซง
เพราะสิ่งที่กำลังก่อตัวขึ้นในสุสานลับนั้นอยู่เหนือระดับที่เต๋าสวรรค์ของโลกเล็ก ๆ นี้จะควบคุมได้ นั้นก็คือจักรพรรดิอมตะ บุคคลที่มันไม่สามารถจะหาญกล้ายืนมองหน้าด้วยซ้ำ
สุดท้าย เต๋าสวรรค์ก็เลือกจะถอย... ปลดผนึกทุกข้อจำกัด แสร้งทำเป็นตาบอด หูหนวก ละทิ้งหน้าที่เพื่อเอาตัวรอด ผลลัพธ์คือ ข้อจำกัดทุกอย่างที่เคยกั้นไม่ให้ผู้บ่มเพาะจากโลกเบื้องบนที่มีการบ่มเพาะสูงกว่าจักรพรรดิผู้ยิ่งใหญ่ลงมายังโลกใบนี้ถูกปลดออกโดยสมบูรณ์
จากนี้ ไม่ว่าใครหน้าไหน... จะมีระดับพลังเท่าใด ก็สามารถก้าวเข้ามายังโลกเบื้องล่างได้อย่างเสรี
ภายในหอการค้าหมื่นมหาสมุทร ในห้องโถงส่วนตัว หวังฟางเซียน อดีตศิษย์คนโตแห่งยอดเขาไผ่สวรรค์ นั่งสนทนาอยู่กับน้องสาวอีกสี่คน พวกนางทั้งห้าดูผ่อนคลาย ทว่าแววตาของฟางเซียนยังคงจับจ้องสัญญาณจากโลกภายนอกอย่างไม่ละสายตา พร้อมพูดคุยถึงเรื่องที่ผ่านมากับศิษย์น้องของนาง
แต่ยังไม่ทันที่บทสนทนาจะจบ เสียงฝีเท้าเร่งรีบก็ดังขึ้นตามด้วยประตูที่เปิดออกทันที
ผู้คุ้มกันประจำตัวของพวกนางรีบพุ่งเข้ามา สีหน้าของพวกเขาเต็มไปด้วยความเคร่งเครียดอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน และพูดขึ้นพร้อมกันด้วยเสียงจริงจัง
“คุณหนู... เราไม่สามารถอยู่ที่โลกเบื้องล่างแห่งนี้ได้อีกแล้วขอรับ!”
หวังฟางเซียนขมวดคิ้วทันที “เกิดอะไรขึ้น?”
ยังไม่ทันที่จะได้คำตอบ โลกทั้งใบก็สั่นสะเทือนอีกครั้ง มันรุนแรงยิ่งกว่าครั้งใดๆ ที่ผ่านมา แรงสั่นไหวทำให้ผนังหินแตกเป็นรอย ราวกับโลกใบนี้กำลังจะแตกออก
พวกผู้คุ้มกันไม่รอให้หญิงสาวทั้งห้าตัดสินใจ พวกเขาเปิดหินวาร์ปในทันทีและใช้มันพาทุกคนหลบหนีออกจากโลกเบื้องล่างโดยไม่สนใจว่าพวกนางจะต้องการหรือไม่
ในขณะเดียวกัน ที่ด้านนอกสุสานลับ บนดาดฟ้าของเรือวิญญาณขนาดมหึมาจากดินแดนศักดิ์สิทธิ์สายน้ำอมตะ
มู่หนานซือยืนอยู่ข้างชายชุดดำ ดวงตาของนางจับจ้องไปยังร่างของชายชราผมขาวที่นั่งอยู่บนหัวเรือ ราวกับรูปปั้นที่ไม่เคยเคลื่อนไหวมาหลายศตวรรษ
ความเงียบที่ดำเนินอยู่มาอย่างเนิ่นนาน จนสุดท้ายนางก็เป็นฝ่ายทำลายความเงียบนั้นลง
“ไม่ทราบว่าบรรพบุรุษผู้สูงส่งของตระกูลโจว มาทำอะไรที่นี่กัน?”
ชายชราหันมายิ้ม สีหน้ายังดูใจดีอยู่บ้างแต่ลึกในแววตากลับซ่อนบางสิ่งไว้มากเกินกว่าที่จะคาดเดาได้
“เอาจริงๆ เลยนะ ข้าละอยากได้เจ้า... เป็นหลานสะใภ้จริงๆ”
คำพูดที่เอ่ยออกมาเหมือนจะเป็นเรื่องเล่นๆ แต่เสียงของเขานิ่งสงบเสียจนไม่มีใครกล้าหัวเราะ
“ถ้าเจ้ากับโจวหลัวเฉินแต่งงานกัน แล้วมีลูกด้วยกัน เด็กคนนั้น... อาจเป็นเพียงผู้เดียวที่สามารถควบคุมยุคแห่งความโกลาหลที่กำลังจะมาถึงนี้ได้พร้อมกับขึ้นเป็นผู้นำด้วยซ้ำ”
เขาหยุดพูดเล็กน้อย พร้อมสีหน้าที่ครุ่นคิด
“แต่อีกใจหนึ่งข้าก็กลัว... เพราะเฉินเอ๋อร์น่ะ ยังเด็กและอ่อนประสบการณ์เกินไปที่จะรับมือกับเจ้าได้ ถ้าสุดท้ายเจ้าสองคนแต่งงานกันจริง ตระกูลโจวก็อาจถูกตระกูลมู่กลืนกินในเวลาไม่นานด้วยซ้ำ”
เขายิ้มบางๆ ก่อนพูดต่อ
“ถ้าวันนี้ ข้าไม่ยอมเสียอายุขัยเพื่อออกมาจากโลงศพ ข้าก็อาจต้องนั่งมองดูเฉินเอ๋อร์บ่มเพาะขึ้นใหม่อีกครั้ง หลังจากที่เฉินเอ๋อร์ตายส่วนต่อมาก็คือเจ้าอยากให้ตระกูลโจวและพันธมิตรของพวกเราเริ่มต้นสงครามกับพันธมิตรหมื่นสวรรค์... ใช่ไหมล่ะ?”
เมื่อพูดจบ เขาก็ยกมือขึ้นช้า ๆ ก่อนจะเผยสิ่งที่อยู่ในมือ พลังงานออร่าแห่งความตายพุ่งทะยานออกมาจากรูปแบบนั้นอย่างน่าสยดสยอง เพราะมันคือ รูปแบบทำลายล้างดวงดาว
มันคือรูปแบบเดียวกันกับที่มู่หนานซือเคยขอให้ปู่ของนางสร้างขึ้น รูปแบบที่มีไว้เพียงจุดประสงค์เดียว... ฆ่าโจวหลัวเฉินไปพร้อมกับโลกใบเล็กแห่งนี้
ชายชรายิ้มก่อนจะพูดขึ้น “ข้าเดาถูกรึเปล่า”
มู่หนานซือยิ้มก่อนจะพูดขึ้น “สมกับเป็นท่านจริงๆ งั้นทางตระกูลมู่จะเตรียมคำขอโทษที่น่าพึงพอใจให้ตระกูลโจวอย่างแน่นอน”
ชายชรายิ้มก่อนจะพูดขึ้น “ครั้งนี้จะได้อะไรนะ ยาพิษหรือเปล่า หรืออย่างอื่นๆ ฮิฮิ แต่ก็ไม่สนอยู่ดีเอาหมด”
เมื่อพูดจบชายชราก็พุ่งเข้าไปในสุสานลับทันที ปล่อยให้มู่หนานซือตกอยู่ในความเงียบก่อนที่นางจะถอนหายใจพร้อมพูดขึ้น
“ทักษะการทำนายเริ่มไม่สามารถใช้งานได้แล้วสิ หลังจากมีทักษะที่สามารถใช้ดัดแปลงคำทำนายขึ้นมาได้ อันไหนเรื่องจริงหรือหลอกก็เริ่มแยกไม่ออกแล้วละสิ น่ารำคาญชะมัด”
นางพูดขึ้นต่อ “สั่งให้ทุกคนถอนกำลังออกจากสุสานลับซะ”