ปราณในกายของหลินเย่ยังคงสั่นไหวอยู่จางๆ คล้ายถูกดึงดูดด้วยบางอย่างที่มองไม่เห็น เขาสังเกตหน้าตาของคนตรงหน้าก่อนเสมอ นิสัยนั้นทำงานเองโดยไม่ต้องสั่ง ชายวัยกลางคนรูปร่างท้วมขึ้นตามวัย ผิวคล้ำแดดอย่างคนใช้ชีวิตสามัญมานาน ไม่ได้สวมชุดเซียน ไม่ได้แต่งตัวเหมือนคนมีของดี เพียงชุดผ้าป่านสีเทาอมน้ำเงินที่ซักจนสีซีด มีรอยปะชุนเล็กๆ ที่มุมแขนเสื้ออย่างประณีต รอยปะนั้นบอกว่ามีคนที่บ้านใส่ใจ ไม่ใช่ความซอมซ่อของคนปล่อยปละตัวเอง
หลินเย่คารวะ "ขออภัยที่เสียมารยาท ข้านามว่าหลินเย่ เห็นป้ายร้านสลักคำว่าร้านยันต์เหวินซินจึงสนใจ ไม่ทราบว่าร้านของท่านใช่ร้านขายยันต์หรือไม่ขอรับ"
"ถูกต้องสหายน้อย"
เขาเดินสำรวจรอบร้าน ตัวอาคารไม้สองชั้นสภาพเก่าคร่ำ ผนังเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลเข้มมีรอยด่างดำจากคราบฝน ป้ายหน้าร้านทำจากไม้แผ่นหนาที่มุมหนึ่งเริ่มผุพัง ชั้นวางยันต์เรียงไว้สี่แถว แต่ละชั้นสี่ช่อง รวมสิบหกรูปแบบ ยันต์เหล่านั้นถูกแปะไว้บนกล่องไม้ขนาดเล็ก อักขระบนกระดาษแต่ละแผ่นคล้ายสิ่งที่เขาเคยร่ำเรียนมา ลายมือกลับต่างออกไปจนแกะไม่ออก แล้วเขาก็สังเกตเห็นว่ายันต์ในกล่องแต่ละใบยังอัดแน่นอยู่เกือบเต็ม ไม่ใช่ร่องรอยของของที่ขายดี ออกจะเป็นของที่ยังไม่ค่อยมีผู้ซื้อ
"สหายน้อยต้องการยันต์ติดตัวประเภทไหน ก่อนจะเริ่มงานแข่งชุมนุมมังกรน้อยหรือ" ชายเจ้าของร้านเดินเข้ามายืนดูยันต์คู่กัน
"ข้าขาดความรู้เรื่องยันต์นัก ท่านพอจะแนะนำประเภทของยันต์พอสังเขปได้หรือไม่ขอรับ"
"มันถูกแบ่งออกเป็นสี่หมวดหลัก" ชายเจ้าของร้านชี้ไปตามชั้นวาง "ยันต์โจมตี ยันต์ช่วยการเคลื่อนกาย ยันต์ป้องกัน และยันต์สื่อสารกับบันทึก พวกมันเป็นแบบใช้แล้วทิ้ง เมื่อเปิดใช้งาน พลังที่สถิตอยู่จะถูกปลดปล่อยออกมาจนหมดและกระดาษจะมอดไหม้ไป พลังของยันต์นั้นคงที่ ไม่ได้ขึ้นตามขั้นของผู้ใช้" เขาหยุดไปครู่หนึ่ง "หากเจ้าจะพกติดตัวไปงานแข่ง ข้าคิดว่ายันต์โจมตีคงเหมาะที่สุด เด็กที่ร่วมงานแข่งมาซื้อมันเป็นประจำ" แล้วเขาก็เกาหัวพลางยิ้ม "ถึงแม้จะไม่ได้ซื้อที่ร้านข้าก็เถอะ"
หลินเย่มองกล่องยันต์ต่างๆ แล้วก็ถามออกมาตรงๆ "ท่านพอมียันต์ที่ลบร่องรอยของข้าได้หรือไม่"
ชายเจ้าของร้านตาสว่างขึ้นทันที "มีสิ" เขาเดินไปหยิบกล่องไม้มาสองกล่อง เปิดออกวางบนเคาน์เตอร์ "ยันต์สะบั้นปราณ ตัดขาดการตามสัมผัสร่องรอยปราณที่ทิ้งไว้" เขาหยิบใบแรกขึ้นมา "และยันต์เขตแดนตัดสัมผัส คนที่มองเข้ามาจะรู้สึกว่าตรงนี้เป็นแค่ที่ว่างเปล่า สองใบนี้ใช้คู่กันได้ผลดีกว่า"
หลินเย่หยิบยันต์ขึ้นมาดู ลวดลายอักขระละเอียดกว่าที่คาดไว้มาก ประณีตกว่ายันต์ที่เคยได้รับจากกงหยางอวี้ซึ่งเขียนอย่างหยาบๆ ความลึกของลายเส้นบรรจงกว่ากันหลายเท่า
"ท่านเป็นคนเขียนหรือ"
ชายเจ้าของร้านส่ายหัว มือปัดไปมาเร็วเกินกว่าที่คำถามธรรมดาจะต้องการ "ภรรยาของข้าเป็นผู้เขียนมันขึ้นมา ข้าเป็นผู้ขายมันเท่านั้น"
"พวกมันราคาเท่าใด"
ชายเจ้าของร้านอึกอักอยู่อึดใจหนึ่ง อย่างคนที่รู้ว่ากำลังจะบอกราคาที่ทำให้ลูกค้าหันหลังกลับ "ใบละห้าเหรียญเงิน"
"แพงนัก"
หลินเย่อุทานออกมา แล้วก็หยุด ปากหุบลงก่อนที่จะพูดอะไรต่อ ราคาสูงเกินไปจริงๆ ในถุงเงินของเขามีอยู่เพียงเจ็ดเหรียญ ซื้อได้แค่ใบเดียวและยังขาดอีกหนึ่งใบ เขาจึงทำท่าจะก้าวออกจากร้าน
"สหายน้อย เดี๋ยวก่อน" ชายเจ้าของร้านยกมือขึ้น เสียงที่ออกมาเร็วกว่าจังหวะพูดปกติของเขาอยู่ครึ่งจังหวะ "ยันต์ของข้ามีคุณภาพมากกว่าที่ไหนๆ ร้านในเมืองฟางหรงไม่มีผู้ใดมีคุณภาพสูงกว่านี้แล้ว"
หลินเย่หันกลับมามองด้วยใบหน้านิ่งเรียบ "จะให้ข้ามั่นใจได้เช่นไรว่าท่านไม่ใช่นักต้มตุ๋น" เขาพูดออกมาตรงๆ "เจอตาเฒ่าเยี่ยจือที่ร้านสมุนไพรมาแล้ว ยังจะมาเจอนักต้มตุ๋นที่ร้านยันต์อีก ชะตาวันนี้ดูจะไม่เข้าข้างข้าเลย"
ชายเจ้าของร้านยกมือขึ้นทั้งสองข้าง "ข้าไม่ใช่นักต้มตุ๋นหลอกเด็กสักหน่อย ข้าจะต้องทำอย่างไรให้เจ้าเชื่อได้"
"เงินเจ็ดเหรียญนี้คือทั้งหมดที่ข้ามี ท่านคิดจะรีดเค้นจนหยดสุดท้ายเลยหรือ"
ชายเจ้าของร้านยิ้มแหยออกมา อย่างคนยอมรับว่าถูกจับได้ "เช่นนั้น เจ้าสนใจยันต์ระเบิดใบละสามเหรียญเงินหรือไม่ หกเหรียญเจ้าพอซื้อได้สองใบ พอจะปกป้องเจ้าในการแข่งขัน"
หลินเย่เคยใช้ยันต์ระเบิดมาก่อนที่ป่าหรงซิ่วในวันนั้น อานุภาพพอใช้ได้ แรงระเบิดเกินพอกว่าผู้ฝึกยุทธ์ทั่วไปจะรับไหว เขายังคงสังเกตอีกฝ่ายไม่วางตา
"ท่านขัดสนเงินทองถึงเพียงนั้นเชียวหรือ ถึงได้คิดรีดไถเด็ก"
ชายเจ้าของร้านชี้นิ้วมาเหมือนจะตำหนิ นิ้วนั้นค้างอยู่กลางอากาศชั่วขณะ ก่อนหุบลงไปเอง
หลินเย่หยิบยันต์ระเบิดจากกล่องขึ้นมาดูลวดลายอักขระอย่างถี่ถ้วน ละเอียด น้ำหนักเส้นสม่ำเสมอ ลึกและบรรจงกว่ายันต์ใดที่เคยผ่านตา ฝีมือเดียวกับที่เขียนสองใบเมื่อครู่ ฝีมือของคนที่ไม่ได้อยู่ในร้านนี้
"อย่างน้อยยันต์นี้ข้าคิดว่าท่านก็มิได้โกหกเรื่องคุณภาพ" เขาวางยันต์ลง "มันจะดีกว่าหรือไม่หากให้ภรรยาท่านมาเป็นผู้ขายแทน ในสายตาข้า ท่านเหมือนนักต้มตุ๋นไม่ผิด"
ชายเจ้าของร้านอ้าปากเหมือนจะค้าน ยังไม่ทันได้เปล่งเสียง เสียงฝีเท้าลงบันไดพร้อมเสียงไอแห้งก็ดังลงมาจากชั้นสอง ใบหน้าของเขาเปลี่ยนไปในพริบตาเดียว จากคนที่กำลังต่อรองกลายเป็นคนที่ลืมเรื่องต่อรองไปหมดสิ้น
"อวิ๋นฟง เจ้าอย่าตำหนิเด็กเลย"
ร่างสตรีค่อยๆ เดินลงมา ผิวขาวซีด ไม่ใช่ขาวงดงาม หากเป็นขาวของกระดาษที่ถูกแดดเผาจนสีซีดคลายทีละน้อย ร่างดูไร้เรี่ยวแรง มือจับราวบันไดพยุงตัวลงมาทีละขั้น เสียงรองเท้าบนไม้เบาผิดปกติ ราวกับน้ำหนักของนางน้อยกว่าที่ควรจะเป็น
"เหตุใดเจ้าจึงลงมา ร่างกายยังมิหายขาดเลย" อวิ๋นฟงรีบเดินไปพยุง นางไอแห้งอีกครั้งก่อนจะยิ้มบางๆ
"สหายน้อย ข้าชื่ออวิ๋นเสวี่ย ได้โปรดอย่าถือสาสามีข้า"
หลินเย่คารวะ "ข้าหลินเย่"
"ตระกูลหลินหรือ" นางไอแห้งอีกครั้งก่อนจะพูดต่อ "หากเจ้าต้องการยันต์พวกนี้เพื่อการแข่งขันชุมนุมมังกรน้อย ข้าขายให้เจ้าใบละสองเหรียญเงินได้"
อวิ๋นฟงหันขวับไปทางภรรยา คำห้ามไปไม่ถึงปาก มือที่พยุงไหล่นางเพียงกระชับขึ้นนิดเดียว หลินเย่จับการเคลื่อนไหวนั้นได้ นางยอมขายขาดทุนเพราะจำเป็นต้องใช้เงินจริงๆ และเหตุนั้นคงหนีไม่พ้นอาการป่วยของตัวนางเอง เขาวางตะกร้าสานที่แบกสมุนไพรลง ถอนหายใจเบาๆ
"ยาที่ท่านใช้รักษานางคือยาขนานใด"
ร้านเงียบลง อวิ๋นฟงชะงักอยู่กับที่ "สหายน้อย เหตุใดถึงถามเช่นนี้"
"พวกท่านทั้งสองพยายามรีดไถข้า เหตุผลคงมีไม่มาก เงินน้อยนิดของข้า ท่านคงนำไปซื้อยารักษานาง หรือไม่ร้านค้าแห่งนี้ก็มีค่าเช่าแพงจนพวกท่านต้องขึ้นราคาสินค้าเช่นนี้"
ร้านนี้อยู่หัวมุม ลูกค้าไม่ค่อยมา ราคาที่ดินในเมืองฟางหรงย่อมไม่ถูก ร้านเล็กๆ แบบนี้คงถูกร้านเจ้าใหญ่กดจนขายไม่ออก คนที่มิได้อยากหลอกลวงผู้ใด เพียงแต่จำเป็นต้องทำนั้นหน้าตาเป็นอย่างไร เขาเห็นมาแล้วตั้งแต่ยังเด็ก
"ข้าขอถามอีกครั้ง ยาที่รักษานางคือยาขนานใด"
ขอบตาของอวิ๋นฟงแดงขึ้น ยังไม่ทันเอ่ยคำ ภรรยาก็ดึงชายเสื้อรั้งเอาไว้ หลินเย่จึงนั่งลงขัดสมาธิกับพื้น ประกบฝ่ามือทั้งสองเข้าหากัน เดินปราณจากมือสองข้างเข้าบรรจบ เปลวไฟอ่อนๆ ปรากฏขึ้นเหนืออุ้งมือชั่วอึดใจ
"เจ้าเป็นนักหลอมโอสถหรือ"
เสียงของอวิ๋นเสวี่ยสูงขึ้นกว่าเดิม มือที่จับราวบันไดคลายออกโดยไม่รู้ตัว จนร่างเซไปข้างหน้าครึ่งก้าว หลินเย่ลุกขึ้น "เช่นนี้ท่านเข้าใจความหมายของข้าหรือยัง"
อวิ๋นฟงรีบเดินมาจับมือของเขาทันที สัมผัสดูว่าอุ่นจริงหรือไม่ ใบหน้าของเขาเปลี่ยนไปหลังจากสัมผัส เขาถอยหลังหนึ่งก้าวแล้วคารวะครั้งหนึ่ง "สหายน้อย ภรรยาของข้า อวิ๋นเสวี่ย นางป่วยเป็นโรคโลหิตย้อนกลับ" เขาเงียบไปสักครู่ "เกิดจากการใช้เลือดเขียนยันต์มากเกินไปจนธาตุไฟเข้าแทรก สหายน้อยโปรดเข้าใจ"
หลินเย่นิ่ง สายตาเลื่อนไปตามชั้นวางยันต์ที่ยังอัดแน่นอยู่เกือบเต็ม แล้วหยุดที่มือซีดของนาง ราคาห้าเหรียญไม่ใช่ความโลภ มันคือต้นทุนที่นางจ่ายไปจริงๆ โลหิตย้อนกลับ เขานึกถึงตำราในห้องของกู่เหวยที่เคยอ่านผ่านตา อาการระดับนี้ต้องเป็นโอสถขั้นสามขึ้นไปถึงจะพอบรรเทาได้
"ข้าคอยหาเงินซื้อยาตังกุยให้ภรรยาข้าทุกวัน" อวิ๋นฟงพูดต่อ มืออีกข้างกำชายเสื้อตัวเองไว้แน่น
ตังกุย ยาบำรุงเลือด โอสถขั้นสองเห็นจะได้
"นี่ท่านไม่ได้โดนหลอกแน่หรือ"
หลินเย่ถามออกมาด้วยความตรง ตังกุยบำรุงเลือดในร่างก็จริง ทว่าโรคโลหิตย้อนกลับนั้นไม่อาจรักษาให้หายขาดด้วยยาขั้นนั้น สีหน้าอมทุกข์ของทั้งสองปรากฏออกมาชัดเจน นางแทบทรุดลงกับพื้น ยังฝืนทนยืนอยู่ พวกเขาย่อมรู้อยู่แล้ว หากรักษาได้จริงอาการคงดีขึ้นกว่านี้บ้างแล้ว
"แล้วสหายน้อยพอจะแนะนำได้หรือไม่"
"หากเป็นตังกุย อย่างน้อยข้าคงหลอมได้ประมาณสามเม็ดต่อสมุนไพรหนึ่งกำมือ"
แววตาของทั้งสองพลันเป็นประกาย อวิ๋นฟงหันไปมองภรรยาเป็นคนแรก นางไม่ได้หันกลับมามอง สายตายังจับอยู่ที่ใบหน้าเด็กหนุ่มตรงหน้าไม่ขยับไปไหน
"แต่ตังกุยเป็นโอสถขั้นหนึ่งถึงสอง ย่อมรักษาแม่นางให้หายขาดไม่ได้ โอสถขั้นสามอาจพอเป็นไปได้"
"แต่ราคาโอสถขั้นสามต่อเม็ดนั้น พวกข้าคงไม่มีปัญญา" อวิ๋นฟงเอ่ย
"ผู้ใดคิดจะให้ท่านไปซื้อ"
หลินเย่มองหน้าทั้งสองอีกครั้งก่อนจะพูด ร้านที่ไม่มีคนเข้า คู่สามีภรรยาที่จนตรอกเกินกว่าจะไปบอกผู้ใด สองอย่างนั้นเพียงพอแล้ว
"ข้าจะหลอมมันเอง"
ดวงตาของนางที่เคยขุ่นมัวพลันเบิกกว้าง ราวกับคนจมน้ำที่เห็นขอนไม้ลอยมาอย่างไรอย่างนั้น แววตาสั่นไหวขณะจดจ้องใบหน้าของเขา ไม่ใช่การมองของคนที่กำลังประเมิน หากเป็นการมองของคนที่กำลังตัดสินใจว่าจะเชื่อดีหรือไม่ ส่วนอวิ๋นฟงนั้นยืนนิ่งอยู่อย่างนั้น ไม่พูดอะไรออกมาเลย ก่อนจะกะพริบตาถี่ขึ้นสองสามครั้งแล้วเบือนหน้าไปทางชั้นวางยันต์
"สหายน้อย" นางพูดออกมาเบาๆ ด้วยเสียงที่ต้องออกแรงดัน "เจ้ามั่นใจในสิ่งที่พูดหรือ"
หลินเย่มองหน้านางตรงๆ "ข้าหลอมมาร่วมสามปี" เขาหยิบตะกร้าสานขึ้นมา เปิดออกให้นางดู สมุนไพรสี่ชนิดเรียงกันอยู่ข้างใน "สำหรับโอสถขั้นสามนั้น ข้าต้องการสมุนไพรเพิ่มจากที่มีอยู่ในนี้อีกบางชนิด แต่นั่นเป็นเรื่องที่ข้าจัดการได้เอง" เขาหยุดไปชั่วขณะ "สิ่งที่ข้าต้องการตอบแทนมีไม่มาก ยันต์สะบั้นปราณและยันต์เขตแดนตัดสัมผัสที่ท่านชี้ให้ดูเมื่อครู่ อย่างละหนึ่งใบ"
ร้านเงียบลงอีกครั้ง อวิ๋นฟงมองภรรยา อวิ๋นเสวี่ยมองหลินเย่
นางไอแห้งเบาๆ แล้วพูดออกมาด้วยเสียงที่ยังเรียบกว่าอาการที่แสดงออกมา "หากโอสถขั้นสามของเจ้าช่วยข้าได้ ข้าจะยกยันต์ทั้งสองใบให้เปล่าๆ และยังจะให้เพิ่มอีกสองใบที่เจ้าเลือกเอง"
อวิ๋นฟงหันมามองภรรยา สีหน้ายังลังเลว่าควรเชื่อดีหรือไม่ แล้วก็ไม่ได้ค้านสักคำ
หลินเย่พยักหน้า "ข้าจะลองดู หากสำเร็จข้าได้ยันต์ หากล้มเหลว... ท่านก็เพียงเสียสมุนไพรไปหนึ่งกำมือเท่านั้น"
เขาสะพายตะกร้ากลับขึ้นบ่า
"ขอเวลาข้าสองวัน"