บทที่ 15 ฮ่องเต้จู: ฝึก เ้าต้องฝึก!
“อืม! นี่หรือ?”
เมื่อได้ยินคำพูดของฮ่องเต้จู หลิวปั๋วเหวินก็ชะงักไป ‘หากฝ่าาถามต่อไปเช่นนี้ ก็คงไร้ความหมาย กระหม่อมเพียงแต่ชี้ทางอื่นให้ฝ่าาเท่านั้น พระองค์สามารถลองค้นหาไปตามทิศทางนี้ได้’
“ฝ่าา ข้าคงช่วยอะไรไม่ได้แล้ว ท้ายที่สุดแล้ว นี่ไม่ใช่จุดแข็งของข้า”
“หากสมัยก่อน สำนักเกษตรกรรม*[1]ในยุคร้อยปราชญ์หลากสำนัก*[2]ยังคงอยู่ บางทีพวกเขาอาจมีวิธีก็ได้” หลิวปั๋วเหวินกล่าว น้ำเสียงแฝงไปด้วยความจนปัญญา เขาคิดได้เพียงเท่านี้ในตอนนี้
“นี่หรือ?” สำหรับคำตอบของหลิวปั๋วเหวิน ฮ่องเต้จูชัดเจนว่ามีความไม่พอใจอยู่บ้าง ‘เ้ากล่าวเช่นนี้ก็เท่ากับไม่ได้แสดงความคิดเห็นอันใดเลย!’
เมื่อเห็นหลิวปั๋วเหวินและหลี่ซ่านฉางมีสีหน้าจนปัญญาและงุนงง ฮ่องเต้จูก็หันไปมองบุตรชายคนโตของตน จูเปียว แล้วถามว่า “เปียวเอ๋อร์ เ้าล่ะ? มีวิธีการอันใดหรือไม่?”
ตอนนี้ในใจของฮ่องเต้จูเต็มไปด้วยความคาดหวังอย่างยิ่ง หวังว่าจูเปียวจะคิดแผนการที่สมบูรณ์แบบออกมาได้
‘ข้าจะใช้สิ่งนี้มาตบหน้าเ้าเด็กเวรนั่น ให้มันรู้ซะบ้างว่าต้าิของข้ายังมีคนมีฝีมืออยู่ ถึงไม่พึ่งเ้า ก็สามารถจัดการปัญหาเหล่านี้ได้’
แน่นอนว่า ฮ่องเต้จูจะต้องผิดหวัง เขาเห็นเพียงจูเปียวส่ายหน้า กล่าวด้วยน้ำเสียงสำนึกผิดว่า “ลูกละอายใจ ไม่สามารถคิดหาวิธีแก้ปัญหาการอุปถัมภ์เชื้อพระวงศ์ได้จริง ๆ”
ส่วนจูตี้ที่ซ่อนตัวอยู่หลังจูเปียว ฮ่องเต้จูยิ่งไม่หวังอะไรเลย
‘ขอแค่เ้าลูกบ้านี่ไม่มาสร้างปัญหาก็พอแล้ว’
ในชั่วพริบตา ทุกคนในห้องทรงพระอักษรต่างตกอยู่ในความเงียบงันชั่วขณะ ไม่รู้ว่าควรจะกล่าวสิ่งใด ทำให้ฮ่องเต้จูรู้สึกไม่พอใจอย่างยิ่ง ‘จำเป็ด้วยหรือที่จะต้องให้ข้าไปขอร้องเ้าห้า ลูกทรพีนั่น!’
“สามวัน!” เมื่อเห็นว่าหลิวปั๋วเหวินและหลี่ซ่านฉางไม่มีปฏิกิริยาใด ๆ เป็เวลานาน ฮ่องเต้จูจึงกล่าวว่า “ฮั่นกั๋วกง ท่านเฉิงอี้ปั๋ว เราจะให้เวลาพวกท่านสองคนสามวัน ใน่สามวันนี้ เราอนุญาตให้พวกท่านทั้งสองไม่ต้องเข้าท้องพระโรงในตอนเช้า ไม่ต้องสนใจราชกิจอื่นใด เรามีเพียงข้อเรียกร้องเดียว หลังจากสามวัน เราต้องได้ยินคำตอบที่น่าพอใจ
หากสามารถแก้ไขปัญหาได้อย่างสมบูรณ์แบบ ตราบใดที่ไม่ใช่ข้อเรียกร้องที่เกินไป ข้าจะยอมตามคำขอของพวกท่านทั้งสอง แต่หากพวกท่านไม่สามารถแก้ไขปัญหานี้ได้ ก็จงรอรับการลงโทษจากเราเถิด!”
ฮ่องเต้จูหยวนจางเว้นวรรคไปพักหนึ่งแล้วกล่าวต่อว่า “เอาเถอะ พวกท่านกลับไปก่อนเถิด!”
“ท่านพ่อ ท่านไม่ต้องกังวลไปหรอก ความสามารถขอฮั่นกั๋วกงและท่านเฉิงอี้ปั๋วนั้น ท่านก็ทราบดีอยู่แล้ว ความสามารถของพวกเขาทั้งสองนั้นไม่ได้ด้อยเลยแม้แต่น้อย ภายในสามวัน พวกเขาจะต้องคิดหาวิธีที่สมบูรณ์แบบได้อย่างแน่นอน” จูเปียวกล่าว
“เฮ้อ~” ฮ่องเต้จูถอนหายใจยาว พูดอย่างจนปัญญาว่า “หากว่า... พวกเขาคิดไม่ออกล่ะ?”
“อันใดหรือ” จูเปียวชะงักไปครู่หนึ่ง แล้วส่ายหน้าพลางกล่าวว่า “เื่นี้คงเป็ไปไม่ได้กระมัง! ท่านพ่อ ท่านต้องมีความเชื่อมั่นในฺฺฮั่นกั๋วกงและท่านเฉิงอี้ปั๋ว พวกเขาจะต้องสามารถแก้ไขเื่นี้ได้อย่างสมบูรณ์แบบ”
“หากเป็เื่อื่น ข้าก็มีความเชื่อมั่นในพวกเขา แต่ในเื่นี้ ข้ากลับมีความสงสัยอยู่บ้าง นโยบายการอุปถัมภ์เชื้อพระวงศ์นี้ มีช่องโหว่ใหญ่โตถึงเพียงนี้ แต่พวกเขาทั้งสองกลับไม่พบเห็น ยากที่จะรับประกันได้ว่าพวกเขาจะคิดหนทางแก้ไขที่สมบูรณ์แบบออกมาได้”
ที่จริงแล้ว ยามนี้จิตใจของฮ่องเต้จูกลับไม่ตื่นตระหนกแต่อย่างใด
‘หากพวกเ้าทั้งสองคนแก้ไขปัญหานี้ไม่ได้ ก็ยังมีเ้าลูกอกตัญญูอย่างเ้าห้า เขาต้องมีวิธีการแน่นอน’
‘อย่างมากที่สุด! เมื่อถึงเวลานั้น ข้าจะใช้กลยุทธ์สุดยอดของข้า ให้น้องหญิงไปหาเ้าห้า’
“เอาล่ะ ไม่ต้องพูดถึงเื่นี้แล้ว”
“เปียวเอ๋อร์ ความสัมพันธ์ของเ้ากับเ้าลูกบ้านั่นเป็อย่างไรบ้าง?” ฮ่องเต้จูถามด้วยความสงสัย
“ข้าหมายถึงน้องห้าของเ้าน่ะ” เมื่อพูดถึงจูซู่ ฮ่องเต้จูก็สงบสติแทบไม่ทัน
“น้องห้าหรือขอรับ” ขณะที่พูด ภาพของจูซู่ก็ผุดขึ้นมาในความคิดของจูเปียว เขาจึงตอบว่า “ความสัมพันธ์ระหว่างข้ากับน้องห้านั้นดีมากเลยขอรับ! เมื่อใดที่เขามีเวลาว่าง เขาก็จะมาหาข้าที่ตำหนักบูรพา*[3] และนำของอร่อย ๆ มาฝากข้าเสมอ
อ้อ แล้วเขายังสอนวิชามวยให้ข้าชุดหนึ่งด้วย บอกว่าเมื่อข้ามีเวลาว่างต้องหมั่นฝึกฝน ว่ากันว่าหากฝึกฝนวิชามวยชุดนี้จะช่วยบำรุงร่างกายให้แข็งแรง และช่วยให้อายุยืนยาวด้วย แต่ว่า…” เมื่อกล่าวมาถึงตรงนี้ จูเปียวก็ถอนหายใจแล้วกล่าวต่อว่า “ท่านก็รู้ว่าทางราชสำนักมีเื่มากมายที่ข้าจำเป็ต้องรับผิดชอบด้วยตนเอง มิเช่นนั้นข้าก็ยังรู้สึกไม่สบายใจอยู่ดี”
“อะไรนะ?” ฮ่องเต้จูพลันรู้สึกตื่นเต้นแล้วกล่าวว่า “เ้าลูกบ้าคนนั้น มันสอนวิชามวยให้เ้าจริง ๆ หรือ มันพูดกับเ้าแบบนี้เลยหรือ”
“ฝึก! ต้องฝึก!” ในชั่วขณะถัดมาฮ่องเต้จูก็พูดด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึมอย่างผิดปกติว่า “เปียวเอ๋อร์ หากเ้าห้าบอกว่าให้เ้าฝึกฝนวิชามวยนี้ให้มากขึ้น เ้าก็จำเป็ต้องฟังคำของเขา เอาอย่างนี้แล้วกัน! ทุกวันเ้าจงสละเวลาหนึ่งถึงสองชั่วยามมาฝึกฝนวิชามวยที่เ้าห้าถ่ายทอดให้เ้า”
“นี่!” เมื่อได้ยินคำพูดของฮ่องเต้จู จูเปียวก็ชะงักงัน มองผู้เป็บิดาด้วยสีหน้างุนงงแล้วถามว่า “ท่านพ่อ ข้าจะมีเวลาไปฝึกวิชามวยอะไรนั่นได้อย่างไรกัน! ทุกวันมีงานราชการมากมาย จัดการยังจัดการไม่หมดเลย”
“ไม่!” ฮ่องเต้จูพูดอย่างหนักแน่นว่า “ลูกรัก เื่อื่น ๆ พวกเราจะยอมตามใจเ้าได้ทั้งหมด แต่ในเื่นี้ เ้าต้องฟังข้าและเ้าห้าเท่านั้น เอาอย่างนี้แล้วกัน! พวกเราจะจัดหาขุนนางอีกหนึ่งหรือสองคนมาช่วยเ้าจัดการงานราชการ เวลาที่เหลือนั้น เ้าต้องฝึกฝนวิชาหมัดที่เ้าห้าถ่ายทอดให้เ้า”
‘จากบันทึกประจำวันของจูซู่ ข้าได้รู้แล้วว่า จูซู่คือยอดฝีมือในตำนานแห่งยุทธภพ เขาคงไม่ถ่ายทอดวิชาหมัดให้จูเปียวโดยไร้เหตุผล เขา้าช่วยชีวิตจูเปียวอย่างแน่นอน’
‘เมื่อเป็เช่นนี้ ข้าผู้เป็พ่อก็ไม่อาจนิ่งดูดายได้’
“ก็ได้!” เมื่อเห็นบิดายืนกรานเช่นนั้น จูเปียวจึงจำต้องตอบรับไปว่า “เมื่อท่านพ่อกล่าวเช่นนี้แล้ว ข้าจะสละเวลาหนึ่งถึงสองชั่วยามทุกวัน เพื่อไปฝึกฝนวิชามวยที่น้องห้าถ่ายทอดให้ข้า”
“แบบนี้สิ นี่แหละคือเปียวเอ๋อร์ที่ดีของข้า!” ฮ่องเต้จูพยักหน้าด้วยความพอใจ แล้วกล่าวต่อว่า “อีกอย่างหนึ่งก็คือ เ้าต้องจำไว้ว่าให้ไปมาหาสู่กับเ้าห้าบ่อย ๆ รักษาความสัมพันธ์ฉันพี่น้องระหว่างพวกเ้าไว้ให้ดี เ้าห้าของครอบครัวพวกเรานี่ ไม่ได้ธรรมดาอย่างที่เ้าคิดหรอกนะ”
ในขณะเดียวกัน ที่ตำหนักบูรพา
จูซู่พบว่าจูสยงอิงกำลังตั้งใจเรียนหนังสืออย่างขะมักเขม้น เขาย่องเข้าไปด้านหลังแล้วอุ้มเด็กน้อยขึ้นมาทันที พลางกล่าวว่า “หลานชายคนโต เ้าอยากออกไปเล่นหรือไม่!”
“อยากสิ!”
จูสยงอิงตอบโดยไม่ทันคิด แต่แล้วก็รีบส่ายหน้าพลางกล่าวว่า “แต่ว่าข้ายังทำการบ้านไม่เสร็จเลย อีกเดี๋ยวอี๋เหนียง*[4]จะมาตรวจดู หากนางรู้ว่าข้าออกไปเล่น คงไม่ดีแน่”
“เฮอะ!” จูซู่กล่าวด้วยสีหน้าดูแคลนว่า “หลานชาย เ้าเป็ถึงรัชทายาทผู้สูงศักดิ์ จะกลัวนางไปไย! นางเป็เพียงอนุภรรยาของท่านพ่อเ้าเท่านั้น ไม่จำเป็ต้องสนใจนางหรอก เ้าเพิ่งอายุเจ็ดขวบเท่านั้น จะเรียนมากมายเช่นนี้ไปทำไมกัน!
ไปเถิด ให้อาพาเ้าออกไปเที่ยวเล่น หากเกิดเื่ใดขึ้น อาจะรับผิดชอบแทนเ้าเอง เป็เช่นไร?”
“จริง ๆ นะ!” เมื่อได้ยินคำพูดของจูซู่ จูสยงอิงก็ตาเป็ประกายทันทีแล้วกล่าวว่า “ท่านอาห้า ท่านไม่ได้หลอกข้าใช่หรือไม่ หากถึงเวลานั้นแล้วเกิดเื่อะไรขึ้นจริง ท่านจะต้องช่วยข้ารับผิดชอบ”
“แน่นอนอยู่แล้ว! ต่อให้ท่านพ่อเ้ามาเอง ข้าก็จะช่วยเ้ารับผิดชอบ” จูซู่ตบอกพลางกล่าว
“ท่านอาห้า งั้นพวกเรายังรออะไรอยู่อีกเล่า? ไปกันเถอะ!”
“เ้าจะไปไหน!”
ขณะที่จูสยงอิงกำลังจะก้าวออกไป ภรรยาน้อยของจูเปียวพระสนมหลู่ก็มายืนขวางอยู่ที่ประตูห้อง มองจูสยงอิงด้วยสายตาดุดันเล็กน้อย
[1] สำนักเกษตรกรรม เป็หนึ่งในสำนักคิดในยุคร้อยปราชญ์หลากสำนัก เน้นเื่การเกษตรกรรม การพัฒนา การเกษตร และความสำคัญของการใช้ชีวิตแบบเรียบง่ายในชนบท อย่างไรก็ตาม สำนักเกษตรกรรมไม่ได้เป็สำนักคิดที่มีชื่อเสียงหรือมีอิทธิพลมากเท่ากับสำนักคิดอื่น ๆ เช่น เต๋า ขงจื๊อ
[2] ยุคร้อยปราชญ์หลากสำนักหรือเมธีร้อยสำนัก (诸子百家 / 諸子百家) เกิดในยุคชุนชิว (春秋) และจั้นกั๋ว (战国) ยุคนี้ถือเป็ยุคแห่งหารปฏิรูปครั้งใหญ่ในประวัติศาสตร์จีน เป็ยุคแห่งความแตกแยก ทำให้เกิดชาติรัฐต่างๆ ขึ้นมากมาย แต่ละชาติรัฐต่างก็สะสมกำลังและรบรากันไปมาเป็เวลายาวนานหลายร้อยปี มีรัฐที่อ่อนแอล่มสลายลง มีรัฐเกิดใหม่ขึ้นมาแทนที่อยู่ตลอดเวลา ใน่เวลาที่ว่านี้ มีนักคิดผู้ยิ่งใหญ่เกิดขึ้นจำนวนมาก เช่น ขงจื๊อ เล่าจื๊อ ฯลฯ พวกเขาได้แสดงความคิดเห็นเกี่นวกับสังคมในสมัยนั้นในมุมมองและจุดยืนที่แตกต่างกัน ทำให้เกิดสำนักต่าง ๆ ขึ้นมากมาย
[3] ตำหนักบูรพาเป็ตำหนักขององค์รัชทายาท
[4] อี๋เหนียง (姨娘) หมายถึง อนุภรรยาหรือเมียน้อย