ฟืบๆ ฟืบๆ ฟืบๆ
เสียงหมัดผ่าสายลมแหวกอากาศดังขึ้นอย่างต่อเนื่อง เด็กหนุ่มร่างเล็กแววตาไร้ซึ่งชีวิตชีวากำลังปล่อยหมัดพื้นฐานอย่างขะมักเขม้น
เมื่อเวลาผ่านไปครู่ใหญ่เด็กน้อยก็หยุดมือ จากนั้นเขาก็เริ่มยืดเหยียดร่างกายออกมาให้เส้นเอ็นและกล้ามเนื้อที่ยึดกันแน่นหลังออกกำลังกายคลายออก
“อ่า” หนุ่มน้อยพ่นลมออกคราหนึ่งก่อนจะออกวิ่งไปในลานฝึก
ขณะที่วิ่งอยู่ หนุ่มน้อยก็หวนนึกถึงข้อมูลต่างๆ
‘ลูเซียส ซิกนัส’ อายุ 12 ปี ร่างกายอ่อนแอแต่ก็ยังมีความพยายาม มีศักดิ์เป็หลานชายของผู้นำตระกูลซิกนัสแห่งเมืองพยัคฆ์เมฆา
แท้จริงแล้วตัวเขาคือ ‘ลูเซียส นักฆ่าแห่งองค์กรใต้ดิน’ แต่เมื่ออาทิตย์ที่แล้วด้วยเหตุใดไม่อาจทราบได้ เมื่อรู้สึกตัว เขาก็มาอยู่ในร่างนี้เสียแล้ว
ช่างเป็เื่บังเอิญเสียจริง ที่พวกเขาทั้งสองมีชื่อเดียวกัน
จากความทรงจำของเ้าของร่างนี้ เหมือนว่าโลกนี้จะมีสิ่งที่เรียกว่า ‘พลังจิต’ อยู่
เพราะเป็หลานชายของท่านผู้นำตระกูล จึงมักโดนกดดันเสมอว่าต้องพัฒนาตัวเอง ต้องเก่งกาจ ลูเซียสจึงผ่านการฝึกฝนอันหนักหน่วงมาั้แ่ที่เขาจำความได้ แต่ไม่ว่าจะฝึกอย่างหนักหนาสักเท่าไร ระดับพลังจิตของเขาก็ยังอยู่ในระดับออร่า (เพียงััถึงพลังจิตได้เท่านั้น) และไม่มีวี่แววจะพัฒนาต่อได้
ด้วยความห่วงใยของพ่อ ลูเซียสในวัยหกปีจึงได้รับการตรวจร่างกายจากแพทย์ แต่ก็ต้องพบกับข่าวที่น่าเศร้า ร่างกายนี้มีเส้นทางเดินพลังจิตที่ตีบตัน ต่อให้ได้รับการฝึกฝนที่หนักหนาสาหัสสักเท่าใด ก็ไม่สามารถทะลวงจากขั้นออร่าไปถึงขั้นพลังจิตซึ่งเป็ระดับขั้นต่อไปได้
ด้วยความมุ่งมั่นและไม่ยอมแพ้ต่อโชคชะตาของเ้าของร่างคนเก่า เขายังคงพยายามฝึกพลังจิตอย่างบ้าคลั่ง ฝืนตนเองจนพัฒนาจากคนที่ไม่มีพลังใดๆ ก็สามารถััพลังจิตอันเบาบางในอากาศได้ และค่อยๆ พัฒนาเป็ ระดับออร่าขั้นต้น ออร่าขั้นกลาง แต่การพัฒนาของเขาก็หยุดเพียงแค่นั้น
จากลูเซียสตัวน้อยผู้ไม่ยอมแพ้ในวัยหกขวบ ผ่านมาเป็เวลาหกปี เขายังคงติดอยู่ที่ระดับ ‘ออร่าขั้นกลาง’ ในขณะที่น้องสาววัยเก้าขวบของเขานั้นอยู่ในระดับ ‘ออร่าขั้นสูง’ และเพิ่งพัฒนาเป็ขั้น ‘ครึ่งก้าวสู่พลังจิต’ ได้เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ถือว่าเป็อัจฉริยะรุ่นใหม่ของตระกูลก็ว่าได้
การฝึกฝนพลังจิตในโลกนี้ ก็เหมือนการนั่งสมาธิอยู่เฉยๆ ในโลกเดิมของเขา
‘แล้วแบบนั้นร่างกายมันจะไปแข็งแรงได้ไง’ เฮ้อออ ลูเซียสถอนหายใจด้วยความเบื่อหน่าย
ดูอย่างโลกเก่าของเขาสิ เขาเป็ถึงนักฆ่าที่โเี้ในยามวิกาลและเป็วิศวกรหนุ่มไฟแรงในเวลายามเช้า
เขารู้ว่าร่างกายสำคัญและส่งผลต่องานมากแค่ไหน เมื่อได้มาอยู่ในร่างนี้และคงต้องอยู่ไปอีกนานก็อดไม่ได้ที่จะลากสังขารแห้งๆ นี้มาออกกำลังกายซะบ้าง
ใน่ที่เข้ามาอยู่ในร่างนี้แรกๆ เขาก็ทำอะไรไม่ถูกหรอก แต่ด้วยความทรงจำเก่าๆ ในหัวมันก็ทำให้เขาไม่ได้เผยพิรุธออกมาว่าเขาไม่ใช่คนเดิมอีกต่อไปแล้ว
สิ่งที่ยังคาใจเขาอยู่คือ ก่อนที่ร่างวัยสิบสองนี้จะสลบลง และเขาได้เข้ามาในร่างนี้ มันเกิดอะไรขึ้น ต่อให้พยายามนึกถึงมันเท่าไรก็ไม่มีความทรงจำใน่นั้นเลย
ช่างมันเถอะ โลกใหม่นี้มีทั้งท่านพ่อและน้องสาวที่น่ารัก ก็เป็โลกที่แสนวิเศษสำหรับเราแล้ว
“เฮ้น้องชาย มาฝึกอีกแล้วเหรอ” เสียงของชายหนุ่มอีกคนในลานทักขึ้น
จากความทรงจำเขาคือ ‘อัลเฟรด ซิกนัส’ ลูกพี่ลูกน้องรุ่นราวคราวเดียวกับเขา เขาเป็ลูกชายของ ‘แฟนธอม ซิกนัส’ น้องชายของพ่อ ซึ่งพ่อเป็พี่ชายคนโต
“เฮ้ เป็อะไรไป? เหนื่อยเหรอ?” เสียงชายหนุ่มคนเดิมเอ่ยถามขึ้นอีกครั้ง หลังจากเห็นลูเซียสไม่มีปฏิกิริยาตอบสนอง
เพราะกำลังใช้ความคิดเรียบเรียงข้อมูลในหัว ทำให้เขายืนเงียบไปครู่หนึ่ง
“นิดหน่อยน่ะ นี่ก็เสร็จแล้วล่ะ” เมื่อได้สติลูเซียสก็ยกยิ้มส่งไปให้ แต่ก็ค่อนข้างแปลก เพราะั้แ่ที่เขามาอยู่ในร่างนี้ อัลเฟรดไม่เคยเข้ามาคุยกับเขาก่อนแบบนี้เลย และเขาก็ไม่้าจะคุยฝ่ายเช่นกัน
“อือๆ ฝึกหนักแบบนี้ดีแล้ว จะได้แข็งแรงสมชายชาตรียังไงล่ะ ฮ่าๆ”
อะไรของมัน… ลูเซียสได้แต่คิดในใจ
“เออ ดูนี่สิ”
อัลเฟรดชูข้อมือขึ้นมาอย่างกระตือรือร้น มีสร้อยข้อมือสีแดงกับกระดิ่งพรวนเล็กๆ น่ารักห้อยอยู่
“โอ้น่ารักดี นี่ทำเองเหรอ” ลูเซียสเอียงคอเล็กๆ พิจารณาคนตรงหน้า ...ไม่คิดว่าจะมุ้งมิ้งขนาดนี้นะเนี่ย คนเราตัดสินกันจากภายนอกไม่ได้จริงๆ
“จะบ้าเหรอ นี่เป็ของที่น้องวิกกี้ทำให้เลยนะ” อัลเฟรดเชิดหน้าขึ้นเล็กๆ ด้วยความภูมิใจ
วิกกี้? ใครวะ
ขณะที่กำลังมึนงงนั้นเอง
ฮืก
หัวใจก็บีบรัดอย่างประหลาด เหมือนคนที่กำลังตื่นเต้น ไม่สิ กำลังโกรธอยู่ ?
ว่าแต่เราโกรธอะไรกันล่ะ เจ็บชะมัด
โกรธ โกรธมากจนไม่รู้สึกตัวเลยว่าตอนนี้กำลังทำหน้าน่ากลัวแค่ไหน มากเสียจนอัลเฟรดที่สบตากับเขาต้องนิ่งงัน
สายตาอะไรกันละนั่น ทำอย่างกับจะฆ่าจะแกงกัน
ลูเซียสพยายามสะกดอารมณ์ไว้ แล้วกลับมาเป็ปกติอีกครั้ง
“ก็...สวยดีนะ” ลูเซียสยิ้มให้อัลเฟรดก่อนจะเดินจากไป
อัลเฟรดยังคงนิ่งเงียบสักพัก ก่อนที่ความใ จะเปลี่ยนเป็ความได้ใจในภายหลัง
เมื่อเดินออกมาแล้ว ลูเซียสก็ทวนความทรงจำของเด็กวัยสิบสองคนนี้อย่างละเอียดอีกครั้ง
วิกกี้คือใคร? เขาไม่มีความทรงจำเกี่ยวกับนางเลย แล้วทำไมตัวเขาต้องโกรธและเศร้าใจขนาดนั้น
รู้ตัวอีกทีภาพตรงหน้าก็เริ่มพร่ามัว น้ำอุ่นๆ เริ่มไหลรินลงมาตามแก้มเสียแล้ว นี่เขากำลังร้องไห้งั้นเหรอ
อะไรเนี่ย?
จริงๆ แล้วเขาก็ไม่ได้ป่วยอะไร แต่ความผิดปกติของร่ายกายนี่มันอะไรกัน แปลกชะมัด
“ท่านพี่” เสียงเล็กใสดังขึ้น พร้อมกับชายเสื้อด้านหลังที่ถูกดึงไปเบาๆ
ลูเซียสหันกลับไปก็พบกับเด็กสาวตัวน้อยในชุดนอนสีขาว ‘ป็อปปี้ ซิกนัส’ อัจฉริยะตัวน้อยของเขา
ลูเซียสใช้มือปาดน้ำตาแบบลวกๆ พยายามไม่ให้น้องสาวที่รักเห็นใบหน้าตัวเองตอนร้องไห้
“พี่ชาย… กังวลใจอีกแล้ว” แต่ไม่รู้ทำไม พอเห็นท่าทางเศร้าสร้อยของป็อปปี้ที่เป็ห่วงเขาก็จะรู้สึกสบายใจขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก
“เปล่าหรอก พี่ไม่ได้เป็อะไร ดูนี่สิ กล้ามเนื้อพี่เริ่มดูดีขึ้นมาแล้วนะ” ลูเซียสยกแขนแห้งๆ ของตัวเองขึ้นมาแล้วพยายามเบ่งกล้ามสุดกำลัง อย่างน้อยมันก็มีขึ้นมาบ้างแหละหน่า
ป็อปปี้เดินสำรวจรอบตัวลูเซียสอย่างละเอียด มือเล็กๆ จับที่แขนของลูเซียสอย่างเบามือ
“ท่านพี่ๆ แขนพี่มันตึงขึ้นจริงๆ ด้วย” ป็อปปี้ะโดึ๋งๆ ไปมา มือเล็กก็ยังคงบีบคลำตามท่อนแขน
เหมือนว่าการที่ร่างกายเขาแข็งแกร่งขึ้นมาบ้าง จะทำให้ป็อปปี้มีความสุขมากๆ จนโผเข้ามากอด โธ่ เด็กน้อยเอ้ย
“อัจฉริยะตัวน้อยของพี่อยู่ขั้นครึ่งก้าวพลังจิตแล้วใช่ไหม” ลูเซียสถามพลางลูบหัวเ้าตัวเล็ก
ป็อปปี้พยักหน้าหงึกหงัก ในอ้อมกอดพี่ชาย
“งั้นสอนพี่บ้างได้ไหม วิธีพัฒนาระดับพลังน่ะ”
“สอน? จะดีเหรอคะ” เด็กสาวเงยหน้ามองผู้เป็พี่
“ดีสิ ทำไมเหรอ”
“ป็อปปี้เป็น้อง ไม่ควรทำตนว่าเก่งกว่าท่านพี่ ท่านพ่อบอกว่าอย่าไปคุยเื่นี้กับท่านพี่ มันจะทำให้ท่านพี่ไม่สบายใจ”
พอได้ยินแบบนั้นลูเซียสก็อดขำออกมาไม่ได้ ช่างใสซื่อเสียจริงเด็กคนนี้
“ป็อปปี้ ความรู้น่ะ เราเอาจากใครก็ได้ ไม่ต้องห่วงเื่ศักดิ์หรือฐานะหรอก”
“ท่านพี่หมายถึง เราจะได้ความรู้จากใครก็ได้หรอ แปลกจัง”
ป็อปปี้ผละออกจากลูเซียส สายตายังคงจ้องมองเขาอย่างสงสัย
“ใช่ถูกแล้ว จากใครก็ได้”
“ชาวบ้านก็ได้เหรอ”
“ชาวบ้านก็ได้ครับ”
“ยังไงหรือคะท่านพี่ ก็ชาวบ้านเขาไม่ค่อยฝึกพลังจิตกันนี่”
“แล้วทำไมชาวบ้านต้องฝึกพลังจิตด้วยล่ะ”
“จะได้เก่งๆ แข็งแรงเหมือนป็อปปี้ไง”
“อือฮึ แล้วถ้าเป็เื่การทำนาล่ะ ป็อปปี้รู้ไหมว่าทำยังไง”
“ไม่รู้ค่ะ แต่ป็อปปี้ก็ไม่รู้ว่าจะรู้ไปทำไมด้วย” เธอยังคงทำหน้าสงสัย
“ถ้าถามพี่ พี่ก็คงตอบไม่ได้ แต่ถ้าไปถามชาวบ้านเขาอาจจะตอบว่า จะได้มีข้าวกิน จะได้อิ่มท้อง แล้วพอเอาไปขายก็จะได้มีเงิน”
“แต่หนูไม่ได้อยากทำนานี่คะ”
“ก็เหมือนกับที่ชาวบ้านไม่ได้อยากเรียนพลังจิตนั่นแหละ”
เด็กสาวครุ่นคิดกับสิ่งที่ลูเซียสพูดจนคิ้วขมวดกันเป็ปม ช่างเป็ท่าทางที่น่ารักเสียจริง
ผ่านไปแค่ชั่วขณะ เหมือนว่าเด็กสาวจะเริ่มเข้าใจในสิ่งที่เขาพูดไป
“ก็คือ ถ้าเราอยากเรียนรู้อะไร เราก็ต้องไปเรียนรู้กับคนที่รู้ในเื่นั้น เหมือนที่หนูรู้ในเื่พลังจิตมากกว่าพี่ ท่านพี่เลยจะมาเรียนรู้กับหนู”
“ถูกต้อง และเื่อายุก็ไม่ใช่เื่ใหญ่เลยถ้าเรา้าจะเรียนรู้อะไรจากเขา”
“หวาา เมื่อยจังยืนตั้งนาน ไปทานอาหารเย็นกันดีกว่าท่านพี่” เด็กสาวทำหน้ามุ่ยนิดๆ
“น้องลืมอะไรไปหรือเปล่า”
“อือออ ป็อปปี้ต้องสอนท่านพี่ใช่ไหมคะ”
“ถ้าป็อปปี้ไม่รังเกียจจะสอนพี่ชายคนนี้นะ”
“อยากสอนสิคะ ป็อปปี้จะทำให้ท่านพี่แข็งแกร่งขึ้นให้ได้ สัญญาเลย!” ป็อปปี้ยื่นนิ้วก้อยข้างขวาไปหาลูเซียส
ลูเซียสยิ้มบางๆ กับท่าทางใสซื่อของเด็กตรงหน้า พลางนิ้วก้อยของเขาไปพันเกี่ยวกับนิ้วเล็กๆ แทนการตอบรับคำสัญญา ดวงตากลมโตเป็ประกายระยิบระยับขึ้นมาทันที
“ขอบคุณนะครับเด็กดี งั้นเราไปทานอาหารเย็นกันก่อนเถอะ”
“ค่า~”
สิ่งที่ขอน้องสาวไปย่อมมีจุดประสงค์ แต่ตอนนี้เขาไปทานข้าวก่อนดีกว่า การได้ทานข้าวพร้อมหน้ากับครอบครัวหลังจากที่ต้องมาอยู่ในร่างนี้ก็ทำให้ลูเซียสรู้สึกดีไม่น้อย ถึงจะมีแค่ท่านพ่อและป็อปปี้ แต่ก็ทำให้เขาได้รู้สึกถึงครอบครัวที่เขาโหยหามานาน