บทที่ ๑ : คืนชีพ
เสียงร่ำไห้ดังระงมไปทั่วทั้งวังัขาว ร่างของสตรีนางหนึ่งในอาภรณ์ชั้นสูงกำลังนอนแน่นิ่งอยู่ในท่าทางสำรวมสองมือประสานไว้กลางอก ใบหน้าซีดเซียวไร้ชีวิตชีวา ดวงตากลมโตปิดสนิทมองเห็นแต่ขนตางามงอนยาวสวยสองแก้มถูกข้าราชบริพารตกแต่งด้วยแป้งบางๆ จนแลดูเหมือนเรือนร่างระหงที่นอนแน่นิ่งอยู่นั้นกำลังหลับไหลอยู่ในห้วงนิทราที่มิสามารถปลุกให้ตื่นได้
หญิงสาวรูปงามนอนเหยียดตัวตรงไร้ลมหายใจมีผ้าห่มคลุมครึ่งอกอยู่บนเตียงไม้ที่สลักเสลาลวดลายสวยงามวิจิตรผู้คนมากหน้าหลายตายืนรายล้อมในชุดสีขาว ใบหน้าของแต่ละคนแดงก่ำและมีบางคนน้ำตาไหลไม่หยุดจนแทบเป็ลมล้มพับหมดสติเมื่อพวกเขามองร่างหญิงสาวผู้นั้นที่ทุกคนรู้ว่าจะไม่มีทางฟื้นขึ้นอีกแล้ว
แต่มันเป็การเล่นละครฉากใหญ่ของกลุ่มคนในโถงพระราชวังัขาวมันเป็แค่การแสร้งทำเพื่อให้ตัวเองพ้นจากข้อสงสัยในการวางยาพิษชนิดรุนแรงในเครื่องเสวยขององค์ฮองเฮาผู้ซึ่งนอนนิ่งไร้ซึ่งจิติญญาตรงกลางห้องโถง ณ เวลานี้
ใบหน้าที่ฉาบไปด้วยน้ำตาของกลุ่มคนเ่าั้เป็เพียงแค่เปลือกในใจของเหล่าขุนนางตลอดจนข้าราชบริพารทุกฝ่ายกำลังยิ้มเยาะสะใจในห้วงคิดจินตนาการเพราะเสี้ยนหนามที่เคยมีได้ถูกถอดถอนออกไปแล้ว และในเวลานี้...ไม่มีใครคอยขัดขวางการกอบโกยอำนาจทรัพย์สิน รวมไปถึงคอยขัดจังหวะการจับองค์จักรพรรดิองค์ปัจจุบันให้เป็หุ่นเชิด ใช่แล้ว...พวกขุนนางกำลังเตรียมผลักดันหวงกุ้ยเฟยผู้ที่มีตำแหน่งรองจากฮองเฮาผู้สิ้นชีวิตในเวลานี้ให้ขึ้นเสียบตำแหน่งที่มีผลประโยชน์มหาศาลในวังหลวงและคอยควบคุมฝ่าาแทน...
‘ตายเสียได้ก็ดีองค์ฮองเฮา ผู้ร้ายกาจ’ ใบหน้าหนึ่งลอบยิ้มคิดในใจท่ามกลางเสียงสะอื้นของกลุ่มคนผู้เสแสร้งร้องไห้บีบน้ำตาก่อนที่จะใช้มือข้างหนึ่งทำท่าทางซับใบหน้าแบบแกล้งทำ แล้วจ้องเขม็งไปที่ร่างระหงซึ่งนอนแน่นิ่งอยู่บนเตียงไม้
“องค์ไทเฮาเสด็จ”เสียงขันทีคนหนึ่งะโก้อง เหล่าผู้คนที่ยืนรายล้อมเตียงไม้สลักต่างหลีกเป็ทางพร้อมนั่งคุกเข่าขณะที่เงาร่างในชุดสีเขียวลายหงษ์ทองก้าวเดินแบบสง่าผ่านร่างนั้นตรงดิ่งไปยังเตียงของหญิงสาวที่นอนแน่นิ่งอยู่ด้วยความเร่งรีบริมฝีปากสีแดงเม้มแน่นสั่นเทาเหมือนกำลังจะร้องไห้
“ข้ามิอาจทนเห็นฮองเฮาในองค์จักรพรรดิของข้าอยู่ในสภาพนี้ได้อีก ดังนั้น...เย็นนี้ดำเนินการฝังร่างของพระนางเสีย เพราะข้ามิอาจทนดูสภาพศพของนางเฉกเช่นนี้ได้อา... ราวกับหัวใจของข้ากำลังจะแหลกสลายลงอย่างไรอย่างนั้น รีบๆ จัดการเสียเถอะ” องค์ไทเฮาแห่งฉีคร่ำครวญขึ้น หางตาลอบมองหวงกุ้ยเฟยด้วยแววเลศนัยเปี่ยมสุขใบหน้าแสร้งเศร้าสลด แต่ดวงตากลับเป็ประกาย
หวงกุ้ยเฟยอ้ายเหรินหลบตาลงเล็กน้อยแล้วผุดหนึ่งมุมปากยิ้มกริ่มเป็เชิงรู้กันขณะที่ข้าราชบริพารทุกฝ่ายตอบรับคำตรัสเสียงดังอย่างเพียบพร้อม...ราวกับพวกเขาได้นัดกันมา“พวกกระหม่อมน้อมรับพระบัญชาจากองค์ไทเฮาพ่ะย่ะค่ะ”
“จนป่านนี้องค์ฮ่องเต้ยังไม่ทรงเสด็จอีกหรือ”องค์ไทเฮาเอ่ยถาม พร้อมก้มมองดูฮองเฮาผู้นอนแน่นิ่งด้วยสายตามุ่งร้าย“ตำแหน่งฮองเฮาจะว่างเว้นลงมิได้ วันรุ่งขึ้นพระราชวังฝ่ายในจะดำเนินการขอพระราชโองการแต่งตั้งฮองเฮาองค์ใหม่เพื่อให้วังหลังกลับมาสงบดังเดิม พวกเ้าเห็นสมควรว่าอย่างไร”
“ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อมกระหม่อมยังมิเห็นสมควรในเื่นี้ รอให้ฝ่าาทรงหายโศกเศร้าเสียก่อนเถิดพ่ะย่ะค่ะ” เสนาบดีฝ่ายซ้ายคุกเข่าแนะนำด้วยความสัตย์แต่องค์ไทเฮากลับหรี่ตามองเขาผู้นั้นราวกับจะกินเืกินเนื้อ
หวงกุ้ยเฟยอ้ายเหรินก้าวเท้าออกมาเบื้องหน้าเล็กน้อยพลางโค้งคำนับด้วยกริยาท่าทางนอบน้อมสำรวม สองมือประสานแนบชิดก่อนจะเอื้อนเอ่ยด้วยวาจาราวกับเล่นละครน้ำเน่า “เรียนองค์ไทเฮาเพคะ กระหม่อมเองก็เวทนาองค์ฮองเฮายิ่งนักที่ต้องมาเจอชะตากรรมเช่นนี้แต่กระหม่อมก็มิอาจปล่อยให้องค์ฮ่องเต้อยู่ในสภาพสลดหดหู่ได้บ้านเมืองเรา้าผู้นำ ราชการ้าการปกครองหากองค์ฮ่องเต้ทรงคิดถึงแต่เื่เก่าๆ มิอาจลืมความทรงจำในอดีตได้บ้านเมืองอาจมีปัญหาตามมา หม่อมฉันจึงขอบังอาจแนะนำองค์ไทเฮาว่าควรรีบเร่งแต่งตั้งตำแหน่งฮองเฮาที่ว่างเว้นโดยเร็วและทิ้งข้าวของเครื่องใช้ขององค์ฮองเฮาทั้งหมด เพื่อองค์ฮ่องเต้จะได้ไม่เห็นภาพเดิมๆลดการกระตุ้นาแในใจของพระองค์ ...พระองค์จะได้กลับมาเป็ปกติในเร็ววัน”
สตรีสูงศักดิ์วัยชราพยักหน้ายิ้มแย้มแบบเห็นด้วยแววตาเอ็นดูโปรดปรานอีกฝ่าย “ดี...สมกับเป็หวงกุ้ยเฟยยิ่งนัก คงมิมีผู้ใดคัดค้านใช่หรือไม่... ส่วนพระศพของฮองเฮาคงมิต้องรอฝ่าาเสด็จแล้วกระมังดังนั้นรีบจัดการเถิด เพื่อจิตใจที่กำลังอ่อนไหวขององค์จักรพรรดิในเวลานี้เราจะมาทำเสียเื่เพราะการสิ้นพระชนม์ของฮองเฮาให้มีผลกระทบต่อบ้านเมืองมิได้ในขณะที่อาณาจักรรอบด้านกำลังเตรียมทำากับพวกเราที่ชายแดนอยู่นั้น เราต้องรีบจัดการเื่นี้ให้เสร็จสิ้นโดยด่วน”
“น้อมรับพระบัญชาจากองค์ไทเฮาพ่ะย่ะค่ะ”ข้าราชบริพารทั้งหมดคุกเข่าลงคำนับการตัดสินใจของสตรีชราผู้สูงศักดิ์ครู่หนึ่ง...เสนาบดีฝ่ายขวาก็พยักพเยิดชี้นิ้วให้เหล่านางกำนัลนำร่างไร้ิญญาขององค์ฮองเฮาขึ้นเกี้ยวเหล่านางในทั้งหลายตรงดิ่งเข้าหาพระศพของฟางเซียนและพร้อมใจกันยกร่างระหงนั้นขึ้นจากเตียงเพื่อเคลื่อนย้ายออกจากวัง...
หากแต่ว่า...จู่ๆสายลมก็กรรโชกแรง หน้าต่างพระราชวังสะบัดเหวี่ยงตามลมพายุ สายฝนโปรยปรายลงมาแบบ์ถล่มพร้อมด้วยเสียงฟ้าร้องฟ้าผ่าดังกึกก้องไปทั่วบริเวณ จนทุกคนในพระราชวังัขาวหันมามองหน้ากันแบบเหลอหลา
องค์ไทเฮาหันไปมองหัวหน้าขันทีแบบกะทันหันสตรีชราผู้มีเล่ห์เหลี่ยมทำสัญญาณมือเป็เชิงบอกอีกฝ่าย หัวหน้าขันทีก้มหน้ารับเหงื่อกาฬไหลทั่วร่าง ก่อนตรงดิ่งนำแผ่นยันต์รูปทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้าสีเหลืองอ๋อยไปแปะไว้ที่หน้าผากพระศพองค์ฮองเฮา
มือหยาบกร้านยังไม่ทันได้แปะยันที่หน้าผากขององค์ฮองเฮาแบบแนบสนิทดวงตาของฟางเซียนก็เบิกโพลงขึ้นอย่างกะทันหัน นางกำนัลทั้งหมดที่กำลังแบกพระศพอยู่สะดุ้งโหยงทุกคนปล่อยมือจากฟางเซียนพร้อมกันทันที หัวหน้าขันทีตัวแข็งเป็หินราวกับถูกผีหลอก!
“โอ้ย...เจ็บนะ” เสียงของฟางเซียนสบถบ่นพึมพำ อดีตศพยกแขนขึ้นกุมศีรษะของตัวเองด้วยความเ็ปมือเรียวเล็กอีกข้างปัดแผ่นยันต์กระดาษจนร่วงหล่นออกจากหน้าผาก
ทุกคนในพระราชวังัขาวตาเบิกกว้างพวกเขากำลังมองเงาร่างของฮองเฮาที่ค่อยๆ ยันกายลุกขึ้นนั่งด้วยตัวเองแบบไม่เชื่อสายตาองค์ไทเฮาอ้าปากค้าง ขณะที่หวงกุ้ยเฟยอ้ายเหรินปัสสาวะราด พระนางทิ้งตัวสลบล้มพับแนบพื้นแบบเฉียบพลันหมอหลวงน้ำลายฟูมปากแบบกดดันสุดขีด ใช่แล้ว!เขาเป็คนรับประกันการตายขององค์ฮองเฮา และหากองค์ฮองเฮาไม่สิ้นพระชนม์ขึ้นมาศีรษะของเขาอาจหลุดออกจากบ่าก็เป็ได้!
“บะบ้าน่า”องค์ไทเฮาอุทาน นางในและนางสนมต่างๆ หวีดร้องเสียงสูงด้วยความกลัวขุนนางน้อยใหญ่โวยวายอึกทึก ความสับสนอลหม่านบังเกิดทั่วท้องพระโรงยกใหญ่เหล่าทหารยามพังประตูเข้ามาเพราะนึกว่าเกิดเหตุด่วนเหตุร้าย แต่แล้ว...สายตาทุกคู่ก็ต้องกลับไปจดจ้องที่เรือนร่างพระศพองค์ฮองเฮาอีกครั้ง!
อดีตศพค่อยๆลุกขึ้นยืนนิ่งจังก้า ทุกคนมองไปที่ฮองเฮาฟางเซียนเป็ตาเดียวกัน
ไม่มีใครกล้าส่งเสียงไม่มีใครกล้ากลืนน้ำลาย ทุกคนนิ่งมองฮองเฮาฟางเซียนเหมือนต้องมนต์สะกด
“หนวกหูกันจัง...ที่นี่ที่ไหนอืม...” ฟางเซียนะโขึ้นเสียงดัง ตาของนางขวางแบบไม่ค่อยสบอารมณ์สักเท่าไหร่ร่างฮองเฮาพลันมองกราดไปรอบๆ ห้องโถงของวังั ก่อนจะมาหยุดที่องค์ไทเฮาซึ่งยืนอยู่ข้างเตียงไม้ที่ใกล้ที่สุด“ยัยป้านี่ใครกัน?”ดวงตาเขม็งแดงของฟางเซียนเหมือนไม่ได้ลืมตาตื่นมาเสียนาน เลยทำให้แววตาคู่นั้นดูราวกับอาฆาตมาดร้ายเป็ที่สุดจนองค์ไทเฮาสะดุ้งใจหายเมื่อต้องสบตากับฮองเฮาผู้คืนชีพ
“หมอหลวง”สตรีชราแหกปากสุดเสียง ั์ตาพร้อมรอยตีนกายับย่นหันขวับไปมองหมอหลวงผู้ชันสูตรศพด้วยอารมณ์เปี่ยมโทสะขณะที่นายแพทย์ประจำราชวงศ์ฉีน้ำตานองหน้าก้มถวายบังคมแนบพื้น “พระอาญามิพ้นเกล้า เื่นี้กระหม่อมอธิบายได้”
เงาร่างขององค์ฮองเฮาฟางเซียนเอียงคอฉงนั์ตาคู่สวยหรี่มองไปรอบๆ เหมือนแสบดวงตาเพราะเพิ่งตื่นนอนแต่เหล่าข้าราชบริพารกลับเข้าใจผิดคุกเข่าลงด้วยความหวาดกลัวในสายตาคู่นั้น
“ขอองค์ฮองเฮาทรงพระเจริญหมื่นปี หมื่นหมื่นปี”
อดีตศพยกสองแขนบิดี้เีเงาร่างนั้นไม่รู้ว่าทุกคนมาคุกเข่าอยู่เบื้องหน้าตนเองทำไม แล้วหนึ่งมุมปากก็สบถบ่นอุบอิบในลำคอ...ด้วยน้ำเสียงแสนงัวเงียขึ้นว่า“ฝันบ้าอะไรเนี่ย” ก่อนจะหันหลังกลับไปมองเตียงไม้สลักลายัสวย“เตียงน่านอนชะมัด” พลันเดินสะลึมสะลือขึ้นไปนอนห่มผ้าแบบไม่สนใจสิ่งใด“นอนต่ออีกสักนิดคงจะตื่นแหละ หมู่นี้ชอบฝันพิลึกด้วยสิ”
ทุกคนในวังัขาวเงียบกริบไม่มีบุคคลใดกล้าเอ่ยปากหรือส่งเสียงพูดสิ่งใดออกมาสักแอะสายตาทุกคู่ยังคงจ้องมองเงาร่างขององค์ฮองเฮา ทุกคนกำลังหยุดหายใจลุ้นระทึกเป็ไปได้ไหมที่องค์ฮองเฮาจะกลับไปสิ้นพระชนม์อีกครั้ง
เงียบกันอยู่นานเหล่าข้าราชบริพารต่างมองหน้ากันแบบเหลอหลาสลับกับมองร่างกายขององค์ฮองเฮาไปมา...ฮองเฮาจอมโฉดที่กลับมาจากนรกเพื่อล้างแค้น...ทว่า! เงาร่างนั้นดันกลับไปนอนสงบนิ่งบนเตียงไม้ขนาดใหญ่ และดูเหมือนจะตลงอีกครั้ง
ทุกคนที่อยู่ในพระราชวังัขาวถอนหายใจกันยกใหญ่ทุกคนต่างคิดขึ้นว่าตนเองต่างฝันไป หรือตาฝาดไปเพียงชั่วครู่...
ทันใดนั้น...
“คร่อกฟี้...คร่อกฟี้”แล้วเสียงกรนก็ดังออกมาเป็ระลอก ทำเอาบุคคลราวๆ สิบกว่าชีวิตที่คุกเข่าอยู่ใกล้พระศพสะดุ้งโหยงตัวสั่นงันงกไม่เว้นแม้แต่องค์ไทเฮาเอง
หญิงชราในอาภรณ์ชั้นสูงผู้เป็พระมารดาขององค์ฮ่องเต้กำลังมือสั่นระริกใบหน้ายับย่นมองไปทางขวาทีทางซ้ายทีเหมือนหาตัวช่วย...
ในปี ค.ศ.๒๐๒๔
ณ บริษัทสื่อสิ่งพิมพ์ฮุ่ยหวง
อี้ เฟยหลง กำลังนั่งปลดทุกข์อยู่บนชักโครกนี่เป็รอบที่สิบแล้วที่เขาเวียนเข้าเวียนออกจากห้องสุขาและถ่ายเป็น้ำเสียจนขอบตาคล้ำใบหน้าซูบตอบเป็เพราะผลพวงจากการกินส้มตำปูปลาร้าอาหารไทยอันเลื่องชื่อเมื่อ่บ่าย
แม้จะท้องเสียหนักขนาดไหนแต่ชายหนุ่มก็มิเคยหยุดทำงานที่ได้รับมอบหมาย เขายังคงลากสังขารกลับมานั่งที่โต๊ะของบริษัทและใช้สายตาจดจ้องไปยังหน้าจอคอมพิวเตอร์ มุ่งมั่นพิมพ์งานเอกสารที่หัวหน้าแผนกได้สั่งไว้
“อยากนอนจังแฮะ”เขาบ่นพิมพ์พำ ดวงตายังคงจดจ้องตัวอักษรแบบไม่ลดละ ขณะที่อากุ่ยเพื่อนร่วมงานของเขาหอบเอาเอกสารชุดใหม่มากองไว้บนโต๊ะเพิ่มอีก“ฝากด้วยนะ เฟยหลงนายเป็คนที่เทพที่สุดในบริษัททางด้านการคำนวณ และการพิสูจน์อักษรเลย พวกเราเลยไว้วางใจให้นายเป็คนทำเอกสารสำคัญพวกนี้”
เฟยหลงหันไปมองกองเอกสารขนาดมหึมาแล้วยิ้มแห้งๆในใจสบถก่นด่าถึงเพื่อนร่วมงานสันหลังยาวที่เอาแต่โบ้ยงานมาให้เขาเสมอแต่ชายหนุ่มก็ปฏิเสธไม่ได้ เพราะเขาอยากเลื่อนตำแหน่งหน้าที่การงานไวๆ
ดวงตาทั้งสองหันกลับไปจ้องจอมอนิเตอร์อีกครั้งแล้วหนึ่งมุมปากก็พูดลอยๆ ออกมาแบบเหนื่อยใจเป็เชิงตัดพ้อกับตัวเอง “ถ้าฉันตายเมื่อไหร่ พวกแกได้รู้สึกกันแน่ แต่ก็ดี...ความรู้ทุกอย่างทั้งด้านการออกแบบอาวุธ การเกษตรการวางแผนการรบจากเอกสารพวกนี้เป็ความรู้ชั้นยอด และฉันจะเป็บรรณาธิการคนเดียวที่ได้อ่านหนังสือความรู้พวกนี้ฟรีๆแบบไม่ต้องซื้อ อา...ขนาดหนังสือทำอาหารฉันยังได้อ่านก่อนใคร เนี่ย! ความรู้เต็มหัวไปหมดแล้ว แต่...ฉันจะมีวันได้ใช้พวกมันตอนไหนกันล่ะเฮ้อ...”
เมื่อชายหนุ่มพูดจบประโยคอาการท้องเสียก็กำเริบอีกครั้ง เฟยหลงลุกขึ้นพรวดอย่างกะทันหันเขาตรงดิ่งไปทางห้องน้ำในชั้นที่ ๑๑ ที่เขาทำงานอยู่ทันที
เมื่อถึงห้องน้ำเขาก็ถอดกางเกงหย่อนก้นลงบนชักโครกอุจจาระเหลวพวยพุ่งออกจากรูทวาร ดวงตาขอบคล้ำเหลือบมองเพดานแบบเหม่อลอยก่อนที่เขาจะก้มมองดูนาฬิกาข้อมือด้วยสีหน้าอิดโรยอย่างเชื่องช้า
“โห...นี่จะครบสี่สิบแปดชั่วโมงที่ไม่ได้นอนแล้วเหรอให้ตายเถอะ เรานี่เป็ยอดมนุษย์ได้เลยนะเนี่ย” ชายหนุ่มทำเสียงตื่นเต้นแสร้งทำท่าทางดีใจแต่ลึกๆ แล้วเขาเหงามาก เพราะทำแต่งานจนไม่มีเวลาได้ไปเที่ยว แถมเขายังไม่เคยจีบผู้หญิงเลยสักครั้งส่วนเพื่อนร่วมงานแต่ละคนก็ชอบเอาเปรียบ คนรอบข้างก็ชอบดูถูกเขาสารพัด เรียกได้ว่าชีวิตเขาแทบไม่มีอะไรสมหวังเลยสักอย่าง
แล้วห้วงความคิดหนึ่งของชายหนุ่มก็จินตนาการบังเกิดในห้วงสมอง“ถ้าเกิดใหม่ได้ล่ะก็...คงจะดีไม่น้อย”
“อา...นอนสักงีบแล้วกัน ขอสักห้านาทีบนชักโครกนี่แหละ”เมื่อคิดอะไรเรื่อยเปื่อยแบบสิ้นหวัง ดวงตาของเฟยหลงพลันค่อยๆ หลับลงอย่างช้าๆ ด้วยความเพลียจัด
ในที่สุดร่างกายที่อ่อนล้าของเขาก็วูบหมดสติลงสมองของอี้เฟยมีแต่ความดำมืดเข้าแทนที่ก่อนที่เขาจะได้ยินเสียงของผู้หญิงคนหนึ่งกระซิบที่ข้างหู
“ล้างแค้นให้ข้าที”
และแล้ว... อี้ เฟยหลงก็ขาดใจตายในขณะที่กำลังนั่งชักโครกขี้แตก! สาเหตุการตายคือทำงานหนักเกินไป...
โปรดติดตามตอนต่อไป