หลังจากประกาศท้าประลองกับองค์ชายจ้าวหลี่ในงานเลี้ยง หลงเฟยก็กลับมายังฐานทัพลับของเขาในหุบเขาอันห่างไกล เขารู้ดีว่าการต่อสู้ในครั้งนี้ไม่ใช่เื่ง่าย จ้าวหลี่ไม่ใช่แค่ผู้ที่มีพลังอำนาจทางการเมืองเท่านั้น แต่เขายังมีพลังเวทมนตร์ดำที่อันตรายและน่ากลัวเกินกว่าที่ใครจะคาดเดาได้ หลงเฟยเดินตรงเข้าไปยังห้องฝึกฝนซึ่งเป็ห้องขนาดใหญ่ที่ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อการทดลองเทคโนโลยีและฝึกฝนกำลังภายในโดยเฉพาะ
ห้องฝึกฝนแห่งนี้เต็มไปด้วยเครื่องมือและอุปกรณ์ที่ล้ำสมัยซึ่งหลงเฟยได้สร้างขึ้นมาเอง ภายในห้องมีเครื่องจำลองแรงโน้มถ่วงที่สามารถปรับระดับความหนักเบาได้ตาม้า หลงเฟยใช้มันในการฝึกฝนร่างกายของเขาให้แข็งแกร่งและทนทานกว่าคนทั่วไปนับสิบเท่า เขาวิ่งอยู่บนเครื่องจำลองแรงโน้มถ่วงที่ถูกตั้งค่าไว้ที่ระดับสูงสุด เหงื่อของเขาไหลท่วมตัว แต่ใบหน้าของเขากลับไม่แสดงความเหน็ดเหนื่อยเลยแม้แต่น้อย
"ซุนเจี๋ย ข้อมูลล่าสุดเกี่ยวกับการประลองยุทธ์เป็อย่างไรบ้าง?" หลงเฟยเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงที่หอบเล็กน้อย ขณะยังคงวิ่งอยู่บนเครื่องจำลองแรงโน้มถ่วง
ซุนเจี๋ยที่ยืนอยู่หน้าจอโฮโลแกรมเพื่อดูข้อมูลการฝึกฝนของท่านแม่ทัพตอบอย่างรวดเร็ว "การประลองยุทธ์จะจัดขึ้นในอีกเจ็ดวันพ่ะย่ะค่ะ มีข่าวลือว่าองค์ชายจ้าวหลี่ได้ฝึกฝนพลังเวทมนตร์ดำของเขาจนแข็งแกร่งกว่าเดิมมาก"
หลงเฟยพยักหน้าอย่างไม่ใส่ใจนัก เขาไม่ได้กลัวพลังเวทมนตร์ของจ้าวหลี่ แต่เขากลัวว่าพลังนั้นจะอันตรายเกินไปจนไม่สามารถควบคุมได้ ซึ่งอาจจะนำมาซึ่งความสูญเสียครั้งใหญ่ หลงเฟยตัดสินใจที่จะใช้เวลาเจ็ดวันนี้ในการฝึกฝนตัวเองให้แข็งแกร่งกว่าเดิม เพื่อที่จะสามารถรับมือกับพลังอันตรายของจ้าวหลี่ได้
เขาหยุดวิ่งและเดินไปยังเครื่องสร้างพลังงานเสมือนจริง เครื่องนี้สามารถสร้างพลังงานในรูปแบบต่างๆ ที่เขา้าได้ หลงเฟยตั้งค่าให้เครื่องนี้สร้างพลังงานในรูปแบบที่คล้ายกับพลังเวทมนตร์ดำของจ้าวหลี่ และเริ่มการฝึกฝนการต่อสู้ด้วยมือเปล่ากับพลังงานนั้น
การต่อสู้ดำเนินไปอย่างดุเดือด พลังงานเวทมนตร์สีดำโจมตีเขาอย่างรุนแรง แต่หลงเฟยก็สามารถหลบหลีกและสวนกลับได้อย่างรวดเร็ว เขายังคงใช้หลักการทางวิทยาศาสตร์ในการต่อสู้ เขาวิเคราะห์การเคลื่อนที่ของพลังงานและหาจุดอ่อนของมันเพื่อที่จะสามารถโจมตีกลับได้อย่างแม่นยำ
“ท่านแม่ทัพพ่ะย่ะค่ะ ท่านพักก่อนเถิด” ซุนเจี๋ยกล่าวด้วยความเป็ห่วง “ท่านฝึกฝนมาห้าวันห้าคืนแล้วนะพ่ะย่ะค่ะ ร่างกายของท่านต้องทนไม่ไหวแน่”
“ข้าสบายดี” หลงเฟยตอบพลางปาดเหงื่อออกจากใบหน้า "หากข้าไม่แข็งแกร่งกว่านี้ ข้าจะไม่มีทางเอาชนะจ้าวหลี่ได้"
ซุนเจี๋ยไม่กล้าโต้แย้งอะไรอีก เขาทำได้เพียงแค่คอยอยู่ข้างๆ และส่งกำลังใจให้ท่านแม่ทัพของเขาเท่านั้น ซุนเจี๋ยรู้ดีว่าหลงเฟยไม่ได้ทำเพื่อตัวเอง แต่เขากำลังทำเพื่อปกป้องอาณาจักรต้าหลงและเพื่อปกป้องคนบางคน หลงเฟยอาจจะดูเ็าและไม่สนใจโลกภายนอก แต่เขาก็มีจิตใจที่ดีงามและกล้าหาญมากกว่าที่ใครหลายคนคิด
หลงเฟยยังคงฝึกฝนต่อไป เขาใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการพัฒนาพลังของเขาให้แข็งแกร่งขึ้น และใช้ความรู้จากอนาคตในการสร้างอุปกรณ์พิเศษที่จะช่วยให้เขาได้เปรียบในการต่อสู้ เขาได้สร้าง "กำไลรบ"ที่สามารถยิงคลื่นพลังงานได้ และ"ชุดเกราะพิเศษ" ที่ทำจากวัสดุที่เบาและแข็งแรงกว่าเหล็กทั่วไปนับสิบเท่า มันคืออุปกรณ์ที่จะช่วยให้เขาต่อสู้กับพลังเวทมนตร์ดำของจ้าวหลี่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ในขณะที่หลงเฟยกำลังหมกมุ่นอยู่กับการฝึกฝน หลิวซินก็กำลังเดินทางมายังเมืองหลวงเช่นกัน เธอใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการเดินทางและแอบหลับพักผ่อนในป่าลึก เธอต้องระมัดระวังเป็พิเศษเพราะเธอรู้ดีว่าเธออาจจะถูกตามล่าจากตระกูลของเธอ หรืออาจจะถูกตามล่าจากกองทัพของไป๋หูก็เป็ได้ แต่เธอก็ไม่กลัว เธอยังคงมีความมุ่งมั่นที่จะต้องไปให้ถึงเมืองหลวงเพื่อเข้าร่วมการประลองยุทธ์ให้ได้
หลิวซินยังคงฝึกฝนพลังของเธออย่างต่อเนื่อง เธอค้นพบว่าพลังวิหคาที่อยู่ในตัวเธอนั้นสามารถเชื่อมโยงกับพลังงานจากธรรมชาติได้ และเธอก็สามารถใช้มันในการควบคุมไฟและสร้างเปลวไฟสีทองแดงขึ้นมาได้อย่างไม่ตั้งใจ เธอยังไม่สามารถควบคุมมันได้อย่างสมบูรณ์ แต่เธอก็สามารถใช้มันในการป้องกันตัวและโจมตีศัตรูได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ในคืนหนึ่ง ขณะที่เธอกำลังฝึกฝนพลังอยู่นั้น เธอก็ได้ยินเสียงฝีเท้าของใครบางคนกำลังเดินเข้ามาใกล้ เธอรีบซ่อนตัวในพุ่มไม้และสังเกตการณ์ ชายคนนั้นคือ อู๋จ้าว นักเวทสายดำของจ้าวหลี่ ที่กำลังเดินทางมายังสถานที่ลับบางอย่างในป่า หลิวซินใมาก เธอไม่เคยคิดว่าเธอจะเจออู๋จ้าวในสถานที่เช่นนี้ เธอจึงตัดสินใจที่จะแอบตามเขาไปเพื่อสืบหาความจริง
อู๋จ้าวเดินเข้าไปในถ้ำเล็กๆ ที่ถูกซ่อนไว้ใต้ต้นไม้ใหญ่ ภายในถ้ำเต็มไปด้วยสัญลักษณ์และรูปวาดของเวทมนตร์ดำ หลิวซินแอบมองเข้าไปในถ้ำและเห็นอู๋จ้าวที่กำลังร่ายมนตร์ดำอยู่หน้าศิลาขนาดใหญ่ที่เปล่งแสงสีดำออกมาอย่างน่ากลัว ศิลานั้นมีสัญลักษณ์ที่คุ้นตาของตระกูลหลิว และมันก็ทำให้หลิวซินต้องตกตะลึง
“ศิลาแห่งดวงดาว…” หลิวซินพึมพำกับตัวเอง
ในขณะที่เธอกำลังใอยู่นั้น อู๋จ้าวก็หยุดร่ายมนตร์และหันมามองที่เธอ “ออกมาเถิด… หลิวซิน”
หลิวซินใที่อู๋จ้าวรู้ว่าเธอซ่อนตัวอยู่ที่ไหน เธอก้าวออกมาจากพุ่มไม้และมองอู๋จ้าวด้วยสายตาที่ไม่เข้าใจ “ท่าน… ท่านรู้ได้อย่างไรว่าข้าอยู่ที่นี่”
“ข้ารู้ทุกอย่าง” อู๋จ้าวตอบพลางเผยรอยยิ้มที่น่ากลัว “ข้ารู้ว่าเ้าเป็ใคร… และข้ารู้ว่าเ้ามีพลังที่แข็งแกร่งกว่าใครในโลกนี้”
หลิวซินรู้สึกถึงความอันตรายที่กำลังคืบคลานเข้ามาใกล้ เธอไม่กล้าขยับไปไหน และเธอก็รู้สึกได้ว่าพลังในตัวเธอเริ่มสั่นะเือย่างรุนแรง
“พลังที่อยู่ในตัวเ้า… มันเป็พลังที่ข้า้ามาตลอด” อู๋จ้าวกล่าวพลางยื่นมือออกมา “มอบพลังนั้นให้ข้า… แล้วข้าจะทำให้เ้ากลายเป็ราชินีผู้ยิ่งใหญ่”
หลิวซินไม่สนใจข้อเสนอของอู๋จ้าว เธอใช้พลังของเธอในการโจมตีอู๋จ้าว แต่พลังของเธอก็ยังไม่แข็งแกร่งพอที่จะทำร้ายเขาได้ อู๋จ้าวหลบหลีกการโจมตีของเธอได้อย่างง่ายดายและหัวเราะอย่างบ้าคลั่ง
“เ้ายังอ่อนแอเกินไป” อู๋จ้าวกล่าว “แต่ไม่เป็ไร… ข้าจะทำให้เ้าแข็งแกร่งขึ้นเอง”
อู๋จ้าวใช้เวทมนตร์ดำของเขาในการโจมตีหลิวซิน พลังเวทมนตร์สีดำพุ่งเข้าหาเธออย่างรวดเร็ว หลิวซินหลบหลีกไม่ได้ เธอจึงใช้พลังวิหคาในการป้องกันตัว เปลวไฟสีทองแดงล้อมรอบตัวเธอและปกป้องเธอจากพลังเวทมนตร์ของอู๋จ้าว แต่พลังของเธอก็ยังไม่สามารถต้านทานพลังของอู๋จ้าวได้นานนัก
หลิวซินเริ่มรู้สึกถึงความเหนื่อยล้า เธอรู้สึกเหมือนกับว่าพลังในตัวเธอเริ่มที่จะหมดลง และสติของเธอก็เริ่มเลือนลาง แต่ในขณะที่เธอกำลังจะยอมแพ้ เธอก็ได้ยินเสียงของใครบางคนแว่วเข้ามาในหู
“อย่ายอมแพ้… หลิวซิน”
เสียงนั้นคือเสียงของชายลึกลับที่เธอได้พบเจอในคืนพายุฝน เสียงของเขาให้กำลังใจเธอ และทำให้พลังในตัวเธอแข็งแกร่งขึ้นอีกครั้ง หลิวซินลุกขึ้นยืนอีกครั้งและมองอู๋จ้าวด้วยสายตาที่มุ่งมั่น
“ข้าจะไม่ยอมแพ้!” หลิวซินคำรามเสียงดัง
เธอใช้พลังวิหคาที่อยู่ในตัวเธอในการสร้างเปลวไฟขนาดใหญ่และโจมตีอู๋จ้าว เปลวไฟนั้นร้อนแรงและทรงพลังกว่าทุกครั้งที่เธอเคยใช้มา อู๋จ้าวถึงกับต้องถอยร่น เขาไม่เคยคิดว่าหญิงสาวคนนี้จะมีพลังที่แข็งแกร่งถึงเพียงนี้
การต่อสู้ของทั้งสองดำเนินไปอย่างดุเดือด แต่แล้วเสียงของใครบางคนที่ดังขึ้นก็ทำให้ทั้งคู่ต้องหยุดการต่อสู้
“พอแล้ว… อู๋จ้าว”
ชายคนนั้นคือ จ้าวหลี่ เขาเดินเข้ามาในถ้ำด้วยท่าทีที่สง่างาม ดวงตาของเขามองไปที่หลิวซินด้วยสายตาที่น่าสนใจ และมองไปที่อู๋จ้าวด้วยสายตาที่ดุดัน
“แต่… องค์ชาย” อู๋จ้าวกล่าวอย่างไม่พอใจ
“ข้าบอกให้พอ” จ้าวหลี่สั่งเสียงเรียบ “นางยังไม่พร้อมที่จะใช้พลังของนาง”
จ้าวหลี่มองไปที่หลิวซินอีกครั้ง “เ้า… ช่างเป็หมากตัวสำคัญที่น่าสนใจยิ่งนัก”
คำพูดของเขาทำให้หลิวซินรู้สึกหวาดกลัว เธอไม่รู้ว่าเขาหมายถึงอะไร แต่เธอก็รู้ว่าเธอต้องหนีไปจากที่นี่ให้เร็วที่สุด หลิวซินใช้จังหวะที่จ้าวหลี่และอู๋จ้าวกำลังคุยกันในการวิ่งหนีออกจากถ้ำ และเธอก็วิ่งเข้าไปในป่าลึกอย่างรวดเร็ว
จ้าวหลี่ไม่ได้ไล่ตามเธอไป เขาทำได้เพียงแค่มองเธอจากไปอย่างเงียบๆ
“องค์ชาย… ทำไมพระองค์ถึงปล่อยนางไปพ่ะย่ะค่ะ!” อู๋จ้าวกล่าวด้วยความไม่พอใจ
“เรายังไม่ถึงเวลาที่จะต้องเล่นไพ่ตาย” จ้าวหลี่ตอบ “ปล่อยให้พลังของนางเติบโตไปก่อน แล้วเมื่อถึงเวลาที่เหมาะสม ข้าจะเป็คนไปนำพลังนั้นมาด้วยตัวข้าเอง”
หลิวซินวิ่งหนีเข้าไปในป่าลึกอย่างไม่คิดชีวิต เธอไม่รู้เลยว่าการฝึกฝนของเธอในวันนี้ จะทำให้เธอได้เผชิญหน้ากับศัตรูที่อันตรายที่สุดในโลก และเธอไม่รู้เลยว่าการที่เธอได้พบกับจ้าวหลี่ในวันนี้ จะทำให้เธอต้องกลายเป็หมากตัวสำคัญในเกมอำนาจของเขาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้