โคโรนาซอมบี้

    บทที่ 3

    “ขอโทษ... ว่าแต่นายไม่โดนกัดมาใช่ไหม..แบบว่าถ้าโดนกัดแล้วจะเป็นซอมบี้เหมือนกับในหนังน่ะ” หลังจากที่เธอตั้งสติได้แล้วก็เอ่ยขึ้นมา พวกเขายังอยู่ห่างกันสักระยะหนึ่ง แต่ถ้าตอนนี้พวกเขายังเป็นคนอยู่ล่ะก็ มันก็ยังพอเชื่อใจกันได้อยู่บ้าง มันยังดีกว่าต้องไปพูดกับพวกซอมบี้ที่ไม่มีเหตุผลให้คุยอีกต่อไป“แน่นอนว่าฉันยังไม่ถูกกัดหลอกนะ แล้วทางเธอล่ะ คิดจะใช้เจ้านั่นในการต่อสู้กับพวกมันจริงๆเหรอ..” โจมองไปยังพลั่วเก่าๆที่มันขึ้นสนิมเป็นที่เรียบร้อยแล้ว “ก็มันช่วยไม่ได้นี่นา อย่างน้อยมันก็เอาไว้ป้องกันตัวได้.. ฉันรอดมาได้ก็เพราะมันนี่แหละ..” เธอกล่าวออกมาก่อนที่จะทำสัญลักษณ์มือให้กับคนที่เหลือ และมันก็ปรากฏเป็นหญิงอีกสองคนขึ้นมา ในมือของพวกเธอไม่มีอะไรเลย และถ้าดูจากหน้าตาแล้ว พวกเธอคงจะเป็นเพื่อนกันอย่างแน่นอน พวกเธอเดินออกมาอย่างกล้าๆกลัวๆ ถึงจะยังเป็นคนอยู่แต่พวกเธอที่เป็นเพียงผู้หญิงตัวเล็กๆ จะไปสู้กับพวกผู้ชายได้อย่างไรกัน“ว่าแต่นายเถอะ รอดมาได้อย่างไรกันล่ะเนี้ย.. พวกฉันเองก็เกือบเอาตัวไม่รอด ดีที่ห้องของพวกฉันอยู่ใกล้กับบันไดเลยหนีขึ้นมาทันเวลาพอดี..” โจที่ได้ยินผู้หญิงคนนี้กล่าวถามออกมา เขาก็เล่าตามความจริงที่เขานอนไม่รู้เรื่อง หรือเอาง่ายๆก็คือซ้อมตายจากอาการเมา หลังจากนั้นพวกเขาก็เริ่มแนะนำตัวเอง กลุ่มสาวสามคนคนที่ถือพลั่วเธอมีชื่อว่า ‘เมย์’  คนต่อไปคือคนที่สวมเสื้อยืดธรรมดากางเกงยีนอารมณ์เหมือนเป็นสาวขี้กลัว สวมแว่นเหมือนกับเป็นมิตรกับห้องสมุดเป็นอย่างมาก เธอมีชื่อ ‘โฟร์’ ส่วนคนสุดท้ายเธอเป็นน้องสาวของเมย์ หลังจากที่ถามไถ่กันมา สองพี่น้องนี่แต่งตัวแตกต่างกันเป็นอย่างมาก คนพี่ (เมย์) แต่งตัวเหมือนกับพวกที่สปอร์ตๆ กางเกงวอมเสื้อพละยี่ห้อดัง ส่วนคนน้องมีชื่อว่า ‘มายด์’ เธอแต่งเหมือนลูกคุณหนูที่ใส่พีทยาวทั้งชุดสีฟ้ากำลังน่ารัก“อย่างนั้นเหรอ พวกเธอนี่ก็โชคดีเหมือนกันนะเนี้ย.. เหลือแต่พวกเราสี่คนเท่านั้นซินะ” โจกล่าวตามความจริง เขาไม่ค่อยจะสะทกสะท้านอะไร แต่ถึงอย่างนั้นมันก็ยังเป็นความจริงที่น่าหดหู่อยู่ดีนั่นแหละ“ที่ตึก B ยังมีคนรอดชีวิตอยู่บนดาดฟ้าเหมือนพวกเราอีก 8 คน พวกเขาค่อนข้างโชคดีที่เหลือกันเยอะ และเหมือนว่าพวกเขาพยายามจะบอกว่าตึก C เองก็มีคนรอดชีวิต แต่ดูเหมือนว่าจะรอดได้ยากมาก ..” เมย์กล่าวออกมาตามข้อมูลที่เธอนั้นมี  แน่นอนว่ากว่าที่พวกเขาจะเข้าใจภาษาใบ้กันได้นั้นมันก็ต้องใช้เวลาพอสมควร การที่จะใช้เสียงตะโกนคุยกันนั้น มันเป็นอะไรที่สิ้นคิดมากในตอนนี้ ถึงมันจะทำให้เข้าใจกันได้มากขึ้น แต่มันก็จะเรียกพวกที่กระหายเนื้อมาด้วยเช่นกัน “ยังไงเหรอที่บอกว่าพวกเขาคงจะไม่รอดแล้ว..” โจไม่เข้าใจในสิ่งที่เมย์กล่าว“ก็..พวกเขามีเวลาเตรียมตัวน้อยที่สุดน่ะค่ะ จู่ๆพวกซอมบี้ก็เกิดขึ้นตอนเวลาประมาณตีสี่ ตอนนั้นฉันยังจำได้ดีเลยล่ะค่ะ ฉันกับเมย์ที่นัดกันว่าจะไปวิ่งตอนเช้าเพิ่งจะตื่นนอน เมย์แต่งตัวพร้อมแล้ว ส่วนฉันเพิ่งจะตื่น และมันก็เป็นเวลาที่ไม่ค่อยคุ้นเคยสักเท่าไร เราเปิดประตูตรงระเบียงออกไปรับลม แต่ภาพที่เห็นนั้นคือกลุ่มซอมบี้ที่ตอนแรกนึกว่าคนเมาตีกันก็เถอะ มันแห่กันมาทางประตูหลังทางตึก C พวกเขาจึงโดนเล่นงานก่อน..” โฟร์กล่าวออกมาอธิบายเหตุการณ์ที่เธอเห็นให้กับโจฟัง“ใช่แล้วล่ะ จากนั้นโฟร์ก็เรียกฉันไปดู ตอนแรกเราก็ต่างไม่ได้คาดคิดว่าจะเป็นเรื่องอย่างนี้ แต่พวกเราเห็นว่ามีพวกมันหลายตัวต่างก็เข้าจู่โจมตึกของเราด้วยเช่นกัน พวกฉันที่กลัวมากจึงรีบพากันหนีขึ้นมาบนดาดฟ้าอย่างที่เห็นนั่นแหละ ..” เมย์เล่าต่อจากโฟร์สาวแว่น“หนูตื่นมาก็งงๆเหมือนกัน ดีนะที่เมื่อคืนมานอนกับพี่เมย์ ถ้าอยู่หอคนเดียวล่ะก็ไม่อยากจะคิดเลย..” มายด์ที่ไม่ได้มีบทพูดก็เอ่ยออกมาบ้าง เธอยังคงหลอน และกลัวเป็นอย่างมาก เธอเป็นคนที่ไม่ค่อยชอบสิ่งที่เรียกว่าผี ยิ่งกับซอมบี้ก็ยิ่งแล้วใหญ่ อีกอย่างเธอเกือบที่จะถูกกัดเข้าให้เสียแล้ว แต่ก็ยังโชคดีที่พี่สาวของเธอหยิบพลั่วขึ้นมาปกป้องเธอเอาไว้“ก็ไม่แปลกใจเท่าไรที่พวกตึก C จะรอดนั้นเป็นเรื่องยาก พวกตึก B ที่โครงสร้างอาคาร และผู้คนส่วนใหญ่ไม่ได้ติดแอร์เหมือนกับตึก A จึงมีคนรอดเยอะกว่าเพราะได้ยินเสียงร้องจากตึก C เลยตื่นตัวซินะ ส่วนตึก A ของพวกเราคงจะเปิดแอร์กันเกือบทุกห้อง ทำให้ไม่ได้ยินเสียงรอบข้างซินะ..” โจกล่าวตามข้อมูลที่ได้รับมา และถ้าหากมองย้อนไปดีๆ เขาเองก็เป็นคนหนึ่งที่เรียกได้ว่าโชคดี เพราะเมื่อคืนเขาเมาจนเกินไป ไฟหรือแอร์ก็ไม่ได้เปิด พัดลมก็ยังไม่ทันได้กด ร่างกายก็สลบไปก่อนแล้ว“..ใช่แล้วล่ะ ตึกนี้เลยมีแต่พวกฉันเท่านั้นที่รอด พวกตึก B ยังพอมีผู้ชายอยู่หลายคน พวกเขาแนะนำให้เราล็อก และหาอะไรมากั้นทางขึ้นเอาไว้.. พวกตึก C ก็เหมือนกันเหมือนกับว่าจะรอดมาทางดาดฟ้าได้เพียงแค่คนเดียว จะเปิดประตูช่วยเหลือคนที่อยู่ข้างล่างก็ทำไม่ได้ พวกซอมบี้ต่างก็ยังเฝ้าวนเวียนอยู่ตรงบันไดไม่ยอมไปไหนเลย พวกที่ยังเหลือก็ได้แต่หลบอยู่ในห้องของตัวเอง รู้สึกว่าจะเหลือสองคนมั้งนะ..” เธอเองก็ไม่มั่นใจเท่าไรกับข้อมูลที่ได้มา เธอไม่รู้ว่ามันถูกต้องหรือเปล่า เพราะมันสื่อสารกันแบบไร้เสียงอย่างนี้ โจที่ได้ยินอย่างนั้น เขาสามารถช่วยเหลือได้ก็จริงเขามีแผนอยู่ในใจหลายอย่าง แต่ตอนนี้เขาต้องการข้อมูลมากกว่านี้ ถ้าไปแบบไม่รู้อะไรเลยมันเป็นการฆ่าตัวตายแบบโง่ๆเท่านั้น  โจนั่งพิจารณา และคิดอะไรหลายอย่าง ก่อนจะหยิบกล้องส่องทางไกลขึ้นมาส่องออกไปทางซอมบี้ที่อยู่เป็นกลุ่มใต้ต้นไม้ใหญ่บริเวณสวนสาธารณะประจำชุมชน พวกมันต่างก็เดินอย่างช้าๆ บางตัวมันก็กำลังลื้อซากศพกินอยู่ จากที่เขาสังเกตพวกมัน และพบว่ามีจุดสังเกตได้สองข้อ ข้อแรกคือพวกมันส่วนใหญ่จะหลบอยู่แต่ที่ร่ม พวกมันอาจจะไม่ถูกกับแสงแดด แต่มันก็มีบางตัวที่อยู่กลางแดดอย่างไม่กลัวอะไรเลย ดังนั้นข้อนี้ต้องเก็บเอาไว้ในใจก่อน  ส่วนข้อสองนั้นแปลกประหลาดยิ่งกว่าที่เขาเคยคิดเอาไว้ ศพที่ถูกกัดกินนั้นไม่ได้เป็นซอมบี้เหมือนที่มันควรจะเป็น มันเหมือนกับว่าพวกมันสามารถเลือกได้ว่าจะให้ใครเปลี่ยนเป็นพวกมันหรือจะให้ใครเป็นแค่อาหารสำหรับพวกมันเท่านั้น และถ้ามันเป็นอย่างนั้นจริง นั่นก็แปลได้เพียงอย่างเดียวคือพวกมันสามารถสื่อสาร และเรียนรู้ได้ โจทำหน้าเครียดขึ้นมาในทันที เขามองไปที่พวกมันชัดๆอีกครั้ง ศพนั้นไม่มีการเคลื่อนไหวหรือมีท่าทีว่าจะเป็นซอมบี้เลย โจจึงเริ่มวางแผนการทดลองอะไรหลายๆอย่างตามสมมุติฐานของตัวเอง เริ่มด้วยการหันหลังกลับไปมองเหล่าซอมบี้จากทางที่เขาปีนขึ้นมาด้านหลังอาคาร  แน่นอนว่ามันมีตึกที่เขาอยู่บดบังแสงอาทิตย์เอาไว้ เป็นที่แน่ชัดแล้วว่าพวกมันไม่ชอบแสงแดด ถ้ามันเลือกได้มันจะหลบอยู่แต่ในร่มเพียงเท่านั้น เพราะไม่มีซอมบี้ตัวไหนเลยที่ออกจากขอบของร่มเงาตึกสักตัวเดียว และเพื่อการนั้นเขาจะต้องทดลองให้มั่นใจอีกครั้งหนึ่ง โจหยิบกระจกที่เป็นเศษๆขึ้นมา และทำมุมสะท้อนแสงไปทางพวกมันที่อยู่หลังตึกแห่งนี้ ในตอนแรกที่มันโดนเข้ากับแสงตัวของมันกลับไม่ได้แสดงปฏิกิริยาใดๆเลยมันยังคงนิ่งอยู่อย่างนั้น ไม่ทันอะไร โจมึนมาก หรือว่าเขาจะเข้าใจผิดไป แต่เมื่อส่องไปสักพักหนึ่งพวกมันก็แหวกออกจากจุดที่เขาส่องลงไปทีละตัวสองตัว…

    นิยายแนะนำ