ซีรั่วหยานได้สอนถึงการบ่มเพาะคู่ของนางในขั้นตอนแรกให้ฉางเฟิงส่งปราณโกลาหลเข้าสู่ร่างกายของนางและให้ปราณของฉางเฟิงหมุนเวียนในร่างของซีรั่วหยานจากนั้นซีรั่วหยานจะกลั่นปราณโกลาหลของฉางเฟิงให้บริสุทธิ์ยิ่งขึ้นและส่งให้กับฉางเฟิงต่อทั้งสองทำแบบนี้ไปเรื่อยๆ
ร่างกายที่ไม่สามารถใช้ปราณได้ของซีรั่วหยานดีขึ้นทีละนิดแม้จะเพียงนิดเดียวมากจริงๆและอาจจะใช้เวลาหลายปีกว่านางจะกลับมาใช้พลังปราณได้อีกครั้งแต่มันก็ดีกว่านางไม่ทำอะไรเลยเพราะด้วยพลังของฉางเฟิงตอนนี้ไม่สามารถหลอมยาที่ช่วยเหลือนางได้เลย
ตอนนี้สี่นิกายได้เก็บตัวเงียบและเตรียมพร้อมสำหรับงานประลองซึ่งงานประลองในปีนี้ทางราชวงศ์เป็นผู้จัดขึ้นดังนั้นสี่นิกายจะต้องส่งศิษย์เข้าร่วมการประลองที่เมืองหลวง
และตอนนี้เหลือเวลาเพียงแค่เดือนเดียวเท่านั้นฉางเฟิงนอกจากจะต้องฝึกฝนตัวเองแล้วยังต้องฝึกฝนให้กับพวกศิษย์ด้วยตอนนี้นอกจากถูคงแล้วคนอื่นๆเองก็พัฒนาขึ้นมาก ส่วนถูคงแม้พลังบ่มเพาะจะไม่อาจเทียบได้กับคนอื่นแต่กายากลับบรรลุครึ่งก้าวระดับวิญญาณไปแล้วเรียกได้ว่าพัฒนาอย่างก้าวกระโดดมากจริงๆ
“ตอนนี้ทางเจ้ามีกี่คนที่พร้อมจะเข้าร่วมงานประลอง”มู่ฟยเสวี่ยมักจะมาหาฉางเฟิงบ่อยครั้งถึงอย่างไรในนิกายก็มีเพียงฉางเฟิงคนเดียวที่หลอมยาระดับ4 ขึ้นมได้
“ถูคงลู่หยาง จินเมี่ยว จินลู่ ขงเซิ่น ทั้งห้าคนนี้ถือว่าพอใช้ได้ อีก 1เดือนพวกเขาจะทะลวงระดับวิญญาณกันหมด ส่วนถูคงกายาคงเทียบได้กับระดับวิญญาณขั้น 3ถึง 4” ฉางเฟิงกล่าว
“แต่เขาจะไม่เป็นอะไรงั้นเหรอเพียงแค่กายาจะเอาชนะศัตรูได้งั้นเหรอ” มู่เฟยเสวี่ยกังขา
“ถ้าเช่นนั้นทำไมเจ้าไม่รองใช้กระบี่ของเจ้าโจมตีออกไปดูละแน่นอนว่าถ้าเจ้าใช้พลังระดับปฐพีขั้น9 ถูคงก็คงรับไม่ใหว” ฉางเฟิงยิ้ม
มู่เฟยเสวี่ยกดพลังของตนเองให้เหลือระดับวิญญาณก่อนจะโจมตีปราณกระบี่ออกไปถูคงที่กำลังฝึกฝนเพลงหมัดอยู่รู้สึกตัวและยกแขนทั้งสองข้างขึ้นมาป้องกัน
“ปัง!!!!!!!!!!!!!”เสียงเหมือนกับโลหะดังขึ้น
มู่เฟยเสวี่ยตกตะลึงแขนทั้งสองข้างของถูคงไม่เกิดแผลเลยแม้แต่นิดเดียวเห็นได้ชัดว่าพลังป้องกันของถูคงนั้นแข็งแกร่งเทียบได้กับระดับวิญญาณขั้น 6 ไปแล้ว
“ยอดเยี่ยมแบบนี้ก็น่าจะมีหวัง”มู่เฟยเสวี่ยพยักหน้า
ถูคงเกาหัวทันทีเขาไม่คิดว่าผู้นำนิกายจะมาทดสอบเขาด้วยตัวเองและนอกจากพวกถูคงเทพธิดาสี่ฤดูต่างก็มาฝึกฝนกับฉางเฟิงเพราะในเรื่องกระบี่แม้แต่มู่เฟยเสวี่ยยังเทียบกับฉางเฟิงไม่ติด
“ตอนนี้ยังขาดอีก1 คนที่จะเข้าร่วมการประลองแต่ในบรรดาศิษย์หลักตอนนี้เทียบกับศิษย์ที่เจ้าฝึกฝนไม่ได้ด้วยซ้ำ” มู่เฟยเสวี่ยกล่าว
“หาไม่ได้ขนาดนั้นเลยงั้นเหรอ”ฉางเฟิงแปลกใจ
“ใช่ในการประลองอย่างน้อยคนๆนั้นต้องอยู่ระดับวิญญาณขั้นไปถ้านำระดับหลอมรวมเข้าร่วมก็ไม่ต่างกับการส่งเขาไปตาย”มู่เฟยเสวี่ยไม่ยอมให้ศิษย์ของนางไปเสี่ยงอันตรายถึงชีวิตอย่างเด็ดขาด
“อืมโอ้มีคนหนึ่งนี่นา” ฉางเฟิงกล่าว
“ใคร!!!!”มู่เฟยเสวี่ยสงสัย
“ก็องค์หญิงไง”ฉางเฟิงยกยิ้มชั่วร้าย
“ไม่มีทางองค์หญิงไม่มีทางลงประลองในนามของนิกายบุปผาอย่างเด็ดขาดถึงอย่างไรนางก็เป็นคนของราชวงศ์ย่อมต้องลงในตัวแทนของราชวงศ์”มู่เฟยเสวี่ยกล่าว
“นั่นก็ไม่แน่เสมอไปหรอก”ฉางเฟิงกล่าว
จากนั้นฉางเฟิงก็ไปพบกับจักรพรรดิสุราที่ศึกษาการหมักสุราหวนคำนึกอยู่เมื่อเห็นฉางเฟิงเดินเข้ามาจักรพรรดิสุราก็ไม่รอช้ารีบเข้าไปถามสิ่งที่ตนเองสงสัยทันที
“ผู้อาวุโสข้าสามารถตอบคำถามของท่านได้แต่ข้าเองก็มีคำขอเล็กๆน้อยๆด้วยเช่นกัน” ฉางเฟิงกล่าว
“เจ้าจะให้ข้าทำอะไรให้อีก”จักรพรรดิสุราแสดงสีหน้าระวังทันทีการที่ฉางเฟิงมาขอให้เขาทำอะไรนี่ออกจะน่ากลัวเกินไป
“ไม่ใช่ท่านแต่เป็นแม่นางเย่ต่างหาก”ฉางเฟิงกล่าว
“เกี่ยวอะไรกับข้า”เย่เฉียนถึงกับตกใจ
“พอดีว่าตอนนี้นิกายขาดคนเข้าร่วมการประลอง1 คน เพราะเหตุการณ์เมื่อหลานเดือนก่อนำให้ศิษย์จำนวนหนึ่งของนิกายต้องตายไปข้าเลยอยากจะขอแรงแม่นางเย่ให้ช่วยเข้าร่วมในนามของนิกายให้หน่อยได้หรือไม่”ฉางเฟิงกล่าว
“แต่ข้าไม่อยากเข้าร่วมนิกายมันน่ารำคาญ”เย่เฉียนกล่าว
“แน่นอนว่าแม่นางแค่เข้าร่วมแค่ในนามเท่านั้นส่วนกฎของนิกายก็ไม่จำเป็นต้องทำตามและอีกอย่างข้าจะมอบสุราหวนคำนึกให้แม่นางอีก1 ไห” ฉางเฟิงกล่าว
“อึก!!!!!!”เย่เซียนถึงกลับกลืนน้ำลายทันที
“ข้าตกลง”จักรพรรดิสุราพุ่งตัวออกมาทันที
“ตาแก่ฉางเฟิงทำข้อตกลงกับข้าไม่ใช่ท่านเพราะงั้นสุรามันเป็นของข้า” เย่เฉียนคำราม
เห็นได้ชัดว่าตาแก่หน้าด้านคนนี้คิดจะฮุบเอาสุราของนางไปแน่นอนว่าเย่เฉียนย่อมไม่ยอมอยู่แล้ว ไม่นานสองอาจารย์ก็เริ่มโต้เถียงกันสุดท้ายก็ต้องแบ่งสุราคนละครึ่ง
เมื่อเย่เฉียนรับปากฉากเฟิงก็พอใจเพราะการประลองของสี่นิกายและราชวงศ์นั้นสำคัญต่อการเติบโตของนิกายบุปผามากๆเพราะรางวัลของผู้ชนะจะได้รับเหมืองแร่ศิลาปราณระดับกลาง1 แห่งซึ่งในตอนนี้นิกายมีเหมืองแร่ศิลาปราณระดับต่ำแค่ 1 แห่งเท่านั้นที่เหลือล้วนถูกแย่งชิงไปหมดแล้วทำให้นิกายยากจนอย่างมาก
ถ้าไม่ใช่เพราะช่วงนี้นิกายมีรายได้จากการขายสุราละก็แค่ทรัพยากรฝึกฝนก็คงจะไม่มีกันอย่างแน่นอน
ฉางเฟิงหลังกลับมาก็เริ่มฝึกโหดให้กับพวกลู่หยางอีกครั้งส่วนเวลาว่างฉางเฟิงก็จะบ่มเพาะคู่กับซีรั่วหยานในภาพสวรรค์นิรันดร์และตอนนี้ซีรั่วหยานก็ฟื้นฟูมาได้เล็กน้อยทำให้นางเริ่มลงมือสร้างค่ายกลกาลเวลาขึ้นมานางต้องการใช้ค่ายกลกาลเวลาเร่งการเจริญเติบโตของสมุนไพรโกลาหล
สมุนไพรโกลาหลนั้นมีไม่มากทำให้ฉางเฟิงไม่สามารถใช้ได้ง่ายๆจำเป็นต้องนำมาปรุงยาที่มีประโยชน์ต่อตนเองจริงๆและเม็ดยาต่อไปที่ฉางเฟิงต้องการก็คือเม็ดยาหยินหยางโกลาหล ซึ่งเป็นเม็ดยาระดับ 4ที่มีความยากในการหลอมอย่างมาก
แม้แต่ฉางเฟิงยังไม่มั่นใจว่าจะหลอมให้มีคุณภาพสุดยอดหรือไม่ดังนั้นฉางเฟิงต้องการเวลาเตรียมตัวเสียก่อนและถ้าฉางเฟิงล้มเหลวในการหลอมฉางเฟิงก็จะได้รับความสูญเสียใหญ่หลวงเพราะสมุนไพรในการหลอมมีเพียงชุดเดียว