ห้องของกู่เหวยเงียบเหมือนทุกเช้า แสงเช้าที่ส่องผ่านช่องระบายอากาศเล็กๆ ้ายังเฉียงอยู่ ตกลงมาเป็แถบแคบบนพื้นไม้ ทำให้ฝุ่นละอองที่ลอยอยู่ในอากาศมองเห็นได้ชัดขึ้นเป็เส้นสีทอง
หลินเย่เดินเข้ามาก่อนที่ไอเช้าจะจางหมด เขาวางตะกร้าสมุนไพรที่เก็บมาั้แ่ฟ้ายังไม่สางลงบนโต๊ะ แล้วเริ่มคัดแยกตามหมวดหมู่ที่กู่เหวยจัดวางไว้
กู่เหวยไม่อยู่ เหมือนกับสามในสี่ของเวลาที่ผ่านมา ชายชราปรากฏตัวเป็ครั้งคราวโดยไม่มีรูปแบบที่แน่นอน บางครั้งหายไปเป็แรมเดือนแล้วกลับมาในเช้าวันหนึ่งโดยไม่บอกล่วงหน้า บางครั้งอยู่ในห้องตลอดวันทว่าไม่พูดกับหลินเย่สักคำ
หลินเย่เรียนรู้ที่จะไม่รอและไม่ถามมาั้แ่ปีแรก เขาทำหน้าที่ดูแลห้องต่อไปไม่ว่าเ้าของจะอยู่หรือไม่ นั่นคือข้อตกลงที่ไม่เคยพูดออกมาเป็คำ ทว่าทั้งสองต่างรู้กันดี
จัดสมุนไพรเสร็จ เขาเช็ดโต๊ะ เติมน้ำในหม้อต้มขนาดเล็ก แล้วล้วงมือเข้าไปในชั้นวางที่สี่จากซ้าย
ตำราเล่มที่หยิบออกมานั้นบางกว่าตำราของกู่เหวยส่วนใหญ่ ปกหนังสีน้ำตาลเข้มมีรอยนิ้วมือของเขาเองซ้ำอยู่ตามขอบ หน้าที่เปิดบ่อยที่สุดมีรอยพับรูปสามเหลี่ยมอยู่มุมขวาบน เขานั่งลงบนม้านั่งตัวเตี้ยข้างโต๊ะ เปิดตำราตรงหน้าที่คุ้นเคย
โอสถในโลกนี้ถูกแบ่งออกเป็สิบขั้น เช่นเดียวกับระดับขั้นของผู้ฝึกยุทธ์
ขั้นหนึ่งถึงสี่ คือโอสถประเภทรักษาและฟื้นฟู ขั้นสามและสี่้าความชำนาญในการควบคุมปราณระหว่างหลอมมากขึ้น สมุนไพรที่ใช้หายากกว่า และต้องจับจังหวะความร้อนของเตาให้เที่ยงตรงจนคลาดเคลื่อนไม่ได้แม้เพียงเส้นผม
หลินเย่หยิบขวดแก้วขาวใบเล็กขึ้นมาจากชั้นข้างโต๊ะ หมุนมันในมือ พลางดูเม็ดโอสถข้างในที่กลมและสม่ำเสมอ ครั้งแรกที่หลอมสำเร็จ เม็ดที่ได้ออกมาบิดเบี้ยวและมีรอยแตกตื้นๆ บัดนี้สองปีผ่านไป เม็ดที่ได้กลมพอใช้ได้ คุณภาพอยู่กึ่งกลางระหว่างขั้นสองกับขั้นสาม
เขาวางขวดลงแล้วพลิกหน้าตำราต่อ ขั้นห้าและหก คือโอสถที่ผู้ฝึกยุทธ์ส่วนใหญ่ใฝ่หา มันไม่ได้ฟื้นฟูร่างกาย หากทะลวงระดับขั้นของผู้ใช้งาน
เขาวางนิ้วชี้ซ้ายลงบนบรรทัดนั้น แล้วหยุดอ่านไปครู่หนึ่ง
กงหยางอวี้กลืนเม็ดยาของกู่เหวยลงไปในคืนนั้น ขึ้นขั้นในเวลาเพียงหนึ่งก้านธูป และราคาที่ตามมาคือเส้นลมปราณที่เริ่มแข็งเป็หินทีละเส้น
มือขวาของเขาเลื่อนลงไปที่กระเป๋าข้างเอวโดยไม่ได้สั่ง ปลายนิ้วแตะผ่านผ้าลงไปถึงก้นกระเป๋า
มันยังอยู่ตรงนั้น เม็ดเดียวที่เหลือจากสามเม็ด เม็ดที่ไม่ได้ถูกวางทับบนตำราให้ทหารยาม และไม่ได้ถูกกงหยางอวี้เขี่ยออกจากฝ่ามือ สามปีแล้วที่เขาพกมันไว้โดยไม่เคยคิดจะใช้และไม่เคยคิดจะทิ้ง
เขาดึงมือกลับขึ้นมา วางบนหน้ากระดาษ แล้วอ่านต่อ
ขั้นเจ็ดและแปด สำนักน้อยใหญ่ต่างเข่นฆ่ากันเพื่อแย่งชิงมันมาตลอดประวัติศาสตร์ ไม่ใช่เพราะมันเร่งระดับขั้น หากเพราะมันมอบของขวัญที่ฝังไว้ในร่างกายผู้ใช้ไปตลอดชีวิต
ตำราบันทึกว่าเ้าสำนักวังเมฆากลืนโอสถขั้นแปด แล้วกระดูกของเขากลับกลายแกร่งยิ่งกว่าเหล็กกล้า อีกบันทึกหนึ่งว่าร่างกายกันเปลวเพลิงได้โดยไม่ต้องปล่อยปราณกั้น
หากได้สักเม็ดก็คงดี ความคิดนั้นลอยขึ้นมาแล้วก็จมลง เมื่อรู้ว่าเป็เพียงความเพ้อฝัน
ขั้นเก้า ตำรามีข้อมูลน้อยมาก บันทึกเพียงว่าครั้งสุดท้ายที่มันปรากฏในทวีปชิงหรงคือสามพันปีก่อน และในตอนนั้นเมฆขนาดมหึมาก่อตัวขึ้นเหนือที่หลอม สายฟ้าคำรามลงมาราวกับฟ้าดินโกรธเกรี้ยว คุณสมบัติของมันไม่มีบันทึกที่เชื่อถือได้ เพราะผู้ที่ใช้งานมันไม่เคยเผยข้อมูลแก่ผู้ใด
ขั้นสิบ ไม่มีบันทึกใดเลย มันอาจไม่มีอยู่จริง หรืออาจมีอยู่จริงทว่าไม่มีผู้ใดมีชีวิตรอดพอจะเขียนถึงมันได้ เขาหยุดอ่านตรงนั้น
'หรือบางที ข้าเองอาจกลายเป็โอสถขั้นเก้าก็เป็ได้'
ความคิดนั้นลอยขึ้นมาเองพร้อมรสขมเล็กน้อยที่รับรู้ได้ ทว่าไม่ได้ทำให้เขารู้สึกหนักอึ้งไปกับมันเท่าใดนัก
สายตาเลื่อนไปที่หม้อดินเผาสีเหลืองทองขนาดใหญ่กลางห้อง ไอร้อนลอยออกมาจากใต้ฝาเหมือนทุกวัน มันใหญ่พอสำหรับสมุนไพรหลายร้อยชนิด และใหญ่พอสำหรับอีกหลายอย่างที่ไม่อยากคิดต่อ
กู่เหวยบอกว่าจะหลอมเขา และหากไล่ตามเหตุผลนั้น ร่างกายของเขาที่มีสิ่งหนึ่งอยู่ข้างใน อาจมีค่าในระดับที่ยังคาดคะเนไม่ถึง
เขาปิดตำราลง ไม่ใช่เพราะกลัว หากเพราะความคิดนั้นไม่มีประโยชน์ตราบใดที่ยังไม่รู้ว่าจะทำอะไรกับมัน
เขาวางตำราไว้บนชั้นเดิม แล้วหันมาที่เตาหลอมขนาดเล็กที่ตั้งอยู่ริมผนัง หม้อกลางห้องคือของกู่เหวย ส่วนเตาริมผนังใบนี้คือของเขา ใบเล็กจนวางบนตักได้ และไม่มีอะไรในโลกที่จะจมลงไปในนั้นได้นอกจากสมุนไพร
เขาหยิบสมุนไพรสี่ชนิดออกมาจากส่วนที่แยกไว้แล้ว ชิงเหอหนึ่งกำ ฉีหยานสามต้น หวงจิงสองข้อ และเปลือกต้นหงฉีที่ผึ่งแดดไว้เมื่อวานจนแห้งพอดี
เขานั่งขัดสมาธิลงหน้าเตา ปรับลมหายใจให้ช้าลง
ไฟที่ใช้หลอมโอสถต้องออกมาจากปราณ ต้องมีความร้อนคงที่และสม่ำเสมอั้แ่ต้นจนจบ ไฟที่ร้อนเกินไปจะเผาสมุนไพรก่อนที่ปราณในนั้นจะถูกสกัดออกมา ส่วนไฟที่เย็นเกินไปจะทำให้กระบวนการหลอมช้าจนสมุนไพรเริ่มสลายตัวเสียก่อน
เขาปล่อยปราณออกมาที่ปลายนิ้ว อุ่นและช้าตามที่ฝึกมาเฉพาะสำหรับการหลอมโดยตรง ไฟสีส้มจางก่อตัวขึ้นใต้หม้อ
เขาวางสมุนไพรลงในหม้อทีละชนิด ชิงเหอก่อน ตามด้วยฉีหยานที่กลิ่นของมันจะบอกว่าไฟถูกต้องหรือไม่ หากกลิ่นออกมาหวานแปลกแสดงว่าร้อนเกิน หากไม่มีกลิ่นเลยแสดงว่าเย็นเกิน หวงจิงลงหลังจากฉีหยานเริ่มนิ่มในหม้อ และเปลือกหงฉีลงเป็อย่างสุดท้าย
เสียง 'ฟู่' เบาๆ เริ่มดังขึ้นจากหม้อ ไอลอยขึ้นเป็เส้นบางๆ
ขั้นที่สองคือการกลั่น
เขาขยับสองนิ้วของมือขวาช้าๆ ให้ปราณไหลเข้าไปในหม้อตามทิศที่กำหนด ข้างในนั้นสมุนไพรที่ถูกความร้อนหลอมจะค่อยๆ แยกส่วนออกจากกัน ส่วนที่ไม่มีประโยชน์จะระเหยออกไปพร้อมควัน ส่วนที่มีปราณจะรวมตัวกัน
เขารู้สึกถึงพวกมันผ่านปราณที่ส่งเข้าไป มีสี่ก้อนแยกออกมาลอยอยู่ในหม้อ แต่ละก้อนมีน้ำหนักต่างกัน ต่างกันจนตามองไม่เห็น ทว่าปราณรู้สึกได้
เขาหมุนนิ้วช้าๆ ก้อนทั้งสี่เริ่มเคลื่อนไหวตามการหมุนของปราณ วนรอบกันอย่างเชื่องช้า ระยะห่างระหว่างพวกมันค่อยๆ ลดลง
ใกล้เข้ามา ใกล้เข้ามา
ทว่ายังไม่ถึงเวลา
หากปล่อยให้มันกันเร็วเกินไปก่อนที่ปราณแต่ละชนิดจะเป็เนื้อเดียวกัน มันจะผลักกันออกแทนที่จะรวมเข้าหากัน เขารู้จุดนั้นดีจากการที่เคยเร่งเร็วเกินไปหลายครั้ง และได้นั่งดูก้อนสมุนไพระเิในหม้อจนต้องทำความสะอาดทั้งวัน
รอ
ปราณหมุน หม้อนิ่ง ลมหายใจสม่ำเสมอ
แล้วก้อนทั้งสี่ก็กัน
ขั้นที่สามคือการขึ้นรูป
เขาตวัดมือซ้ายขึ้น เพิ่มไฟใต้หม้อทีละนิด มือขวายังหมุนปราณอยู่ ควบคุมก้อนของเหลวที่รวมตัวแล้วให้ค่อยๆ กลมขึ้น
เหงื่อซึมออกมาที่ขมับ ไม่ใช่เพราะร้อน หากเพราะการควบคุมปราณสองทิศพร้อมกันโดยที่แต่ละทิศ้าคนละจังหวะ มันไม่ต่างอะไรกับการเขียนหนังสือด้วยมือสองข้างพร้อมกัน
ก้อนของเหลวค่อยๆ กลมขึ้น ตึงขึ้น ผิวของมันเริ่มไม่เหนียวแล้ว เขากลั้นหายใจสักครู่ แล้วปล่อยปราณออกเพิ่มอีกครั้งเป็ครั้งสุดท้าย
เสียง 'พึ่บ' เบาๆ ดังขึ้นในหม้อ
กลิ่นโอสถที่สุกแล้วลอยออกมาชัดกว่าเดิม เขารอให้หม้อเย็นลงสักครู่ก่อนจะเอียงดู ในหม้อมีเม็ดโอสถสามเม็ดนอนอยู่บนพื้นหม้อ กลมและสม่ำเสมอ สีเทาอมเขียว
"สามเม็ด... วันนี้ฟ้าดินคงพอใจอะไรสักอย่างในตัวข้า"
เขาพูดออกมาเบาๆ ไม่มีใครตอบ มีเพียงเสียงฟืนใต้หม้อกลางห้องแตกปะทุขึ้นหนึ่งครั้ง
เขาหยิบเม็ดโอสถขึ้นมาสองเม็ด ใส่ขวดแก้วขาวใบเล็ก ปิดฝาแล้ววางลงในลิ้นชักที่ลั่นกลอนได้ ส่วนเม็ดที่สาม เขาห่อด้วยผ้าหนังสีน้ำตาลเข้ม พับขอบให้แน่น ผูกด้วยเชือกเส้นบางสองรอบก่อนจะทำปมเล็กๆ ที่้า
ห่อเล็กนั้นดูไม่น่าสนใจ ไม่มีป้าย ไม่มีตราประทับ เขาพับมันลงในฝ่ามือแล้วก็ลุกขึ้น
เรือนส่งสาส์นของตระกูลหลินตั้งอยู่หัวมุมถนนสายหลัก เขายื่นห่อให้ผู้ดูแลเรือนพร้อมกับกระดาษจ่าหน้าที่เขียนปลายทางไว้แล้ว
ไม่มีชื่อผู้ส่ง ผู้ดูแลรับไปโดยไม่ถาม เขาเคยรับห่อแบบเดียวกันนี้จากมือเดิมมาหลายครั้งจนเลิกถามไปนานแล้ว
ก่อนที่มือจะปล่อย ห่อผ้าหนังนั้นค้างอยู่ในฝ่ามือสักครู่ ปลายทางคือเรือนหลังหนึ่งฝั่งตรงข้ามลำธาร ที่ซึ่งหญิงคนหนึ่งกับลูกชายที่เหลืออยู่คนเดียวยังต้องใช้ชีวิตกันต่อไป
ครั้งนี้เป็ครั้งที่ยี่สิบเจ็ด เขานับมันเหมือนที่นับทุกอย่างในชีวิต และไม่มีครั้งไหนเลยที่ในห่อมีชื่อของผู้ส่งอยู่ด้วย
ห่อนั้นเบาจนแทบไร้น้ำหนัก ทว่าสิ่งที่ส่งไปพร้อมกับมันนั้นหนักกว่าตัวยาหลายเท่านัก คำขอโทษที่ไม่มีชื่อ ส่งไปทุกเดือนในรูปของสิ่งที่จับต้องได้ เพราะสิ่งที่พูดออกมาเป็คำนั้นเขายังทำไม่ได้
เขาปล่อยมือ
ระหว่างทางกลับ เขาแวะฟังข่าวจากคนที่รับจ้างส่งของแถบตรอกสายรอง คนที่รู้ว่าใครในตรอกป่วยและใครหาย โดยไม่เคยรู้ว่าเหตุใดเด็กในชุดขาวถึงถามถึงเรือนหลังนั้นทุกเดือน
พี่ชายของหลินจ้าวเริ่มเดินได้แล้วั้แ่เดือนก่อน และเดือนนี้เริ่มออกมานั่งรับแดดหน้าบ้านได้
หลินเย่รับข้อมูลนั้นแล้วพยักหน้าครั้งเดียว เขาไม่เดินเข้าไปดูให้เห็นกับตา ไม่ข้ามลำธารไปอีกฝั่งเหมือนที่ไม่เคยข้ามมาตลอดสามปี
เขาเดินกลับโดยไม่หยุดอีกเลยตลอดทาง กลับถึงห้องของกู่เหวย เขาเปิดประตูเดินเข้าไป
กลิ่นสมุนไพรเหมือนเดิม ห้องเงียบเหมือนเดิม ทุกอย่างอยู่ตรงที่เดิมที่จัดไว้ั้แ่เช้า ทว่าแสงที่ส่องผ่านช่องระบายอากาศตอนนี้ไม่ได้เฉียงอีกแล้ว มันตรงและเข้มขึ้น
เขานั่งลงหน้าเตาหลอมที่ยังอุ่นอยู่ หยิบตำราเล่มต่อไปขึ้นมา วางบนเข่า เปิดหน้าแรก
แสงในห้องค่อยๆ เปลี่ยนทิศตามดวงอาทิตย์ที่เคลื่อนไป และไม่มีใครในห้องนั้นเงยหน้าขึ้นมามองมันเลยสักครั้ง