อูิโยวโยนกระต่ายใบอ้อลงบ่อน้ำ มันลอยอยู่สักพักแล้วค่อยๆ กระจายตัวถูกพัดพาตามระลอกคลื่นไปยังส่วนลึกของบ่อ
“นี่ เ้าไม่ชอบท่านพี่หญิงของข้าจริงๆ หรือ แต่งกับนางไม่ได้หรือ”ความกระตือรือร้นเริ่มจางหาย สีหน้าของอูิโยวในยามนี้ช่างเดียวดายยิ่งนัก
เมื่อไม่ได้รับคำตอบเขาจึงยิ้มเยาะกับตัวเองก่อนจะยกฝ่ามือขึ้นดูความผิดหวังในแววตาพลันถูกแทนที่ด้วยความมุ่งมั่น จู่ๆ ก็หัวเราะแล้วกล่าวว่า
“ในเมื่อเป็เช่นนั้น ให้ข้าตัดสินใจแทนเ้าดีหรือไม่อีกไม่กี่วันข้าจะเดินทางกลับไปกับท่านพี่หญิง…”
“เ้ากลับไปยังหุบเขาเถิด!”
รอยยิ้มบนใบหน้าของอูิโยวแข็งค้าง หลังจากได้ยินคำพูดของหลิ่วไป๋เจ๋อ
“เ้าว่าอะไรนะ” อูิโยวหันไปมองอีกฝ่าย ฝืนยิ้มสุดความสามารถ“จริงด้วยสิ ตอนแรกข้าว่าจะกลับพร้อมท่านพี่หญิงและพี่ใหญ่ ครั้งนี้ข้าออกมานานแล้วท่านแม่ต้องเป็ห่วงแน่...”
“เมื่อกลับไปแล้วจงอย่าออกมาอีก!”
อูิโยวไม่อาจคงรอยยิ้มไว้ได้อีก เขาจ้องหลิ่วไป๋เจ๋อคำพูดติดอยู่ในลำคอแต่ไม่อาจเอื้อนเอ่ยออกไป อึดอัดจนอยากจะร้องไห้
คนตรงหน้ายังคงมีหน้าตาเฉยชา อูิโยวไม่รู้ว่าเขาพูดจากใจจริงหรือไม่
“ไป๋เจ๋อ~ เื่คุณชายอวิ๋นเมื่อครู่เ้าก็คิดว่าเป็ความผิดของข้าอย่างนั้นหรือข้าแค่อยากสั่งสอนเขา ไม่ได้ตั้งใจจะทำร้ายให้เจ็บหนัก ข้า…”
หลิ่วไป๋เจ๋อหันหลังกลับ ทิ้งเอาไว้เพียงภาพของแผ่นหลังที่คุ้นเคยทว่าเ็า
“สามวันหลังจากนี้เ้าต้องเดินทาง ข้าไม่ขอส่ง!”
หลังจากเงียบไปนานอูิโยวก็กัดฟันตอบไปคำหนึ่ง
“ได้!”
เมื่อกลับไปที่ไป่เย่าถังอูิโยวก็ไม่ออกมาอีกเลย สามวันต่อมาถึงได้เดินทางออกจากเมืองหลวงเงียบๆ
เสียงเกือกม้าดังออกมาจากประตูเมือง ิโยวมองกลับไปเห็นเพียงรัตติกาลที่ปกคลุมทุกสิ่งอย่าง
เมื่อรถม้าออกจากเมืองไปครู่หนึ่ง คนอีกกลุ่มก็ปรากฏตัวอยู่เื้ัพวกนั้นคลุมหน้าด้วยผ้าสีดำ ในมือถือดาบ ไล่ตามขบวนเดินทางไปติดๆ
เมื่อเห็นว่าคนกลุ่มนี้กำลังจะตามรถม้าเบื้องหน้าทัน พลันมีท่วงทำนองบรรเลงดังมาจากป่าที่อยู่ไม่ไกลเสียงเพลงดังก้องไปทั่วทั้งหุบเขาแลผืนป่า กังวานในโสตประสาทของกลุ่มคนและม้า
ทันใดนั้นก็มีเสียงกรอบแกรบจากแนวป่า ในค่ำคืนอันมืดมิดปรากฏโคมสีเขียวหลายสิบดวงเบื้องหน้าคนกลุ่มนั้นขวางกั้นเส้นทางด้วยแสงสว่างวาบ
“มัน มันคือสัตว์ร้าย! พวกมันมาจากที่ใด”
คนกลุ่มนั้นพลันตื่นตระหนก ม้าที่ขี่อยู่ก็ถูกสัตว์ร้ายทำให้ใคน้าดึงสายบังเหียนไว้แต่ควบคุมไม่ได้จึงพลัดตกไปบนพื้น
ทำนองเพลงยังคงดังอยู่ สัตว์ร้ายใกล้เข้ามาเรื่อยๆ จนทุกคนหวาดกลัวจำต้องทิ้งชุดเกราะและหาทางหนีเอาตัวรอด กระทั่งคนเ่าั้หนีหายไปบทเพลงดังกล่าวจึงค่อยๆหยุดลง ฝูงสัตว์ร้ายถอยกลับเข้าป่าและหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย
หลังจากนั้นไม่นานก็มีใครคนหนึ่งเดินออกมาจากป่าหนาทึบ ร่างกายภายใต้ชุดสีขาวดูเหนื่อยล้าเล็กน้อยก้าวเดินได้ไม่กี่ก้าวก็ซวนเซแทบจะล้มลงกับพื้น ฝ่ามือจับลำต้นของต้นไม้ด้านข้างก่อนกระอักเืออกมา
เขาเช็ดเืออกจากมุมปากก่อนจะหัวเราะเยาะตนเอง “ดูท่าคงฝืนไปสักหน่อย!”
อูิโยวออกจากเฟิ่งเทียนแล้ว ขณะเร่งเดินทางจู่ๆ ก็รู้สึกสั่นสะท้านขึ้นมาอดไม่ได้ที่จะหันมองกลับไปพร้อมขมวดคิ้ว
“ิโยว เป็อะไรหรือ” อูิเยี่ยซึ่งกำลังบังคับรถม้า สังเกตเห็นความผิดปกติของน้องชายจึงถามอย่างเป็กังวล
“พี่ใหญ่ ท่านได้ยินเสียงเพลงจากขลุ่ยดินเผาหรือไม่”
เมื่ออูิเยี่ยได้ยินคำถามนั้นจึงมองไปรอบๆด้วยท่าทีระมัดระวัง ก่อนจะส่ายหัวและเอ่ยว่า “ไม่นี่”
“ท่านลองฟังอีกสักครั้ง”
พวกเขาถึงกับหยุดรถม้า ก่อนจะหลับตาและตั้งใจฟังเสียงการเคลื่อนไหวรอบกายผ่านไปครู่หนึ่งอูิเยี่ยยังคงส่ายหัวเช่นเดิม
“หยุดทำไมหรือ” อูิหลิงยกม่านขึ้น โผล่หน้าออกจากหน้าต่างรถม้าเพื่อถามคนทั้งสองที่อยู่ข้างนอก
“เ้าได้ยินเสียงขลุ่ยดินเผาหรือไม่” อูิเยี่ยถาม อูิหลิงเองก็ส่ายหัวเช่นกัน
“เหตุใดถึงไม่ได้ยิน เมื่อครู่ยังมีคนเป่าขลุ่ยนั่นอยู่เลย”
ในเวลานั้นก็มีศีรษะของใครอีกคนโผล่พ้นจากรถม้านางเป็หญิงสาวคนหนึ่ง แม้ดึกแล้วก็ยังสวมผ้าคลุมหน้าปิดมิดชิด แต่กระนั้นดวงตาก็ยังสดใสดึงดูดใจคนที่ได้สบประสานดังเคย
“มีอะไรเกิดขึ้นอย่างนั้นหรือ” หญิงสาวคนนั้นถามอูิหลิงส่ายหน้า “ไม่มีอะไร” จากนั้นนางก็หันไปเอ่ยกับิโยวว่า “ดึกมากแล้ว หยุดอยู่กลางทางเช่นนี้คงไม่ปลอดภัยิโยว รีบไปเถอะ!”
อูิโยวมองย้อนกลับไปอีกครั้ง ความโศกเศร้าในแววตาไม่อาจปกปิดแต่สุดท้ายก็หันหลังกลับและดึงบังเหียนม้า
“ไป!”
ณ คฤหาสน์อวิ๋นหลานซาน กลางดึกคืนนี้แสงเทียนยังสว่างไสว เงาร่างร่างหนึ่งสะท้อนบนหน้าต่างคนผู้นั้นยังมิได้พักผ่อน เดินกลับไปกลับมาอย่างวิตกกังวล
ไม่นานหลังจากนั้น ชายในชุดดำก็ะโข้ามกำแพงมาด้วยท่าทีตื่นตระหนกก่อนจะย่องเข้าไปในห้องนั้นเงียบๆ
“เป็อย่างไรบ้าง”
ชายชุดดำคุกเข่าลงกับพื้นไม่กล้าเงยหน้า น้ำเสียงสั่นเทารายงานไปตามความเป็จริง“เป็ เป็เพราะข้าน้อยไร้ความสามารถ ไม่อาจทำงานได้สำเร็จขอรับ”
เสียงฝ่ามือตบเข้าที่ใบหน้าชายชุดดำดังสนั่น มันทรงพลังมากจนทำให้ฝ่ายนั้นล้มลงไปกับพื้น
“พวกไร้ประโยชน์!”
“คุณชายรองอวิ๋น โปรดไว้ชีวิตข้าน้อยด้วย!” เขาร้องขอความเมตตา“ไม่ใช่ว่าข้าน้อยไม่พยายาม แต่จู่ๆ กลุ่มสัตว์ร้ายก็ปรากฏตัวขึ้นขวางระหว่างทางม้าที่ทุกคนขี่ต่างใกลัว พวกข้าทำได้เพียงเฝ้าดูรถม้าตระกูลอูหายไปในความมืดขอรับ”
“สัตว์ร้ายอย่างนั้นหรือ” อวิ๋นจวาเยาะเย้ย “ถ้าเ้าอยากหาคำแก้ตัวเหตุใดไม่หาคำพูดที่ฟังขึ้นกว่านี้ สัตว์ร้ายหรือ ผู้คนต่างรู้ดีว่าเมืองหลวงเฟิงเทียนรายล้อมไปด้วยทิวเขาแม้ในนั้นจะมีสัตว์ร้ายมากมาย ทว่าไม่เคยโจมตีผู้คนก่อน แล้วจะบอกว่าจู่ๆ สัตว์ร้ายหลายสิบตัวก็ปรากฏขึ้นขวางทางกลางดึกนี่เ้าล้อเล่นอะไรอยู่!”
“ข้าไม่ได้ล้อเล่นขอรับ ที่กล่าวไปเป็ความจริงทั้งหมด ในตอนนั้นมีเสียงเพลงบรรเลงดังมาจากในป่าราวกับว่ามีคนควบคุมพวกมันอยู่…”
อวิ๋นจวาทั้งหงุดหงิดทั้งกระสับกระส่าย เหตุใดถึงเกิดเื่ประหลาดเช่นนี้ได้นะเขาเตะชายคนนั้นไปกองบนพื้นแล้วะโใส่หน้า “ไสหัวไป!”
ชายชุดดำกลิ้งตัวหลุนๆ ก่อนจะคลานออกไป เหลืออวิ๋นจวาอยู่ในห้องเพียงลำพังด้วยความโกรธข้าวของภายในจึงถูกทุบทำลายเป็เสี่ยงๆ
“ดี ดีเหลือเกิน! อวิ๋นลั่ว อยากหนีก็หนีไปเลย ข้าจะรอดูว่าเ้าจะหนีได้นานแค่ไหน!อย่าลืมว่าพี่จื่ออู่ของเ้ายังอยู่ในมือข้า!” อวิ๋นจวากัดฟันจนเส้นเืปูด“อูิโยว ไม่ว่าช้าหรือเร็วอย่างไรข้าจะหั่นเ้าเป็ชิ้นๆ แน่ อูิหลิง เ้าก็ต้องตกเป็ของข้าอวิ๋นจวาผู้นี้ อีกไม่นานหรอก…”
อวิ๋นฉี่ยืนอยู่นอกประตู มองดูน้องชายคนรองที่กำลังคลั่ง ไม่ได้เข้าไปห้ามปรามแต่อย่างใดเขายกมุมปากขึ้นพร้อมเอ่ยเหยียดหยามว่า “เ้าโง่!” แล้วหันหลังเดินจากไป
ร่างหนึ่งกลมกลืนไปกับความมืดมิด จนกระทั่งอวิ๋นจวาที่ระบายความโกรธอยู่นั้นสงบลงเงาร่างนั้นก็หายตัวไปในอนธการ...
กลางดึก ณ ชิงหลิ่วถัง ในห้องของหลิ่วไป๋เจ๋อมีแสงเทียนวูบไหวอยู่ั้แ่กลับมา ประตูห้องของเขาก็ถูกปิดสนิทเป็เวลากว่าสามวันสามคืนหลิ่วเฉิงเฟิงมายืนด้านหน้าประตูเป็ครั้งที่หกแล้ว ตั้งใจจะเคาะลงไปทว่าดึงมือกลับมาก่อนเขาเดินวนไปเวียนมาอยู่ตรงนั้น ทั้งกังวลและไม่รู้ว่าควรจะทำอย่างไร
ด้านในเงียบเชียบราวกับไม่มีใครอาศัยอยู่ พื้นที่บนโต๊ะจัดวางข้าวของอย่างประณีตถุงผ้าปักดิ้นดำถูกเปิดวางไว้บนโต๊ะ หลิ่วไป๋เจ๋อนั่งอยู่บนเตียงด้วยใบหน้าที่ซีดเซียวผมสีเงินแผ่กระจายยุ่งเหยิงเล็กน้อย บนเสื้อผ้าสีขาวราวหิมะเต็มไปด้วยหยาดเืราวกับเหมยแดงที่บานสะพรั่ง พร่างพราว และงดงาม
ในที่สุดก็มีเสียงเคาะประตูดังขึ้น แพขนตายาวของคนในห้องขยับสั่นเล็กน้อยก่อนเขาจะถอนหายใจยาวๆ
หลิ่วเฉิงเฟิงรออยู่หน้าประตูหนึ่งเค่อในที่สุดก็ทนไม่ไหว ขณะยื่นมือไปตั้งใจจะดันเปิดบานไม้นั้นก็ถูกเปิดออกมา หลิ่วไป๋เจ๋อยังคงแต่งกายด้วยชุดสีขาวสะอาดสะอ้านแต่ใบหน้ายังคงซีดเซียว
“มีเื่อะไร”
เมื่อเห็นอีกฝ่ายยังปกติดีอยู่หลิ่วเฉิงเฟิงก็กลืนคำพูดกลับไป ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง จึงเอ่ยขึ้น “ท่านฝึกกำลังภายในอยู่หรือเหตุใดถึงไม่ออกจากห้องเลยทั้งวัน”
“เมื่อหลายวันก่อนใครกันนะที่เอาแต่ร้องไห้และขังตัวเองอยู่ในห้องะโเรียกอย่างไรก็ไม่ยอมออกมา”
“เ้า!” เมื่อได้ยินคำพูดเหล่านี้หลิ่วเฉิงเฟิงก็เม้มริมฝีปาก แก้มแดงระเรื่อพองจนเหมือนลูกหนัง
“รู้อย่างนี้ข้าไม่น่าเป็ห่วงเลย ฮึ!”
หลิ่วเฉิงเฟิงสะบัดแขนเสื้อหลิ่วไป๋เจ๋อส่ายหัวก่อนจะยิ้มและปิดประตูลงอีกครั้ง สีหน้าพลันเปลี่ยนแปลง เขาพิงร่างกับประตูและค่อยๆไถลทรุดลงกับพื้น
หน้าอกขยับไหวอย่างรวดเร็ว เขายกมือขึ้นปิดปากปิดจมูก ไอออกมาอย่างแรงจนใบหน้าซีดเซียวกลายเป็สีแดงจนผิดปกติเหงื่อเม็ดเล็กผุดออกมาขึ้นบนหน้าผาก ไม่นานก็มีเืเต็มปากกระฉอกออกมาโดยไม่ทันตั้งตัวไหลรินลอดหว่างนิ้วที่ใช้ปิดปาก หยดกระเซ็นลงบนเสื้อผ้าสีขาวที่เพิ่งเปลี่ยน
หลิ่วไป๋เจ๋อใช้แขนทั้งสองข้างพยุงร่างกายให้ลุกยืนและเดินเข้าไปด้านในเอื้อมมือหยิบถุงสีดำบนโต๊ะเพื่อปิดผนึกมัน แล้ววางไว้เหนือเชิงเทียน ถุงผ้าใบนั้นก็ถูกเผาไหม้กลายเป็ขี้เถ้าในชั่วพริบตา
...ในเวลาเดียวกันที่โรงเตี๊ยมแห่งหนึ่ง เสียงกรนดังมาจากทั่วทุกทิศอูิโยวและอูิเยี่ยนอนบนเตียงเดียวกัน การเร่งเดินทางโดยไม่หยุดพักในตอนกลางวันทำให้ทั้งคู่เหนื่อยล้าจนหลับลึกอยู่ในยามนี้
แมวป่าตัวหนึ่งะโลงมาจากหลังคา มาหยุดยังริมหน้าต่างห้องของพวกเขามีเสียงแกร๊กดังขึ้นแ่เบา อูิโยวที่ควรจะหลับลึกอยู่ในห้วงฝันก็ลืมตาตื่นลุกมานั่งเงียบๆ อยู่บนเตียง หน้าอกสั่นะโเพื่อมขึ้นลง เหงื่อเย็นซึมทั่วกายทำให้ชุดที่สวมอยู่ด้านในเปียกโชก
เขาหรี่ตาพยายามนึกถึงความฝันเมื่อครู่ ทว่าจิตใจสับสนวุ่นวายจึงจำอะไรไม่ได้ทำได้เพียงยกมือเช็ดเหงื่อออกจากหน้าผาก ความง่วงสลายหายไปจนหมด
อูิเยี่ยยังคงหลับอยู่ อูิโยวก็แต่งตัวและออกจากโรงเตี๊ยมไปยามนี้ได้ล่วงผ่าน่โฉ่วสือ [1] ไปแล้ว ความมืดก่อนรุ่งสางยังปกคลุมโลกให้ลึกล้ำไม่รู้จบอูิโยวะโขึ้นหลังคา ทอดสายตาไปยังดวงดาวบนฟากฟ้า เขายื่นมือออกไปคว้าหมู่ดาวแต่สุดท้ายก็คว้าได้เพียงความว่างเปล่า
ั้แ่เด็กเขาได้รู้จากบิดาว่าทุกสิ่งบนท้องฟ้ายากหยั่งถึงแต่กลับไม่เคยเชื่อกระทั่งตอนนี้ก็ยังคงไม่เชื่อ
เขาล้วงหยิบถุงผ้าสีขาวออกมาจากหน้าอก จับพู่มันไว้แล้วเหวี่ยงถุงผ้าไปมา
“หลิ่วไป๋เจ๋อ หากเ้าตัดสินใจไม่ได้ อูิโยวผู้นี้จะทำให้เ้าเองอย่างไรก็ตาม แม้แต่์ก็ไม่สามารถยับยั้งเ้าได้แน่”
เส้นแสงหลากหลายส่องประกายไปทั่วผืนฟ้า ไม่นานก็หายวับไป
____________________________
[1] โฉ่วสือ หมายถึง คำบอก่เวลา ก่อนยุคถังเทียบเท่าเวลา 2:00-4:00 น.หากเป็หลังยุคถังจะเทียบเท่ากับเวลาตี 1:00-3:00 น.