“ร่างทรงระดับ 2... เด็กอย่างนายเนี่ยนะ!”
สมิทธิ์ร้องขึ้นด้วยความใเมื่อรู้ว่าเด็กผู้ชายอายุไม่น่าจะเกิน 10 ขวบที่อยู่ตรงหน้าก็เป็คนทรงระดับ 2 เหมือนกันนั่นหมายความว่าเขาสามารถแปลงร่างและใช้พลังที่ได้มาจากเทพเ้าได้ แถมยังมีถึง 2คนอีกด้วย
“ใอะไร เ้าก็ระดับ 2 เหมือนกันไม่ใช่เหรอ”ที่นิรุทธ์พูดก็จริงอยู่…
“ไปกันต่อเถอะ นิรุช... ฝากทางนี้ด้วยนะ” นิรุทธ์ะโบอกฝาแฝดของตนก่อนจะเดินออกไปจากห้องโดยที่หน้าไม่ได้หันไปมองด้วยซ้ำ
นิรุชที่ได้ฟังก็ทำหน้าเซ็งแต่เขาก็ได้แต่บ่นงึมงำ โดยมือทั้ง 2 ข้างยังคงทำการรักษาคนไข้ที่อยู่ตรงหน้า
ระหว่างทางที่เดินนั้น ต้องบอกว่านิรุทธ์ทำตัวเป็มัคคุเทศก์น้อยพาสมิทธิ์ชมสถานที่ได้อย่างสมบูรณ์แบบ
“นอกจากพวกข้าทั้ง 2 คนแล้วเทวาลัยแห่งนี้ยังมีร่างทรงระดับ 2 อีกคนหนึ่งด้วยเขาน่าจะอยู่ลานกลางแจ้งข้างหน้านี้แหละ”
ทันทีที่นิรุทธ์และสมิทธิ์ออกจากตัวอาคารก็พบกับลานหินโล่ง กว้างราวๆ สนามบาสเกตบอล เมื่อมองไปด้านหน้าของพวกเขานั้นมีร่างของชายคนหนึ่งยืนอยู่กลางลานพอดิบพอดี
รอบตัวของชายคนนั้นมีควันสีเทาหมุนวนเหมือนพายุทรายบนพื้นตรงที่เขายืนอยู่ ปรากฏเส้นแสงที่มีลวดลายสัญลักษณ์เหมือนฟันเฟืองซ้อนกันหมุนวนเคลื่อนไหวเหมือนกลไกนาฬิกา
เสื้อคลุมยาวสีน้ำเงินเข้มของเขาสะบัดขึ้น ผมยาวสีน้ำตาลอ่อนมัดเอาไว้ที่ด้านหลังของเขาโบกไสวแขนทั้ง 2 ข้างของเขาเหยียดตรงออกไปด้านข้าง ราวกับกำลังพยายามควบคุมพลังงานอันมหาศาลที่อยู่ตรงหน้าเอาไว้
“โอ้โฮ... เขากำลังทำอะไรอยู่น่ะ?” สมิทธิ์ตะลึงกับภาพที่เกิดขึ้นตรงหน้า
“เขากำลังสร้างวัตถุมงคลให้ผู้ที่มาเทวาลัยเช่าบูชาด้วยวัตถุดิบพิเศษที่ได้มาจากเถ้าถ่านของร่างทรงระดับ 2”เสียงร่าเริงของนิรุทธ์ดังขึ้น ในขณะที่สมิทธิ์กำลังจ้องมองไปที่ชายปริศนาตาไม่กระพริบ
มือทั้ง 2 ข้างของชายหนุ่มวาดมาด้านหน้าเหมือนมีแรงดึงดูดพาเอาฝุ่นควันที่อยู่รอบๆ ลอยเข้ามาด้วย เขาใช้ 2มือวนไปมาเหมือนกำลังปั้นอากาศให้เป็รูปร่าง ไม่นานนัก ควันที่ลอยเข้ามารวมกันก็อัดตัวกันแน่นกลายเป็ก้อนหินกลมเกลี้ยงขนาดเท่าลูกปัดสีม่วงเข้มเกือบดำจำนวน 8 เม็ดอยู่กลางฝ่ามือทั้ง2 ของเขา
ฝุ่นควันที่เห็นนั้นคือเถ้าถ่านของร่างทรงระดับ 2อย่างนั้นเหรอ... สีของก้อนหินเ่าั้ก็ดูคุ้นๆ พิกล สมิทธิ์คิด
“อย่าบอกนะว่า... คราส?”สมิทธิ์ร้องขึ้นมาหลังจากที่ประติดประต่อเื่ราวได้
“ใช่เลย!” นิรุทธ์ตอบเขาด้วยเสียงสดใสราวกับเป็ครูที่ถูกใจเมื่อลูกศิษย์ตอบคำถามได้
เมื่อคนทรงเทพแห่งความมืดโดนเปลวไฟปริศนาเผาผลาญจนสิ้นชีวิตแล้วชายคนนี้คงได้เก็บเอาเถ้ากระดูกของคราสกลับมายังเทวาลัยแห่งโชคชะตาสมิทธิ์พยายามคิดในแง่ดีว่า ถึงแม้จะดูใจร้ายแต่ก็ยังดีกว่าปล่อยให้เศษซากของคราสปลิวลอยกระจัดกระจายไปทั่วอย่างน้อยเขาก็ยังได้ทำประโยชน์ต่อผู้อื่นบ้างหลังจากที่เกือบจะฆ่าคนทั้งโลกได้สำเร็จ
ว่าแต่เหตุการณ์ในวันนั้น หลังจากที่เขาสลบไปเกิดอะไรขึ้นกันแน่นะ...
“เขาเป็ใครกันน่ะ?” สมิทธิ์หันกลับมาสนใจชายหนุ่มที่อยู่ตรงหน้าอีกครั้ง
“สรรค์ ร่างทรงเทพแห่งการประดิษฐ์เทวาลัยแห่งนี้ก็เป็ฝีมือการสร้างของเขา” นิรุทธ์คุยโวถึงเพื่อนของเขาอย่างภาคภูมิใจ
สรรค์ใช้นิ้วหยิบก้อนหินที่เป็ผลงานการสร้างของเขาขึ้นมาดูเม็ดหนึ่งส่วนที่เหลือเก็บไว้ในกระเป๋าเสื้อ
ระหว่างที่เขากำลังใช้สายตาพิจารณาคุณภาพของหินอยู่นั้นสมิทธิ์ก็ได้เห็นใบหน้าอันเ็าของเขาอย่างชัดเจน
แม้จะไม่เท่าเทพเ้าแห่งาที่เขาเคยเจอแต่ชายหนุ่มคนนี้ก็ดูหล่อเหลาไม่เบา ดูเผินๆ เหมือนดารานักร้องเกาหลีสักคนหนึ่งเลยทีเดียวเสื้อคลุมแขนยาวคอเต่าและกางเกงขายาวของเขาปกปิดร่างกายมิดชิด ผมด้านหน้าของเขายาวปิดตาข้างหนึ่งเผยให้เห็นผิวหน้าขาวเกลี้ยงเกลาหมดจด เมื่อรวมกับรูปร่างที่สูงโปร่งบอบบางก็ทำให้บางมุมเขาดูสวยยิ่งกว่าผู้หญิงหลายคนเสียอีก
“ได้ ศิลาแห่งความมืด มา 8 เม็ดต้องขอขอบใจเ้าที่พานิษฐาไปตอนที่ร่างทรงแห่งความมืดโดนเผาพอดี” สรรค์พูดด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยพลางพลิกดูก้อนหินในมือไปมาแม้ว่าเขาจะไม่ได้มองมา แต่เขาก็น่าจะพูดกับสมิทธิ์นั่นแหละ
อ้อ ที่แท้ก็เป็นิษฐานั่นเองที่เป็คนเก็บอัฐิของคราสกลับมา
“ไม่เป็ไรหรอ...”ยังไม่ทันที่สมิทธิ์จะพูดจบ เงาของวัตถุลึกลับก็เคลื่อนที่พุ่งเข้ามาอย่างรวดเร็วเฉี่ยวใบหน้าของเขาอย่างฉิวเฉียด
