อาการของเฉินอี้ดีขึ้นทุกวันเถ้าแก่ฉินเองก็พาคนงานมาซ่อมแซมบ้านให้เฉินอี้ ใช้เวลาเพียงไม่กี่วันก็เสร็จเรียบร้อย
เมื่อเถ้าแก่ฉินดูแลจนคนงานและช่างไม้เก็บของชิ้นสุดท้ายออกไปหมดแล้วเขาก็เดินมาหาเฉินอี้ที่นั่งเล่นรับลมอยู่ที่ระเบียงริมน้ำ
ลมพัดโชยอ่อนๆกิ่งไม้และใบหญ้าขยับไหวไปตามสายลม บุรุษชุดสีครามที่นั่งอยู่ริมน้ำ ใบหน้างดงามผิวพรรณขาวผ่อง หากมีนักแต่งกวีผ่านมาพบเจอภาพเช่นนี้คงบรรยายเป็บทกลอนออกมาได้ไพเราะยิ่งนัก
เถ้าแก่ฉินแอบถอนใจหากเฉินอี้มิใช่ชายพิการตาบอดไหนเลยจะรอดพ้นเงื้อมมือแม่สื่อแม่ชักที่วิ่งวุ่นวายตามหาชายหนุ่มรูปงามไปนำเสนอให้กับธิดาตามจวนของผู้มีฐานะเพื่อหวังตำลึงทองไปได้
เมื่อเฉินอี้ได้ยินเสียงฝีเท้าเดินเข้ามาใกล้ก็หันหน้ามาหาและยิ้ม
“เถ้าแก่ฉินหรือขอรับ”
“ข้าเอง คุณชายเฉิน”
“ขอบคุณเถ้าแก่ฉินมากนะขอรับที่เป็ธุระจัดการเื่ซ่อมแซมบ้านของข้าด้วยตนเอง” เฉินอี้ยิ้มขณะพูด
“มิเป็ไร คุณชายเฉินอย่าได้เกรงใจ” เถ้าแก่ฉินกล่าวพลางโบกไม้โบกมือแต่ก็นึกขึ้นได้ว่าเฉินอี้คงมองไม่เห็น “อันที่จริง คุณชายเฉินข้ามีเื่อยากจะถามเ้าสักหน่อย”
“มีอันใดหรือขอรับ”
“เื่ของเด็กร้านบะหมี่ที่เขาร่ำลือกันเมื่อหลายวันก่อน”แล้วเถ้าแก่ฉินก็ลดเสียงลงเล็กน้อย “ผู้หยั่งรู้คนนั้น คือท่านใช่หรือไม่”
เฉินอี้รู้สึกใแต่ก็สงวนท่าที พลางยิ้มเล็กน้อย “จะเป็ข้าไปได้อย่างไร เถ้าแก่ฉินล้อเล่นแล้ว”
เถ้าแก่ฉินยิ้ม“คุณชายเฉินมิต้องกังวล ข้าจะมิบอกผู้ใดว่าบ้านของท่านอยู่ที่นี่ท่านอย่าได้กลัวความวุ่นวายไปเลย”
เถ้าแก่ฉินลุกขึ้นยืน“คุณชายเฉินพักผ่อนเถิด ข้าลาล่ะ”
เฉินอี้ที่ยังนั่งอึกอักอยู่มิทันได้กล่าวอันใดโต้ตอบเสียงฝีเท้าเถ้าแก่ฉินก็ย่ำออกไปไกลแล้ว
ครู่หนึ่งเสียงฝีเท้าที่คุ้นเคยของจางฝูลู่ก็เดินเข้ามาหา เฉินอี้ที่ยังนั่งอยู่ที่เดิม
“อาอี้ เข้าบ้านเถิด ใกล้ค่ำแล้วอากาศเย็น ประเดี๋ยวจะมิสบาย”
“เหล่าจาง” เฉินอี้เงยหน้าเรียกเพื่อน
“หืม”
“ทำไมเถ้าแก่ฉินถึงรู้ว่าที่ร้านบะหมี่นั่นคือข้าล่ะ”
จางฝูลู่หัวเราะคิกคักและกระแอมในคอก่อนพูด
“ดวงตาสีม่วงลึกล้ำ ใบหน้างดงามดั่งเทพเซียน” จางฝูลู่กล่าวเพียงเท่านั้น
เฉินอี้มีสีหน้างงงัน“หา?”
“เ้าเด็กฟู่จี๋ิ่นั่น พูดแบบนั้นกับทุกคนที่ถามเขาเลย” จางฝูลู่กล่าวน้ำเสียงจริงจังแต่สีหน้ากลับแย้มยิ้ม
อาหลิ่งบอกเฉินอี้ว่าเสี่ยวจางกำลังล้อเลียนท่านแล้ว
เฉินอี้ตวัดไม้เท้าไปที่หน้าแข้งของจางฝูลู่ดังป๊อก!
“โอ๊ย!” จางฝูลู่กุมขาตนเอง ะโขาเดียวโหยงเหยง
“เ้าบอกว่า เ้าจัดการจ่ายเงินปิดปากคนในร้านไปหมดแล้วนี่!”เฉินอี้กล่าวด้วยความไม่พอใจ
“ขอรับๆ ข้าล้อท่านเล่นขอรับคุณชายเฉิน อย่าได้โกรธเคืองอีกเลย ซี๊ดดดด!”จางฝูลู่พูดจบ ก็เอามือถูหน้าแข้งตนเองไปมาและพูดต่อ “แต่กับเถ้าแก่ฉินน่ะข้าเป็คนบอกเขาเอง”
“อ้าว?” เฉินอี้ขมวดคิ้ว
“ก็เขาเป็เถ้าแก่ของข้า เป็เ้าของเงินที่ต้องจ่ายให้ข้าหากเขาอยากรู้เื่ใดข้าก็ต้องบอกเขาสิ” จางฝูลู่พูดจบก็ะโหนีไม้เท้าของเฉินอี้ที่ตวัดมาอีกหน
“เพื่อนทรยศ” เฉินอี้บ่น จางฝูลู่หัวเราะคิกคัก
“มาเถิดน่า เข้าบ้านกัน” จางฝูลู่จับมือเฉินอี้แล้วพาเดินเข้าไปในบ้าน
เมื่อเข้าบ้านมาแล้วเฉินอี้ก็เดินไปเปิดกล่องตุ๊กตาผ้าที่อยู่ริมหน้าต่างแต่ยังมิทันที่จะเอื้อมมือไปหยิบของในกล่องนั้นจางฝูลู่ก็ปรี่เข้ามาคว้ากล่องไม้ไปจากมือเฉินอี้ก่อนที่เขาจะหยิบของในกล่องได้ทัน
“จะทำอันใด อาอี้” จางฝูลู่เขม่นตามองเฉินอี้
“ข้าต้องสลับกับอาหลิ่งเก็บถุงหอมนั่น มิเช่นนั้นนางจะฟื้นพลังได้ช้า”เฉินอี้กล่าวและมองไปที่อาหลิ่ง ซึ่งตอนนี้ร่างของนางดูปกติดีแต่พลังิญญายังอ่อนอยู่
“สลับกันพกติดตัวแบบนี้ แล้วเมื่อไรเ้าจะหายดีเล่า” จางฝูลู่กล่าวด้วยความขัดเคือง
“ข้ากำลังคิดว่า อีกสองสามวันจะนำของไปล้างอาคม”เฉินอี้กล่าวพลางมีสีหน้าครุ่นคิด
“เอาสิ! ดีเลย พอล้างอาคมแล้ว ก็มิต้องพกติดตัวกันแล้วใช่ไหมทำลายทิ้งได้เลยใช่หรือไม่” จางฝูลู่เห็นดีเห็นงาม
“ใช่ ถ้าอาคมมนต์ดำถูกล้างออกไป มันก็จะกลายเป็ของธรรมดาชิ้นหนึ่งสามารถทำลายได้ แต่….วิธีการมัน…..” เฉินอี้หยุดพูดไปเสียดื้อๆจางฝูลู่จ้องหน้าเฉินอี้ลุ้นให้เขาพูดต่อ
“ทำไมหรือ วิธีการมันยุ่งยากมากหรือ หรือว่าต้องเดินทางไกลหรือต้องใช้ของศักดิ์สิทธิ์หายากอะไรหรือเปล่า” จางฝูลู่เดาเื่ราวออกไปไกลถึงเขาพันลี้แล้ว
“มิได้ถึงกับขนาดนั้นหรอก” เฉินอี้ขำ
“ถ้าอย่างนั้น ต้องทำเช่นไรล่ะ”
เฉินอี้สูดลมหายใจเข้าและมองหน้าอาหลิ่งนางมีสีหน้ากระอักกระอ่วนใจ
“เหล่าจาง เ้า……..เคยเข้าไปในหอนางโลมบ้างหรือไม่”เฉินอี้ถามอย่างไม่แน่ใจ จางฝูลู่เบิ่งตาจนแทบถลนออกมานอกเบ้า
“หา! จะ เ้า เ้าถามข้าทำไมกัน” จางฝูลู่หน้าแดงถึงใบหู
“ข้าอยากเข้าไป….” เฉินอี้พูดยังไม่ทันจบ จางฝูลู่ก็โวยวายขึ้นมาเสียก่อน
“อาอี้! หอนางโลมเป็สถานที่แบบใดเ้ารู้หรือไม่ยังเด็กยังเล็กคิดจะเข้าหอนางโลม เ้านี่มัน…”
“เดี๋ยว! เหล่าจาง! ฟังข้าก่อน” เฉินอี้รีบปรามจางฝูลู่เสียงดังและพูดกลั้วหัวเราะ“เ้าจะโวยวายไปไยเล่า ข้ายังพูดมิทันจบเลย”
อาหลิ่งบอกว่าตอนนี้ใบหน้าของเสี่ยวจางกลายเป็ลูก [1]หยางเหมยไปแล้ว
“ข้าต้องเข้าไปในนั้น เพื่อนำของสิ่งนี้ไปล้างอาคมมนต์ดำ” เฉินอี้กล่าว
“อ๋อ…….” จางฝูลู่จึงเงียบไปและมีสีหน้าฉงน “เหตุใดต้องเข้าไปในนั้นมิใช่ว่าต้องให้ผู้มีวิชาแก่กล้าเป็ผู้ล้างอาคมหรือ”
“วิธีการมันค่อนข้างซับซ้อนน่ะ เดี๋ยวเ้าก็จะรู้เองแต่เ้าต้องเข้าไปกับข้า” เฉินอี้พูดขึ้น จางฝูลู่นั่งตัวแข็ง
“ทำไมข้าต้องเข้าไปด้วยเล่า”
“หรือเ้าจะให้ข้าเข้าไปคนเดียวล่ะ” เฉินอี้ย้อนถามจางฝูลู่
อาหลิ่งยืนมองเฉินอี้กับจางฝูลู่เถียงกันแม้ทั้งสองคนจะดูน่าขัน แต่นางก็อดรู้สึกเป็ห่วงมิได้
หลิวซูเจี๋ยโผล่หน้ามาจากทางด้านหลังของอาหลิ่งนางใสะดุ้งเฮือก
“ทำอันใด อยากโดนซัดหน้าสักหมัดหรือ” อาหลิ่งเสียงเขียวใส่หลิวซูเจี๋ย
“จะกังวลอันใดเล่าแม่นางอาหลิ่ง ถึงอย่างไรสองคนนั่นก็เป็ชายหนุ่มจะเข้าหอนางโลมบ้างก็เป็เื่ธรรมดา” หลิวซูเจี๋ยกล่าวพลางยิ้มน้อยยิ้มใหญ่
อาหลิ่งกอดอกยืนนิ่งมิได้กล่าวอันใดโต้ตอบ สีหน้าดูครุ่นคิดเป็กังวล
[1]หยางเหมย -ผลไม้ของจีน มีสีแดงเข้ม คล้ายลิ้นจี่ กินได้ทั้งเปลือก เนื้อสีแดง