รอยแยกนี้ไม่ได้กว้างนัก เพียงพอให้มือข้างหนึ่งสอดเข้าไปได้ นิ้วมือเล็กๆ ของเซินหลางเหอเกี่ยวเข้ากับขอบหินที่เว้าเป็ร่องลึก ผิวหินภายในรอยแยกมีความหยาบและเป็เหลี่ยมมุมเล็กๆ ซึ่งเป็จุดยึดเกาะที่สมบูรณ์แบบ
แขนขาของเขาขยับได้อย่างเป็จังหวะ มือขวาจับยึด อีกมือส่งแรงดันตัวขึ้น เท้าก็สอดเข้ากับช่องว่างที่พอดี ก่อนจะดันตัวขึ้นไปอีกขั้น
ร่างกายของเขาเคลื่อนที่ขึ้นไปตามแนวรอยแยกนั้นอย่างรวดเร็วและมั่นคงกว่าการปีนป่ายแบบเดิมหลายเท่าตัว พลังที่เคยร่อยหรอไปเมื่อครู่กลับคืนมาอีกครั้ง เพราะรอยแยกนี้ทุ่นแรงไปได้มากนัก
เขาปีนขึ้นไปอย่างต่อเนื่อง ด้วยความหวังที่เปี่ยมล้น หลังจากที่เขาพบรอยแยกและเริ่มปีนขึ้นตามแนวทางนั้น บัดนี้ได้ผ่านไปแล้วกว่าหนึ่งชั่วยาม
ดวงตะวันบนท้องฟ้าคล้อยต่ำลงเรื่อยๆ แสงสีส้มแดงฉาบไล้ท้องฟ้าจนงดงาม แต่ก็เป็สัญญาณเตือนว่าเวลากำลังจะหมดลง ทุกวินาทีมีค่าสำหรับเขา
ตอนนี้เหงื่อไหลท่วมทั่วแผ่นหลังของเซินหลางเหอ เสื้อผ้าเนื้อหยาบแนบติดผิวเนื้อจนรู้สึกได้ถึงรอยถลอก แขนของเขาเริ่มสั่น ขาของเขาเริ่มตึง เส้นเอ็นตึงรั้งราวจะขาดสะบั้น เเต่เขาก็ไม่สนใจ ดวงตาคมกริบคู่นั้นยังคงจับจ้องขึ้นไปเบื้องบน ไม่เคยละสายตาจากยอดเขาแม้แต่ก้าวเดียว
เสียงหายใจขาดห้วงดังลอดออกจากลำคอ ขณะที่เขาเงยหน้ามองยอดผาซึ่งอยู่ห่างออกไปเพียงไม่กี่จั้ง ดวงตะวันกำลังจะลาลับ เหลือเวลาอีกไม่ถึงหนึ่งก้านธูปจะถึงยามราตรี...เขาต้องปีนให้ถึงยอดเขาก่อนฟ้าจะมืดมิด
เขากัดฟันกรอด เสียงกรามบดแน่นดังกึก มองขึ้นไปยังยอดเขาที่อยู่ห่างออกไปอีกไม่กี่จั้ง เขาจะถึงแล้ว! เเม้ร่างกายแทบจะแหลกเหลว แขนขาหนักอึ้งราวกับถูกถ่วงด้วยหินนับพันชั่ง แต่ใจของเขายังคงสู้ไม่ถอย
เสี้ยววินาทีนั้น เขาเงื้อหมัดทุบลงบนต้นขาที่สั่นเทาอย่างแรงจนเกิดเสียง “ปึ่ก!” ดังสะท้อนก้อง “ไปต่อ...” เขาพึมพำกับตัวเอง “…เ้าต้องไปต่อ”
“ฮึม!” เสียงคำรามในลำคอบ่งบอกถึงความทรหดอดทนอันเหลือเชื่อ
เขาลากร่างกายที่อ่อนล้าขึ้นไปอย่างช้า ๆ ทีละคืบ ทีละศอก ขณะนั้น ภาพของบิดามารดา พี่หญิง และความปรารถนาที่จะแก้แค้นผุดขึ้นในใจเป็แรงผลักดันครั้งสุดท้าย
“ข้า...ยังล้มไม่ได้” เสียงในใจของเขากระซิบ
ในเสี้ยววินาทีสุดท้ายนั้น แรงสุดท้ายของเขาถูกบีบเค้นออกจากร่างกาย มือขวาของเซินหลางเหอยื่นคว้าสันหินก้อนสุดท้ายที่ยื่นจากขอบยอดผา ปลายนิ้วเกาะเกี่ยวกับสันหินอันคมกริบ เสียงหินเสียดสีกันดังก้องในโสตประสาท เท้าข้างหนึ่งโบกสะบัดกลางอากาศ พยายามไขว่คว้าหาช่องยึดที่มั่นคง
เืซึมออกจากปลายนิ้ว ฝุ่นทรายปลิวว่อนจากแรงกระแทก แต่เขากัดฟันแน่น ดึงตัวเองขึ้นอย่างสุดแรง
่ล่างของร่างยังห้อยอยู่กลางอากาศ ร่างสั่นไหวเหมือนใกล้จะร่วงกลับลงไป เขาสูดลมหายใจลึกเต็มปอดครั้งหนึ่ง ก่อนจะเปล่งเสียงคำรามในลำคอ
“ฮึม!”
ด้วยแรงเฮือกสุดท้าย เขาดันตัวขึ้นอีกครั้ง...เเละในที่สุด ร่างของเขาก็พ้นจากขอบผา กลิ้งไปบนพื้นดิน้าอย่างทุลักทุเล!
“แฮ่ก... แฮ่ก...”
เสียงหอบแหบพร่าดังราวจะขาดใจ เส้นผมเปียกชื้นติดหน้าผาก ดวงตาสั่นระริกด้วยความเหนื่อยล้า ทว่าลึกเข้าไปในแววตานั้น ไฟแห่งความมุ่งมั่นยังคงลุกโชน
เขานอนหงายอยู่บนยอดผา มองท้องฟ้าที่ค่อยๆ เปลี่ยนเป็สีเทาน้ำเงินอมนิล เสี้ยวแสงสุดท้ายของดวงตะวันลับขอบฟ้าไปในจังหวะนั้น และเขา...มาถึงทันเวลาพอดี
เซินหลางเหอนอนแผ่ราบท่ามกลางความเย็นเยียบของลมยามค่ำ ราวกับร่างทั้งร่างกลายเป็เพียงเศษเสี้ยวหนึ่งของูเาทั้งลูก ใบหน้าน่ารักที่ครั้งหนึ่งเคยประดับด้วยรอยยิ้มสดใส บัดนี้เปรอะเปื้อนไปด้วยคราบเหงื่อ ดินฝุ่น และรอยขีดข่วนเล็กน้อยจากการปีนป่ายอันทรหด ทว่าริมฝีปากบางกลับคลี่ออกเป็รอยยิ้มกว้าง มันคือรอยยิ้มแห่งชัยชนะ
เขาหลับตาลงเพียงชั่วครู่ ปล่อยให้ร่างกายรับรู้ถึงทุกอณูของความเหนื่อยล้า ทุกกล้ามเนื้อที่ปวดเมื่อย และทุกลมหายใจที่เหมือนจะขาดห้วง ทว่าในความอ่อนล้าพลันมีรสชาติของความสุขอันบริสุทธิ์ซ่อนอยู่ แสงสุดท้ายของวันสาดผ่านเเนวขอบฟ้า ฉาบสีทองแดงนวลลงบนใบหน้าของเด็กน้อยที่ยิ้มออกมาด้วยความจริงใจ
จากนั้นเขาค่อยๆ พยุงตัวขึ้นจากพื้น เยื่อใยของความเหนื่อยพัวพันอยู่ทั่วร่างกาย ทว่าในใจกลับโชติ่ด้วยไฟแห่งความมุ่งมั่นที่ไม่อาจดับได้ เขายืนขึ้นเต็มความสูง กวาดสายตามองไปรอบทิศ และในชั่ววินาทีนั้น ทุกภาพฝันที่เคยจินตนาการไว้จากเบื้องล่าง ปรากฏเป็จริงตรงหน้า
ยอดเขาที่ยืนอยู่ในยามนี้...สูงที่สุดในหุบเขาฉือหลัว
ภายในหุบเขา เขาเห็นเรือนไม้ที่พักของตนเองตั้งอยู่ท่ามกลางป่าเขาเขียวขจี ดูเล็กจิ๋วลงไปถนัดตา และอีกมุมหนึ่งของหุบเขา มีเรือนพักไม้เล็ก ๆ เรียงรายกันเป็หมู่บ้านย่อมๆ ใกล้กันนั้นมีสวนสมุนไพรขนาดใหญ่ที่แบ่งเป็แปลง ๆ อย่างเป็ระเบียบ สวนพืชพรรณนานาชนิด สระน้ำใสสะอาดสะท้อนเงาของหมู่ดาวที่เริ่มปรากฏขึ้นบนฟ้า
ธารน้ำตกไหลรินลงมาจากหน้าผาเบื้องบนก่อเกิดเป็ลำธารเล็กๆ ไหลคดเคี้ยวไปตามหุบเขา ภาพทิวทัศน์อันงดงามเหล่านี้ ล้วนทำให้จิตใจของเด็กน้อยสดชื่นขึ้นอย่างประหลาด ราวกับความเหนื่อยล้าทั้งหมดได้มลายหายไปสิ้น
จากนั้น เขากวาดสายตามองออกไปนอกหุบเขา สิ่งที่ปรากฏแก่สายตาคือผืนป่าอันกว้างใหญ่สุดลูกหูลูกตาที่ทอดตัวยาวไปจรดขอบฟ้าไกลลิบ เมฆหมอกสีเทาจางๆ ปกคลุมยอดไม้บางส่วน ทำให้ภาพเบื้องหน้าดูราวกับภาพวาดพู่กันจีนอันยิ่งใหญ่ไร้ขอบเขต
เสียงลมพัดหวีดหวิวพัดพาเอาความเย็นเยียบมาปะทะร่างเล็กๆ ของเด็กน้อย นั้นทำให้เขารู้สึกถึงความอิสระและความยิ่งใหญ่ที่ไม่เคยััมาก่อน
เซินหลางเหอสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ รวบรวมพลังที่ยังพอมีอยู่ ใบหน้าเล็กๆ เชิดขึ้นอย่างภาคภูมิใจ เขายกมือขึ้นป้องปาก ะโออกไปสุดเสียงก้องกังวานไปทั่วทั้งหุบเขา
“ข้าทำสำเร็จแล้ว! ข้าปีนขึ้นมาได้แล้ว!”
เสียงะโดังกึกก้องกังวาน ก้องสะท้อนข้ามโขดผา ลอดผ่านซอกหิน และกังวานกลับมาอีกครา ราวกับหุบเขาแห่งนี้กำลังขานรับประกาศแห่งชัยชนะของเขา
ร่างเล็กๆ ของเด็กหนุ่มผู้ทรหด ยืนหยัดอยู่บนยอดเขาสูงท่ามกลางแสงสุดท้ายของวัน บ่งบอกถึงจุดเริ่มต้นของการเดินทางครั้งใหม่ที่กำลังจะเริ่มต้นขึ้น!
ในขณะที่เซินหลางเหอกำลังปีนป่ายอย่างทรหดเพื่อพิชิตยอดเขา เบื้องล่าง ณ ลานด้านหลังเรือนพักไม้ อวี๋เยว่ฉี ยืนอยู่ท่ามกลางความมืดที่เริ่มโรยตัวปกคลุมทั่วทั้งหุบเขา
ดวงตาคู่งามของนางยังคงจับจ้องไปยังยอดผาสูงชันเบื้องหน้า ท่ามกลางความกังวลที่เริ่มเกาะกินหัวใจ ทันใดนั้น เสียงะโกึกก้องที่แฝงไปด้วยความภาคภูมิใจและความปีติสุดขีด ก็ดังสะท้อนลงมาจากยอดเขา “ข้าทำสำเร็จแล้ว! ข้าปีนขึ้นมาได้แล้ว!”
อวี๋เยว่ฉีพลันหันขวับไปทางชายชราผู้ยืนเคียงข้าง ชายชราแซ่ไป่ ข้ารับใช้เก่าแก่ผู้มากด้วยประสบการณ์ ดวงตาของนางสว่างวาบอย่างมีความหวัง “ท่านลุงไป่! ท่านได้ยินเสียงหรือไม่?” ดวงตาของนางเป็ประกายแห่งความหวัง
ชายชราแซ่ไป่ยิ้มบางๆ บนใบหน้าเปื้อนรอยเหี่ยวย่นที่เปี่ยมด้วยความเมตตา สายตาของเขายังจับจ้องไปบนยอดเขาเช่นกัน "ได้ยินขอรับคุณหนู... ไม่น่าเชื่อว่าเขาจะทำได้จริง ๆ" น้ำเสียงของเขาเจือด้วยความทึ่งเล็กน้อย
อวี๋เยว่ฉีคลี่ยิ้มออกมาอย่างงดงาม รอยยิ้มที่เปล่งประกายด้วยความสุขลึกซึ้งจนทำให้ลืมความกังวลไปชั่วขณะ ดวงตาของนางยังคงไม่ละจากยอดเขา “ไม่มีสิ่งใดที่หลางเหอทำไม่ได้... ข้าเชื่อในตัวเขาเสมอ”คำกล่าวของนางเต็มไปด้วยความเชื่อมั่นอันบริสุทธิ์
แม้รอยยิ้มจะประดับบนใบหน้า แต่ภายในใจของนางกลับเริ่มเกิดคำถามใหม่ นางขมวดคิ้วเล็กน้อย “แต่ตอนนี้ฟ้ามืดแล้ว...แล้วเขาจะลงมาอย่างไร?”
นางหันไปมองชายชราอีกครั้งด้วยแววตาอ้อนวอน "ท่านลุงไป่... ท่านเป็ผู้ฝึกวรยุทธ์มิใช่หรือ? ท่านช่วยนำเขาลงมาได้หรือไม่เ้าคะ?"
ชายชราแซ่ไป่ถอนหายใจเบาๆ ราวกับรู้ดีว่าคุณหนูของตนต้องกล่าวประโยคนี้แน่นอน เขาพยักหน้าช้าๆ ด้วยความเคารพ “ได้ขอรับคุณหนู เดี๋ยวข้าจะนำเขาลงมาเอง”
ก่อนที่เขาจะก้าวออกไป เสียงฝีเท้าแ่เบาก็ดังขึ้นจากเงามืดเื้ัเรือนพัก ร่างสูงโปร่งร่างหนึ่งก้าวออกมาอย่างสงบนิ่ง ภายใต้แสงจันทร์อ่อนสลัว ชุดคลุมสีขาวสะอาดพลิ้วไหวไปกับสายลม ร่างนั้นดูราวกับมิใช่ผู้คนในโลกเดียวกัน ท่วงท่าที่สงบเยือกเย็นราวบัณฑิตผู้คลุกคลีอยู่กับตำราแทบทั้งชีวิต ปิ่นเงินปักเกล้ามวยผมไว้อย่างเรียบง่าย อวี๋เยว่ฉีเห็นชายหนุ่มผู้นี้ก็จดจำได้ทันที เขาคือบัณฑิตหนุ่มผู้คอยรับใช้ผู้าุโข่งคนนั้น
“ท่านก็มาดูเขาเหมือนกันหรือ?” อวี๋เยว่ฉีเอ่ยถามด้วยความประหลาดใจ
บัณฑิตหนุ่ม ยิ้มบางๆ พลางส่ายหน้าเบาๆ “มิใช่ขอรับ ข้ามาเพื่อรับเขา”
อวี๋เยว่ฉีมีสีหน้าแปลกประหลาดเล็กน้อย นางจ้องมองไปยังชายหนุ่มผู้นี้ ร่างกายผอมบางราวกับจะโดนลมพัดปลิว แต่กลับกล้าพูดออกมาว่าจะไปรับคนบนยอดเขาในยามวิกาลเช่นนี้ นี่มิใช่เื่ตลกหรอกหรือ? “ท่านเป็ผู้ฝึกวรยุทธ์ด้วยหรือ?” นางอดไม่ได้ที่จะถามออกไป
เขาส่ายหน้าเบาๆ อีกครั้ง “ข้าน้อยเพียงร่ำเรียนวิชาการหลบหลีกมาเล็กน้อยเท่านั้นขอรับ” พูดจบ เขาเงยหน้าขึ้นมองยอดเขาที่ทอดตัวอยู่เบื้องบน
ท้องฟ้าประดับด้วยหมู่ดาวนับล้านดวงระยิบระยับเคียงข้างดวงจันทร์ที่สาดแสงนวลผ่องราวผ้าไหมผืนงาม แขนขวาที่เคยแนบข้างลำตัวพลันสะบัดลงอย่างนุ่มนวล ชายแขนเสื้อสีขาวสะท้อนแสงจันทร์ พลิ้วไหวราวระลอกคลื่นตามสายลมยามราตรี
สิ่งที่เกิดขึ้นต่อจากนั้นทำให้อวี๋เยว่ฉีและชายชราแซ่ไป่ถึงกับเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง บัณฑิตหนุ่มก้าวเท้าไปด้านหน้าเพียงครั้งเดียว ร่างของเขาก็พุ่งทะยานขึ้นไปบนหน้าผาอย่างรวดเร็วราวกับนกเหยี่ยวบินขึ้นจากพื้นดิน
เพียงก้าวแรก... ร่างของเขาพุ่งทะยานข้ามครึ่งยอดเขาด้วยความเร็วปานสายฟ้า! ปลายเท้าแตะหน้าผาเบาดั่งขนนก ก่อนที่ร่างจะดีดตัวเหินขึ้นสู่ท้องฟ้าอีกครั้งด้วยพลังอันน่าสะพรึงกลัว และในก้าวที่สองนั้นเอง เขาทะยานถึงยอดเขาอย่างสง่างาม ราวกับมิใช่การปีนป่าย แต่เป็การฉีกมิติอากาศด้วยพลังอันไร้เทียมทาน!
อวี๋เยว่ฉีอ้าปากค้าง สายตาเต็มไปด้วยความเหลือเชื่อ ส่วนชายชราแซ่ไป่ ยืนนิ่งด้วยสายตาลุ่มลึก ก่อนจะหลุดคำชื่นชมออกมาจากใจจริง “วิชาตัวเบาล้ำเลิศยิ่งนัก! กำลังภายในของคนผู้นี้ไม่ได้ด้อยไปกว่าผู้ฝึกยุทธ์สายปราณขั้นควบรวมตันเถียนเลย!”
อวี๋เยว่ฉีได้ยินเช่นนั้น นางจึงรีบกล่าวถามด้วยความกระหายใคร่รู้ “ควบรวมตันเถียน? ถือเป็ระดับสูงมากใช่หรือไม่เ้าคะ?”
ชายชราแซ่ไป่พยักหน้าเล็กน้อย “วรยุทธ์ใต้หล้าแบ่งออกเป็สองสาย คือสายพลังปราณกับสายร่างกาย ต่างแบ่งออกเป็หกขั้น ควบรวมตันเถียนนั้นเป็ขั้นที่สามของสายพลังปราณ ซึ่งถือเป็จุดสูงสุดของวรยุทธ์ระดับล่างของสายพลังปราณ ใต้หล้านี้คนที่ฝึกได้ถึงระดับนี้มีน้อยนัก เขาผู้นี้อายุเพียงเท่านี้ แต่กลับมีกำลังภายในถึงขั้นควบรวมตันเถียนได้ ในอนาคตไม่แน่ว่าเขาอาจจะหลอมรวมมรรคาของตนจนสามารถฝ่าด่านทะลวงไปสู่ระดับบนได้”
นางพยักหน้าอย่างเข้าใจ พลางจ้องมองบัณฑิตหนุ่มที่อยู่บนยอดเขา “แล้วท่านเล่า ท่านลุงไป่ ท่านอยู่ระดับไหน?”
“บ่าวฝึกสายร่างกายขอรับ ตอนนี้อยู่ขั้นที่สามเช่นกัน เรียกว่า ฝ่าผนึกขุมพลัง เป็ขั้นที่สามของผู้ฝึกวรยุทธ์สายร่างกาย” ชายชรากล่าวตอบด้วยน้ำเสียงเรียบๆ
นางกำลังจะเอ่ยถามต่อ แต่ทันใดนั้น ร่างของบัณฑิตหนุ่มก็ปรากฏพรวดลงมาจากท้องฟ้า คราวนี้เขาค่อยๆ ร่อนลงอย่างนุ่มนวลราวกับขนนกล่องลอยบนอากาศ ปลายชายผ้าคลุมพลิ้วไหวตามสายลม และที่ด้านหลังของเขา ร่างเล็กๆ ร่างหนึ่งเกาะแน่นราวกับจะกลืนไปกับเงาของเขา
ทันทีที่เท้าแตะพื้น ร่างเล็กนั้นไม่รีรอสิ่งใด เปล่งเสียงะโออกมาด้วยความดีใจสุดขีด “พี่หญิง! ข้าทำสำเร็จแล้ว!”
อวี๋เยว่ฉีมองเห็นร่างนั้น สีหน้าของนางฉายแววตื่นเต้นยินดีทันควัน ดวงตาคู่สวยเปล่งประกายราวดวงดารา นางะโตอบกลับสุดเสียง “หลางเหอ!” พร้อมกับรีบก้าวไปข้างหน้า
เด็กน้อยรีบะโลงจากหลังบัณฑิตหนุ่ม ร่างเล็กที่เปื้อนคราบเหงื่อวิ่งโซเซเข้ามาสู่อ้อมกอดของพี่สาวผู้เปรียบดั่งแสงนำทาง อวี๋เยว่ฉีโอบกอดเขาไว้แน่น มือบางลูบศีรษะเบาๆ ดวงตาคู่สวยเปี่ยมไปด้วยความอ่อนโยน “เ้าช่างเก่งนัก...ข้าภูมิใจในตัวเ้าที่สุด”
เซินหลางเหอยิ้มกว้าง ดวงตาคู่เล็กพร่าเลือนด้วยหยาดน้ำตา ความอบอุ่นในอกพุ่งทะยานราวจะะเิออกจากใจ เขาพึมพำในใจด้วยเสียงแ่ “ในที่สุด...”
เเต่ทันใดนั้น สายตาของเขาเริ่มพร่าเลือน ความสุขอันล้นหลามผสานกับความเหนื่อยล้าถาโถมเข้ามาในคราเดียวกัน ทำให้สติของเขาก็ดับวูบลงในพริบตา...