มีคนเคยบอกว่า ‘โรงพยาบาล’ คือสถานที่แห่งความทุกข์
คนเจ็บ คนป่วย คนตาย ต่างขวนขวายที่จะมาโรงพยาบาลกันทั้งนั้น
แต่...มีอยู่แผนกเดียว ที่ทุกคนลงความเห็นว่า ‘มันเป็สถานที่แห่งความสุข’
นั่นคือ...แผนกสูตินารีเวช
ที่ที่ซึ่งให้กำเนิดมนุษย์ขึ้นมาบนโลกท่ามกลางความยินดีของผู้พบเห็น
แต่ในความสวยงามนั้น...ยังมีมุมมืดซ่อนเร้น
มุมมืดที่น้อยคนนัก...จะได้พบ
และหนึ่งในน้อยคนนั้น...รวมถึงนายแพทย์อชิระด้วย
การขึ้นวอร์ดสูตินารีเวชของ Extern1 ‘อชิระ’ หรือ ‘หมออั้น’ นั้น ถูกประเดิมด้วยการสั่งให้ไปตรวจ Pap's smear2 คนไข้สาวอายุราวยี่สิบห้าปี เมื่อนางพยาบาลเตรียมทุกอย่างเรียบร้อย หมออั้นก็เดินยิ้มเข้ามาในบริเวณห้องตรวจขนาดไม่ใหญ่มากนักและค่อนข้างมิดชิด เขายิ้มให้กับคนไข้สาวที่นอนบนเตียงในท่าlithotomy3 โดยแยกขา ซึ่งมีstirrup4 รองรับบริเวณข้อพับขาเป็ที่เรียบร้อยอยู่ก่อนแล้ว เมื่อสังเกตจากสีหน้าคนไข้ หมออั้นเองก็พอจะเดาออกว่าเธอคงอายเสียเต็มประดาที่อยู่ๆต้องมานอนถ่างขาให้ผู้ชายที่เพิ่งพบกับครั้งแรกดู แต่สำหรับคนเป็หมอแล้ว เื่แบบนี้ถือว่าเป็เื่ปกติเสียจนแทบจะใช้คำว่าคุ้นชินได้เลย
หมออั้นนั่งประจำที่แล้วสวมถุงมือ...ก่อนจะแนะนำตัวให้คนไข้รู้จัก
“สวัสดีครับ ผมนายแพทย์อชิระ เป็คนตรวจ Pap's smear ให้กับคุณ...” เขาเว้นระยะอ่านประวัติคนไข้นิดหนึ่งแล้วพูดต่อ “คุณภัทรานะครับ”
“ค่ะ” เสียงคนไข้ตอบกลับมาอย่างเบาๆหมออั้นแอบอมยิ้ม...สงสารเธอจนจับใจ
“ไม่ต้องกลัวนะครับ หมอจะเบามือ รับรองไม่เจ็บ แป๊บเดียวก็เสร็จครับ เดี๋ยวหมอจะทำความสะอาดก่อน อาจจะรู้สึกเย็นๆ เล็กน้อยนะครับ ไม่ต้องใ” หมออั้นหันไปทางโต๊ะเครื่องมือจัดการล้างทำความสะอาดบริเวณที่จะตรวจอย่างเบามือ พลางชวนคนไข้คุยเพื่อสอบถามประวัติประกอบการตรวจ เขารู้ดีว่าหญิงสาวตรงหน้าคงรู้สึกอึดอัด แต่นั่นก็เป็หน้าที่ที่เขาต้องทำ
“คุณภัทราปัสสาวะเรียบร้อยแล้วนะครับ”
“เอ่อ...ค่ะ”
“การตรวจภายในเป็สิ่งที่ควรทำอย่างน้อยปีละครั้งในผู้หญิงที่อายุ20 ปีขึ้นไปนะครับ ถ้าเกิดพบเจออะไรผิดปกติจะได้รักษาได้ทัน แต่คนไข้ส่วนใหญ่มักกลัวเจ็บ ซึ่งไอ้กลัวเจ็บนี่คงไม่เท่าไหร่ แต่อายหมอนี่สิ...คือประเด็นหลักเลย ทำให้คนไข้ไม่มาตรวจหามะเร็งปากมดลูก จนมันเกิดลุกลามไปมากแล้ว คุณภัทรารู้ไหมครับว่ามะเร็งปากมดลูกเนี่ย...เป็มะเร็งอันดับหนึ่งที่ทำให้ผู้หญิงเสียชีวิตนะครับ” หมออั้นพูดไปเรื่อยเพื่อไม่ให้เงียบจนเกินไปในขณะทำความสะอาด
ไม่มีเสียงตอบจากคนไข้...หมอหนุ่มรู้ทันทีว่าเธอคงกำลังด่าเขาในใจ “ไอ้หมอบ้า...มาชวนคุยอยู่ได้ รีบๆ ตรวจเถอะ จะได้รีบๆ ไปเสียที”
“หมอทำความสะอาดเรียบร้อยแล้วนะครับ เดี๋ยวหมอจะสอดเครื่องมือเข้าไป อาจจะรู้สึกแปลกๆ นิดนึง แต่ไม่เจ็บครับ จากประวัติของคุณภัทรา...คุณภัทรายังไม่เคยแต่งงานและยังไม่มีบุตรใช่ไหมครับ อ้อ...เคยมีเพศสัมพันธ์หรือยังครับ” แม้จะเป็คำถามที่ดูเหมือนละลาบละล้วงเื่ส่วนตัว แต่จำเป็เหลือเกินสำหรับการตรวจและการเลือกเครื่องมือในการสอดใส่เข้าไปภายใน
“ยังค่ะ...”
“ครับผม...เดี๋ยวหมอจะสอดเครื่องมือแล้วนะครับ ใจเย็นๆ ไม่ต้องใ แป๊บเดียวครับ” หมออั้นหันไปเลือก Speculum5 ที่มีหลายขนาดขึ้นมาตามประวัติคนไข้ ก่อนจะค่อยๆ สอดเข้าไปเพื่อขยายช่องคลอด และเมื่อเห็นแวบแรก...หมอหนุ่มก็รู้ทันทีว่าคนไข้โกหกเื่การมีเพศสัมพันธ์ เนื่องจากสภาพบ่งบอกว่าเธอไม่ได้บริสุทธิ์แล้ว แต่นั่นไม่ใช่ประเด็นหรอก เพราะคนไข้ส่วนใหญ่มักจะอายที่ต้องพูดถึงเื่การมีเพศสัมพันธ์อยู่แล้ว และนี่ไม่ใช่รายแรกที่พยายามปกปิดหมอ หมออั้นจึงไม่ได้ต่อว่าคนไข้ แต่กลับรีบใช้ไม้ขูดเยื่อมดลูกออกมา เพื่อนำส่งตรวจหาเชื้อมะเร็งในลำดับต่อไป
“เรียบร้อยแล้วครับคุณภัทรา เดี๋ยวคุณภัทราติดต่อทางพยาบาลหน้าห้องเพื่อรอรับวันนัดผลนะครับ” พูดจบหมออั้นก็ลุกขึ้นเดินออกจากห้อง...ปล่อยให้ที่เหลือเป็หน้าที่ของพยาบาลต่อไป
หลังจากเสร็จสิ้นภารกิจต่างๆหมออั้นก็มานั่งเซ็งที่เคาน์เตอร์แผนกสูตินารีเวชเพื่อรอเวลาออกเวร จริงอย่างที่ไอ้หมอกอล์ฟว่า...แผนกนี้ช่างสบายเสียจริง สบายเสียจนเกิดอาการเบื่อขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก ก็อย่างว่าแหละ...นักศึกษาแพทย์ Extern ปี 6 กำลังไฟแรง ย่อมอยากศึกษางานอย่างจริงจังและหนักหน่วงให้สมกับไฟที่มีอยู่ในตัว แต่ก็พูดให้ดูดีไปอย่างนั้นแหละ เพราะถ้าอยากเหนื่อยจนไม่มีเวลากินเวลานอน ป่านนี้เขาคงไปขึ้นวอร์ด ER แล้ว
เสียงของนางพยาบาลสาวสองคนกำลังคุยกันอย่างออกรสออกชาติเกี่ยวกับละครหลังข่าวเมื่อคืน หมออั้นแอบอมยิ้ม เขาชอบแอบฟังนางพยาบาลคุยกัน มันดูเหมือนไม่มีสาระแต่ก็รู้สึกสนุกดีอย่างบอกไม่ถูก แม้บางครั้งหมอผู้ชายอย่างเขาจะดูไม่ค่อยเข้าใจในสิ่งที่เหล่านางพยาบาลเป็หรือกระทำ แต่เขาก็ต้องพยายามปรับตัวให้เข้ากับพวกเธอให้ได้ เพราะถ้านับกันจริงๆ แล้ว บุคลากรในโรงพยาบาลส่วนใหญ่ก็เป็ผู้หญิง การผูกมิตรไว้จึงน่าจะเป็เื่ที่ดี ไม่เสียหายอะไร
“คุณพยาบาลเอ๋ คุณพยาบาลเปีย แอบเม้าท์คนไข้หรือเปล่า ?” หมออั้นแกล้งเอ่ยแซวในขณะที่มือกำลังเล่นเกมส์Restaurant City6 ใน Face book ไปด้วยเพื่อฆ่าเวลา
“ว้าย...หมออั้น ทำไมพูดแบบนั้นล่ะคะ ดิฉันไม่ใช่คนแบบนั้นสักหน่อย ถ้าเป็ยายเปียก็ว่าไปอย่าง ชอบแอบเหล่สามีคนไข้ประจำ” อีกฝ่ายรีบปฏิเสธทันทีที่ได้ยินอย่างนั้น
“ไม่จริงนะคะหมออั้น อย่าไปเชื่อยายเอ๋ หมออั้นเพิ่งมาขึ้นวอร์ดใหม่ๆ เดี๋ยวก็ใกันพอดี คิดว่าวอร์ดเรามีแต่พยาบาลโรคจิต”
“แหม...หมอก็ล้อเล่นน่า อืม...นี่ก็ใกล้ออกเวรแล้ว หมอยังไม่เจออาจารย์หมอกวีเลย วันนี้อาจารย์ไม่เข้ามาเหรอครับ”
“อ๋อ...เห็นวันนี้อาจารย์หมอกวีมีประชุมใหญ่น่ะค่ะหมออั้น นี่ไม่มีใครบอกหมออั้นเลยเหรอคะว่าคืนนี้หมออั้นต้องแสตนบายแทนอาจารย์หมอกวี เผื่อมีคนไข้ ER คลอดฉุกเฉิน”
คำตอบของนางพยาบาลสาวทำเอาหมอหนุ่มหน้าซีด เขานึกว่าคืนนี้จะได้กลับไปนอนเต็มอิ่ม ที่ไหนได้คงต้องหลับๆ ตื่นๆ คอยระแวงว่ามือถือจะดังเมื่อไหร่ จะมีคนไข้คลอดกลางดึกหรือไม่ ถ้าเป็อย่างนั้นเขามาแอบงีบในห้องพักแพทย์บนวอร์ดดีกว่า เผื่อมีอะไรฉุกเฉินจะได้ไม่ต้องรีบตาลีตาเหลือกวิ่งมาจากหอพักให้เสียพลังงานเปล่าๆ
“อย่างนั้นเหรอ งั้นเดี๋ยวหมอกลับไปอาบน้ำอาบท่าแล้วมาอาศัยงีบเอาที่ห้องดีกว่า แล้วคืนนี้มีใครขึ้นเวรที่วอร์ดบ้างล่ะ” หมอหนุ่มเอ่ยถามอีกครั้ง พยาบาลเอ๋หันไปเปิดแฟ้มที่ระบุชื่อพยาบาลเวรก่อนจะหันมาตอบหมอหนุ่มด้วยน้ำเสียงหวาน...เฉพาะหมอที่หล่อๆเท่านั้น!
“คืนนี้มีพยาบาลก้อยกับพยาบาลน้ำค่ะ หมออั้นคงยังไม่เคยเห็นหน้า สองคนนี้มาขึ้นเวรด้วยกันประจำตอนกะดึก เดี๋ยวคืนนี้หมออั้นก็ทำความรู้จักกับพวกเธอสองคนไว้นะคะ จะได้มีเพื่อนคุยตอนดึก เพราะถ้าหมออั้นนั่งเหงาๆ ไม่คุยกับใคร ระวังจะมีแขกไม่ได้รับเชิญมาคุยเป็เพื่อนนะคะ”
“แขกไมได้รับเชิญ ?”
“ก็ผีไงคะ...อย่านึกนะคะว่าวอร์ดสูติฯจะสงบสุข ถึงแม้จะมีคนเกิดมากกว่าคนตาย แต่ก็ใช่ว่าคนตายจะไม่มี แท้งตายบ้างล่ะ ตกเืบ้างล่ะ DFIU7 ก็มี อย่างเมื่อสองสามวันก่อนมีคุณแม่คลอดลูกแล้วตกเืตาย น่ากลัวมากกก” พยาบาลเอ๋ลากเสียงยาวพลางทำตาเหลือกขึ้นเพื่อหลอกหมอใหม่ พยาบาลเปียตีเข้าที่ไหล่เพื่อสาวเบาๆ แล้วหัวเราะร่วน
“บ้าน่า...ไปหลอกหมออั้นทำไม อย่าไปเชื่อค่ะหมออั้น ยายเอ๋ก็ชอบหลอกหมอใหม่แบบนี้แหละค่ะ วอร์ดเราสงบเงียบ ไม่เหมือนตึกศัลยกรรมหรอกค่ะ ตึกนั้นน่ะ...เฮี้ยนน่าดู”
หมออั้นได้แต่ยิ้มแห้งๆ รับ ไม่รู้หรอกว่าที่พยาบาลเอ๋พูดนั่นคือเื่จริงหรือแค่อยากจะล้อเขาเล่น แต่หมออั้นรู้อยู่อย่างเดียวว่าในโรงพยาบาลทุกที่มีดวงิญญาที่ยังเร่รอน บางคนตายไปแล้วยังไม่รู้ตัว บางคนตายแล้วไม่มีที่ไป หรือบางคนยังอยากวนเวียนอยู่ที่นี่เพื่อรอคนรัก…
คิดได้อย่างนั้นหมอหนุ่มก็ขนลุกซู่ รีบคว้ากระเป๋าของตัวเองเดินลงจากวอร์ดสูตินารีเวชกลับไปที่หอพักทันที...
เสียงนาฬิกาปลุกตรงหัวเตียงดังขึ้นเมื่อเวลาสองทุ่มตรง หมออั้นรีบลุกขึ้นอาบน้ำอาบท่า ก่อนจะไปขึ้นเวรบนวอร์ดสูตินารีเวชตลอดคืนนี้ เมื่อชายหนุ่มแต่งตัวเรียบร้อยแล้ว...เขาก็ไม่ลืมที่จะหนีบเอาหนังสือการ์ตูนเล่มใหม่ติดตัวไปด้วย อย่างน้อยมันคงทำให้ค่ำคืนอันยาวนานนี้ไม่น่าเบื่อจนเกินไปนัก
ทางเดินระหว่างหอพักนักศึกษาแพทย์กับตัวโรงพยาบาลนั้นห่างกันประมาณห้าร้อยเมตรเห็นจะได้ แม้ตอนนี้จะเพิ่งสองทุ่มเศษๆ เท่านั้นแต่บริเวณโรงพยาบาลกลับเงียบสงัด เป็ความเงียบที่นักศึกษาแพทย์ปีหกอย่างเขาค่อนข้างคุ้นชินและคิดว่าไม่น่ากลัว...จนกระทั่งวันนี้
ทุกครั้งที่หมออั้นลงน้ำหนักฝีเท้าที่สวมรองเท้าหนังลงบนพื้นซีเม็นต์เล็กๆที่ทอดตัวไปตามซอกตึกนั้น เสียงมันสะท้อนก้องกลับมาจากผนังตึกรอบตัวจนฟังคล้ายกับว่าเขาไม่ได้เดินอยู่แต่เพียงลำพังในค่ำคืนที่แสนจะเงียบสงัด ถ้าเป็คนคิดมาก...เสียงมันฟังคล้ายกับมีคนเดินตามหลังเขามาช้ากว่าตัวเขาหนึ่งเก้า ถ้าเป็คนคิดน้อย...มันก็คือเสียงก้องที่สะท้อนไปมาเท่านั้นเอง
โชคดีที่หมออั้นเป็คนคิดน้อย...
ลมแรงพัดเอายอดไม้ที่ปลูกอย่างเป็ระเบียบริมทางเดินเอนไปในทิศทางเดียวกัน หมออั้นรู้สึกเย็บวาบที่ท้ายทอยอย่างไม่มีสาเหตุ บ่อยครั้งที่หมอหนุ่มต้องหยุดเดินแล้วฟังเสียงสะท้อนจากการเดินของตัวเองให้มั่นใจว่ามันคือเสียงสะท้อนจริงๆไม่ใช่เสียงของฝีเท้า ‘ใครคนอื่น’
น่าแปลกเสียจริง...เขาไม่เคยมีความรู้สึกกลัวแบบนี้มาก่อน ทั้งๆ ที่เดินในโรงพยาบาลแห่งนี้มาตลอดหกปีจนแทบจะหลับตาเดินได้ ทำไมอยู่ๆ จึงเพิ่งมาเกิดอารมณ์แบบนี้ตอนปีหก...ปีที่กำลังจะกลายไปเป็นายแพทย์อย่างเต็มตัวในอีกไม่นาน
แสงไฟจากห้องพักคนไข้ยังเปิดอยู่บ้าง ตามทางเดินที่หมออั้นเดินมานั้นก็ไม่ได้มืดเสียจนมองอะไรไม่เห็นเพราะมีแสงไฟจากเสาไฟฟ้าตั้งอยู่เป็ระยะๆแม้จะเป็อย่างนั้น...แต่ความรู้สึกแปลกๆ ที่ว่าก็ยังไม่เจือจางหายไป หมออันรีบก้าวเท้าให้เร็วขึ้นเพื่อตรงไปยังตึกสูตินารีเวชที่อยู่ไกลออกไป ให้ตายสิ...ไม่ชอบความรู้สึกแบบนี้เอาเสียเลย
เพียงอึดใจเดียว...ตึกสูตินารีเวชก็ตั้งตระหง่านอยู่ตรงหน้าของหมออั้น ชายหนุ่มผ่อนลมหายใจออกทางปากเบาๆเหงื่อซึมเล็กน้อยจากการเดินอย่างรวดเร็ว หมออั้นเดินเข้าไปภายในตึกก่อนจะไปหยุดตรงหน้าลิฟต์ รอบข้างเงียบสนิทผิดกับเวลากลางวันราวกับอยู่คนละโลก ชายหนุ่มเอื้อมมือไปกดลิฟต์ เสียงมันดังโครกครากเลื่อนลงมาที่ชั้นหนึ่งก่อนจะส่งเสียงดัง‘กริ๊ง’ แล้วเปิดออก เขาก้าวเท้าเข้าไปยืนข้างในแล้วกดชั้นสี่ที่ซึ่งมีห้องพักแพทย์อยู่บนชั้นนั้น เมื่อลิฟต์เคลื่อนตัวขึ้น หมอหนุ่มจึงหันไปมองกระจกรอบข้างเพื่อสำรวจสภาพของตัวเอง ผมเผ้าของเขายุ่งเหยิงจากแรงลมที่พัดตอนที่เดินมาจากหอพักนักศึกษาแพทย์ ชายหนุ่มใช้มือสางมันให้เข้าที่ กลัวว่าถ้าถึงชั้นสี่แล้วมีคนไข้หรือพยาบาลมาเห็นจะช็อคตายไปเสียก่อนเพราะนึกว่าหมอเป็ผี
กริ๊ง...
ประตูลิฟต์เปิดออกเมื่อถึงชั้นสี่ ชายหนุ่มก้าวเท้าออกไปพลางหันซ้ายแลขวามองรอบข้าง มันเงียบ...เงียบเสียจนได้ยินเสียงลมหายใจของตัวเอง แสงไฟที่เปิดอยู่เป็ระยะๆ ไม่ได้ทำให้บรรยากาศน่ากลัวลดน้อยลงเลยแม้แต่น้อย บริเวณเคาน์เตอร์นั้นปิดไฟมืด ไม่มีแม้แต่เงาของนางพยาบาลเวรเลยสักคนเดียว แย่จริง...หายไปไหนกันหมด ถ้ามีคนไข้คลอดฉุกเฉินจะทำยังไง ถ้าเจอคงต้องต่อว่าเสียหน่อยแล้ว
หมออั้นเดินผ่านหน้าเคาน์เตอร์ของชั้นสี่ เสียงกุกกักดังขึ้นเบาๆ หากชัดเจนในความเงียบ ชายหนุ่มหยุดกึกแล้วหันไปมองยังที่มาของเสียง เหงื่อที่แตกพลั่กอยู่แล้วยิ่งไหลออกมามากขึ้นกว่าเก่า ในความมืดมีบางสิ่งหลบอยู่ เขาสูดลมหายใจเข้าเต็มปอดเพื่อเรียกความกล้าให้กับตัวเอง ก่อนจะค่อยๆ เดินตรงไปยังเคาน์เตอร์ที่ปิดไฟมืด ในมือกำหนังสือการ์ตูนแน่นราวกับว่ามันเป็อาวุธชั้นดีที่พร้อมจะใช้ในการต่อสู้กับสิ่งที่ยังมองไม่เห็นหลังเคาน์เตอร์วอร์ดสูตินารีเวช
อีกเพียงก้าวเดียวเท่านั้นหมออั้นก็จะเดินไปถึงยังที่มาของเสียงกุกกักนั่นแล้ว แต่แล้วอยู่ๆ ก็มีร่างของใครคนหนึ่งโผล่ขึ้นมาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย หมออั้นสะดุ้งโหยง ะโถอยหลังแล้วร้องโวยวายจนเสียงเรียกของคนที่อยู่หลังเคาน์เตอร์เอ่ยเรียก คนเป็หมอจึงได้สติขึ้นมา
“คุณหมอคะ...ดิฉันเองค่ะ...พยาบาลเวร” หญิงสาวรีบแนะนำตัว หมออั้นหยุดนิ่งแล้วค่อยๆ เปิดเปลือกตาออก เห็นนางพยาบาลสาวหน้าตาจืดๆ ยืนนิ่งอยู่ตรงนั้น เขาถอนหายใจเฮือกอย่างโล่งอก
“ใหมดคุณพยาบาล ไปทำอะไรอยู่มืดๆ ตรงนั้นครับ”
“อ๋อ...ดิฉันกำลังหาหลอดไฟในลิ้นชักน่ะค่ะ พอดีไฟตรงเคาน์เตอร์มันเสีย ขอโทษด้วยนะคะที่ทำให้ใ ดิฉันพยาบาลก้อยค่ะ นี่เป็คุณหมอ Externอชิระ ใช่ไหมคะ” เธอเอ่ยถามหมอหนุ่ม เขาพยักหน้ารับ
“ใช่ครับพยาบาลก้อย เรียกหมอว่าหมออั้นก็ได้นะครับ”
“ค่ะ...หมออั้น” เธอยิ้มอย่างเป็มิตรให้กับหมอหนุ่ม
“แล้วเจอหลอดไฟไหมครับ”
“เจอค่ะ”
“ถ้าอย่างนั้นเดี๋ยวผมช่วยเปลี่ยนให้นะครับ” หมออั้นแสดงความมีน้ำใจให้กับผู้ร่วมงาน เธอพยักหน้ารับแล้วส่งกล่องหลอดไฟให้กับชายหนุ่มตรงหน้า หมออั้นเงยหน้ามองหลอดไปอย่างลังเลใจ เกิดมาเคยเปลี่ยนหลอดไฟกับเค้าซะที่ไหน ให้เข้าห้องผ่าคลอดยังจะถนัดเสียกว่า แต่ก็นั่นแหละ...คงไม่มีอะไรยากเกินไปกว่าความสามารถของมนุษย์หรอก...เขาคิดว่าอย่างนั้นนะ
ชายหนุ่มถอดรองเท้าหนังออกแล้วจัดการปีนขึ้นไปบนเคาน์เตอร์ จัดการถอดหลอดไฟอันเก่าออก แล้วจัดการนำหลอดไฟอันใหม่ใส่ลงไป หมุนให้เข้าที่แล้วหันมาทางนางพยาบาลก้อยที่ยืนลุ้นอยู่ข้างๆ
“ลองเปิดสวิตช์ดูสิครับว่าติดหรือเปล่า”
“ค่ะหมออั้น” เธอรับคำแล้วเอื้อมมือไปกดสวิตช์ตรงเคาน์เตอร์ แสงไฟกะพริบถี่ๆ อยู่สองสามครั้งก่อนจะติดขึ้นจนสว่างจ้าแทงเข้าตาของหมออั้น ถ้าเขาไม่ได้ตาเบลอ...หมอหนุ่มรู้สึกเหมือนเห็นเงาสีดำของอะไรบางอย่างวิ่งผ่านหน้าเคาน์เตอร์ไปอย่างรวดเร็ว...เร็วเสียจนมองไม่ทันว่ามันคืออะไร
“เอ๊ะ...”
“อะไรเหรอคะหมออั้น”
“หมอเหมือนเห็นอะไรดำๆ วิ่งผ่านหน้าเคาน์เตอร์ไป คุณพยาบาลก้อยเห็นไหมครับ ?” หมอหนุ่มเอ่ยถาม อีกฝ่ายขมวดคิ้วแล้วส่ายหน้า
“ไม่มีอะไรนี่คะ คุณหมออั้นตาฝาดหรือเปล่า ?”
“อาจจะเป็อย่างนั้นก็ได้ครับ” หมออั้นบอกก่อนจะค่อยๆ ะโลงจากเคาน์เตอร์ จัดการจับชุดให้เรียบร้อย ก่อนจะขอตัวเข้าไปพักในห้องพักแพทย์ที่อยู่ใกล้ๆกัน
“เดี๋ยวหมอเข้าไปพักในห้องนะ มีเคสอะไรด่วนก็ไปตามได้เลย”
“ค่ะหมออั้น” เธอพยักหน้ารับให้กับหมอหนุ่มก่อนจะก้มหน้าก้มตาจัดการเอกสารบนเคาน์เตอร์ต่อไป ในขณะที่หมออั้นกำลังครุ่นคิดว่าเงาลึกลับที่เขาเห็นนั้นเป็เพราะตนตาฝาดแน่หรือ?
ขอให้มันเป็แค่ตาฝาดจริงๆ เถอะ!
ภายในห้องพักแพทย์ตึกสูตินารีเวชนั้นมีขนาดไม่ใหญ่นัก ภายในห้องถูกทาสีใหม่เพื่อให้ห้องดูสว่างขึ้น แต่ดูจากฝีมือการทาสีแล้วหมออั้นเดาว่าทางโรงพยาบาลคงไปเกณฑ์พวกบุรุษพยาบาลมาทากันเองเป็แน่ เพราะยังมีร่องรอยของผนังสีเก่าโผล่มาให้เห็นอยู่ตรงซอกมุมหรือหลืบที่แปรงทาสียากจะเข้าถึง เสียงแอร์ดังหึ่งๆ เพราะความเก่าแต่ยังให้ความเย็นได้อย่างดีเยี่ยม กลางห้องมีโต๊ะทำงานตัวขนาดพอดีตั้งไว้ ไม่ระบุถึงความเป็เ้าของของผู้ใด คาดว่าคงเป็โต๊ะสำหรับนักศึกษาแพทย์ Extern อย่างเขาเวลามาเข้าเวร ทางด้านขวามือเป็หน้าต่างสีชาบานยาวที่มองไม่เห็นอะไรเนื่องจากแสงสะท้อนจากภายในห้อง ทางด้านขวาเป็ตู้หนังสือว่างๆ แต่จะเรียกว่าว่างก็ไม่ถูกนัก เพราะมันมีนิตยสารทางการแพทย์ของเมื่อสี่ห้าปีที่แล้ววางอยู่สองสามเล่มพร้อมกับวารสารแจกฟรีของทางโรงพยาบาล ที่ดูจากสภาพแล้วคนไข้ที่มารอตรวจคงเปิดอ่านกันมาจนนับครั้งไม่ถ้วน
หมออั้นนั่งมองนั่นมองนี่ หนังสือการ์ตูนที่หอบมาจากหอพักยังวางอยู่บนโต๊ะในสภาพม้วนงอจากการที่ถูกเขากำมันแน่นตอนได้ยินเสียงกุกกักจากหลังเคาน์เตอร์ ชายหนุ่มเอนตัวกับเก้าอี้บุนวมที่มีร่องรอยการตัดปะซ่อมแซมจากหนังสัตว์เกรดบี และเพียงอึดใจเดียวชายหนุ่มก็ผล็อยหลับไปราวกับต้องมนต์...
ชายหนุ่มรู้สึกปวดท้องอย่างประหลาด...มันปวดตึงๆแข็งๆ คล้ายจะะเิออกมาเสียให้ได้
“โอ๊ย...” เขาร้องออกมาด้วยความเ็ป แต่ในความเ็ปนั้นทำเอาหมออั้นต้องสะดุ้งเมื่อเสียงที่เปล่งออกมาจากลำคอของเขานั้นคือเสียงของผู้หญิง ไม่ใช่เสียงที่เขาเคยใช้มาตลอดยี่สิบกว่าปีที่ผ่านมา ยิ่งได้ก้มมองที่หน้าท้องของตัวเองที่ใหญ่โตเหมือนคนตั้งท้องเขาก็ยิ่งตื่นตระหนก มือไม้ของเขาเรียวงามและนุ่มนิ่มไร้ซึ่งความหยาบกร้าน ที่ท้องของเขาเต้นตุ้บๆ คล้ายมีอะไรถีบอยู่ในนั้น มันถีบแรงขึ้น...แรงขึ้น...และแรงขึ้น
หมออั้นรู้สึกเหมือนที่หว่างขามีน้ำเหนอะหนะไหลออกมาเป็ระยะ เขาตัดสินใจเปิดชุดคลุมท้องที่สวมอยู่ออก เพื่อที่จะได้พบว่าหน้าขาของตัวเองเต็มไปด้วยเื...เืสดๆที่ค่อยๆ ไหลเจิ่งนองไปทั่วทั้งพื้น ความเ็ปทวีความรุนแรงมากขึ้น...มากจนชายหนุ่มกัดฟันแน่นก่อนจะเปล่งเสียงร้องออกมาอีกครั้ง
“โอ๊ยยยยยยยยยย...”
ทันใดนั้นชายหนุ่มก็สะดุ้งโหยงจนสุดตัว เหงื่อบนหน้าผากแตกพลั่กไปด้วยความตื่นเต้น รอบข้างยังคงเงียบ ได้ยินเพียงเสียงแอร์ดังหึ่งๆ อย่างเช่นเคย หมออั้นถอนหายใจยาวๆ อย่างโล่งอก บ้าจริง...ขึ้นวอร์ดสูติฯ ก็ฝันว่าเป็คนท้อง นี่ถ้าขึ้นวอร์ดศัลยกรรมไม่ต้องฝันว่าตัวเองไปผ่าตัดไส้ติ่งหรือนี่
แล้วก็มีเงาของบางสิ่งวิ่งผ่านหน้าของชายหนุ่มไป...
หมออั้นแทบหยุดหายใจ เขาไม่ได้ตาฝาด มีเงาลึกลับวิ่งผ่านตรงหน้าเขาไปจริงๆ ทันใดนั้น...เสียงเคาะกระจกสีชาก็ดังขึ้นเบาๆจนคนที่อยู่ในห้องต้องหันไปมอง เสียงเคาะนั้นค่อยๆแรงขึ้น...แรงขึ้น จนกระจกทั้งบานสั่นไหวราวกับกำลังจะแตกออกเป็เสี่ยงๆเสียให้ได้ ชายหนุ่มลุกขึ้นจากเก้าอี้ทำงานแล้วเดินตรงไปที่หน้าต่างบานนั้นด้วยอาการใจดีสู้เสือ มือค่อยๆ ปลดล็อคหน้าต่างกระจกบานเลื่อนสีชาออกอย่างช้าๆแล้วค่อยๆ เลื่อนมันออกไปเพื่อดูว่าเสียงอะไรที่มากระทบกับกระจกจนดังคล้ายกับมีคนเคาะอยู่ภายนอก
จริงอย่างที่ว่า...มันเป็กิ่งไม้ที่ครูดกับบานกระจกจนดังคล้ายกับเสียงคนเคาะ
“โธ่เอ๊ย...นึกว่าอะไร” ชายหนุ่มอดที่จะสบถกับตัวเองไม่ได้ ก่อนจะค่อยๆ เลื่อนบานกระจกปิดตามเดิม แต่แล้วภาพเงาสะท้อนจากภายในห้องก็ทำเอาหมออั้นถึงกับผงะ เพราะเขาเห็นผู้หญิงสวมชุดคลุมท้องผมยาวปิดหน้าปิดตายืนอยู่ที่มุมหนึ่งของห้อง หมออั้นไม่กล้าแม้แต่จะหายใจแรงเสียด้วยซ้ำในเวลานี้ ทำยังไงดี...เขาจะทำยังไงดี
เสียงกรีดร้องอันโหยหวนดังขึ้นสลับกับเสียงหัวเราะของหญิงสาวนิรนาม หมออั้นหลับตาสวดมนต์ทุกบทเท่าที่จะนึกได้ แต่นึกอย่างไรก็ไม่ออก หัวสมองส่งเสียงร้องแต่คำว่ากลัว...กลัว...และกลัว...จนไม่สามารถคิดอย่างอื่นได้แล้วเวลานี้
ร่างของผีสาวตนนั้นค่อยๆ เดินเข้ามาหาหมออั้นที่ยืนหันหลัง แต่จะเรียกว่าเดินก็คงไม่ถูกนัก น่าจะเรียกว่า ‘เคลื่อนที่’ เสียมากกว่า เธอเข้ามาใกล้...ใกล้จนมายืนคู่กับหมอหนุ่มที่ร่างกายแข็งทื่อราวกับเป็ก้อนหินที่ไร้ชีวิต
“คุณ้าอะไร...” หมออั้นเอ่ยถามในใจ แม้ไม่รู้หรอกว่าิญญาผีตนนั้นจะได้ยินหรือไม่ก็ตาม
“ช่วยฉันด้วย....ช่วยฉันด้วย...ช่วยฉันด้วย!” น้ำเสียงที่เย็นะเืร้องขอความเป็ธรรมซ้ำแล้วซ้ำเล่าดังขึ้น ก่อนที่เธอจะค่อยๆ เลือนรางหายไปในอากาศราวกับเป็เพียงฝุ่นผงที่ไม่สามารถจับต้องได้
เสียงเคาะประตูดังขึ้นเบาๆ หมออั้นสะดุ้งตื่นจากภวังค์
สมองกำลังเบลออย่างหนัก เขาสะบัดศีรษะไปมาเพื่อเรียกสติกลับคืน กำลังถกเถียงกับตัวเองว่าเื่ทั้งหมดมันเป็ฝันซ้อนฝัน หรือฝันแล้วจริง...จริงแล้วฝัน เมื่อสักครู่มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่ ?
“หมออชิระคะดิฉันพยาบาลเวรน้ำค่ะ เอากาแฟมาให้คุณหมอ ขอเข้าไปได้ไหมคะ” เสียงหญิงสาวจากภายนอกะโผ่านประตูกระจกสีชาเข้ามา
“เชิญครับเชิญ” หมออั้นะโกลับออกไป แล้วนางพยาบาลสาวก็ใช้ไหล่ดันประตูกระจกเปิดออก เพราะมือถือถาดใส่แก้วกาแฟและจานใส่แยมโรลสีสวยของร้านสะดวกซื้อยี่สิบสี่ชั่วโมงในโรงพยาบาลเข้ามา หมอหนุ่มรีบรับถาดในมือของนางพยาบาลสาวอย่างรวดเร็วด้วยความเกรงใจ
“พอดีดิฉันรู้มาจากยายก้อยว่าหมออชิระมาเข้าเวรเล้ว เลยถือโอกาสเอากาแฟมาเสิร์ฟให้พร้อมกับแนะนำตัวค่ะ”
“ไม่น่าลำบากเลยครับคุณพยาบาลน้ำ”
“ไม่ลำบากหรอกค่ะ วอร์ดของเราเป็กันเองอย่างนี้กับทุกคน อาจารย์หมอกวีสั่งไว้ด้วยน่ะค่ะ” เธอยิ้มหวาน หมออั้นพยักหน้ารับ ไม่เคยรู้สึกว่าตัวเองมีความสำคัญเท่านี้มาก่อน
“ถ้าอย่างนั้นหมอก็ขอบคุณมากนะครับ อ้อ...เรียกหมอว่าหมออั้นก็พอ ไม่ต้องเรียกซะเต็มยศขนาดนั้นก็ได้ มีอะไรให้หมอช่วยก็บอกได้นะครับ”
“ค่ะ...หมออั้น ถ้าอย่างนั้นเดี๋ยวดิฉันออกไปดูแลคนไข้ก่อนนะคะ ถ้าคุณหมอมีอะไรกดโฟนเรียกได้ตลอดเวลานะคะ” เธอบอกก่อนจะก้มตัวเล็กๆ แล้วเดินออกจากห้องไป
หมออั้นเอนตัวพิงพนักเก้าอี้พร้อมทั้งถอนหายใจยาวๆก่อนจะยกแก้วกาแฟขึ้นจิบเพื่อดับกระหาย แล้วชายหนุ่มก็แทบจะสำลักพรวดออกมาเพราะว่ากาแฟนั้นรสชาติขมปี๋จนต้องทำหน้าเบ้ นางพยาบาลน้ำคงชงกาแฟมาให้เขาอย่างเดียว แล้วแยกน้ำตาลกับครีมไว้ให้เขาเติมเองเพราะยังไม่รู้ว่าชายหนุ่มดื่มกาแฟรสไหน หมออั้นรีบคว้าแยมโรลอันพอดีคำเข้าปากเพื่อดับความขม แล้วจัดการปรุงรสกาแฟตามชอบพลางแอบเหลือบมองไปที่มุมห้องที่ว่างเปล่า...
ขอให้มันว่างเปล่าจริงๆ เถอะ...อย่าได้มีอะไรแบบในฝันเลย
เชิงอรรถ
(1) Extern หมายถึง นิสิต(นักศึกษา) แพทย์เวชปฏิบัติ อันเป็การศึกษาในปีสุดท้าย(ปีที่หก) ของหลักสูตรการเรียนการสอนของแพทย์ในประเทศไทย
(2) Pap's smear คือ การตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูก
(3) Lithotomy คือ ท่านอนหงายโดยถ่างขาออก
(4) Stirrup หมายถึง ที่รองรับขาบริเวณข้อพับทั้งสองข้างหรือขาหยั่งนั่นเอง
(5) Speculum คือ เครื่องมือที่แพทย์ใช้ในการเปิดขยายช่องคลอดในการตรวจภายใน มีหลายขนาดเพื่อเลือกให้เหมาะสำหรับแต่ละบุคคล
(6) Restaurant Cityเกมส์สร้างและบริหารร้านอาหาร ที่มีอยู่ใน face bookเป็ที่นิยมมาก
(7) DFIU คือ ภาวะ Death Fetus In Utero หรือเด็กตายในครรภ์