รสหวานซ่อนขม
รุ่งอรุณแห่งวันที่สองของการรอคอย บรรยากาศภายในจวนพยัคฆ์ทมิฬยังคงปกคลุมด้วยม่านหมอกสีน้ำนมที่ลอยอ้อยอิ่ง หยาดน้ำค้างเกาะพราวบนยอดหญ้าที่เริ่มแทงยอดอ่อนเขียวขจีแซมขึ้นมาท่ามกลางความแห้งแล้ง เป็สัญญาณชีพเล็ก ๆ ที่ยืนยันว่าการแก้ค่ายกลของเสิ่นลั่วเมื่อวันวานมิใช่เื่เพ้อฝัน
เสียงโลหะแหวกอากาศดัง ขวับ! ขวับ! เป็จังหวะสม่ำเสมอ ปลุกเสิ่นลั่วให้ตื่นจากภวังค์นิทรา
ช่างจัดสวนหนุ่มลุกขึ้นล้างหน้าบ้วนปากอย่างลวก ๆ คว้าหมั่นโถวที่เหลียงเจ๋อวางไว้ให้หน้าห้องมาคาบไว้ในปาก แล้วเดินตามเสียงนั้นไปยังลานฝึกยุทธ์ด้านหลังเรือนตะวันตก
ภาพที่ปรากฏแก่สายตาทำเอาเสิ่นลั่วถึงกับลืมเคี้ยวหมั่นโถว
ท่ามกลางลานหินกว้าง กู้ชิงเหยียนในชุดฝึกยุทธ์สีขาวสะอาดตากำลังร่ายรำเพลงดาบ ร่างสูงใหญ่เคลื่อนไหวพลิ้วไหวดุจสายน้ำแต่หนักแน่นปานขุนเขา ดาบเล่มมหึมาที่คนธรรมดาต้องใช้สองคนยก กลับดูเบาหวิวดั่งขนนกในมือเขา ทุกท่วงท่าที่ตวัดออกไปมิได้ใช้ลมปราณรุนแรง แต่เน้นที่ความแม่นยำและกระบวนท่าที่งดงามที่ตวัดเส้นสายด้วยความเกรี้ยวกราดทว่าทรงพลัง
เสิ่นลั่วยืนพิงเสามองดูด้วยความหลงใหล มิใช่หลงใหลในวิชาวรยุทธ์ แต่หลงใหลในองค์ประกอบศิลป์ของคนตรงหน้า
“เอวสอบ ไหล่กว้าง ท่วงท่ามั่นคง” เสิ่นลั่วพึมพำกับตัวเอง ดวงตาเป็ประกายวิบวับ “หากจับมาเป็แบบวาดภาพขายในตลาดมืดคงรวยเละแน่ ๆ ”
ทันใดนั้น ปลายดาบสีดำทะมึนก็ตวัดวูบชี้มาทางเขา หยุดชะงักห่างจากปลายจมูกเพียงหนึ่งคืบ ลมจากดาบพัดจนผมหน้าม้าของเสิ่นลั่วปลิวไสว
“มองพอหรือยัง?” กู้ชิงเหยียนเอ่ยถามโดยไม่หอบหายใจแม้แต่น้อย ใบหน้าคมสันเรียบตึงแต่แววตามีรอยขบขันจาง ๆ
เสิ่นลั่วกลืนหมั่นโถวลงคอ ดัง เอื้อก ยิ้มแห้ง ๆ แก้เก้อ “ข้ามิได้แอบมองนะขอรับ ข้ากำลังตรวจสอบฮวงจุ้ยของลานฝึกต่างหาก ท่านแม่ทัพรำดาบได้องอาจห้าวหาญยิ่งนัก แต่น่าเสียดาย...”
“เสียดายอะไร?” กู้ชิงเหยียนลดดาบลง
“เสียดายที่ดาบของท่านไร้จิตสังหาร” เสิ่นลั่วเดินเข้าไปใกล้ ใช้นิ้วเขี่ยปลายดาบเบา ๆ “เหมือนท่านกำลังออกกำลังกายยืดเส้นยืดสาย มากกว่าจะฝึกเพื่อฆ่าคน นี่ท่านกลัวว่าหากใช้แรงมากไป พิษศิลาจะกำเริบใช่หรือไม่?”
กู้ชิงเหยียนชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเก็บดาบเข้าฝัก
“คนฉลาดบางทีก็ตายเร็วเพราะรู้มากเกินไป” แม่ทัพหนุ่มกล่าวเสียงเย็น “ร่างกายข้าตอนนี้ แค่ประคองลมปราณไม่ให้ตีกลับก็เต็มกลืนแล้ว หากฝืนใช้พลังยุทธ์เต็มส่วน เกรงว่าคนที่เ้าจะต้องขุดหลุมฝังคนแรกคงเป็ข้า”
“ข้าไม่ยอมให้ท่านตายหรอก ข้ายังไม่ได้เงินส่วนที่เหลือ” เสิ่นลั่วสวนกลับทันควัน “ว่าแต่วันนี้ข้ามีภารกิจต้องทำ ท่านว่างหรือไม่?”
“ภารกิจ?” กู้ชิงเหยียนเลิกคิ้ว
“ข้า้าดินิญญาทมิฬ เพื่อเตรียมหลุมปลูกต้นหลิวลู่ลม” เสิ่นลั่วอธิบาย ทำท่าประกอบอย่างกระตือรือร้น “ดินชนิดนี้มักอยู่ตามถ้ำลึกที่มีความชื้นสูงและไม่โดนแสงแดด ข้าเห็นว่าหลังเขาลูกนี้มีถ้ำอยู่แห่งหนึ่ง... ท่านช่วยนำทางข้าไปหน่อยได้ไหม?”
กู้ชิงเหยียนถอนหายใจเบา ๆ มองดูใบหน้าที่เปื้อนยิ้มของอีกฝ่าย “ให้เหลียงเจ๋อพาไปไม่ได้รึ?”
“พี่เหลียงเจ๋อเขายุ่งอยู่กับการซ่อมหลังคาเรือนครัวน่ะสิขอรับ” เสิ่นลั่วบุ้ยปากไปทางกลุ่มควันโขมงที่ลอยมาจากโรงครัว “อีกอย่าง... ถ้ำนั้นอาจมีสัตว์มีพิษ ข้า้าคนที่มีวรยุทธ์สูงส่งอย่างท่านคุ้มกัน หรือท่านแม่ทัพกลัวความมืด?”
กู้ชิงเหยียนแค่นหัวเราะในลำคอ “ข้ากลัวเ้าจะไปสะดุดขาตัวเองตายมากกว่า ตามมา”
.
.
เส้นทางสู่ถ้ำหลังเขานั้นรกชัฏและวิบากยิ่งกว่าทางขึ้นเขาชางิ ป่าไม้โบราณยืนต้นตระหง่านเสียดฟ้า บดบังแสงตะวันจนบรรยากาศรอบกายมืดสลัวราวกับยามพลบค่ำ กลิ่นชื้นของมอสและใบไม้เน่าเปื่อยลอยอบอวล
กู้ชิงเหยียนเดินนำหน้า ใช้มีดสั้นถางทางอย่างชำนาญ ฝีเท้าของเขาแ่เบาแทบไร้เสียง ต่างจากเสิ่นลั่วที่เดินย่ำใบไม้แห้งดัง กรอบแกรบ แถมยังแวะดูดอกไม้ใบหญ้าข้างทางตลอดเวลา
“นั่นต้นหญ้าลิ้นั! โอ้โห... นี่มันเห็ดหลินจือดำ! รวยแล้ว! งานนี้กำไรเห็น ๆ!” เสิ่นลั่วร้องวี้ดว้ายราวกับเด็กเจอขุมทรัพย์ เก็บสมุนไพรใส่ย่ามจนตุง
“เดินให้มันดี ๆ หน่อย” กู้ชิงเหยียนดุโดยไม่หันมามอง “แถวนี้งูเงี้ยวเขี้ยวขอชุมนัก”
“มีท่านแม่ทัพอยู่ ข้าจะกลัวอะไร” เสิ่นลั่วตอบเสียงใส “งูเห็นหน้าท่านคงเลื้อยหนีกลับรูแทบไม่ทัน”
“ปากเ้าเนี่ยนะ” กู้ชิงเหยียนส่ายหน้าอย่างระอาใจ แต่ฝีเท้าที่ก้าวเดินกลับชะลอลงเล็กน้อย เพื่อรอให้คนข้างหลังตามทัน
เมื่อมาถึงปากถ้ำ ลมเย็นะเืพัดกระโชกออกมาปะทะใบหน้า กลิ่นอายลึกลับชวนขนลุกแผ่ซ่าน เสิ่นลั่วจุดคบเพลิงที่เตรียมมา แสงไฟสั่นไหววูบวาบส่องให้เห็นหินงอกหินย้อยรูปร่างประหลาดดุจเขี้ยวอสูร
“ดินิญญาทมิฬจะอยู่ที่ก้นถ้ำ บริเวณที่มีน้ำหยดลงมา” เสิ่นลั่วกระซิบ บอกตำแหน่งอย่างแม่นยำราวกับเคยมาที่นี่
ทั้งสองเดินลึกเข้าไปในความมืด เสียงน้ำหยดดังก้องสะท้อนผนังถ้ำ ยิ่งเดินลึก ทางเดินยิ่งแคบและลื่นชื้น
“ระวัง!” จู่ ๆ กู้ชิงเหยียนก็ตวาดลั่น คว้าเอวบางของเสิ่นลั่วกระชากเข้าหาตัวอย่างแรง
ฟุ่บ!
หินย้อยขนาดใหญ่ร่วงตกลงมาใส่ตำแหน่งที่เสิ่นลั่วเคยยืนอยู่เมื่อเสี้ยวพริบตาก่อน กระแทกพื้นแตกกระจายเสียงดังสนั่นหวั่นไหว เศษหินกระเด็นบาดแก้มเสิ่นลั่วเป็รอยเืซิบ
เสิ่นลั่วใจหายวาบ หัวใจเต้นระรัว ร่างกายของเขาแนบชิดอยู่กับอกแกร่งของกู้ชิงเหยียน กลิ่นกายหอมเย็นของอีกฝ่ายชัดเจนจนน่าใจหาย แต่สิ่งที่ชัดเจนยิ่งกว่าคือความเย็นะเืที่แผ่ออกมาจากท่อนแขนของกู้ชิงเหยียนที่โอบเอวเขาอยู่
“ท่านแม่ทัพ” เสิ่นลั่วเงยหน้าขึ้น สบตากับดวงตาสีรัตติกาลที่ฉายแววตื่นตระหนกและเ็ป
กู้ชิงเหยียนรีบปล่อยมือราวกับต้องของร้อน เขาถอยหลังไปก้าวหนึ่ง กุมแขนข้างขวาแน่น ภายใต้ถุงมือหนัง เสิ่นลั่วเห็นเกล็ดหินสีเทาเริ่มนูนขึ้นมาตามแนวแขนเสื้อ การใช้วรยุทธ์ฉับพลันเพื่อช่วยเขาเมื่อครู่ กระตุ้นให้คำสาปกำเริบ
“ข้า... ข้าบอกแล้วว่าอย่าเข้าใกล้ข้า” กู้ชิงเหยียนกัดฟันกรอด เหงื่อเม็ดโป้งผุดพรายเต็มหน้าผาก “ออกไป... รอข้างนอก”
“ไม่!” เสิ่นลั่วปฏิเสธเสียงแข็ง แทนที่จะหนีเขากลับทิ้งคบเพลิงลงพื้น แล้วพุ่งเข้าไปหากู้ชิงเหยียน คว้ามือข้างที่เจ็บนั้นมากุมไว้แน่น
“ปล่อย! มือข้า... มันจะทำให้เ้าแข็งเป็หิน!” กู้ชิงเหยียนพยายามสะบัดออก แต่เสิ่นลั่วเกาะหนึบราวกับปลิง
“ข้าไม่ใช่ศัตรู และข้าก็ไม่ใช่คนธรรมดา ข้าเป็ช่างจัดสวนของท่าน!” เสิ่นลั่วตวาดกลับ “อยู่นิ่ง ๆ !”
เสิ่นลั่วล้วงมือเข้าไปในย่าม หยิบขวดน้ำค้างกลางหาวที่เก็บสะสมไว้ออกมา เทราดลงบนถุงมือหนังของกู้ชิงเหยียน แล้วหลับตาลงรวบรวมสมาธิ
“ปฐีโอบอุ้ม วารีเยียวยา สงบลงซะเ้าเด็กดื้อ!”
แสงสีเขียวจาง ๆ เรืองรองขึ้นจากฝ่ามือของเสิ่นลั่ว ซึมซาบผ่านถุงมือหนังเข้าไปสู่ผิวเนื้อที่กำลังแข็งตัว ความเย็นจากพลังธาตุไม้และน้ำค่อย ๆ บรรเทาความร้อนรุ่มดุจไฟบรรลัยกัลป์ในแขนของกู้ชิงเหยียน
เวลาผ่านไปชั่วครู่ กู้ชิงเหยียนค่อย ๆ ผ่อนลมหายใจยาว อาการเกร็งกระตุกสงบลง เหลือเพียงความอ่อนล้า
เขามองดูศีรษะทุย ๆ ของเสิ่นลั่วที่ก้มหน้าก้มตาถ่ายทอดพลังให้เขาโดยไม่ห่วงชีวิตตัวเอง ความรู้สึกบางอย่างที่เขาพยายามกดไว้มาตลอดเริ่มเอ่อล้นทะลักทำนบ
“ทำไม...” กู้ชิงเหยียนถามเสียงแ่ “เหตุใดต้องเสี่ยงขนาดนี้? เงินค่าจ้างมันคุ้มค่าชีวิตเ้าหรือ?”
เสิ่นลั่วเงยหน้าขึ้น ใบหน้าซีดเซียวแต่รอยยิ้มยังคงสดใส เขาฉีกแขนเสื้อตัวเองมาเช็ดเหงื่อให้แม่ทัพหนุ่มอย่างถือวิสาสะ
“เงินน่ะเื่รอง” เสิ่นลั่วตอบพลางก้มลงเก็บดินสีดำสนิทที่พื้นใส่ถุงผ้า “แต่ถ้าท่านเป็อะไรไป ใครจะเถียงข้าล่ะ? อยู่คนเดียวมันเหงานะขอรับ”
เขาชูถุงดินขึ้นโชว์ “ได้ของครบแล้ว กลับกันเถอะ ข้าหิวจนจะกินช้างได้อีกแล้ว”
...
ขากลับ ทั้งสองเดินเคียงคู่กันออกมาจากป่า แต่คราวนี้ระยะห่างระหว่างไหล่ของทั้งคู่ลดลงจนแทบจะชนกัน
เมื่อกลับมาถึงเรือนรับรอง เหลียงเจ๋อวิ่งหน้าตั้งเข้ามาหาพร้อมกับตะกร้าสานใบเล็ก “ท่านแม่ทัพ! เสิ่นลั่ว! ข้าไปเจอสิ่งนี้ที่ตลาดตีนเขา แม่ค้าฝากมาบอกว่าเป็ของขึ้นชื่อ่นี้”
ในตะกร้าคือขนมกุ้ยฮวาสีเหลืองนวล ส่งกลิ่นหอมหวานละมุน
เสิ่นลั่วตาเป็ประกาย “ของโปรดข้า!” เขาหยิบขึ้นมากัดคำโต รสหวานหอมแผ่ซ่านในปาก “อื้ม! อร่อยล้ำเลิศ! ท่านแม่ทัพ ลองสักชิ้นสิขอรับ”
เขายื่นขนมชิ้นที่กัดไปแล้วครึ่งหนึ่งไปตรงหน้ากู้ชิงเหยียนอย่างลืมตัว
เหลียงเจ๋อตาเหลือกลาน “เฮ้ย! เ้าบ้า! ท่านแม่ทัพเกลียดของหวาน! และที่สำคัญนั่นมันของกินเหลือเดน–”
แต่ทว่ากู้ชิงเหยียนกลับก้มลงงับขนมกุ้ยฮวาจากมือของเสิ่นลั่วเข้าปากหน้าตาเฉย ปลายลิ้นร้อนชื้นแตะถูกปลายนิ้วของเสิ่นลั่วเพียงแ่เบา แต่ทำเอาช่างจัดสวนหนุ่มสะดุ้งเฮือกราวกับถูกเหล็กร้อนนาบ
เสิ่นลั่วชะงักค้าง หน้าแดงซ่านลามไปถึงใบหู รีบชักมือกลับมาซ่อนไว้ข้างหลัง
กู้ชิงเหยียนเคี้ยวขนมช้า ๆ สีหน้าเรียบเฉยไม่บ่งบอกอารมณ์ แต่แววตามีประกายพึงพอใจบางอย่าง
“หวาน...” เขาเอ่ยสั้น ๆ “แต่ก็ไม่เลว”
เหลียงเจ๋ออ้าปากค้างจนแมลงวันแทบจะบินเข้าไปวางไข่ได้ มองเ้านายตัวเองอย่างไม่อยากเชื่อสายตา ‘ท่านแม่ทัพผีเข้าหรือไร? กินของหวาน? แถมยังกินของจากมือชายหนุ่ม?’
เสิ่นลั่วกระแอมไอแก้เขิน “อะแฮ่ม! เอ่อ... ข้าขอตัวไปเตรียมดินก่อนนะขอรับ! ประเดี๋ยวต้นหลิวมาถึงแล้วจักทำไม่ทัน!”
พูดจบก็รีบวิ่งหนีเข้าเรือนไปอย่างรวดเร็ว ทิ้งให้กู้ชิงเหยียนยืนมองตาม มุมปากหยักยกขึ้นเป็รอยยิ้มที่ชัดเจนกว่าทุกครั้ง
“เหลียงเจ๋อ” แม่ทัพหนุ่มเอ่ยเรียก
“ขะ... ขอรับ?”
“วันหลังซื้อมาอีก”
“ซ... ซื้ออะไรขอรับ?”
“ขนมกุ้ยฮวา”
กู้ชิงเหยียนหมุนตัวเดินกลับเรือนใหญ่ ทิ้งให้รองแม่ทัพยืนเกาหัวแกรก ๆ อยู่กลางลาน
และเสิ่นลั่วหารู้ไม่ว่าการแตะต้องตัวกู้ชิงเหยียนเมื่อครู่... ได้ทิ้งรอยประทับบางอย่างไว้บนเส้นด้ายแห่งชะตากรรมของพวกเขาทั้งสอง เป็รอยประทับที่จะผูกมัดพวกเขาไว้ด้วยกัน จนกว่าศิลาจะแหลกสลายหรือบุปผาจะร่วงโรย